Mag-log inจวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหาร
เมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ "คารวะคุณหนูใหญ่" "เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้ องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า..." "ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง "ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อน ซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้ายหมุนขวา ก่อนจะเอ่ยถามอย่างกังวลว่า "เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก ยังเจ็บตรงไหนหรือไม่ พ่อบอกแล้วว่าอย่าไปตากลมที่ศาลานั่นนานๆ ประเดี๋ยวพ่อจะสั่งให้คนรื้อศาลานั่นทิ้งเสีย แล้วสร้างใหม่ให้เป็นเรือนกระจกกันลมดีหรือไม่" ซูจินเยว่มุมปากกระตุก แค่ลูกสาวเป็นลมถึงกับจะรื้อศาลาทิ้งแล้วสร้างใหม่ ความรวยนี่มันน่ากลัวจริงๆ "ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ เพียงแต่อยากมาดู... เอ่อ สมบัติของตระกูลเราสักหน่อยเพื่อความสบายใจน่ะเจ้าค่ะ" ซูว่านซานหัวเราะร่า "ฮ่า ๆ ๆ สมกับเป็นลูกสาวของพ่อ การได้เห็นเงินทองย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน มา ๆ พ่อจะพาเข้าไปดูเอง วันนี้เจ้าอยากได้สิ่งใด หยิบไปได้เลย" เขาโบกมือให้องครักษ์เปิดประตู เสียงกลไกของประตูเหล็กดังครืดคราด ก่อนจะเปิดออกกว้าง...ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ซูจินเย่ว์ต้องอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา นี่มันไม่ใช่แค่ห้องเก็บสมบัติธรรมดาแล้ว... แต่มันคือเหมืองทองคำชัด ๆ ! ภูเขาทองคำแท่งกองสูงท่วมหัวส่องประกายสีเหลืองอร่าม หีบสมบัติที่เปิดอ้าออกเผยให้เห็นไข่มุกเม็ดเท่าไข่นกกระทา เครื่องประดับหยก ทับทิม มรกต และอัญมณีนานาชนิดวางเรียงรายอยู่บนชั้นวางที่ทำจากไม้จันทน์หอม กลิ่นของความมั่งคั่งตลบอบอวลไปทั่วห้อง จนซูจินเยว่นึกว่าตนเองกำลังฝันอยู่ ซูจินเยว่เดินเข้าไปราวกับต้องมนต์สะกด มือเรียวสวยยื่นออกไปสัมผัสแท่งทองคำที่เย็นเฉียบ... ของจริง นี่มันของจริงทั้งหมดเลย นางลูบคลำอย่างเบามือ มองขุมทรัพย์เบื้องหน้าอย่างหลงใหล หากนี่เป็นความฝันก็คงจะเป็นฝันที่นางอยากให้คงอยู่ตลอดไป "เป็นอย่างไรบ้างลูกรัก พอใจหรือไม่" ซูว่านซานถามอย่างภูมิใจ "ช่วงนี้การค้าทางทะเลกำไรงามนัก พ่อเพิ่งได้ปะการังแดงต้นใหญ่สูงเท่าตัวคนมาสองต้น กับไข่มุกราตรีขนาดเท่ากำปั้นอีกสิบเม็ด เจ้าอยากได้ไปประดับที่เรือนหรือไม่" ซูจินเยว่หันกลับมามองบิดาด้วยแววตาซาบซึ้งใจ น้ำตาแห่งความปีติยินดีแทบจะไหลออกมา "ท่านพ่อ... ท่านช่างประเสริฐยิ่งนัก" ซูจินเยว่กระโดดเข้ากอดบิดาร่างท้วมอย่างเต็มแรง ซูว่านซานยิ้มหน้าบาน ลูบหัวลูกสาวอย่างเอ็นดู "ขอเพียงเจ้ามีความสุข พ่อหาให้ได้ทุกอย่าง อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องความสุขของเจ้า..." สีหน้าของซูว่านซานเปลี่ยนเป็นกังวลเล็กน้อย "ของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้รุ่ยอ๋อง เจ้ายังจะให้พ่อส่งไปให้อีกหรือไม่" คำว่า รุ่ยอ๋อง เหมือนน้ำเย็นที่สาดลงมากลางกองไฟแห่งความสุข ซูจินเยว่ผละตัวออกจากอ้อมกอดของบิดา ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา ก่อนที่นางจะเป็นลมนางกำลังเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่เพื่อส่งไปเอาใจเซียวจิ่งถิงมันคือ กระบี่หยกขาวพันปี ที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งนางอ้อนวอนบิดาแทบตายกว่าจะได้มาเพื่อหวังให้ท่านอ๋องชายตามองนางสักครั้ง ในนิยายการส่งกระบี่เล่มนี้ไปให้รุ่ยอ๋องคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด รุ่ยอ๋องไม่เพียงไม่รับ แต่ยังมองว่าตระกูลซูกำลังดูถูกดูแคลนเขาด้วยการเอาของมีค่ามาฟาดหัวเขา และยังสั่งให้คนนำกลับมาคืนพร้อมคำพูดเจ็บแสบที่ทำให้ซูจินเยว่คนเดิมเสียใจจนแทบบ้า นางส่ายหัวเบา ๆ เหตุใดถึงคิดไม่ได้กันนะ ซูจินเยว่หนอซูจินเยว่ เชื้อพระวงศ์ร่ำรวยกันอยู่แล้ว จะยังต้องการของพวกนี้อยู่อีกหรือ โดยเฉพาะรุ่ยอ๋องที่มีทั้งอำนาจและบารมีมากมายจากการทำศึกและพิชิตศัตรูมานักต่อนัก เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่และอ๋องแห่งแคว้น มีความหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใดง่าย ๆ ซูจินเยว่มองดูกองภูเขาทองคำตรงหน้า แล้วนึกถึงใบหน้าเย็นชาของพระเอกในจินตนาการ... คุ้มหรือไม่ ที่เอากระบี่หยกขาวมูลค่ามหาศาลไปแลกกับความเย็นชาของบุรุษที่ไม่เห็นค่า "ไม่เจ้าค่ะ" นางตอบเสียงหนักแน่น ซูว่านซานเลิกคิ้วมองบุตรสาวด้วยความแปลกใจ "หือ เจ้าเปลี่ยนใจแล้วรึ ปกติเจ้า..." "ท่านพ่อ ข้าคิดได้แล้วเจ้าค่ะ" ซูจินเยว่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ปรับท่าทีให้ดูสง่างามสมกับเป็นคุณหนูตระกูลซูคนใหม่ "ของมีค่าเช่นนั้น ไม่ควรตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่เห็นค่า รุ่ยอ๋องสูงส่งเพียงนั้นคงไม่ต้องการของกำนัลจากตระกูลพ่อค้าอย่างเราหรอกเจ้าค่ะ มีแต่จะทำให้ท่านอ๋องรำคาญพระทัยเปล่า ๆ " ซูว่านซานมองลูกสาวด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ "ลูกรัก... เจ้าคิดได้เช่นนี้ พ่อก็ดีใจยิ่งนัก พ่อเองก็ไม่อยากให้เจ้าไปวิ่งตามรักตามหวงบุรุษที่เย็นชาปานน้ำแข็งผู้นั้นเลยจริง ๆ ลูกสาวของพ่อทั้งงดงามและมีเงินทองมากมาย จะหาบุรุษที่ดีกว่านี้สักสิบคนร้อยคนก็ย่อมได้" "ถูกต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ" ซูจินเยว่พยักหน้าพูดสนับสนุนเต็มที่ "ต่อจากนี้ข้าจะไม่สนใจรุ่ยอ๋องอีกแล้ว ข้าจะตั้งใจใช้ชีวิตให้มีความสุข ใช้เงินทองของท่านพ่ออย่างคุ้มค่า... เอ๊ย อย่างชาญฉลาดเจ้าค่ะ" "ดี ดีมาก! ฮ่า ๆ ๆ" ซูว่านซานหัวเราะร่าอย่างมีความสุขในรอบหลายเดือน "เช่นนั้นกระบี่หยกขาวนั่น..." "เอาไปเก็บไว้ในคลังตามเดิมเถิดเจ้าค่ะ หรือไม่ก็..." ซูจินเย่ว์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องสมบัติอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายวาววับ "ถ้าเอาไปประมูลขายน่าจะได้ราคาดีนะเจ้าคะ แล้วเราก็เอาเงินมาซื้อที่ดินเพิ่มดีหรือไม่ท่านพ่อ" วิญญาณนักบัญชีและนักลงทุนเข้าสิงร่างของซูจินเยว่ทันที ซูว่านซานมองลูกสาวที่จู่ ๆ ก็ดูฉลาดเฉลียวขึ้นมาด้วยความงุนงงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่มีความสุขของนาง เขาก็ปัดความสงสัยทิ้งไป และเลือกที่จะสนุบสนุนนางอย่างเต็มที่ "ได้สิ พ่อตามใจเจ้า วันนี้เพื่อฉลองที่เจ้าหายดีและคิดได้ พ่อจะสั่งให้ห้องครัวทำอาหารชุดใหญ่ที่สุด เอาให้มีอาหารร้อยแปดอย่างเลยดีหรือไม่" "ดีเจ้าค่ะท่านพ่อ รักท่านพ่อที่สุดในโลกเลย" ซูจินเย่ว์เดินควงแขนบิดาออกจากห้องสมบัติอย่างมั่นคงและเปี่ยมสุข ทิ้งเรื่องราวของพระเอกนางเอกและพล็อตเรื่องสุดรันทดไว้เบื้องหลัง ใครจะสนท่านอ๋องหน้าตายกันล่ะ ในเมื่อการเป็นตัวประกอบผู้ร่ำรวยนั้น มันดียิ่งกว่าการเป็นนางเอกเสียอีก! ซูจินเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข ยิ้มพูดคุยกับบิดาจนแก้มปริไปตลอดทาง…หนึ่งปีต่อมา ณ จวนรุ่ยอ๋องหากจะถามว่า ในเมืองหลวงยามนี้ ผู้ใดคือคนที่น่าอิจฉาที่สุด คำตอบย่อมไม่ใช่โอรสฮ่องเต้ หรือบุตรขุนนางใหญ่โตที่ไหน แต่เป็นท่านชายตัวน้อยแห่งจวนรุ่ยอ๋อง ผู้ซึ่งคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด... ไม่สิ ต้องเรียกว่าคาบเหมืองทองออกมาด้วยถึงจะถูกเซียวอวี้ หรือชื่อเล่นที่มารดาตั้งให้ว่า หยวนเป่า (ก้อนทอง)เด็กชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบ ผิวขาวราวหิมะ แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววฉลาดเฉลียว และที่สำคัญหน้าตาถอดแบบรุ่ยอ๋องราวกับจับวาง หล่อเหลาตั้งแต่เด็ก คิ้วเข้ม จมูกโด่ง จนสาวใช้ในจวนพากันหลงหัวปักหัวปำทว่า... นิสัยนั้น...เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!เสียงเหรียญทองกระทบกันดังสนั่นห้องโถง"แอ้! แอ้!"หยวนเป่าน้อยนั่งอยู่บนกองพรมขนสัตว์ มือป้อม ๆ กำเหรียญทองคำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ดวงตาเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นวัตถุส่องแสง"โธ่... ลูกแม่" ซูจินเยว่นั่งมองลูกชายด้วยความปลื้มปริ่ม พลางใช้ผ้าเช็ดน้ำลายให้ "ช่างเป็นเด็กที่มีแววรุ่งโรจน์จริง ๆ อายุแค่ขวบเดียวก็รู้จักสะสมทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว""ข้าว่าลูกแค่นิสัยเหมือนเจ้ามากกว่า" เซียวจิ่งถิง เดินเข้ามาในห้อง ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้
ณ จวนรุ่ยอ๋อง ยามวิกาล บรรยากาศในจวนอ๋องอันยิ่งใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวพริ้วไปลู่ลม ทหารยามเดินตรวจตราด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรทมของเจ้านายทว่า... ในห้องนอนใหญ่ของเรือนพำนักหลัก กลับมีสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบเกิดขึ้นบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมหนานุ่มซูจินเยว่ในชุดนอนสีขาวบางเบา กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ น้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับเขื่อนแตก"ฮือ ฮือ ชีวิตข้าช่างรันทดยิ่งนัก อึก"ข้างกายนาง คือบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพปีศาจและอ๋องผู้เย็นชา เซียวจิ่งถิงบัดนี้เขากำลังนั่งหน้าซีดเหงื่อตก ทำตัวไม่ถูก มือไม้พันกันพัลวันพยายามเช็ดน้ำตาให้ภรรยา"จินเยว่ เจ้าเป็นอันใด ผู้ใดทำเจ้าเจ็บ หรือปวดท้อง บอกข้ามา ข้าจะไปสั่งประหารมันเดี๋ยวนี้!"ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้น จมูกแดงก่ำ "ไม่มีใครทำข้า ฮึก แต่ข้า ข้าอยากกิน...""อยากกินอะไร" เซียวจิ่งถิงถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "รังนก หูฉลามหรืออุ้งตีนหมี ข้าจะให้ห้องเครื่องทำมาเดี๋ยวนี้""ไม่เอา! ของพวกนั้นมันจืดชืด!" นางสะบัดหน้า "ข้าอยากกินทุเรียน!""ทุ... อะไรนะ" เซียวจิ่งถิงทวนคำอย่างงุนงง"ทุเรียน! ผลไม้
"ตอนนี้แหละ!" หลี่มู่เห็นช่องว่าง เขาชักมีดสั้นออกมา แล้วพุ่งตรงเข้าหาซูจินเยว่ที่ยืนอยู่คนเดียว "นังตัวดี ตายซะเถอะ!"มีดสั้นวาววับพุ่งตรงมาที่หัวใจของซูจินเยว่ซูจินเยว่เบิกตากว้าง นางไม่มีวรยุทธ์ยากทีทจะหลบหลีกฉึก!เสียงคมมีดแทงทะลุเนื้อ แต่กลับไม่ใช่เนื้อของซูจินเยว่ ร่างหนึ่งเอาตัวเข้ามาขวางนางไว้ รับมีดแทน"อึก..."ซูจินเยว่ประคองร่างเขาไว้ เป็นเฮ่อเหลียนอี้ องค์ชายแห่งแดนเหนือ!"เจ้าหมีควาย!" ซูจินเยว่ร้องลั่น "เจ้ามาได้ยังไง!"เฮ่อเหลียนอี้ ยิ้มกว้างทั้งที่เลือดไหลทะลักออกจากหน้าอก "ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะมาทวงเจ้าคืน" เขากระอักเลือด "อึก! แต่ดูเหมือนข้าจะมาช้าไปหน่อย งานแต่งเริ่มไปแล้ว""เจ้าบ้า อย่าเพิ่งตายนะ!" ซูจินเยว่น้ำตาไหลพราก นางรีบกดแผลเขาไว้หลี่มู่ตกใจที่แทงผิดคน แต่ก็เงื้อมีดจะแทงซ้ำปัง!เสียงกัมปนาทดังขึ้น หลี่มู่กระเด็นไปกระแทกบัลลังก์มังกร ร่างกายไหม้เกรียมเป็นจุดใหญ่ซูจินเยว่ถือปืนไฟ อาวุธลับรุ่นทดลองที่นางแอบลงทุนวิจัยกับกรมสรรพาวุธ ควันยังลอยกรุ่นจากปากกระบอก"อย่ามาแตะต้องสหายของข้า!" นางจ้องหลี่มู่ด้วยสายตาอำมหิต"ทหาร จับมัน!" ฮ่องเต้ตะโกนสั่งสถานการณ์
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง กลบเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ที่ไกล ๆ ท้องฟ้าเหนือวังหลวงถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ซูจินเยว่สั่งให้จุดขึ้นเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า วันนี้คือวันแต่งงานของข้า!ถนนหนทางปูลาดด้วยพรมแดงยาวสิบลี้ ตั้งแต่จวนตระกูลซูไปจนถึงประตูวังหลวง สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารอรับ อั่งเปาที่เจ้าสาวใจป้ำโปรยทานตลอดทาง"รับไป รับไป ขอให้รวย ๆ !" เสียงหวานใสของซูจินเยว่ดังออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาวขนาดมหึมาที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหลัง ซึ่งต้องใช้ชายฉกรรจ์แบกถึงสามสิบคนภายในเกี้ยว ซูจินเยว่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักลายหงส์ด้วยดิ้นทองคำ กำลังนั่งนับตั๋วเงินปึกสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย"เยี่ยนชี ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่" นางกระซิบถามผ่านม่านเกี้ยวเสียงของเยี่ยนชีในชุดบ่าวรับใช้ตอบกลับมา "หน่วยรักษาความปลอดภัยพิทักษ์ฟ้า ประจำจุดเสี่ยงทุกจุดแล้วขอรับ ส่วน แขกคนพิเศษที่เราคาดไว้ ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"ซูจินเยว่แสยะยิ้มมุมปาก นางเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ แล้วหยิบพัดทองคำที่ซ่อนกลไกอาวุธลับไว้ขึ้นมาถือ"ดี วันนี้ข้าลงทุนจัดงานแต่งไปร้อยล้านตำลึง ใค
เยี่ยนชีนำทางซูจินเยว่ในชุดสีดำรัดกุม และเซียวจิ่งถิงลัดเลาะไปตามเงามืด มุ่งหน้าสู่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ ซึ่งเป็นจุดที่หม่าเว่ยหมินสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเด็ดขาดทหารยามเฝ้าแน่นหนา แต่สำหรับอดีตนักฆ่าหอไร้เงาและจอมยุทธ์อันดับหนึ่งอย่างรุ่ยอ๋อง การลอบเข้าเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือเมื่อเข้ามาภายในโกดัง ภาพที่เห็นทำให้ซูจินเยว่ต้องเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน กรงเหล็กขนาดใหญ่เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในกรงแออัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว และเด็กที่ดูแข็งแรงแต่ทุกคนอยู่ในสภาพสะลึมสะลือคล้ายกับโดนวางยา"ช่วยด้วย..." เสียงแหบพร่าดังออกมาจากกรงหนึ่งซูจินเยว่รีบวิ่งเข้าไปดู "ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยแล้ว"นางพยายามจะสะเดาะกุญแจ แต่เป็นกุญแจดันเป็นแบบพิเศษ"หลบไป" เซียวจิ่งถิงดึงนางออกมา แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกแม่กุญแจเคร้ง!กุญแจหักกระเด็น ประตูกรงเปิดออกกว้าง"พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มในกรงถามด้วยความหวาดกลัว"ข้าคือรุ่ยอ๋อง" เซียวจิ่งถิงประกาศ "ใครเป็นคนจับพวกเจ้ามา""เจ้าเมือง..." ชายหนุ่มตอบน้ำตานองหน้า "เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปรักษาตัวที่เมืองอื่น แต่กลับ
เมืองเจียงหนานที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำใสไม้สวยและสาวงาม บัดนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างในหนังสยองขวัญถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำโคลนและขยะ บ้านเรือนปิดประตูเงียบ มีเพียงสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่แอบมองลอดรอยแตกของหน้าต่างและผนังบ้านออกมา ดูขบวนคาราวานหรูหราที่เคลื่อนผ่านไปด้วยความสงสัยระคนสิ้นหวัง"กลิ่นความตายรุนแรงมาก" กู้ชิงโจว ที่นั่งม้าอยู่ข้างรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ไม่ใช่แค่โรคระบาดทางกาย แต่ชาวเมืองป่วยทางใจพวกเขารู้สึกหมดหวัง"ซูจินเยว่เปิดม่านมองดูสภาพเมือง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน"แปลก..." นางพึมพำ"แปลกอันใด" เซียวจิ่งถิงถาม"เมืองนี้ปิดตายมาเกือบเดือน ไม่มีเสบียงเข้า ชาวบ้านอดอยาก แต่ดูนั่นสิ" นางชี้ไปที่ร้านขายข้าวสารข้างทางที่ถูกงัดแงะจนพัง "ไม่มีข้าวสารตกค้าง แต่ทำไมไม่มีศพคนอดตายข้างถนน ปกติถ้าหากว่าเกิดวิกฤตขนาดนี้ ต้องมีขอทานหรือคนเจ็บออกมานอนรอความช่วยเหลือเต็มถนนแล้ว""คนหายไปไหนกันหมด" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง สัญชาตญาณแม่ทัพเริ่มทำงาน "หรือว่า..."ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ต่อ ขบวนคาราวานก็มาถึงหน้าจวนเจ้าเมืองภาพที่เห็นช่างขัดแย้งกับส







