Masukผู้เป็นแม่ทัพจ้องมองภรรยาของตนเองอย่างลืมตัว พวงแก้มที่เวลานี้เป็นสีแดงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอาหารท
ผู้เป็นแม่ทัพจ้องมองภรรยาของตนเองอย่างลืมตัว พวงแก้มที่เวลานี้เป็นสีแดงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอาหารที่นางเพิ่งกินเข้าไป ริมฝีปากเล็ก ๆ รับประทานอาหารพวกนั้นจนแทบไม่เหลือ ดูเหมือนว่าการที่จะทำให้นางอารมณ์ดีคือการหาของอร่อยมาปิดปากนาง ได้นั่งจ้องมองนางเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเพลิดเพลินอย่างแปลกประหลาดชายหนุ่มคล้ายกับเห็นภาพทับซ้อนบางอย่าง เขาว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งร่วมโต๊ะอาหารกับนางเช่นนี้ แต่มันมีความคุ้นเคย จนน่าประหลาด“ท่านหญิง” เล่อฮวาหยวนเปิดปากพูด“...”“เราสองคนเคยรับประทานอาหารร่วมกันแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า” แม่ทัพหนุ่มตัดสินใจถามเส้าหนิงมองบุรุษที่นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะอาหาร ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนเงาของคนตรงหน้า นางก้มหน้าเล็กน้อยแล้วจึงตอบคำถามของเขาด้วยการถามกลับ“ท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ คิดว่าเราสองคนเคยร่วมโต๊ะอาหารกันหรือไม่” ไอ้เคยน่ะมันเคยอยู่แล้ว แต่จะมีประโยชน์อะไรที่จะพูดถึงเรื่องที่เขาลืมไปแล้ว“...” เล่อฮวาหยวนเงียบไป“จะเคยหรือไม่เคยก็ช่างมันเ
เมื่อพิธีการตอนเช้าทุกอย่างเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว ว่านฉีเส้าหนิงถูกส่งตัวมาที่ห้องหอ เสียงมโหรีและความครึกครื้นค่อย ๆ เลือนหายไป นางต้องนั่งนิ่ง ๆ รอสามีเข้าห้องหอและมาเปิดผ้าคลุมหน้าตามธรรมเนียม เส้าหนิงที่ถูกสั่งให้อดอาหารมาตั้งแต่เช้า รู้สึกหน้ามืดตาลายจนคล้ายกับจะเป็นลม เมื่อพี่เลี้ยงและบ่าวไพร่ออกจากห้องไปจนเหลือนางนั่งอยู่เพียงลำพังเส้าหนิงจึงค่อย ๆ เปิดผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อดูว่ามีอะไรให้นางกินรอเวลาหรือไม่แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้ลุกเดินไปไหนประตูห้องหอก็ถูกเปิดออกเสียก่อน“ภรรยาข้านี่หนา” เล่อฮวาหยวนยกยิ้มมุมปาก “อดทนรอข้าไม่ได้ขนาดนี้เชียวหรือ”เส้าหนิงรีบเอาผ้าคลุมหน้าลงแทบไม่ทัน ปกติพวกเจ้าบ่าวจะเมาเข้ามาไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาไม่เมาแล้วก็อยู่ดื่มสุรากับพวกสหายล่ะ“ท่านจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เส้าหนิงอดทนไม่ไหวแล้ว“สักครู่” เล่อฮวาหยวนเดาว่านางจะต้องหิวแน่ ๆ ร่างสูงเดินไปเปิดประตูห้องและพูดอะไรบางอย่างกับสาวใช้ จากนั้นจึงมายืนอยู่ตรงหน้านาง มือแกร่งค่อย ๆ บรรจงเปิดผ้าคลุมหน้
เช้าวันแต่งงานเส้าหนิงถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ร่างเล็กถูกพี่เลี้ยงจับไปซ้ายทีขวาทีราวกับเป็นหุ่นไม้ตัวหนึ่ง เครื่องหอม เสื้อผ้าเครื่องประดับหลายสิบชิ้นถูกประโคมประดับตกแต่งบนตัวของนาง“พี่เหวินซิน ข้ารู้สึกเหมือนตุ๊กตาเลยเจ้าค่ะ”“ใช่เจ้าค่ะ วันนี้ท่านหญิงเป็นตุ๊กตา ตุ๊กตาที่งดงามที่สุด” ตอนที่ต้วนเหวินซินแต่งงานกับต้วนเต๋อชิงมันเป็นเพียงงานเลี้ยงง่าย ๆ ไม่ได้สวมชุดมงคล มีเพียงผ้าคลุมหน้าสีแดง กราบไว้ฟ้าดินด้วยขั้นตอนง่าย ๆ สองสามอย่างจากนั้นดื่มเหล้ามงคลราคาถูกและเข้าหอ เมื่อได้เห็นสตรีที่นางเอ็นดูมาตั้งแต่ยังเด็กได้สวมชุดมงคลสีแดงงดงามราวกับเทพธิดา ต้วนเหวินซินอดที่จะหลั่งน้ำตาไม่ได้“จู่ ๆ ท่านก็มาร้องไห้เนี่ยนะ” เส้าหนิงโอบกอดผู้เป็นพี่เลี้ยง ไม่อยากคิดถึงวันที่ความจริงถูกเปิดเผยเลย ถึงวันนั้น นางจะรับได้หรือไม่นะ“ไม่ได้ร้องสักหน่อยเจ้าค่ะ แค่ฝุ่นเข้าตาเท่านั้น” ต้วนเหวินซินเช็ดน้ำตาก่อนจะคิดอะไรออก นางลุกเดินไปหยิบอะไรบางอย่าง “ท่านอ๋องบอกให้นำมามอบให้ท่าน”
แค่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นยังไม่ทันที่เส้าหนิงจะได้ตั้งตัวหรือตั้งสติให้ครบถ้วน แผนการที่ตกลงกันเอาไว้คือทั้งนางกับเขาจะแต่งงานกันและอาศัยอำนาจของกันและกันโค่นล้มรัชทายาท ส่วนผู้ใดจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกัน ทุกคนนัดพบกันที่ร้านขนมวิหคขับขานในค่ำคืนก่อนวันแต่งงาน เป็นครั้งแรกที่นางรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือจุดนับพบที่ถูกบรรยายเอาไว้ในนิยายเรื่องนั้นนางรู้สึกเหมือนได้เดินขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคารแต่ไม่รู้ว่าเพราะกลไกใด รู้ตัวอีกทีก็ลงมาอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ในตอนแรกชินอ๋องเหมือนจะไม่อยากให้นางมารับรู้หรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แต่เพราะถูกเล่ออี้จินบ่นด่าจนหูชา เขาจึงยินยอมพานางมาด้วยนอกจากชินอ๋อง เล่ออี้จิน ยังมีองค์หญิงใหญ่ และอ๋องแปด ทั้งหมดนั่งพูดคุยเรื่องสำคัญถึงแผนการทั้งหมด ในคราแรกเส้าหนิงคิดว่าจะมีเพียงเท่านี้แต่ไม่ใช่เลยเวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งก้านธูป บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว“คารวะชินอ๋อง องค์หญิงใหญ่ อ๋องแปด” ชายผู้มาใหม่ทำความเคารพตามลำดับสถานะอย่างอ่อนน้อม สีหน้าของเขาเมื่อมาถึงไม่สู้ดีนัก“ในที่สุดเจ้าก
ฉีมู่เหยานั่งมองต้นไม้หน้าตำหนักด้วยสายตาอิดโรยอ่อนแรง ดูเหมือนว่าตั้งแต่กลับมาจากลานล่าสัตว์ร่างกายของนางก็ไม่แข็งแรงดั่งเก่า คงเป็นเพราะนางตรอมใจเรื่องฉีหลานเซี่ยละมั้ง ผู้เป็นอามีความรู้สึกคล้ายกับว่าได้ยินเสียงของนางอยู่รอบ ๆ ตัวผ่านไปครู่ใหญ่ว่านฉีจิ้งก็เดินเข้ามาใช้ผ้าขนแกะหนานุ่มคลุมกายให้กับผู้เป็นภรรยาอย่างอ่อนโยน“ดูเหมือนว่าจะใกล้เข้าสู่เหมันต์ฤดูแล้วสินะ”“นั่นสิเพคะ เสียดายที่ปีนี้ไม่มีหลานเอ๋อ” ฉีมู่เหยาตั้งใจพูดถึงหลานสาวที่ถูกเขาสั่งฆ่า“....”“ท่านยังจำได้ไหม เมื่อตอนที่นางยังเด็ก ชอบมาอ้อนวอนให้ท่านเผามันเทศให้นางกิน ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังต้องปอกเปลือกให้นางอีก คนอื่นปอกไม่ได้ต้องเป็นท่านเพียงคนเดียว” ความทรงจำมากมายเกี่ยวกับฉีหลานเซี่ยผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด“อืม...” ว่านฉีจิ้งไม่อยากขัด สิ่งที่นางพูดทำเอาเขาเองก็รู้สึกผิดอยู่นิดหน่อย เด็กคนนั้นชอบให้เขาเอาอกเอาใจ แต่แล้วอย่างไรเขาเลี้ยงนางมาก็เพื่อการนั้น “ถ้าเช่นนั้น วันนั้นวันที่ว่านฉีเส้าหนิงถูกจั
เพราะหลางซีเยว่มาเตือนทำให้ต้วนเต๋อชิงรู้ตัวว่าถูกสงสัย เขาลงทุนลงแรงอยู่นานจะมาถูกเปิดเผยได้ง่าย ๆ เช่นนั้นงั้นหรือ ร่างสูงของผู้เป็นองครักษ์ฝึกซ้อมวิชายุทธ์อยู่ในลานด้วยสายตาเย็นเฉียบ ทั้งเขาและหลางซีเยว่ต่างก็เป็นคนของรัชทายาท ได้รับการฝึกฝนให้ไร้ความรู้สึก ไร้หัวใจ ทุกอย่างที่แสดงออกมาทั้งหมดคือการแสดง ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่ทำกับต้วนเหวินซิน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนนั้นรักนางหรือไม่“ท่านพี่ นอนเถอะเจ้าค่ะ ดึกแล้ว” นางเดินออกมาตามสามีให้กลับเข้าไปในบ้านได้ยินเสียงของต้วนเหวินซิน เขาก็รีบปรับสีหน้าของตนเองในทันที“เจ้าออกมาทำไม ตอนกลางคืนอากาศเย็น เดี๋ยวจะเป็นหวัดไปอีกคน”“แล้วท่านล่ะ”“ก็ได้ ๆ ข้าไม่เถียงเจ้าแล้ว เข้าห้องไปนอนกันเถอะ”เมื่อส่งเด็ก ๆ เข้านอนกันหมดแล้วและอยู่กันตามลำพังแบบสามีภรรยา ต้วนเหวินซินก็เริ่มพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับสามี เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด เรื่องราวเล็กน้อยที่เกิดขึ้นยามที่นางดูแลท่านหญิงเส้าหนิง ถูกถ่ายทอดให้กับต้วนเต๋อชิงฟังเกือบทุกอย่าง นั่







