Masuk
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของไม้กฤษณาชั้นดีที่ถูกจุดในกระถางธูปทองคำสลักลายมังกรลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ปลุกให้สติที่ยังคงพร่ามัวของคนที่นอนอยู่บนเตียงค่อย ๆ กลับคืนมา
ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความปวดเมื่อยจากการโหมงานหนักติดต่อกันสามวันสามคืนเพื่อปิดงบไตรมาส แต่กลับเป็นความนุ่มนวลอย่างน่าเหลือเชื่อที่โอบอุ้มแผ่นหลังของเธอเอาไว้ มันนุ่มเสียจนเธอคิดว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนปุยเมฆ ไม่ใช่ที่นอนราคาถูกในห้องเช่ารูหนูของตัวเอง "อือ..." เสียงครางแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากลำคอ ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าแผ่วเบาหลายคู่ก็รีบตรงเข้ามาใกล้ ม่านมุ้งที่ถักทอจากเส้นไหมสีเงินยวงปักเลื่อมมุกเม็ดเล็กๆ ถูกเลิกขึ้นอย่างระมัดระวัง แสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาทำให้เธอต้องหยีตาลงเล็กน้อย "คุณหนูฟื้นแล้ว!" "เร็วเข้า! ไปเรียนนายท่าน ไปเอาน้ำแกงรังนกตุ๋นโสมคนพันปีที่อุ่นไว้มาเดี๋ยวนี้" เสียงร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนกแกมดีใจดังขึ้นรอบทิศทาง หญิงสาวบนเตียงพยายามลืมตาขึ้นมอง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันสี่คน ที่กำลังมองมาด้วยแววตาห่วงใยอย่างสุดซึ้ง เดี๋ยวก่อนนะ! นี่อะไรน่ะ หญิงสาวในชุดโบราณ เธอกะพริบตาปริบ ๆ พยายามไตร่ตรองความคิดของตัวเอง ภาพสุดท้ายในความทรงจำคือหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยตารางเอ็กซ์เซล และแก้วกาแฟที่เย็นชืด... แล้วนี่มันอะไรกัน สวรรค์ นรก หรือกองถ่ายละครพีเรียด แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร สายตาของเธอเริ่มกวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง... และนั่นทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด นี่มันไม่ใช่ห้องนอนธรรมดา แต่มันคือการจัดแสดงนิทรรศการความมั่งคั่งชัด ๆ เตียงที่เธอนอนอยู่ทำจากไม้จันทน์หอมแกะสลักปิดทองคำเปลวแท้ หัวเตียงประดับด้วยหยกมันแพะก้อนมหึมาที่สลักเป็นรูปหงส์คู่ เสาเตียงทั้งสี่พันเกี่ยวด้วยผ้าไหมต่วนเนื้อดีที่สุดจากแคว้นทางใต้ พื้นห้องปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่มจากแดนเหนือที่เท้าเหยียบลงไปแล้วแทบจะจมมิด เครื่องเรือนทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้ง ตู้เสื้อผ้า หรือแม้แต่เก้าอี้สตูลเล็กๆ ล้วนทำจากไม้เนื้อแข็งราคาแพง ประดับประดาด้วยอัญมณีหลากสีที่ส่องประกายวูบวาบยามต้องแสง แม้แต่กระโถนที่วางอยู่มุมห้อง... เธอมั่นใจว่านั่นคือเงินแท้ "คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ยังเวียนหัวอยู่หรือไม่" สาวใช้คนหนึ่งที่ดูท่าทางคล่องแคล่วที่สุดเอ่ยถาม พลางประคองเธอให้ลุกขึ้นนั่งพิงหมอนอิงปักดิ้นทอง "ข้า..." เธอเอ่ยเสียงแหบพร่า "ข้าอยู่ที่ไหน" สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนที่สาวใช้คนเดิมจะตอบด้วยน้ำเสียงกังวล "คุณหนูอยู่ที่จวนตระกูลซู ห้องนอนของท่านเองเจ้าค่ะ คุณหนูจำไม่ได้หรือเจ้าคะ เมื่อวานท่านเป็นลมไปที่ศาลาริมน้ำ นายท่านตกใจแทบแย่ เชิญหมอหลวงมาดูอาการท่านถึงสามคน" ตระกูลซู เป็นลมที่ศาลาริมน้ำ…ชั่วขณะนั้นเองความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ข้อมูลของผู้คน สถานที่ และความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ชื่อของร่างกายนี้คือ ซูจินเยว่ บุตรีเพียงคนเดียวของ ซูว่านซาน คหบดีผู้มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวง ไม่สิ อาจจะมั่งคั่งที่สุดในแคว้นนี้เลยก็ว่าได้ ตระกูลซูผูกขาดการค้าเกลือ ผ้าไหม และเครื่องเทศ มีกิจการร้านค้าแผ่ขยายไปทั่วทุกหัวเมือง ทรัพย์สินที่มีนั้นมากมายมหาศาลจนแม้แต่คลังหลวงยังต้องเกรงใจ ส่วนซูจินเยว่ผู้นี้... เกิดมาบนกองเงินกองทองอย่างแท้จริง ถูกบิดาตามใจจนเสียคน อยากได้อะไรต้องได้ ใช้เงินราวกับเบี้ยผัก นิสัยเอาแต่ใจ หยิ่งยโส และที่สำคัญคือ... นางคือตัวประกอบนางร้ายในนิยายเรื่อง ตำนานรักท่านอ๋องไร้ใจ ใช่แล้ว! นิยายน้ำเน่าที่เธอแอบอ่านคลายเครียดเมื่อสัปดาห์ก่อน ในนิยายเรื่องนั้น ซูจินเยว่เป็นเพียงตัวประกอบที่ร่ำรวยล้นฟ้าแต่ไร้สมอง นางหลงรักพระเอกของเรื่องอย่างหัวปักหัวปำ ซูจินเย่ว์ใช้เงินทองของบิดาเปย์ผู้ชายอย่างบ้าคลั่ง คอยตามตื๊อ สร้างความรำคาญ และคอยกลั่นแกล้ง ฉู่เหยาเหยา นางเอกดอกบัวขาวผู้อ่อนโยน จุดจบของซูจินเยว่ในนิยายนั้นน่าอนาถยิ่งนัก เพราะไปล่วงเกินนางเอกเข้า พระเอกอย่างรุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิง หรือก็คือแม่ทัพหนุ่มผู้เย็นชาและโหดเหี้ยมโกรธมากจึงสั่งกวาดล้างธุรกิจตระกูลซูและยึดทรัพย์สินทั้งหมดเข้าคลังหลวง บิดาตรอมใจตาย ส่วนตัวนางต้องตกอับกลายเป็นขอทานข้างถนนและตายอย่างโดดเดี่ยวในฤดูหนาว ซูจินเยว่ในคราบพนักงานออฟฟิศสาวสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว "คุณหนูเป็นอันใดไปเจ้าคะ" สาวใช้ต่างกรูกันเข้ามาบีบนวด ซูจินเยว่โบกมือห้ามและพยายามตั้งสติ ไม่ได้การละ ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอมาเกิดใหม่ แม้จะมาอยู่ในร่างตัวประกอบที่กำลังเดินเข้าสู่แดนประหารก็ตาม เธอจะไม่ยอมให้จุดจบแบบนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เธอคือพนักงานออฟฟิศที่ทำงานหนักจนตายเลยนะ ชาติที่แล้วเธอประหยัดอดออม กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนผมร่วงเพื่อเก็บเงินซื้อคอนโดเล็ก ๆ สักห้อง แต่ชาตินี้... ชาตินี้เธอนอนบนเตียงทองคำ มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ใครจะโง่เอาชีวิตดี ๆ แบบนี้ไปทิ้งเพื่อผู้ชายคนเดียวกันเล่า "กระจก... เอากระจกมาให้ข้าที" นาวพูดเสียงเรียบ สาวใช้นางหนึ่งรีบวิ่งไปหยิบกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ขัดจนเงาวับมาให้ ซูจินเยว่มองภาพสะท้อนในกระจกแล้วก็ต้องตะลึงงัน ใบหน้าที่ปรากฏอยู่ในนั้นงดงามหยาดเยิ้ม ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับไข่มุกราตรี คิ้วเรียวสวยได้รูป จมูกเชิดรั้นเล็กน้อยแสดงถึงความดื้อรั้น ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดราวกับผลอิงเถา ผิวพรรณขาวผ่องเนียนละเอียดดุจหยกมันแพะที่ได้รับการดูแลอย่างดี นี่มัน... นางฟ้าชัด ๆ งามกว่าดาราที่เคยเห็นในทีวีเสียอีก เสียอย่างเดียวคือแววตาที่เคยดูหยิ่งยโสและโง่เขลาตามบทบาทเดิม ตอนนี้มันถูกแทนที่ด้วยแววตาของนักบัญชีผู้มองเห็นโอกาสทางการเงิน "งาม... งามมาก" เธอพึมพำ "รวยขนาดนี้ สวยขนาดนี้ จะไปวิ่งตามผู้ชายเย็นชาทำไมให้เหนื่อย" "คุณหนูเจ้าคะ น้ำแกงรังนกมาแล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้ยกถ้วยกระเบื้องเคลือบใบเล็กที่เขียนลายวิจิตรบรรจงเข้ามา ควันหอมกรุ่นลอยเตะจมูกจนซูจินเยว่เผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ซูจินเยว่รับมาเปิดฝาดู... รังนกสีขาวนวลคุณภาพดี ตุ๋นกับโสมคนพันปีที่ส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัว แค่ดมก็รู้แล้วว่าถ้วยนี้ราคาคงเท่ากับเงินเดือนนางทั้งปีในชาติที่แล้ว นางตักเข้าปากคำหนึ่ง ความหวานละมุนและความหอมกลมกล่อมแผ่ซ่านไปทั่วปาก รสชาติแห่งความร่ำรวยมันเป็นแบบนี้นี่เอง "อร่อย! เอามาให้อีกสิ" นางพูดอย่างมีความสุข สาวใช้ทั้งสี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอกที่คุณหนูเจริญอาหาร พวกนางคือสาวใช้คนสนิทที่เติบโตมากับซูจินเยว่ มีชื่อว่า ชุนฮวา, เซี่ยเหลียน , ชิวเยว่, และตงเสวี่ย หลังจากซดรังนกจนหมดถ้วย ซูจินเยว่ก็รู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นจากเตียงโดยมีชุนฮวาและเซี่ยเหลียนเข้ามาช่วยประคอง "คุณหนูจะไปไหนหรือเจ้าคะ ท่านเพิ่งฟื้น ควรจะพักผ่อนอีกสักหน่อย" "ข้าจะไปเดินเล่น ไม่สิ ข้าจะไปสำรวจ…" ซูจินเย่ว์ดวงตาเปล่งประกาย "พวกเจ้าพาข้าไปที่ห้องเก็บสมบัติของท่านพ่อทีสิ" ถ้าจะเริ่มชีวิตใหม่ในฐานะเศรษฐีนี สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตรวจสอบทรัพย์สิน ไม่ใช่หรือหนึ่งปีต่อมา ณ จวนรุ่ยอ๋องหากจะถามว่า ในเมืองหลวงยามนี้ ผู้ใดคือคนที่น่าอิจฉาที่สุด คำตอบย่อมไม่ใช่โอรสฮ่องเต้ หรือบุตรขุนนางใหญ่โตที่ไหน แต่เป็นท่านชายตัวน้อยแห่งจวนรุ่ยอ๋อง ผู้ซึ่งคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด... ไม่สิ ต้องเรียกว่าคาบเหมืองทองออกมาด้วยถึงจะถูกเซียวอวี้ หรือชื่อเล่นที่มารดาตั้งให้ว่า หยวนเป่า (ก้อนทอง)เด็กชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบ ผิวขาวราวหิมะ แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววฉลาดเฉลียว และที่สำคัญหน้าตาถอดแบบรุ่ยอ๋องราวกับจับวาง หล่อเหลาตั้งแต่เด็ก คิ้วเข้ม จมูกโด่ง จนสาวใช้ในจวนพากันหลงหัวปักหัวปำทว่า... นิสัยนั้น...เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!เสียงเหรียญทองกระทบกันดังสนั่นห้องโถง"แอ้! แอ้!"หยวนเป่าน้อยนั่งอยู่บนกองพรมขนสัตว์ มือป้อม ๆ กำเหรียญทองคำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ดวงตาเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นวัตถุส่องแสง"โธ่... ลูกแม่" ซูจินเยว่นั่งมองลูกชายด้วยความปลื้มปริ่ม พลางใช้ผ้าเช็ดน้ำลายให้ "ช่างเป็นเด็กที่มีแววรุ่งโรจน์จริง ๆ อายุแค่ขวบเดียวก็รู้จักสะสมทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว""ข้าว่าลูกแค่นิสัยเหมือนเจ้ามากกว่า" เซียวจิ่งถิง เดินเข้ามาในห้อง ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้
ณ จวนรุ่ยอ๋อง ยามวิกาล บรรยากาศในจวนอ๋องอันยิ่งใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวพริ้วไปลู่ลม ทหารยามเดินตรวจตราด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรทมของเจ้านายทว่า... ในห้องนอนใหญ่ของเรือนพำนักหลัก กลับมีสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบเกิดขึ้นบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมหนานุ่มซูจินเยว่ในชุดนอนสีขาวบางเบา กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ น้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับเขื่อนแตก"ฮือ ฮือ ชีวิตข้าช่างรันทดยิ่งนัก อึก"ข้างกายนาง คือบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพปีศาจและอ๋องผู้เย็นชา เซียวจิ่งถิงบัดนี้เขากำลังนั่งหน้าซีดเหงื่อตก ทำตัวไม่ถูก มือไม้พันกันพัลวันพยายามเช็ดน้ำตาให้ภรรยา"จินเยว่ เจ้าเป็นอันใด ผู้ใดทำเจ้าเจ็บ หรือปวดท้อง บอกข้ามา ข้าจะไปสั่งประหารมันเดี๋ยวนี้!"ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้น จมูกแดงก่ำ "ไม่มีใครทำข้า ฮึก แต่ข้า ข้าอยากกิน...""อยากกินอะไร" เซียวจิ่งถิงถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "รังนก หูฉลามหรืออุ้งตีนหมี ข้าจะให้ห้องเครื่องทำมาเดี๋ยวนี้""ไม่เอา! ของพวกนั้นมันจืดชืด!" นางสะบัดหน้า "ข้าอยากกินทุเรียน!""ทุ... อะไรนะ" เซียวจิ่งถิงทวนคำอย่างงุนงง"ทุเรียน! ผลไม้
"ตอนนี้แหละ!" หลี่มู่เห็นช่องว่าง เขาชักมีดสั้นออกมา แล้วพุ่งตรงเข้าหาซูจินเยว่ที่ยืนอยู่คนเดียว "นังตัวดี ตายซะเถอะ!"มีดสั้นวาววับพุ่งตรงมาที่หัวใจของซูจินเยว่ซูจินเยว่เบิกตากว้าง นางไม่มีวรยุทธ์ยากทีทจะหลบหลีกฉึก!เสียงคมมีดแทงทะลุเนื้อ แต่กลับไม่ใช่เนื้อของซูจินเยว่ ร่างหนึ่งเอาตัวเข้ามาขวางนางไว้ รับมีดแทน"อึก..."ซูจินเยว่ประคองร่างเขาไว้ เป็นเฮ่อเหลียนอี้ องค์ชายแห่งแดนเหนือ!"เจ้าหมีควาย!" ซูจินเยว่ร้องลั่น "เจ้ามาได้ยังไง!"เฮ่อเหลียนอี้ ยิ้มกว้างทั้งที่เลือดไหลทะลักออกจากหน้าอก "ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะมาทวงเจ้าคืน" เขากระอักเลือด "อึก! แต่ดูเหมือนข้าจะมาช้าไปหน่อย งานแต่งเริ่มไปแล้ว""เจ้าบ้า อย่าเพิ่งตายนะ!" ซูจินเยว่น้ำตาไหลพราก นางรีบกดแผลเขาไว้หลี่มู่ตกใจที่แทงผิดคน แต่ก็เงื้อมีดจะแทงซ้ำปัง!เสียงกัมปนาทดังขึ้น หลี่มู่กระเด็นไปกระแทกบัลลังก์มังกร ร่างกายไหม้เกรียมเป็นจุดใหญ่ซูจินเยว่ถือปืนไฟ อาวุธลับรุ่นทดลองที่นางแอบลงทุนวิจัยกับกรมสรรพาวุธ ควันยังลอยกรุ่นจากปากกระบอก"อย่ามาแตะต้องสหายของข้า!" นางจ้องหลี่มู่ด้วยสายตาอำมหิต"ทหาร จับมัน!" ฮ่องเต้ตะโกนสั่งสถานการณ์
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง กลบเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ที่ไกล ๆ ท้องฟ้าเหนือวังหลวงถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ซูจินเยว่สั่งให้จุดขึ้นเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า วันนี้คือวันแต่งงานของข้า!ถนนหนทางปูลาดด้วยพรมแดงยาวสิบลี้ ตั้งแต่จวนตระกูลซูไปจนถึงประตูวังหลวง สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารอรับ อั่งเปาที่เจ้าสาวใจป้ำโปรยทานตลอดทาง"รับไป รับไป ขอให้รวย ๆ !" เสียงหวานใสของซูจินเยว่ดังออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาวขนาดมหึมาที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหลัง ซึ่งต้องใช้ชายฉกรรจ์แบกถึงสามสิบคนภายในเกี้ยว ซูจินเยว่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักลายหงส์ด้วยดิ้นทองคำ กำลังนั่งนับตั๋วเงินปึกสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย"เยี่ยนชี ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่" นางกระซิบถามผ่านม่านเกี้ยวเสียงของเยี่ยนชีในชุดบ่าวรับใช้ตอบกลับมา "หน่วยรักษาความปลอดภัยพิทักษ์ฟ้า ประจำจุดเสี่ยงทุกจุดแล้วขอรับ ส่วน แขกคนพิเศษที่เราคาดไว้ ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"ซูจินเยว่แสยะยิ้มมุมปาก นางเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ แล้วหยิบพัดทองคำที่ซ่อนกลไกอาวุธลับไว้ขึ้นมาถือ"ดี วันนี้ข้าลงทุนจัดงานแต่งไปร้อยล้านตำลึง ใค
เยี่ยนชีนำทางซูจินเยว่ในชุดสีดำรัดกุม และเซียวจิ่งถิงลัดเลาะไปตามเงามืด มุ่งหน้าสู่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ ซึ่งเป็นจุดที่หม่าเว่ยหมินสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเด็ดขาดทหารยามเฝ้าแน่นหนา แต่สำหรับอดีตนักฆ่าหอไร้เงาและจอมยุทธ์อันดับหนึ่งอย่างรุ่ยอ๋อง การลอบเข้าเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือเมื่อเข้ามาภายในโกดัง ภาพที่เห็นทำให้ซูจินเยว่ต้องเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน กรงเหล็กขนาดใหญ่เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในกรงแออัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว และเด็กที่ดูแข็งแรงแต่ทุกคนอยู่ในสภาพสะลึมสะลือคล้ายกับโดนวางยา"ช่วยด้วย..." เสียงแหบพร่าดังออกมาจากกรงหนึ่งซูจินเยว่รีบวิ่งเข้าไปดู "ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยแล้ว"นางพยายามจะสะเดาะกุญแจ แต่เป็นกุญแจดันเป็นแบบพิเศษ"หลบไป" เซียวจิ่งถิงดึงนางออกมา แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกแม่กุญแจเคร้ง!กุญแจหักกระเด็น ประตูกรงเปิดออกกว้าง"พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มในกรงถามด้วยความหวาดกลัว"ข้าคือรุ่ยอ๋อง" เซียวจิ่งถิงประกาศ "ใครเป็นคนจับพวกเจ้ามา""เจ้าเมือง..." ชายหนุ่มตอบน้ำตานองหน้า "เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปรักษาตัวที่เมืองอื่น แต่กลับ
เมืองเจียงหนานที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำใสไม้สวยและสาวงาม บัดนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างในหนังสยองขวัญถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำโคลนและขยะ บ้านเรือนปิดประตูเงียบ มีเพียงสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่แอบมองลอดรอยแตกของหน้าต่างและผนังบ้านออกมา ดูขบวนคาราวานหรูหราที่เคลื่อนผ่านไปด้วยความสงสัยระคนสิ้นหวัง"กลิ่นความตายรุนแรงมาก" กู้ชิงโจว ที่นั่งม้าอยู่ข้างรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ไม่ใช่แค่โรคระบาดทางกาย แต่ชาวเมืองป่วยทางใจพวกเขารู้สึกหมดหวัง"ซูจินเยว่เปิดม่านมองดูสภาพเมือง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน"แปลก..." นางพึมพำ"แปลกอันใด" เซียวจิ่งถิงถาม"เมืองนี้ปิดตายมาเกือบเดือน ไม่มีเสบียงเข้า ชาวบ้านอดอยาก แต่ดูนั่นสิ" นางชี้ไปที่ร้านขายข้าวสารข้างทางที่ถูกงัดแงะจนพัง "ไม่มีข้าวสารตกค้าง แต่ทำไมไม่มีศพคนอดตายข้างถนน ปกติถ้าหากว่าเกิดวิกฤตขนาดนี้ ต้องมีขอทานหรือคนเจ็บออกมานอนรอความช่วยเหลือเต็มถนนแล้ว""คนหายไปไหนกันหมด" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง สัญชาตญาณแม่ทัพเริ่มทำงาน "หรือว่า..."ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ต่อ ขบวนคาราวานก็มาถึงหน้าจวนเจ้าเมืองภาพที่เห็นช่างขัดแย้งกับส







