เข้าสู่ระบบ“รับไปสิ” ซูจินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ดูท่าทางเจ้าคงลำบากน่าดู เสื้อผ้าก็ขาด บาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่ เอาเงินนี้ไปหาหมอแล้วก็หาอะไรกินเสียนะ"
เซียวจิ่งถิงมุมปากกระตุก นางเห็นเขาเป็นขอทาน รุ่ยอ๋องผู้บัญชาการองครักษ์เกราะดำ กลายเป็นขอทานไปเสียแล้ว "ข้ามิใช่..." "ไม่ต้องเกรงใจ!" ซูจินเย่ว์รีบตัดบท นางเข้าใจว่าคนหล่อมักจะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ข้ารู้ว่าเจ้าคงอาย แต่ความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร หน้าตาดีอย่างเจ้าไม่ควรมานั่งตากลมตายในตรอกนี้หรอกนะ เอ้านี่... เอาไปอีกก้อน!" เคร้ง! ทองคำอีกก้อนถูกโยนลงมาเพิ่ม ซูจินเยว่มองผลงานการทำทานของตัวเองด้วยความปลื้มปริ่ม นี่แหละวิถีคนรวย โยนเงินใส่ปัญหา เซียวจิ่งถิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโป่งที่ขมับ เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าดูถูกเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่นางมองเขา มันเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารที่เขาเกลียดที่สุด เขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก แต่จังหวะที่ขยับแผลที่หน้าท้องก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้า ซูจินเยว่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิด "อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งขยับ แผลเจ้าดูท่าจะลึกนะ เอาอย่างนี้" นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบขวดยาเคลือบเงาสีขาวใบจิ๋วออกมา แล้วยัดใส่มือเขา "นี่คือยารักษาบาดแผลชั้นดีของตระกูลซู ทาแล้วแผลหายไวอย่างกับโกหก รับไปเถอะ ข้าให้" มือของนางสัมผัสโดนมือหยาบกร้านของเขาเพียงชั่วครู่ ผิวของนางนุ่มนิ่มและอุ่นจนทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ "ทำไมเจ้าถึงทำเช่นนี้" เซียวจิ่งถิงถามเสียงลอดไรฟัน จ้องหน้านางเขม็ง ซูจินเยว่ยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นสว่างไสวราวกับดวงตะวันจนทำให้ตรอกมืด ๆ ดูสว่างขึ้นมา "ก็เพราะข้ารวยไงล่ะ" นางตอบอย่างภาคภูมิใจ "เงินของข้ามีเยอะจนใช้ไม่หมด แบ่งให้คนหน้าตาดีอย่างเจ้าบ้างจะเป็นไรไป ถือเสียว่าเป็นค่าอาหารตาที่ทำให้ข้าเจริญหูเจริญตาในวันนี้ก็แล้วกัน" ค่าอาหารตา ที่ทำให้เจริญหูเจริญตางั้นรึ เซียวจิ่งถิงถึงกับพูดไม่ออก สตรีผู้นี้... สติไม่ดีหรืออย่างไร กล้าพูดจาแทะโลมบุรุษแปลกหน้าได้หน้าตาเฉย แถมยังเอาเงินฟาดหัวคนอื่นเป็นว่าเล่น "คุณหนู! คุณหนูอยู่ไหนเจ้าคะ!" เสียงเรียกของสาวใช้ดังแว่วมา ซูจินเยว่สะดุ้ง "เอ่อ สาวใช้ข้ามาตามแล้ว ข้าต้องไปแล้วนะ เจ้าดูแลตัวเองด้วยล่ะ พ่อหนุ่มรูปหล่อ อย่าเพิ่งตายเสียก่อนเล่า ข้าเสียดายหน้าตา!" พูดจบนางก็โบกมือลา แล้วรีบวิ่งออกจากตรอกไป ทิ้งให้ท่านอ๋องผู้เกรียงไกรนั่งกำก้อนทองและขวดยาอยู่ลำพัง ท่ามกลางความงุนงงสับสน เซียวจิ่งถิงมองตามแผ่นหลังบอบบางในชุดสีฟ้าครามที่หายลับไป จากนั้นก้มลงมองก้อนทองในมือ บนก้อนทองมีตราประทับเล็ก ๆ สลักคำว่า 'ซู' อยู่ "ตระกูลซู..." เขาพึมพำ มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายเป็นอย่างยิ่ง "คุณหนูตระกูลซู... ซูจินเยว่งั้นรึ ได้ยินชื่อเสียงมานานว่านางโง่เขลาและเอาแต่วิ่งไล่ตามบุรุษ แต่ไม่นึกว่านางจะ... แปลกประหลาดถึงเพียงนี้" เขากำก้อนทองแน่นขึ้น "เห็นข้าเป็นขอทาน คิดจะใช้เงินซื้อข้าอย่างนั้นรึ หึ... น่าสนใจดีนี่" ซูจินเยว่กลับขึ้นมาบนรถม้าด้วยอารมณ์เบิกบานใจ นางไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเพิ่งจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าอย่างจัง และเสือตัวนั้นกำลังจดจำกลิ่นของนาง เพื่อมาคิดบัญชีในวันหน้า "คุณหนูหายไปไหนมาเจ้าคะ พวกบ่าวตกใจแทบแย่" ชุนฮวาถามด้วยความเป็นห่วง "ข้าแค่ไปเดินยืดเส้นยืดสายมานิดหน่อย" ซูจินเยว่ตอบเลี่ยง ๆ พลางหยิบขนมดอกกุ้ยเข้าปาก "กลับจวนกันเถอะ วันนี้ข้าใช้เงินไปเยอะแล้ว ต้องกลับไปวางแผนหารายได้เพิ่มเสียหน่อย" "หา... หารายได้เพิ่ม" สาวใช้ทั้งสี่มองหน้ากัน "แต่สมบัติของนายท่านใช้สิบชาติก็ไม่หมดนะเจ้าคะ" "พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก" ซูจินเยว่ส่ายนิ้วชี้ไปมา "การมีเงินแล้วใช้อย่างเดียว มันเรียกว่าผลาญสมบัติ แต่การมีเงินแล้วทำให้มันงอกเงย มันเรียกว่าศิลปะแห่งทุนนิยม" ในระหว่างทางกลับจวน ซูจินเยว่เริ่มวางแผนธุรกิจในหัวอย่างจริงจัง โรงเตี๊ยมที่มีอยู่ของตระกูลซูนั้นดูโบราณคร่ำครึ นางอยากจะปฏิวัติวงการอาหารด้วยเมนูเด็ดจากยุคปัจจุบัน เช่น ชานมไข่มุก หรือ หมูกระทะ ใช่แล้ว หมูกระทะ ใครจะต้านทานหมูกระทะไหว นางจะเปิดร้านหมูกระทะแห่งแรกในแคว้น แล้วโกยเงินเข้ากระเป๋าให้ตุง ณ จวนรุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงในชุดคลุมผ้าไหมสีดำสนิท นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้พยุงในห้องหนังสือ บาดแผลที่หน้าท้องได้รับการทำแผลอย่างดีแล้ว ด้วยยาของตระกูลซูที่ซูจินเยว่ให้มา ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณภาพดีกว่ายาในวังหลวงเสียอีก "ท่านอ๋อง เรื่องโจรป่าจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์เข้ามารายงาน "อืม" เซียวจิ่งถิงตอบรับในลำคอ สายตายังคงจับจ้องไปที่ก้อนทองสองก้อนที่วางอยู่บนโต๊ะ "แล้วเรื่องหญิงสาวที่ท่านอ๋องพบในตรอก..." องครักษ์ลังเลที่จะถาม เพราะเขาเห็นเหตุการณ์จากที่ไกล ๆ ว่ามีสตรีมาลวนลามท่านอ๋อง "ไปสืบมา" เซียวจิ่งถิงสั่งเสียงเรียบ "ข้าอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับซูจินเยว่ไม่ใช่ข่าวลือที่ลือกันในเมืองหลวง แต่ข้าอยากรู้ว่านางกำลังทำอะไร ไปที่ไหน ชอบทานอะไร และยามว่างนางชอบเอาเงินไปโปรยเล่นเช่นนี้บ่อยหรือไม่" "พ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์รับคำสั่งแล้วหายวับไปกับความมืด เซียวจิ่งถิงหยิบก้อนทองขึ้นมาโยนเล่นในมือ นึกถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างจริงใจและคำพูดแปลกประหลาดของนาง "ถือซะว่าเป็นค่าอาหารตา หึ... ค่าอาหารตาข้าแพงกว่านี้มากนัก ซูจินเยว่แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าการติดหนี้บุญคุณข้านั้นต้องจ่ายคืนด้วยอะไร" รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา ซูจินเยว่ที่กำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนเตียงทองคำที่จวน จู่ ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ นางดึงผ้าห่มไหมมาคลุมโปง พลางพึมพำกับตัวเอง "ทำไมจู่ ๆ ก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ หรือว่าแอร์ในห้องนี้จะเย็นเกินไป เอ๊ะ ลืมไป ที่นี่ไม่มีแอร์นี่นา"หลังจากที่รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ซูจินเยว่ก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทองคำที่ถูกสาป วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปล่องลอยอยู่เหนือศาลา"คุณหนูท่านเป็นอันใดไป หน้าซีดเชียว หรือว่าจะเป็นลมแดดเจ้าคะ" ชุนฮวารรีบเอายาดมสมุนไพรมาจ่อจมูกนางซูจินเยว่สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติค่อย ๆ กลับคืนมาทีละนิด แต่ความตื่นตระหนกยังคงไม่จางหายเขาจำได้... เขาจำได้แม่นเลย!อีกทั้งยังจำประโยคเด็ดอย่าง ค่าอาหารตา ได้อีกด้วย!ในนิยายรุ่ยอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำเขาเจ็บหนึ่งส่วน เขาคืนสนองสิบส่วน แล้วนางที่บังอาจเห็นเขาเป็นขอทาน เอาเงินฟาดหัว แถมยังแทะโลมด้วยวาจา... นางจะโดนคืนสนองกี่ส่วนกัน ร้อยส่วนหรือว่าพันส่วนกัน"ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน" นางครวญครางเสียงแผ่ว"กลับไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู" ชิวเยว่กระซิบเตือน "งานเพิ่งจะเริ่ม การแสดงของแม่นางฉู่กำลังจะเริ่มแล้ว หากกลับตอนนี้นั้นจะเป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ"ซูจินเยว่เงยหน้ามองไปที่ลานแสดงกลางศาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ฉู่เหยาเหยานางเอกของเรื่องกำลังนั่งประจำที่หน้
ความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้งฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่...""เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย"นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาทในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบเซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน"นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม"อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิง
หลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง"งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ...""เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้ ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก"น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่""ไม่ได้นะเจ
“รับไปสิ” ซูจินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ดูท่าทางเจ้าคงลำบากน่าดู เสื้อผ้าก็ขาด บาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่ เอาเงินนี้ไปหาหมอแล้วก็หาอะไรกินเสียนะ"เซียวจิ่งถิงมุมปากกระตุก นางเห็นเขาเป็นขอทาน รุ่ยอ๋องผู้บัญชาการองครักษ์เกราะดำ กลายเป็นขอทานไปเสียแล้ว"ข้ามิใช่...""ไม่ต้องเกรงใจ!" ซูจินเย่ว์รีบตัดบท นางเข้าใจว่าคนหล่อมักจะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ข้ารู้ว่าเจ้าคงอาย แต่ความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร หน้าตาดีอย่างเจ้าไม่ควรมานั่งตากลมตายในตรอกนี้หรอกนะ เอ้านี่... เอาไปอีกก้อน!"เคร้ง!ทองคำอีกก้อนถูกโยนลงมาเพิ่มซูจินเยว่มองผลงานการทำทานของตัวเองด้วยความปลื้มปริ่ม นี่แหละวิถีคนรวย โยนเงินใส่ปัญหาเซียวจิ่งถิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโป่งที่ขมับ เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าดูถูกเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่นางมองเขา มันเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารที่เขาเกลียดที่สุดเขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก แต่จังหวะที่ขยับแผลที่หน้าท้องก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้าซูจินเยว่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิด "อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งขยับ แผลเจ้าดูท่าจะลึกนะ เอาอย่างนี้"นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบข
หลังจากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตนเองคือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ซูจินเยว่ก็ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปกับการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า"คุณหนูเจ้าคะ ชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อนี้เป็นผ้าไหมที่สั่งทอพิเศษจากแคว้นซู เหมาะกับท่านมากเลยเจ้าค่ะ" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทหยิบชุดที่ดูเบาบางพลิ้วไหวออกมานำเสนอซูจินเยว่มองดูแล้วส่ายหน้า "มันดูจืดชืดไปหน่อย ข้าอยากได้อะไรที่มัน... ดูมีบารมีมากกว่านี้""เช่นนั้นชุดสีแดงชาดปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นชุดนี้ล่ะเจ้าคะ" เซี่ยเหลียนหยิบอีกชุดที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ทันทีที่ขยับแสงทองจากดิ้นที่ปักก็สะท้อนวิบวับจนแทบตาบอด"อืม... ค่อยดูสมฐานะขึ้นมาหน่อย แต่ว่าวันนี้ข้าจะออกไปเดินตลาด ไม่อยากให้เป็นจุดสนใจมากนัก เอาเป็นชุดสีฟ้าครามชุดนั้นก็แล้วกัน"นางชี้ไปที่ชุดสีฟ้าสดใสที่ดูเรียบง่ายที่สุดในตู้ แต่ความจริงแล้ว ชุดนั้นตัดเย็บจากผ้าไหมฟ้าครามที่ย้อมด้วยสมุนไพรหายาก ราคาต่อหนึ่งพับแลกกับข้าวสารได้ทั้งโรงเรือน แถมชายกระโปรงยังปักด้วยไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นับร้อยเม็ดซ่อนเอาไว้ให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งยามเดิน"เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นเมื่อแต่งตัวเสร็
จวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหารเมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ"คารวะคุณหนูใหญ่""เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า...""ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง"ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อนซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้า







