Partager

บทที่ 9

เมื่อรับรู้ว่าตอนนี้พวกเขาได้กลับมายังหมู่บ้านแล้วเด็กชายจึงเริ่มดิ้นรนออกจากอ้อมแขนแกร่งของคนที่โอบอุ้ม

ยงเผยจำต้องปล่อยให้เขาลงยืนอยู่บนพื้นด้วยเกรงว่าเด็กคนนี้จะตกลงมาแล้วบาดเจ็บ

ในจังหวะเดียวกันนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าแม่ของเด็กชายได้เดินมาทางเขาสีหน้าเต็มไปด้วยความกลัวและจะกล้าลงมือกับเด็กตัวน้อยได้ลงคอ

เสียงเผียะ! ดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปยังต้นเสียงเป็นตาเดียว “แม่เคยบอกเจ้าว่าอย่างไรเหตุใดถึงไม่ฟัง” น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวเจือด้วยเสียงสะอื้นของผู้ยังมีไม้เรียวเล็กอยู่ในมืออันสั่นเทาข้างนั้นพูดกับเด็กชายเสียงดัง

“ฮือ ๆ ท่านแม่ข้าขอโทษเป็นข้าผิดเองท่านอย่าร้องไห้อีกเลย ต่อไปนี้ข้าให้สัญญาว่าจะไม่หุนหันพลันแล่นเช่นนี้อีก” เด็กน้อยผู้ถูกตีน้ำตาไหลอาบแก้มมอมทั้งสองข้างโอบเอวของมารดาแน่นกล่าวสำนึกผิดทั้งน้ำตา

หญิงสาวคนนั้นรีบทิ้งไม้ในมือของตนลงก่อนย่อตัวลงนั่งโอบกอดเด็กชายตัวเล็กแน่นไม่แพ้กัน

สองไหล่ของนางไหวสะท้านขึ้นลงเสียงร้องไห้ของสองแม่ลูกช่างบาดใจของผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก

ยงเผยผู้ยืนอยู่ข้างคนทั้งสอง ทำให้เขานั่งลงคุกเข่าโอบกอดคนทั้งคู่แน่นราวกับต้องการปกป้อง

“จูเอ๋อร์เรื่องนี้เป็นความผิดของข้าเอง เจ้าอย่าได้ดุด่าว่ากล่าวหรือตีลูกเลยนะ หากเจ้าอยากจะลงโทษก็จงตีข้าเถิด” ถ้อยคำของชายหนุ่มทำให้เด็กชายเริ่มรู้สึกดีกับเขาขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

“ท่านพูดบ้าอะไร เอามือออกไปจากพวกเราเดี๋ยวนี้” หญิงสาวแผดเสียงของตนพร้อมกับส่งสายตาขุ่นเคืองมายังชายผู้ที่ได้ชื่อว่าสามี

ยงเผยจึงได้แต่จำใจคลายมือของตนออกอย่างเสียดาย ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ต่างก็มีสายตาแห่งคำถามเกิดขึ้น ทว่าก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยวาจา

เรื่องครอบครัวควรจะปล่อยให้พวกเขาตัดสินใจกันเอาเอง นี่คือสิ่งที่ทุกคนต่างคิดเหมือน ๆ กัน

อานไท่เมื่อเห็นว่าเรื่องราวยุ่ง ๆ ในการตามหาคนจบลงแล้ว และอีกอย่างในตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดแล้วด้วยเป็นการดีหากจะให้ชาวบ้านแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

“วันนี้ข้าขอบใจพวกเจ้าทุกคนมาก ฟ้าก็เริ่มมืดแล้วพวกเราแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันเถอะ” หลังสิ้นประโยคของหัวหน้าหมู่บ้าน สามคนพ่อแม่ลูกจึงได้รู้สึกตัวว่าพวกเขายังไม่ได้ขอบคุณชาวบ้านเหล่านี้เลย

ดังนั้นคนทั้งสามจึงได้ลุกขึ้นยืน พวกเขาต่างพากันค้อมตัวไปทางชาวบ้านกลุ่มใหญ่พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยความซาบซึ้งใจอย่างที่สุด

“ข้าขอขอบพระคุณทุกท่านที่เสียสละเวลาของตนออก ไปช่วยตามบุตรของเรา” สองสามีภรรยากล่าวพร้อมกันโดยมีเด็กชายตัวน้อยทำตามบิดามารดาด้วย

“ไม่เป็นไร พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกันการช่วยเหลือเช่นนี้เป็นเรื่องสมควรยิ่ง” หนึ่งในชาวบ้านกล่าวออกมา

หลังจากคนกลุ่มใหญ่เดินจากไป หมิงจูก็เดินมาหาครอบครัวหยูนางได้มาหยุดยืนต่อหน้าอันอัน

“เด็กน้อยข้าขอขอบใจเจ้าที่ได้ช่วยฮ่าวเอ๋อร์ไว้ อาหญิงไม่รู้ว่าจะตอบแทนเจ้าอย่างไรได้โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย” หมิงจูกำลังจะก้มหัวให้นาง ทว่าอันอันรีบกล่าวห้ามออกมาทันควัน

“ท่านอาจารย์หญิงอย่าได้ทำเช่นนี้เจ้าค่ะ ท่านกำลังจะทำให้ข้าอายุสั้น ศิษย์ไม่กล้ารับการคารวะจากท่านหรอก” คำพูดของนางทำให้หญิงสาวมุมปากกระตุก

คิดอยากโต้แย้งก็จนใจเพราะนางได้กล่าวออกไปแล้วว่าชายคนนั้นเป็นสามี

หลังจากสิ้นคำกล่าวขอบคุณก็ถึงเวลาจะต้องแยกย้ายคนบ้านหยูทั้งสามชีวิตรวมถึงยงเผยกับสองแม่ลูกก็ตามอานไท่กลับมายังเรือนของเขา ยงเผยได้ให้เด็กชายนั่งบนหลังม้า

ส่วนเขานั้นเป็นคนจูงเพื่อจะได้เดินเคียงข้างกับเมียรักที่หนีหายตนมานานหลายปี

ยงฮ่าวรู้สึกตื่นเต้นดวงตาเป็นประกายยามอยู่บนหลังม้าทำให้เขาเริ่มพออกพอใจกับชายหนุ่มที่อ้างว่าเป็นพ่อของตนมากยิ่งขึ้น

ด้านอันอันในตอนนี้ดวงตาของเด็กน้อยปรือเต็มทน เพราะนางใช้พละกำลังไปจนเกินกำลังของเด็กน้อย ดังนั้นเด็กหญิงจึงได้นั่งคอพับคออ่อนสัปหงกบนหลังม้า

หยูเจียงสงสารบุตรีจึงได้โอบกอดร่างเล็กของนางเข้ามาแนบอกเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหญิงพลัดตกลงไปยังพื้นด้านล่าง

เมื่อถึงเรือนของหัวหน้าหมู่บ้าน อานไท่จึงได้บอกลูกสะใภ้จัดที่หลับนอนให้เด็กหญิงตัวน้อยได้พักผ่อนก่อน อันอันนอนหลับฝันดีโดยไม่มีทีท่าว่าจะตื่น

“ท่านแม่น้องสาวช่างน่ารักยิ่ง” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายวัยเดียวกับยงฮ่าวพูดเสียงเบากับแม่ของตนเมื่อเห็นแก้มซาลาเปาแดงเรื่อของอันอันในขณะหลับตา

“เจิงเอ๋อร์เจ้าเบาเสียงลงหน่อยเถอะ น้องกำลังหลับดูท่าจะฝันดีดูปากเล็ก ๆ ของนางสิแย้มยิ้มเสียด้วย” ผู้เป็นแม่กล่าวเตือนบุตรชายและอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความน่ารักของเด็กหญิง

“พี่สะใภ้เป็นข้าทำให้พวกท่านลำบากแล้ว” น้ำเสียงอันอ่อนโยนของหยวนฟานเอ่ยออกมาอย่างกระดากอาย

“ในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าพี่สะใภ้กระนั้นก็อย่าได้เกรงใจ ข้าเต็มใจที่จะยกห้องนอนให้กับพวกเจ้า ดังนั้นจงอยู่ให้สบายเถอะ” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความยินดีเช่นเดียวกับใบหน้า

ทำให้คนในครอบครัวหยูพากันซาบซึ้งในความมีน้ำใจอันหาได้ยากในภาวะที่แต่ละครอบครัวต่างตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นหมู่บ้านแห่งนี้

หยูเจียงเมื่อเห็นว่าลูกและแม่รวมถึงภรรยามีที่ให้หลับนอนตัวเขาจึงได้หันมาสนทนากับอานไท่เพื่อปรึกษาในเรื่องของที่ดินสำหรับการปลูกเรือนของตนต่อ

“ท่านอาไม่ทราบว่ามีที่ดินตรงไหนที่กว้างมากพอให้ปลูกเรือนอยู่ในบริเวณเดียวกันได้ห้าหลังหรือไม่ เนื่องจากคนในครอบครัวของข้ามีเยอะ” ถ้อยคำของชายหนุ่มทำให้อานไท่มีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะโพล่งออกมา

“มีที่ดินบริเวณเชิงเขา ทั่วทั้งบริเวณนั้นไม่มีบ้านเรือนของใครปลูกอาศัย อีกทั้งยังกว้างมากราคาก็ถูกกว่าที่อื่นแต่ติดตรงที่ว่ามันใกล้ชายป่ามากเกินไป ข้าเกรงว่าอาจจะมีสัตว์ร้ายลงมาจากเขาเพื่อมาทำร้ายพวกเจ้านะสิ” อานไท่ตอบตามจริง

ยงเผยได้ยินคำกล่าวของชายวัยกลางคนเขาจึงได้หันหน้าไปมองภรรยากับลูกชาย “เรือนของพวกเจ้าอยู่ที่ไหน” คำถามอันตรงไปตรงมานี้ทำให้หมิงจูมองเขาสายตามีคำถามเช่นกัน

ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันตอบน้ำเสียงเล็กของบุตรชายก็ดังขึ้นเสียก่อน “ห่างจากเรือนท่านตาจงไปไม่ไกลขอรับเป็นเรือนหลังสุดท้าย” คำตอบของเขาทำให้ยงเผยยกริมฝีปากขึ้นอย่างพอใจ

“ท่านอาไท่ไม่ทราบว่ามีที่ดินใกล้กับพวกเขาหรือไม่” ชายหนุ่มถามหัวหน้าหมู่บ้านออกไปทันทีซึ่งหยูเจียงเองก็รู้สึกสนใจเช่นกัน

“ใกล้พวกเขาก็ที่ดินลากยาวไปจนถึงเชิงเขานั่นแหละ พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปดู วันนี้ก็กินข้าวกินปลานอนพักเอาแรงก่อน” อานไท่ตอบในจังหวะเดียวกันนั้นกับข้าวที่ภรรยาและลูกสะใภ้ช่วยกันทำก็เสร็จพอดีเขาจึงได้กล่าวชวน

หยูเจียงเองก็เห็นดีด้วยจึงได้กล่าวออกมา “เรื่องอาหารท่านอาอย่าได้ห่วงคนของข้าก็คงเตรียมสำรับไว้รอแล้ว อย่างไรข้าก็ขอเชิญพวกท่านกินด้วยกันเถอะขอรับ”

ดังนั้นอาหารมื้อเย็นของบ้านหัวหน้าหมู่บ้านจึงได้กินเนื้อและอาหารที่ปรุงโดยฝีมือของแม่ครัวประจำอดีตจวนขุนนางหนุ่มผู้สอบได้อันดับหนึ่งของมณฑล

“ฝีมือของท่านพี่ป๋ายช่างยอดเยี่ยมมากเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่เคยได้กินอาหารรสชาติอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย หากท่านได้ทำขายรับรองว่าจะต้องมีคนติดใจในรสมืออย่างแน่นอน” ลี่ซื่อภรรยาของอานไท่กล่าวยกยอคนอาวุโสกว่าจากใจ

“น้องสาวกล่าวเกินจริงแล้ว ว่าแต่ที่เมืองแห่งนี้สามารถทำอาหารขายได้อย่างนั้นเหรอ” หญิงสูงวัยกว่ากำลังคิดหาหนทางช่วยนายของตน หากฝีมือของตนสามารถทำเงินได้เหตุใดจึงไม่คิดลองเล่า

“ได้อย่างแน่นอนที่เมืองของเรานั้นมีตลาดท่าเรืออยู่ด้วยหากท่านสนใจข้าจะพาพี่สาวไปดูเจ้าค่ะ แต่การขายอาหารนั้นค่อนข้างเป็นงานหนักนะเจ้าคะ อีกทั้งยังต้องใช้เงินทุนพอสมควร” หญิงรุ่นน้องพูดตรงไปตรงมา

“อาสะใภ้ป๋ายหากท่านอยากทำเพื่อเริ่มชีวิตใหม่ข้ายินดีสนับสนุน ท่านอย่าได้กังวลเรื่องเงินทุนเลยข้ายินดีช่วย” หยูเจียงยกยิ้มกล่าวกับหญิงสูงวัยจากใจจริง

นับตั้งแต่ที่ลาออกจากตำแหน่งขุนนางเขาก็คิดเสมอว่าคนเหล่านี้คือญาติมิตรของตนหาใช่บ่าวรับใช้ไม่

“นายท่าน บ่าวไม่คิดจะปันใจจากพวกท่านนะเจ้าคะ เหตุใดถึงจะไล่บ่าวกันล่ะ” หญิงสูงวัยกว่ากล่าวออกมาทั้งน้ำตา

ทำให้คนในครอบครัวอานยกเว้นแต่เด็กชายวัยหกขวบรู้สึกตกใจในคำเรียกขานแทนตัวของหญิงคนนี้ที่มีต่อหยูเจียงจนตะเกียบในมือของพวกเขาหล่นจากมือ

“อาสะใภ้ท่านหยุดร้องก่อนเถอะ ท่านกำลังทำให้พวกเขาตกใจกันใหญ่แล้ว” หยูเจียงรีบกล่าวห้าม

ทว่าเสียงร้องไห้ของหญิงสูงวัยก็ยังคงดังอยู่อย่างนั้น ทำให้บ่าวรับใช้หญิงอีกสองพากันหลั่งน้ำตาออกมาด้วย

บ่าวชายเองก็ดวงตาแดงก่ำเพราะกลัวจะถูกผู้เป็นนายทอดทิ้ง เสียงร้องไห้ทำให้หนิงอันผู้กำลังหลับจำต้องลืมตาตื่นอย่างงัวเงีย เด็กหญิงเดินโงนซ้ายเงนขวาดวงตายังคงปรืออยู่

“ใครเป็นอันใดหรือเจ้าคะ ร้องไห้ทำไม” เสียงพูดอู้อี้ในขณะอ้าปากหาวถามอย่างไม่เข้าใจ

ยังไม่ทันที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายจะตอบสนอง เด็กชายคน หนึ่งก็เดินเข้าไปจับมือเล็กของเด็กหญิงพูดขึ้นอย่างเอาใจใส่ “น้องสาวพี่จะพาเจ้าไปล้างหน้าจากนั้นค่อยมากินข้าวดีไหม”

ยงฮ่าวรู้สึกอิจฉาเด็กคนนั้นยิ่ง เนื่องจากเขาก็อยากจะดูแลน้องน้อยคนนั้นเช่นกัน

ไวเท่าความคิดเด็กชายจึงได้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับหาผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อและเมื่อพบแล้วเขาจึงคลี่ดูก็พบว่ามันยังสะอาด เด็กชายจึงได้เดินตามเด็กทั้งสองไปติด ๆ

คนในครอบครัวอานกำลังจะกล่าวห้ามลูก/หลานของตนด้วยเกรงว่าคนเหล่านี้ที่พวกเขายังไม่รู้ว่าเป็นใครนั้นจะเกิดความไม่พอใจ แต่เมื่อลอบมองพวกเขาแล้วไม่เห็นว่ามีปฏิกิริยาใดจึงได้ปล่อยเลยตามเลย

อานเจิงผู้รู้ความได้ผสมน้ำอุ่นลงในอ่างเพื่อเตรียมให้น้องสาวผู้น่ารัก หลังจากเอามือทดสอบดูแล้วเขาจึงบอกให้น้องสาวล้างหน้า

หนิงอันเองก็ทำตามอย่างว่าง่ายสุดแสนจะเชื่อฟัง พลางคิดว่าการเป็นเด็กและมีพี่ชายดูแลช่างเป็นเรื่องที่ดียิ่ง

หลังจากนางล้างหน้าเสร็จเรียบร้อยก็มีผ้าเช็ดหน้าสีขาวยื่นมาตรงหน้าจากเด็กชายผู้ที่ตนช่วยเหลือเอาไว้ (เด็กคนนี้นับว่ายังมีความกตัญญู) นางคิด

ด้านนอกคล้อยหลังจากเด็กชายหญิงเดินออกมา น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าครอบครัวหยูจึงได้เอ่ยเชิงตำหนิกับพวกที่กำลังร้องไห้อยู่

“พวกเจ้าเงียบเสียงลงก่อนเถอะ ทำให้คนตกใจอีกทั้งยังทำให้หลานข้าตกใจตื่นมันใช้ได้ที่ไหนกัน หากเจียงเอ๋อร์ต้องการไล่พวกเจ้าไปจริงเหตุใดจึงต้องถามหาที่ดินแปลงใหญ่ด้วยเล่า”

คำกล่าวนี้เหมือนจะได้ผล ดังนั้นบ่าวรับใช้จึงได้หยุดหลั่งน้ำตา “ข้าจะอธิบายว่านับตั้งแต่วันที่เราออกจากจวน ข้าก็คิดกับพวกท่านเป็นญาติหาได้เป็นบ่าวไม่ ดังนั้นหากพวกท่านอยากจะตั้งตัวข้าก็พร้อมยินดีจะสนับสนุน” หยูเจียงอธิบายออกมายืดยาว

บ่าวชายหญิงก็น้ำตาคลอหน่วยออกมาอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขากลับเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ

“พวกบ่าวหาได้อยากแยกตัวเจ้าค่ะ ที่คิดเรื่องขายของก็เพียงเพื่อหวังจะแบ่งเบาภาระของพวกท่านเท่านั้น” นางป๋ายบอกเล่าความรู้สึกตน

ความผูกพันระหว่างนายบ่าวทำให้ครอบครัวอานรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมากเนื่องจากพวกเขาไม่เคยเจอคนที่ดีกับบ่าวรับใช้ของตนเช่นนี้มาก่อน

เจ้าบ้านจึงไม่ยั้งความสงสัยของตนอีกต่อไปเขาจึงใช้คำพูดสุภาพกับหยูเจียงถามในสิ่งที่อยากรู้

“นายท่านหยูแท้จริงแล้วท่านเป็นใครกันแน่ขอรับ”

หยูเจียงบ่ายหน้ามาทางชายวัยกลางคนยกยิ้มบางพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างสุภาพเช่นเดียวกัน “ท่านอาอย่าได้เรียกข้าว่านายท่านเลยเรียกข้าว่าเสี่ยวเจียงเถอะ

เรียนท่านอาตามตรงตัวข้านั้นเคยเป็นเสนาบดีสำนักตรวจราชการมาก่อน แต่เนื่องจากตอนนี้ได้ลาออกจากราชสำนักแล้ว

ดังนั้นจึงเป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการมาตั้งถิ่นฐานใหม่เพียงเท่านั้น” คำพูดของหยูเจียงทำให้เกิดสายฟ้าฟาดกลางศีรษะของคนครอบครัวอานทั้งหมด

“ทะ.. ท่านเป็นขุนนางอย่างนั้นเหรอ โปรดอภัยให้พวกเราด้วยหากทำสิ่งใดที่ตีตนเสมอไปอย่างไม่รู้ตัว” อานไท่กับครอบครัวกำลังจะก้มหัวลงทว่าได้ถูกเสียงของหยูเจียงเอ่ยห้ามไว้

“ท่านอาข้าลาออกแล้วขอรับ นับตั้งแต่ต่อไปนี้ข้าเป็นเพียงบัณฑิตตกงานเพียงเท่านั้น อีกทั้งครอบครัวของข้าตั้งมั่นจะอยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกท่านได้โปรดเห็นข้าเป็นลูกเป็นหลานเถิด”

คนครอบครัวอานหันมองหน้ากันไปมาก่อนที่จะพยักหน้าว่าควรทำตามอย่างที่ชายหนุ่มบอก ทว่าถึงยังไงชายหนุ่มก็ยังเป็นถึงบัณฑิตดังนั้นควรจะให้เกียรติเอาไว้สักหน่อยย่อมเป็นการดี “ได้ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 373

    ส่วนเด็กหญิงผู้ปลอมตัวเป็นเด็กชายก็ได้อาศัยจังหวะนี้ หนีออกไปจากกลุ่มของผู้คนอย่างว่องไว กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดุจเหยี่ยวของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยสิบห้าปี กงล้อแห่งโชคชะตาของนาง ผู้ที่เคยลิขิตให้ผู้อื่นได้เริ่มต้นขึ้นกับตนบ้างแล้ว สองเท้าของคนตัวเล็กวิ่งไปทางซ้าย ทะลุซ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 372

    เมื่อชายชราเห็นศิษย์คนโปรดถูกพี่ชายต่อว่าอย่างเย็นชา เขาจึงได้เอ่ยปากแทน เพื่ออธิบายให้คนผู้นี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังในโทษของเด็กหญิง “นางได้รับโทษแล้ว จากการฝ่าฝืนกฎของสวรรค์ นางจึงได้รับโทษลงทัณฑ์ด้วยการรับสายฟ้าเป็นจำนวนสามครั้ง ตอนนี้ร่างกายของนางกำลังจะสลาย อีกไม่นานดวงจิตขอ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 371

    หลายปีผ่านไปหมิงหมิงผู้อยู่ในวัยชรา กำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีลูกหลานรายล้อม เสียงร้องไห้ของคนเหล่านั้นทำให้เจ้าตัวอดที่จะเอ่ยปากตำหนิออกมาไม่ได้ “ร้องทำไม ทุกชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ เรื่องนี้ไม่มีใครหลีกหนีข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับตัวข้านั้นดีใจมากกว่าที่จะได้เดินทางไปพบกับพี่สาว” น้ำเ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 370

    มู่เทาจึงได้นำเงินที่ตัวเองมีพาบุคคลที่ตนช่วยเอาไว้ไปรักษา จือฉีนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอถึงสามวันเต็มอาการของเขาจึงได้ทุเลา และเมื่อรู้ว่าใครได้ช่วยเหลือตนเองเอาไว้ คนทั้งคู่ก็ทำความรู้จักและหลังจากทราบเรื่องราวของกันและกันต่างคนก็เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขานั้นช่างอาภัพเหมือนกันไม่มีผิด

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 369

    ย้อนกลับไปยังครั้งอดีต ได้มีเด็กชายตัวน้อยในห่อผ้าเก่าสีซีดที่ไม่อาจทราบสีเดิมของมันได้ว่าเป็นสีอะไร ใบหน้าซีดเหลืองของเด็กคนนั้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มบริเวณหางตา ทำให้ชายวัยกลางคนผู้มีสติไม่ค่อยสมประดีได้เกิดความรู้สึกสงสารหรืออาจจะสมเพชก็สุดจะทราบได้ เจ้าตัวจึงได้อุ้มเด็กน้อยขึ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 368

    “เรียนนายท่านผู้สูงส่ง เผื่อท่านลืมข้ามีหนังสือตัดขาดออกจากตระกูลอยู่ในมือ อีกทั้งข้าได้ละทิ้งแซ่ของท่านไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่ข้าออกจากจวนหลังนั้นชีวิตข้าก็ถือว่าได้ตายตกลงไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้หาได้มีแซ่ใด ๆ และมีความเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ข้าคงมีเพียงชื่อที่มารดาตั้งให้เพียงเท่านั้นลาก่อน” คำ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 153

    ส่วนที่เหลือก็หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” จบคำของหนิงอันได้ทำให้ผู้ที่กำลังต้องการให้เด็กหญิงตั้งชื่อให้บุตรหลานของตนมาได้ยินเข้าพอดีถึงกับหัวแทบคะมำ“ท่านพ่อจะให้หลานสาวตั้งชื่ออยู่หรือไม่” หรานต้า กระซิบกับบิดาเสียงเบา“ให้ นางเป็นคนช่วยทำคลอดหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร” อานไท่พูดขึ้นอย่างมั่นใจแม้ว่านางจ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-24
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 41

    ช่วงสายของวัน หลังจากหยูเจียงจัดการนำอาหารไปให้คนงานเรียบร้อยเขาก็มานั่งเรียบเรียงเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำตามที่ตนนึกออก ในจังหวะเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบก็ได้ยินเสียงของคนมาเรียก“น้องเจียงมีคนมาหา” หรานต้าเป็นผู้เดินมาตาม เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่ได้บอกตัวตนของเขาทำให้ชายหนุ่มคนนี้ ไม่มั่นใจว่าผู้ม

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-18
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 166

    เมื่อหลินเซียวมู่ตงเป่านกหวีดก็มีองครักษ์เงาสี่นายปรากฏตัวออกมาซึ่งคนพวกนี้หากไม่ถึงคราวคับขัน พวกเขาจะไม่แสดงตัว หนิงอันมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ‘เฮยเฮยนี่คือองครักษ์เงาละ ข้าอยากมีบ้างเจ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาสิช่างรวดเร็วยิ่ง’ “อันอันเจ้ามองอ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-25
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 359

    และหลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าสู่ประตูด้านใน ชีวิตของแต่ละคนนับจากนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คืนแรกพวกเขาต่างกินอิ่มนอนหลับ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เช้าวันใหม่และยังไม่ทันที่แสงแรกจะโผล่ขึ้นจับขอบฟ้า เสียงแตรก็ดังขึ้น อานเจิงกับยงฮ่าวผู้เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วรีบออกมาด้านนอกก

    last updateDernière mise à jour : 2026-04-05
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status