Partager

บทที่ 8

อันอันหยุดน้ำตาของตัวเองลงอย่างฉับพลัน มองซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวังพลางตะโกนถามออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

“เจ้าเป็นใครคนหรือผี” ใจเต้นตุบตับในอกข้างซ้ายรัวเหมือนกลองศึกก็ไม่ปาน

“เจ้าสิผี ข้าไม่ใช่ทั้งมนุษย์และผีนั่นแหละ ข้าคือผู้รับใช้ของเทพเสวียนอู่ผู้ยิ่งใหญ่เลยนะเจ้าเด็กมนุษย์ตัวเหม็น” น้ำเสียงอันหยิ่งผยองโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน

อันอันคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดของสิ่งมีชีวิตตัวนั้น ทำให้นางผู้ปากไวอดที่จะย้อนออกไปไม่ได้เช่นกัน

“แหม ๆ ท่านเทพผู้รับใช้เสวียนอู่ผู้ยิ่งใหญ่หากท่านเก่งกาจจริงดั่งที่ว่าเห็นทีคงไม่ต้องร้องขอให้เด็กอย่างข้าช่วยหรอกกระมั้ง” สิ้นคำของเด็กหญิง

สัตว์เทพก็ถึงกับอยากจะกระอักเลือดออกมา ‘หน็อยยัยเด็กตัวแสบกล้ายอกย้อนข้าเชียวหรือ หากหลุดออกไปได้ข้าจะทรมานเจ้าให้หนำใจเลย’

สัตว์ตัวเล็กคิดอย่างเดือดดาลโดยลืมคำเตือนทั้งหลายไปหมดสิ้นแล้ว “เสี่ยวเฮยความผิดของเจ้ามากยิ่ง

จงลงไปจองจำอยู่บนโลกมนุษย์จนกว่าจะมีผู้มีดวงชะตากำราบเจ้าได้มาปลดปล่อยเถอะ” นี่คือเสียงของผู้เป็นนายของมัน ก่อนที่เจ้าตัวจะมาถูกจองจำยังสถานที่ลึกลับแห่งนี้

สิ่งสุดท้ายที่ตนจำได้ก็คือเสียงกรีดร้องอ้อนวอนขอร้องอย่างบ้าคลั่ง “หากจะโทษก็ต้องโทษเจ้างูดินตัวนั้นสิมันมาหาเรื่องข้าก่อนนะ” ถ้อยคำนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของตัวเอง

โดยที่เต่าตัวน้อยสีดำนี้ไม่ได้รู้เลยว่าเจ้างูดินเทพรับใช้ของชิงหลงก็ถูกลงโทษเช่นเดียวกัน แต่จะไปอยู่ภพภูมิไหนนั้นไม่มีใครทราบได้

กลับมายังปัจจุบันอันอันผู้รอการโต้กลับของสัตว์เทพก็หน้ามุ่ยอย่างขัดใจ “เจ้ากระอักเลือดตายไปแล้วเหรอ” คำกล่าวของนางทำให้สัตว์เทพอยากจะขบหัวของเด็กหญิงอีกครั้ง

“เจ้าสิตาย ข้าอยู่มานานเป็นพันปียังรอดมาได้ทุกครั้ง กับคำพูดแค่ไม่กี่ประโยคของเด็กยังไม่หย่านมเช่นเจ้าจะทำอะไรข้าได้” น้ำเสียงนั้นยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่ง

“เอาเถอะท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ข้าไม่อยากเถียงกับท่านแล้ว ว่าแต่ท่านจะให้ช่วยอะไรรีบบอกมา ข้ายังต้องตามหาคนอีก” อันอันคร้านจะต่อล้อเถียงพูดขึ้นอย่างเบื่อหน่าย

“ห๊ะ! เจ้าจะหยุดก็หยุดง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ” กุยเฮยร้องเสียงสูงถามออกมาอย่างตกใจ

“ท่านจะเอายังไงก็ว่ามา ว่าแต่ท่านเป็นเทพหรือมารเอา ดี ๆ นะข้าไม่อยากช่วยสิ่งไม่ดี” หนิงอันพูดขึ้นก่อนย้อนถามออก มาอย่างกังขา

“เป็นเทพสิ ข้าจะหลอกเจ้าทำไมหากข้าโกหกขอให้ไม่ได้กลับสวรรค์” คำพูดนี้ทำให้ท้องฟ้าด้านนอกร้องครืนเป็นการยืนยัน

“เทพก็เทพตอนนี้ท่านอยู่ตรงไหนล่ะ แล้วจะให้ข้าช่วยยังไง” อันอันลุกขึ้นยืนเต็มความสูงปัดฝุ่นที่กระโปรงของตนในขณะถามออกไป

“อยู่หลังขอนไม้ที่เห็ดพวกนั้นเกาะอยู่ เจ้าเดินเข้ามาก็จะเห็นข้าเอง” น้ำเสียงนั้นอ่อนลงหลายส่วนเมื่อเห็นว่าเด็กคนนี้เต็มใจช่วยตน

“อ่า เห็นแล้วท่านเป็นเต่าอย่างนั้นเหรอสมแล้วที่เป็นเทพรับใช้ของเสวียนอู่” เด็กหญิงตัวน้อยนั่งยองพิจารณาเต่าดำตัวน้อยที่ถูกบางสิ่งพันธนาการพูดออกมา

“เจ้าไม่ตกใจ ไม่กลัวเลยเหรอที่เห็นข้า” เต่าดำตัวน้อยถามเด็กหญิงอย่างสงสัย

“ไม่อ่ะ เรื่องของข้าน่าตกใจกว่าของท่านเยอะ เลยมีภูมิคุ้มกันมากพอ” หนิงอันปฏิเสธโดยที่มือน้อยก็กำลังแกะสิ่งที่พันรอบตัวของเต่าดำไปด้วย

กุยเฮยมองหน้าเด็กน้อยพลางคิดตามด้วยความอยากรู้ มีเรื่องอะไรที่น่าตกใจมากกว่าเต่าพูดได้อีกกันและอะไรคือภูมิคุ้มกัน ครั้นพอเจ้าตัวได้ยินคำพูดของอันอันมันก็มีสติกลับคืนมา

“เราทั้งสองจะต้องกล่าวยอมรับพันธะของกันจากนั้นเมื่อเจ้าหยดเลือดของตนลงบนหัวของข้าแล้วสิ่งเหล่านี้จะหายไป” กุยเฮยอธิบาย

“อะไรนะ! หากเป็นอย่างที่เจ้าว่าข้าไม่ต้องรับเลี้ยงเจ้าอีกตัวหรอกเหรอ ตอนนี้ครอบครัวของข้ากำลังถังแตกเจ้ามีประโยชน์อะไรจะให้ข้าเลี้ยงดู” หนิงอันอุทานเสียงดังก่อนที่จะจงใจเอ่ยกวนประสาทเต่าตัวน้อยเนื่องจากในนิยายนั้นไม่มีเรื่องเช่นนี้

“จะ...เจ้าจะดูถูกข้าเกินไปแล้ว ข้าผู้นี้แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าท่านเสวียนอู่ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้อ่อนปวกเปียกให้ใครมากล่าวหาเช่นนี้ได้หรอกนะ ตัวข้ากุยเฮยเป็นผู้มีความฉลาดเป็นเลิศ

ภายในตัวมีทั้งธาตุน้ำและธาตุดิน สามารถควบคุมให้ฝนตกก็ได้ ให้ภูเขาพังทลายก็ได้จะทำให้อุดมสมบูรณ์ก็ได้

อีกทั้งข้ายังสามารถกลืนกินสิ่งที่เจ้าต้องการเก็บและเรียกออกมาโดยไม่ทำเสียหายทำนายฟ้าดินได้แม่นยำ” กุยเฮยยังขายตนเองไม่ทันจบก็ถูกเสียงของเด็กหญิงขัดคอขึ้นอย่างกะทันหัน

“หยุดก่อน” อันอันรีบพูดขึ้นต่อทันที “เมื่อสักครู่เจ้าบอกว่าสามารถควบคุมดินฟ้าอากาศได้อย่างนั้นเหรอเรื่องนี้จะเกินจริงไปหน่อยมั้ง” เด็กหญิงย้อนถามอย่างกังขา

“ข้าจะแสดงให้เจ้าดู” กุยเฮยพูดด้วยความโมโหจากนั้นเขาก็พลันปิดเปลือกตาลง เพียงชั่วหนึ่งจิบชาด้านนอกก็เกิดปรากฏการณ์ผิดฤดูขึ้น

ท้องฟ้าได้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึนจากนั้นฝนที่ไม่ตกมานานก็กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้กลุ่มมนุษย์ที่อยู่ด้านนอกต่างวิ่งหาที่หลบฝนกันให้วุ่นวาย

อันอันได้ยินเสียงฝนเสียงฟ้าก็อ้าปากค้างอย่างลืมตน ‘ฮ่า ๆ หากมีฝนใยจะต้องกลัวความแห้งแล้งอีกอย่างนั้นเหรอ’ ความคิดนี้นางได้แต่เก็บงำไว้

“เอาละท่านกุยเฮยผู้ยิ่งใหญ่ข้าเชื่อเจ้าแล้ว ท่านรีบให้ฝนหยุดตกก่อนเถอะไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องยากสำหรับข้าในการเดินลงเขา” หนิงอันรีบกล่าวประจบเต่าดำตัวน้อยอย่างรู้งาน

“นังหนูเจ้ารู้จักเอาใจข้าแล้วนับว่ายังมีตา เอาละฝนหยุดแล้วคราวนี้เราจะมาทำพันธะสัญญาได้หรือยัง ข้าอยากออกไปชมโลกกว้างจะแย่ อยู่ในนี้อุดอู้ชะมัด” กุยเฮยพูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย

“ได้สิ หลังจากเราทำสัญญาต่อกันแล้วท่านอย่าลืมเก็บเทพเจ้าแห่งชีวิตพวกนี้ให้ข้านะโกยให้หมดเลย เพราะอยู่ในที่แคบเช่นนี้น่าเสียดายแย่” หนิงอันต่อลอง

“ข้ารู้แล้วน่า เจ้าจงกล่าวคำสัญญากับข้าเถอะ” กุยเฮยตัวน้อยกล่าวตัดบท

หลังกล่าวคำสัญญาเรียบร้อย อันอันจะเป็นนายของมันแต่เรื่องนี้เต่าตัวน้อยไม่คิดบอก

“ต่อมาคราวนี้ก็มาถึงการหยดเลือด” คำพูดของเต่าน้อยทำให้หนิงอันตกใจ “ข้าจะกรีดนิ้วได้ยัง...โอ้ยเจ็บ ๆ เจ้าเสี่ยวเฮยทำบ้าอะไร” หนิงอันกรีดร้องมองเลือดบนนิ้วของตนอย่างเจ็บปวด

“เจ้ารีบหยดเลือดลงมาเร็วสิหรือจะให้ข้ากัดนิ้วของเจ้าอีกรอบ อยากเจ็บตัวข้าก็ไม่ว่าหรอกนะ” เต่าตัวน้อยผู้ปากกล้ารีบสั่งเจ้านายคนใหม่

“อะ..อ๋อ หากคราวหน้าเจ้าจะทำอะไรแบบนี้ช่วยบอกให้ข้าเตรียมใจก่อนสิ” อันอันบ่นในขณะที่หยดเลือดสีแดงลงบนหัวของเต่าตัวน้อยสีดำสนิท

พลันรอบตัวของเธอกับเต่าดำก็เกิดแสงสว่างสีทองอยู่ชั่วพริบตาก่อนที่แสงนั้นจะหายเข้าไปในหัวของทั้งคนและสัตว์

“พิธีเสร็จสิ้นต่อไปนี้เจ้าอยากพูดอะไรกับข้าทำเพียงแค่เรียกชื่อข้าและก็นึกในหัวก็พอ ไม่อย่างนั้นคนอื่นอาจจะมองว่าเจ้าวิปลาสเอาได้” กุยเฮยกล่าวเตือนนายคนใหม่อย่างหวังดี

“โอเค” เด็กหญิงตอบทำให้กุยเฮยไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กคนนี้พูดเพราะเจ้าตัวอยู่แต่ในยุคอดีตยังไม่เคยไปยุคอนาคต

‘เค...อะไรของเจ้าข้าไม่เข้าใจ’ เต่าน้อยสื่อสารทางความคิด ‘โอเค ก็แปลว่าข้าเข้าใจแล้วแบบนี้ไง เอาเถอะอย่ามัวเสียเวลาเจ้ารีบกวาดเห็ดพวกนั้นเถอะ’ หนิงอันอธิบายพร้อมกับตัดบทออกมาในคราวเดียว

เมื่อเก็บเทพเจ้าแห่งชีวิตทุกสีเรียบร้อย การเดินตามหาเด็กชายก็ดำเนินต่อไป ‘เจ้าเคยเห็นเด็กชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในนี้ไหม’ หนิงอันถามเต่าตัวน้อยที่เกาะอยู่บนบ่า

‘ไม่เห็นตัวได้ยินแต่เสียงฝีเท้า ข้าคิดว่าเขาอยู่ห่างจากเราไม่ไกลหากไม่โดนเขมือบไปเสียก่อน’ คำพูดของเต่าดำทำให้ อันอันขนอ่อนลุกชัน

‘หมายความว่ายังไง’ หนิงอันถามออกมาอย่างติดขัด

‘ก็หมายความว่าที่แห่งนี้เป็นถ้ำงูนะสิ เหตุใดต้องให้ตีความออกมาอีก เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ก็ไม่เข้าใจ’ กุยเฮยกล่าวอย่างเหนื่อยอ่อน ‘งู! อย่างนั้นเหรอ ซวยแล้วข้าไม่ชอบสัตว์ที่ตัวลื่น ๆ แบบนั้น’ หนิงอันกรีดร้อง

เสียงอันโหยหวนของนางยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ยงฮ่าว ผู้คิดว่ามีปีศาจหวาดกลัวมากขึ้นกว่าเดิมจนเขาไม่ยอมขยับกาย

แต่แล้วเด็กชายก็ได้ยินเสียงขู่ของบางอย่างดังอยู่ด้าน หน้าพร้อมกับเสียงครูดกับพื้นดิน

เขาจึงค่อย ๆ เงยศีรษะเล็กของตนขึ้น ดวงตาของเด็กชายเบิกโพลงจ้องมองสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ด้านหน้าอย่างตื่นตะลึง “งะ...งู!” เขาร้องเสียงหลงทำให้หนิงอันรีบวิ่งมายังต้นเสียงทันที

“บ้าไปแล้วนี่มันอนาคอนดาชัด ๆ กุยเฮยหาวิธีเร็วไม่งั้นพวกเราได้กลายเป็นมื้อค่ำของมันแน่” หนิงอันพูดเสียงดังด้วยความลืมตัวเมื่อมองเห็นหัวงูตัวใหญ่กำลังอ้าปากกว้างน้ำลายหยดลงพื้นแหมะ ๆ หมายจะกินเหยื่อตรงหน้า

เต่าตัวน้อยทำเสียงฟู่ ๆ ฟ่อ ๆ ออกมาจากนั้นงูตัวนั้นก็สงบลง หนิงอันแม้จะมึนงงแต่เวลานี้ที่สำคัญคือต้องไปลากเจ้าเด็กคนนั้นออกมาก่อน

ไวเท่าความคิดเด็กหญิงจึงรีบวิ่งไปคว้าคอเสื้อด้านหลังของเด็กชายผู้ที่ยังนั่งตัวสั่นเทาทันที

นางรีบลากเขาออกมาด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนโดยที่เด็กชายไม่สามารถขัดขืนได้ (ไม่ใช่ไม่อยากขัดขืน แต่ข้าไม่มีเรี่ยวแรงต่างหาก) นี่คือความคิดของเขา

“เจ้ามีสติสักทีสิ หากอยากเป็นอาหารของมันอยู่ก็จง นิ่งต่อไปหากไม่ก็รีบวิ่งตามข้ามา” หนิงอันตะคอกใส่คนอายุมากกว่าพร้อมกับวิ่งนำไปข้างหน้า

สองเท้าของยงฮ่าวเองก็รีบตามติดเด็กหญิงมาอย่างไม่ลดละจนกระทั่งเด็กทั้งสองถึงทางออก “พวกเรารีบไปก่อนเจ้าค่ะ” หนิงอันรีบวิ่งไปหาพ่อของตนตะโกนขึ้นเสียงดัง

กุยเฮยได้แต่ลอบหัวเราะในใจ (เจ้าอยากข่มข้าดีนัก หากข้าไม่เอาคืนจะได้อย่างไร) กุยเฮยไม่รู้เลยว่าผลการกระทำในวันนี้จะทำให้ตนถูกหนิงอันเอาคืนได้เจ็บแสบไม่แพ้กัน

เมื่อกลุ่มของหนิงอันวิ่งออกมาได้สักพักก็เจอเข้ากับกลุ่มของอานไท่ที่พาชายฉกรรจ์เดินป่าเข้ามาตามหาพวกเขา

“พวกท่านหนีอะไรกันมาอย่างนั้นเหรอ” อานไท่เป็นผู้เปิดปากหลังจากที่คนเหล่านี้ได้พักหายใจหายคอโดยเฉพาะท่านผู้เฒ่าที่วิ่งจนลืมวัยของตน

“ไม่รู้ แหก ๆ” เสียงหอบเหนื่อยของชายชราตอบออกมา

“ห๊ะ! ไม่รู้แต่ท่านพากันวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายนี่นะ” อานไท่ย้อนถามสีหน้าแสดงความไม่เข้าใจ

“เรื่องนี้” ท่านผู้เฒ่าเปิดปากพลางหันศีรษะไปทางเด็กหญิงตัวเล็กที่กำลังอาปากหอบหายใจ

ยงฮ่าวเป็นผู้ตอบออกมาเสียงตื่นหลังจากรู้สึกดีขึ้น “งะ...งูขอรับ มันตัวใหญ่มากข้ากับนางก็เลยพาทุกคนวิ่งหนีออกมา”

คำกล่าวของเด็กชายได้ทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองหน้าของเขาสีหน้าเริ่มแสดงความกังวล “จะ... เจ้าคงไม่ได้โกหกกระมั้ง” น้ำเสียงสั่นของชาวบ้านชายคนหนึ่งย้อนถาม

“จริงสิขอรับ ไม่เชื่อก็ถามนางได้เลยตัวมันใหญ่มากกว่าขาของชายคนนั้นอีก” ยงฮ่าวกล่าวยืนยันเสียงหนักพร้อมกับชี้นิ้วไปยังต้นขาของยงเผยและหันใบหน้าน้อยไปทางอันอันด้วย

“จริงที่สุดเจ้าค่ะ ข้าว่าพวกเรารีบไปกันก่อนเถอะ หากมันตามมาทันข้าไม่อยากจะคิด” หนิงอันกล่าวพร้อมกับเอามือลูบแขนของตนไปมา

“ลูกรักเจ้ามาขึ้นหลังพ่อแบบนี้จะเร็วกว่า” หยูเจียงนั่งยองหันหลังให้บุตรีในขณะพูด

เด็กหญิงทำตามอย่างเชื่อฟังเนื่องจากร่างกายเล็ก ๆ ของนางในยามนี้ช่างเหนื่อยยิ่ง

ยงฮ่าวรู้สึกอิจฉานางยิ่งที่มีบิดาให้ความรัก ผิดกับตัวเขาที่มีแต่มารดาอีกทั้งมารดาก็ยังตัวบอบบางจึงไม่สามารถแบกเขาเยี่ยงนั้นได้

“ข้าจะแบกเจ้าเอง” ยงเผยเดินมายืนข้างบุตรชายกล่าวเสียงอ่อนแม้ว่าเด็กคนนี้จะยังไม่ยอมรับตนก็ตาม

เด็กชายแหงนหน้ามองชายร่างใหญ่แววตาของเขาทอประกายสับสนริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น

หนิงอันผู้มองเห็นภาพนี้นางจึงได้พูดขึ้นมาลอย ๆ “เจ้าจะไม่ยอมรับจริง ๆ เหรอ” คำพูดนั้นกระแทกใจของยงฮ่าวเข้า อย่างจัง เด็กชายนิ่งคิด (ข้าควรจะยอมรับไหม แต่เขาทำให้ท่านแม่ลำบากมาตั้งหลายปีเชียวนะ)

ในระหว่างที่เด็กน้อยนิ่งเงียบอยู่นั้น ยงเผยจึงได้ถือวิสาสะยกตัวของเขาขึ้น ชายหนุ่มอุ้มคนตัวเล็กไว้แนบอกแกร่ง ทำให้เด็กชายผู้ตกใจที่จู่ ๆ ตัวลอยขึ้นอย่างกะทันหันรีบเอามือโอบรอบคอของคนร่างสูงทันที

(นี่คืออ้อมกอดของบิดาอย่างนั้นหรือ เหตุใดจึงได้ดูแข็งแกร่งยิ่งนักผิดกับอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของมารดายิ่ง) ความคิดของเด็กชายวนเวียนอยู่เช่นนี้จนกระทั่งออกมาจากป่าอย่างปลอดภัย

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 373

    ส่วนเด็กหญิงผู้ปลอมตัวเป็นเด็กชายก็ได้อาศัยจังหวะนี้ หนีออกไปจากกลุ่มของผู้คนอย่างว่องไว กระนั้นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคมดุจเหยี่ยวของคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยสิบห้าปี กงล้อแห่งโชคชะตาของนาง ผู้ที่เคยลิขิตให้ผู้อื่นได้เริ่มต้นขึ้นกับตนบ้างแล้ว สองเท้าของคนตัวเล็กวิ่งไปทางซ้าย ทะลุซ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 372

    เมื่อชายชราเห็นศิษย์คนโปรดถูกพี่ชายต่อว่าอย่างเย็นชา เขาจึงได้เอ่ยปากแทน เพื่ออธิบายให้คนผู้นี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแต่หนหลังในโทษของเด็กหญิง “นางได้รับโทษแล้ว จากการฝ่าฝืนกฎของสวรรค์ นางจึงได้รับโทษลงทัณฑ์ด้วยการรับสายฟ้าเป็นจำนวนสามครั้ง ตอนนี้ร่างกายของนางกำลังจะสลาย อีกไม่นานดวงจิตขอ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 371

    หลายปีผ่านไปหมิงหมิงผู้อยู่ในวัยชรา กำลังนอนอยู่บนเตียงโดยมีลูกหลานรายล้อม เสียงร้องไห้ของคนเหล่านั้นทำให้เจ้าตัวอดที่จะเอ่ยปากตำหนิออกมาไม่ได้ “ร้องทำไม ทุกชีวิตมีเกิดย่อมมีดับ เรื่องนี้ไม่มีใครหลีกหนีข้าเองก็เป็นเช่นเดียวกัน สำหรับตัวข้านั้นดีใจมากกว่าที่จะได้เดินทางไปพบกับพี่สาว” น้ำเ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 370

    มู่เทาจึงได้นำเงินที่ตัวเองมีพาบุคคลที่ตนช่วยเอาไว้ไปรักษา จือฉีนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอถึงสามวันเต็มอาการของเขาจึงได้ทุเลา และเมื่อรู้ว่าใครได้ช่วยเหลือตนเองเอาไว้ คนทั้งคู่ก็ทำความรู้จักและหลังจากทราบเรื่องราวของกันและกันต่างคนก็เห็นว่าชะตาชีวิตของพวกเขานั้นช่างอาภัพเหมือนกันไม่มีผิด

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 369

    ย้อนกลับไปยังครั้งอดีต ได้มีเด็กชายตัวน้อยในห่อผ้าเก่าสีซีดที่ไม่อาจทราบสีเดิมของมันได้ว่าเป็นสีอะไร ใบหน้าซีดเหลืองของเด็กคนนั้นพร้อมกับน้ำตาปริ่มบริเวณหางตา ทำให้ชายวัยกลางคนผู้มีสติไม่ค่อยสมประดีได้เกิดความรู้สึกสงสารหรืออาจจะสมเพชก็สุดจะทราบได้ เจ้าตัวจึงได้อุ้มเด็กน้อยขึ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 368

    “เรียนนายท่านผู้สูงส่ง เผื่อท่านลืมข้ามีหนังสือตัดขาดออกจากตระกูลอยู่ในมือ อีกทั้งข้าได้ละทิ้งแซ่ของท่านไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่ข้าออกจากจวนหลังนั้นชีวิตข้าก็ถือว่าได้ตายตกลงไปแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้หาได้มีแซ่ใด ๆ และมีความเกี่ยวข้องกับท่านไม่ ข้าคงมีเพียงชื่อที่มารดาตั้งให้เพียงเท่านั้นลาก่อน” คำ

  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 359

    และหลังจากที่ทหารใหม่ทั้งหมดเข้าสู่ประตูด้านใน ชีวิตของแต่ละคนนับจากนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คืนแรกพวกเขาต่างกินอิ่มนอนหลับ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่เช้าวันใหม่และยังไม่ทันที่แสงแรกจะโผล่ขึ้นจับขอบฟ้า เสียงแตรก็ดังขึ้น อานเจิงกับยงฮ่าวผู้เตรียมตัวพร้อมอยู่แล้วรีบออกมาด้านนอกก

    last updateDernière mise à jour : 2026-04-05
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 166

    เมื่อหลินเซียวมู่ตงเป่านกหวีดก็มีองครักษ์เงาสี่นายปรากฏตัวออกมาซึ่งคนพวกนี้หากไม่ถึงคราวคับขัน พวกเขาจะไม่แสดงตัว หนิงอันมองการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ด้วยสายตาแห่งความชื่นชม ‘เฮยเฮยนี่คือองครักษ์เงาละ ข้าอยากมีบ้างเจ้าดูการเคลื่อนไหวของพวกเขาสิช่างรวดเร็วยิ่ง’ “อันอันเจ้ามองอ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-25
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 153

    ส่วนที่เหลือก็หก เจ็ด แปด เก้า สิบ” จบคำของหนิงอันได้ทำให้ผู้ที่กำลังต้องการให้เด็กหญิงตั้งชื่อให้บุตรหลานของตนมาได้ยินเข้าพอดีถึงกับหัวแทบคะมำ“ท่านพ่อจะให้หลานสาวตั้งชื่ออยู่หรือไม่” หรานต้า กระซิบกับบิดาเสียงเบา“ให้ นางเป็นคนช่วยทำคลอดหากไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร” อานไท่พูดขึ้นอย่างมั่นใจแม้ว่านางจ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-24
  • ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต   บทที่ 41

    ช่วงสายของวัน หลังจากหยูเจียงจัดการนำอาหารไปให้คนงานเรียบร้อยเขาก็มานั่งเรียบเรียงเขียนถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำตามที่ตนนึกออก ในจังหวะเขียนอักษรตัวสุดท้ายจบก็ได้ยินเสียงของคนมาเรียก“น้องเจียงมีคนมาหา” หรานต้าเป็นผู้เดินมาตาม เนื่องจากผู้มาใหม่ไม่ได้บอกตัวตนของเขาทำให้ชายหนุ่มคนนี้ ไม่มั่นใจว่าผู้ม

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-18
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status