Masukหลังจากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตนเองคือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ซูจินเยว่ก็ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปกับการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า
"คุณหนูเจ้าคะ ชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อนี้เป็นผ้าไหมที่สั่งทอพิเศษจากแคว้นซู เหมาะกับท่านมากเลยเจ้าค่ะ" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทหยิบชุดที่ดูเบาบางพลิ้วไหวออกมานำเสนอ ซูจินเยว่มองดูแล้วส่ายหน้า "มันดูจืดชืดไปหน่อย ข้าอยากได้อะไรที่มัน... ดูมีบารมีมากกว่านี้" "เช่นนั้นชุดสีแดงชาดปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นชุดนี้ล่ะเจ้าคะ" เซี่ยเหลียนหยิบอีกชุดที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ทันทีที่ขยับแสงทองจากดิ้นที่ปักก็สะท้อนวิบวับจนแทบตาบอด "อืม... ค่อยดูสมฐานะขึ้นมาหน่อย แต่ว่าวันนี้ข้าจะออกไปเดินตลาด ไม่อยากให้เป็นจุดสนใจมากนัก เอาเป็นชุดสีฟ้าครามชุดนั้นก็แล้วกัน" นางชี้ไปที่ชุดสีฟ้าสดใสที่ดูเรียบง่ายที่สุดในตู้ แต่ความจริงแล้ว ชุดนั้นตัดเย็บจากผ้าไหมฟ้าครามที่ย้อมด้วยสมุนไพรหายาก ราคาต่อหนึ่งพับแลกกับข้าวสารได้ทั้งโรงเรือน แถมชายกระโปรงยังปักด้วยไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นับร้อยเม็ดซ่อนเอาไว้ให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งยามเดิน "เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้น เมื่อแต่งตัวเสร็จซูจินเยว่ก็มานั่งหน้ากระจกให้สาวใช้เกล้าผมและเลือกปิ่นปักผม แน่นอนว่าต้องเป็นปิ่นทองคำประดับทับทิมสีเลือดนก กับต่างหูระย้าที่ทำจากหยกจักรพรรดิ "คุณหนูของบ่าว งดงามดั่งเทพธิดาลงมาจุติจริง ๆ เจ้าค่ะ" ชิวเยว่เอ่ยชมด้วยความจริงใจ ซูจินเยว่มองตัวเองในกระจกแล้วยิ้มพึงพอใจ "แน่นอน คนงามย่อมคู่กับของงาม ไปกันเถอะ วันนี้ข้าจะไปสำรวจตลาดเมืองหลวงเสียหน่อย ว่ามีอะไรน่าสนใจให้ข้าผลาญ... เอ่อ ให้ข้าใช้จ่ายบ้าง" รถม้าของตระกูลซูนั้นไม่ได้เป็นเพียงพาหนะธรรมดา แต่มันคือวิมานเคลื่อนที่ ตัวรถม้าทำจากไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง หลังคาบุด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงเข้ม ภายในกว้างขวางปูด้วยเบาะนุ่มหนาที่นั่งแล้วแทบไม่อยากลุก มีโต๊ะเล็ก ๆ วางขนมและน้ำชาชั้นเลิศเตรียมไว้พร้อม แม้แต่ล้อรถยังหุ้มด้วยยางไม้พิเศษเพื่อลดแรงกระแทก ซูจินเยว่นั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์ มองลอดม่านหน้าต่างออกไปดูบรรยากาศภายนอก ตลาดเมืองหลวงในยามสายนั้นคึกคักจอแจ ผู้คนเดินขวักไขว่ ร้านรวงเปิดขายของกันอย่างคึกคัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ บรรยากาศช่างดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก "จอดที่หอจินอวี้ ข้าอยากได้เครื่องประดับชุดใหม่" ซูจินเย่ว์สั่ง รถม้าค่อย ๆ ชะลอจอดที่หน้าร้านเครื่องประดับที่ใหญ่และแพงที่สุดในเมืองหลวง ทันทีที่ซูจินเยว่ก้าวลงจากรถม้า เถ้าแก่ร้านที่ตาไวยิ่งกว่าเหยี่ยวก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับแทบจะกราบกราน "โอ้! คุณหนูซู เป็นเกียรติแก่ร้านค้าที่ต่ำต้อยของข้าน้อยยิ่งนักที่ท่านมาเยือน เชิญด้านในขอรับ วันนี้มีของใหม่จากแดนตะวันตกเพิ่งมาถึงพอดี" ซูจินเยว่เดินเชิดหน้าเข้าไปในร้านด้วยท่วงท่าสง่างาม กวาดสายตามองเครื่องประดับที่วางเรียงกันอยู่ "ข้าขอดูของที่ดีที่สุดของร้านท่านหน่อย" เถ้าแก่ร้านรีบกุลีกุจอไปหยิบถาดกำมะหยี่สีดำออกมาสามถาด บนนั้นมีทั้งสร้อยคอเพชร ปิ่นปักผมหยกขาว และกำไลข้อมือทองคำสลักลาย ซูจินเยว่หยิบกำไลหยกขึ้นมาพิจารณา เนื้อหยกเย็นเฉียบและใสราวกับน้ำ แสงแดดส่องทะลุผ่านได้ นี่คือหยกเนื้อแก้วที่หาได้ยากยิ่ง "ชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่" นางถาม "เอ่อ... ห้าร้อยตำลึงทองขอรับคุณหนู" เถ้าแก่ตอบเสียงอ่อย พลางลอบสังเกตสีหน้า เพราะราคาห้าร้อยตำลึงทองนั้นซื้อจวนหลังใหญ่ได้เลย ซูจินเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย... ห้าร้อยตำลึงทอง ถูกกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมที่ข้าเคยอยากได้ตั้งเยอะ "แล้วปิ่นอันนั้นล่ะ" นางชี้ไปที่ปิ่นทองคำประดับพลอย "สามร้อยตำลึงทองขอรับ" "สร้อยคอล่ะ" "เจ็ดร้อยตำลึงทองขอรับ อันนี้เป็นงานของช่างหลวงเก่าแก่..." ซูจินเยว่วางกำไลหยกที่ถืออยู่ลงพลางถอนหายใจเบา ๆ เถ้าแก่ร้านหน้าซีดเผือด คิดว่านางคงไม่พอใจราคา หรือไม่ก็คิดว่าแพงเกินไป "ข้าเกรงว่า..." เถ้าแก่กำลังจะเอ่ยปากเสนอลดราคา "ข้าเกรงว่าข้าจะเลือกไม่ถูก" ซูจินเยว่ตัดบทด้วยรอยยิ้มหวานหยด "มันเสียเวลาเลือกน่ะ... เอาเป็นว่า ข้าเหมาหมดทั้งสามถาดนี้เลยก็แล้วกัน ห่อให้ข้าด้วย แล้วส่งบิล... ไม่สิ ส่งบัญชีไปเก็บเงินที่จวนตระกูลซู" "... เหมาหมด" เถ้าแก่ร้านอ้าปากค้าง ตาถลนแทบหลุดจากเบ้า "ทะ... ทั้งสามถาดเลยหรือขอรับ รวมเป็นเงินหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงทองนะขอรับ" "มีอันใด กลัวตระกูลซูไม่มีเงินจ่ายรึ" ซูจินเยว่เลิกคิ้วถาม "มิบังอาจ มิบังอาจขอรับ! ข้าน้อยจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้เลย" เถ้าแก่ร้านรีบก้มหัวขอบคุณ และจัดการหอเครื่องประดับทั้งหมดทันที ซูจินเยว่เดินออกจากร้านอย่างมีความสุข อา... การใช้เงินแก้ปัญหาความลังเลนี่มันดีจริง ๆ ไม่ต้องมานั่งเปรียบเทียบราคา ไม่ต้องรอช่วงโปรโมชั่น อยากได้ก็แค่ชี้นิ้วสั่งซื้อได้เลย ขณะที่นางกำลังรอสาวใช้รับของอยู่นั้น จมูกของนางก็ได้กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยมาตามลม "หอมจัง... กลิ่นซาลาเปาไส้หมูสับ" ด้วยความที่เป็นสายกินอยู่แล้ว ซูจินเยว่จึงไม่รอช้าเดินตามกลิ่นนั้นไปทันที ทิ้งให้สาวใช้จัดการเรื่องของอยู่หน้าร้าน นางเดินเลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ข้างร้านเครื่องประดับ ซึ่งดูเงียบสงบและผู้คนบางตากว่าถนนใหญ่มาก ทว่าสายตาของนางกลับสะดุดเข้ากับร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งพิงกำแพงอิฐเก่า ๆ อยู่ในมุมมืดของตรอก แทนที่จะเป็นร้านขายซาลาเปาไส้หมูสับ เขาสวมชุดสีดำที่ดูมอมแมมและขาดวิ่น มีคราบดินโคลนและรอยคล้ายเลือดติดอยู่ตามเนื้อตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้าทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน เขานั่งก้มหน้ามือข้างหนึ่งกุมที่หน้าท้องคล้ายกับได้รับบาดเจ็บ นี่ขอทาน หรือคนที่ได้รับบาดเจ็บกัน นางต้องช่วยเขาหรือไม่ ซูจินเยว่ชะงักฝีเท้าในยุคปัจจุบันนางมักจะหลีกเลี่ยงคนแปลกหน้า แต่ในยุคนี้ นางคือคุณหนูผู้มีวรยุทธ์... อ๋อ ไม่ใช่ นางไม่มีวรยุทธ์ แต่นางมีเงิน! และที่สำคัญแถวนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด นางควรจะช่วยเพื่อนมนุษย์สักหน่อยเพื่อสะสมแต้มบุญ เผื่อชาติหน้าจะได้เกิดมารวยอีก นางค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ชายหนุ่มผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองนางช้า ๆ ทันทีที่สบตากัน ซูจินเยว่ถึงกับลมหายใจสะดุด แม้ผมเผ้าจะยุ่งเหยิงและใบหน้าจะเปื้อนคราบฝุ่นโคลน แต่ก็ไม่อาจบดบังความหล่อเหลาที่พุ่งออกมากระแทกหน้าของนางได้ คิ้วเข้มพาดเฉียงดุจกระบี่ ดวงตาเรียวยาวคมกริบดั่งพญาอินทรี จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากหยักได้รูปที่แม้จะซีดเซียวแต่ก็น่ามอง หล่อ! หล่อวัวตายความล้มเลยล่ะ หล่อระดับไอดอลเกาหลีที่เพิ่งลงจากเวทีคอนเสิร์ต แต่ทว่า... แววตาของเขานั้นดุดันและแฝงรังสีอำมหิตบางอย่างที่ชวนขนลุก ชายหนุ่มผู้นี้คือ เซียวจิ่งถิง หรือก็คือ รุ่ยอ๋อง พระเอกของเรื่องที่นางพยายามที่จะหลึกเลี่ยงนั่นเอง แต่ซูจินเยว่ผู้ซึ่งจำพระเอกได้แต่ภาพลักษณ์ในชุดเกราะทองคำหรือชุดขุนนางหรูหรา กลับจำเขาไม่ได้เลยในสภาพซอมซ่อเช่นนี้ ในหัวของนางประมวลผลไปว่า... นี่คือ ขอทานผู้โชคร้ายที่หน้าตาดีมาก ทางด้านเซียวจิ่งถิง เขาเพิ่งเสร็จภารกิจลับในการกวาดล้างรังโจรป่าและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย จึงหลบมาพักเดินลมปราณเพื่อสมานแผลในตรอกเงียบ ๆ นี้ ไม่คิดว่าจะมียายบ้าที่ไหนไม่รู้แต่งตัวประหนึ่งตู้ทองเคลื่อนที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาหา "เจ้า..." เซียวจิ่งถิงขมวดคิ้ว เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเตรียมจะไล่นางไปให้พ้น เพราะเขาไม่อยากให้มีคนมาพบเขาในสภาพนี้ แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ ประโยคของเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยวัตถุสีทองวาววับที่ลอยละลิ่วมาตกตรงหน้าตัก เคร้ง! ก้อนทองคำแท่งเล็ก ๆ กลิ้งหลุน ๆ อยู่บนตักของท่านอ๋องผู้ยิ่งใหญ่ เซียวจิ่งถิงนิ่งอึ้ง มองก้อนทองสลับกับใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวตรงหน้าหนึ่งปีต่อมา ณ จวนรุ่ยอ๋องหากจะถามว่า ในเมืองหลวงยามนี้ ผู้ใดคือคนที่น่าอิจฉาที่สุด คำตอบย่อมไม่ใช่โอรสฮ่องเต้ หรือบุตรขุนนางใหญ่โตที่ไหน แต่เป็นท่านชายตัวน้อยแห่งจวนรุ่ยอ๋อง ผู้ซึ่งคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด... ไม่สิ ต้องเรียกว่าคาบเหมืองทองออกมาด้วยถึงจะถูกเซียวอวี้ หรือชื่อเล่นที่มารดาตั้งให้ว่า หยวนเป่า (ก้อนทอง)เด็กชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบ ผิวขาวราวหิมะ แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววฉลาดเฉลียว และที่สำคัญหน้าตาถอดแบบรุ่ยอ๋องราวกับจับวาง หล่อเหลาตั้งแต่เด็ก คิ้วเข้ม จมูกโด่ง จนสาวใช้ในจวนพากันหลงหัวปักหัวปำทว่า... นิสัยนั้น...เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!เสียงเหรียญทองกระทบกันดังสนั่นห้องโถง"แอ้! แอ้!"หยวนเป่าน้อยนั่งอยู่บนกองพรมขนสัตว์ มือป้อม ๆ กำเหรียญทองคำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ดวงตาเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นวัตถุส่องแสง"โธ่... ลูกแม่" ซูจินเยว่นั่งมองลูกชายด้วยความปลื้มปริ่ม พลางใช้ผ้าเช็ดน้ำลายให้ "ช่างเป็นเด็กที่มีแววรุ่งโรจน์จริง ๆ อายุแค่ขวบเดียวก็รู้จักสะสมทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว""ข้าว่าลูกแค่นิสัยเหมือนเจ้ามากกว่า" เซียวจิ่งถิง เดินเข้ามาในห้อง ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้
ณ จวนรุ่ยอ๋อง ยามวิกาล บรรยากาศในจวนอ๋องอันยิ่งใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวพริ้วไปลู่ลม ทหารยามเดินตรวจตราด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรทมของเจ้านายทว่า... ในห้องนอนใหญ่ของเรือนพำนักหลัก กลับมีสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบเกิดขึ้นบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมหนานุ่มซูจินเยว่ในชุดนอนสีขาวบางเบา กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ น้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับเขื่อนแตก"ฮือ ฮือ ชีวิตข้าช่างรันทดยิ่งนัก อึก"ข้างกายนาง คือบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพปีศาจและอ๋องผู้เย็นชา เซียวจิ่งถิงบัดนี้เขากำลังนั่งหน้าซีดเหงื่อตก ทำตัวไม่ถูก มือไม้พันกันพัลวันพยายามเช็ดน้ำตาให้ภรรยา"จินเยว่ เจ้าเป็นอันใด ผู้ใดทำเจ้าเจ็บ หรือปวดท้อง บอกข้ามา ข้าจะไปสั่งประหารมันเดี๋ยวนี้!"ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้น จมูกแดงก่ำ "ไม่มีใครทำข้า ฮึก แต่ข้า ข้าอยากกิน...""อยากกินอะไร" เซียวจิ่งถิงถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "รังนก หูฉลามหรืออุ้งตีนหมี ข้าจะให้ห้องเครื่องทำมาเดี๋ยวนี้""ไม่เอา! ของพวกนั้นมันจืดชืด!" นางสะบัดหน้า "ข้าอยากกินทุเรียน!""ทุ... อะไรนะ" เซียวจิ่งถิงทวนคำอย่างงุนงง"ทุเรียน! ผลไม้
"ตอนนี้แหละ!" หลี่มู่เห็นช่องว่าง เขาชักมีดสั้นออกมา แล้วพุ่งตรงเข้าหาซูจินเยว่ที่ยืนอยู่คนเดียว "นังตัวดี ตายซะเถอะ!"มีดสั้นวาววับพุ่งตรงมาที่หัวใจของซูจินเยว่ซูจินเยว่เบิกตากว้าง นางไม่มีวรยุทธ์ยากทีทจะหลบหลีกฉึก!เสียงคมมีดแทงทะลุเนื้อ แต่กลับไม่ใช่เนื้อของซูจินเยว่ ร่างหนึ่งเอาตัวเข้ามาขวางนางไว้ รับมีดแทน"อึก..."ซูจินเยว่ประคองร่างเขาไว้ เป็นเฮ่อเหลียนอี้ องค์ชายแห่งแดนเหนือ!"เจ้าหมีควาย!" ซูจินเยว่ร้องลั่น "เจ้ามาได้ยังไง!"เฮ่อเหลียนอี้ ยิ้มกว้างทั้งที่เลือดไหลทะลักออกจากหน้าอก "ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะมาทวงเจ้าคืน" เขากระอักเลือด "อึก! แต่ดูเหมือนข้าจะมาช้าไปหน่อย งานแต่งเริ่มไปแล้ว""เจ้าบ้า อย่าเพิ่งตายนะ!" ซูจินเยว่น้ำตาไหลพราก นางรีบกดแผลเขาไว้หลี่มู่ตกใจที่แทงผิดคน แต่ก็เงื้อมีดจะแทงซ้ำปัง!เสียงกัมปนาทดังขึ้น หลี่มู่กระเด็นไปกระแทกบัลลังก์มังกร ร่างกายไหม้เกรียมเป็นจุดใหญ่ซูจินเยว่ถือปืนไฟ อาวุธลับรุ่นทดลองที่นางแอบลงทุนวิจัยกับกรมสรรพาวุธ ควันยังลอยกรุ่นจากปากกระบอก"อย่ามาแตะต้องสหายของข้า!" นางจ้องหลี่มู่ด้วยสายตาอำมหิต"ทหาร จับมัน!" ฮ่องเต้ตะโกนสั่งสถานการณ์
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง กลบเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ที่ไกล ๆ ท้องฟ้าเหนือวังหลวงถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ซูจินเยว่สั่งให้จุดขึ้นเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า วันนี้คือวันแต่งงานของข้า!ถนนหนทางปูลาดด้วยพรมแดงยาวสิบลี้ ตั้งแต่จวนตระกูลซูไปจนถึงประตูวังหลวง สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารอรับ อั่งเปาที่เจ้าสาวใจป้ำโปรยทานตลอดทาง"รับไป รับไป ขอให้รวย ๆ !" เสียงหวานใสของซูจินเยว่ดังออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาวขนาดมหึมาที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหลัง ซึ่งต้องใช้ชายฉกรรจ์แบกถึงสามสิบคนภายในเกี้ยว ซูจินเยว่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักลายหงส์ด้วยดิ้นทองคำ กำลังนั่งนับตั๋วเงินปึกสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย"เยี่ยนชี ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่" นางกระซิบถามผ่านม่านเกี้ยวเสียงของเยี่ยนชีในชุดบ่าวรับใช้ตอบกลับมา "หน่วยรักษาความปลอดภัยพิทักษ์ฟ้า ประจำจุดเสี่ยงทุกจุดแล้วขอรับ ส่วน แขกคนพิเศษที่เราคาดไว้ ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"ซูจินเยว่แสยะยิ้มมุมปาก นางเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ แล้วหยิบพัดทองคำที่ซ่อนกลไกอาวุธลับไว้ขึ้นมาถือ"ดี วันนี้ข้าลงทุนจัดงานแต่งไปร้อยล้านตำลึง ใค
เยี่ยนชีนำทางซูจินเยว่ในชุดสีดำรัดกุม และเซียวจิ่งถิงลัดเลาะไปตามเงามืด มุ่งหน้าสู่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ ซึ่งเป็นจุดที่หม่าเว่ยหมินสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเด็ดขาดทหารยามเฝ้าแน่นหนา แต่สำหรับอดีตนักฆ่าหอไร้เงาและจอมยุทธ์อันดับหนึ่งอย่างรุ่ยอ๋อง การลอบเข้าเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือเมื่อเข้ามาภายในโกดัง ภาพที่เห็นทำให้ซูจินเยว่ต้องเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน กรงเหล็กขนาดใหญ่เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในกรงแออัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว และเด็กที่ดูแข็งแรงแต่ทุกคนอยู่ในสภาพสะลึมสะลือคล้ายกับโดนวางยา"ช่วยด้วย..." เสียงแหบพร่าดังออกมาจากกรงหนึ่งซูจินเยว่รีบวิ่งเข้าไปดู "ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยแล้ว"นางพยายามจะสะเดาะกุญแจ แต่เป็นกุญแจดันเป็นแบบพิเศษ"หลบไป" เซียวจิ่งถิงดึงนางออกมา แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกแม่กุญแจเคร้ง!กุญแจหักกระเด็น ประตูกรงเปิดออกกว้าง"พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มในกรงถามด้วยความหวาดกลัว"ข้าคือรุ่ยอ๋อง" เซียวจิ่งถิงประกาศ "ใครเป็นคนจับพวกเจ้ามา""เจ้าเมือง..." ชายหนุ่มตอบน้ำตานองหน้า "เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปรักษาตัวที่เมืองอื่น แต่กลับ
เมืองเจียงหนานที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำใสไม้สวยและสาวงาม บัดนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างในหนังสยองขวัญถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำโคลนและขยะ บ้านเรือนปิดประตูเงียบ มีเพียงสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่แอบมองลอดรอยแตกของหน้าต่างและผนังบ้านออกมา ดูขบวนคาราวานหรูหราที่เคลื่อนผ่านไปด้วยความสงสัยระคนสิ้นหวัง"กลิ่นความตายรุนแรงมาก" กู้ชิงโจว ที่นั่งม้าอยู่ข้างรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ไม่ใช่แค่โรคระบาดทางกาย แต่ชาวเมืองป่วยทางใจพวกเขารู้สึกหมดหวัง"ซูจินเยว่เปิดม่านมองดูสภาพเมือง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน"แปลก..." นางพึมพำ"แปลกอันใด" เซียวจิ่งถิงถาม"เมืองนี้ปิดตายมาเกือบเดือน ไม่มีเสบียงเข้า ชาวบ้านอดอยาก แต่ดูนั่นสิ" นางชี้ไปที่ร้านขายข้าวสารข้างทางที่ถูกงัดแงะจนพัง "ไม่มีข้าวสารตกค้าง แต่ทำไมไม่มีศพคนอดตายข้างถนน ปกติถ้าหากว่าเกิดวิกฤตขนาดนี้ ต้องมีขอทานหรือคนเจ็บออกมานอนรอความช่วยเหลือเต็มถนนแล้ว""คนหายไปไหนกันหมด" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง สัญชาตญาณแม่ทัพเริ่มทำงาน "หรือว่า..."ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ต่อ ขบวนคาราวานก็มาถึงหน้าจวนเจ้าเมืองภาพที่เห็นช่างขัดแย้งกับส







