INICIAR SESIÓNหลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด
ทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง "งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย "ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ..." "เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้ ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก "น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่" "ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู!" ชิวเยว่รีบแย้ง "งานของไทเฮาหากไม่ไปจะถือว่าเป็นการดูหมิ่นเบื้องสูง อีกอย่างนายท่านได้เตรียมชุดใหม่ไว้ให้คุณหนูแล้วด้วยนะเจ้าคะ" ซูจินเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เอาเถอะ ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องไปให้โลกจำ เป้าหมายในวันนี้เปลี่ยนไปจากนิยายต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ซูจินเยว่ผู้นี้ไม่ได้จะไปเพื่อหาผัว... เอ้ย หาสามี แต่จะไปเพื่อประกาศศักดาความรวย และทำให้บุรุษทุกคนในงานคิดว่า สตรีผู้นี้เลี้ยงดูยากเกินไป อย่าไปยุ่งกับนางเลยดีกว่า เพื่อตัดปัญหาเรื่องการแต่งงานในอนาคต ยามเช้าของวันงานเลี้ยงชมบุปผา ภายในเรือนของซูจินเยว่วุ่นวายราวกับสนามรบ สาวใช้ทั้งสี่วิ่งวุ่นหยิบชุดและเครื่องประดับออกมาเรียงรายเต็มห้อง "คุณหนูเจ้าคะ ชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกท้อชุดนี้ดูอ่อนหวานน่ารัก เหมาะกับงานชมดอกไม้มากเจ้าค่ะ" เซี่ยเหลียนนำเสนอ ซูจินเยว่มองแวบเดียวแล้วส่ายหน้า "จืด! ข้าบอกแล้วไงว่า ข้าต้องการอะไรที่มันส่องแสง อะไรที่มันกระแทกตา" นางเดินไปที่หีบผ้าไหมที่บิดาเพิ่งประมูลมาได้ แล้วดึงผ้าพับหนึ่งออกมามันคือผ้าไหมต่วนสีทองคำ... ใช่ สีทองจริง ๆ ทอด้วยเส้นไหมสีเหลืองสดสลับกับดิ้นทองแท้ ปักลายดอกโบตั๋นดอกใหญ่เท่าหน้าคนด้วยด้ายหลากสี "เอาชุดนี้!" นางประกาศก้อง สาวใช้ทั้งสี่อ้าปากค้าง "คะ... คุณหนูจะดีหรือเจ้าคะ สีมันออกจะ... ฉูดฉาดไปหน่อยหรือไม่" "ไม่ฉูดฉาดก็ไม่ใช่ซูจินเยว่สิ ตัดเย็บเดี๋ยวนี้เลย แล้วเอาเครื่องประดับชุดทับทิมล้อมเพชรชุดใหญ่มาด้วย ปิ่นปักผมทองคำเก้าระย้าที่หนัก ๆ นั่นด้วย เอามาให้หมด" ผ่านไปสองชั่วยาม ซูจินเยว่ยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ มองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเองแล้วยิ้มมุมปาก ภาพในกระจกคือหญิงงามที่สวมชุดสีทองอร่ามแสบตา ทุกท่วงท่าที่ขยับจะมีแสงสะท้อนวูบวาบจากดิ้นทองและอัญมณีที่ประดับอยู่เต็มตัว บนศีรษะปักปิ่นทองคำอันใหญ่และเครื่องประดับผมระย้าที่ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลา ที่คอสวมสร้อยทับทิมเม็ดเท่าไข่นกกระทา ข้อมือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยกำไลหยกและทองคำ ยามนี้นางดูเหมือนตู้ทองเคลื่อนที่ หรือไม่ก็ศาลเจ้าที่เพิ่งปิดทองเสร็จจริง ๆ "หนักชะมัด..." ซูจินเยว่พึมพำ คอเริ่มแข็งเกร็งเพราะน้ำหนักเครื่องหัว "แต่เพื่อความปัง ข้าต้องทน ไปกันได้แล้ว!" ณ อุทยานหลวง บรรยากาศในงานเลี้ยงชมบุปผาเต็มไปด้วยความงดงามที่ละมุนละไม เหล่าคุณหนูตระกูลผู้ดีต่างแต่งกายด้วยชุดสีอ่อน เช่น สีขาว สีฟ้าอ่อน หรือสีชมพูจาง ๆ เพื่อให้ดูอ่อนช้อยงดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม พวกนางจับกลุ่มคุยกันเสียงเบา ๆ เดินชมดอกไม้ด้วยกิริยาแช่มช้อย ทว่า ความสงบสุขนั้นก็ต้องถูกทำลายลง เมื่อรถม้าคันใหญ่ยักษ์ของตระกูลซูแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ประตูรถม้าเปิดออก ซูจินเยว่ก้าวลงมา...แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบชุดสีทองของนาง สะท้อนแสงจ้าจนเหล่าคุณหนูและขุนนางที่อยู่บริเวณนั้นต้องยกมือขึ้นบังตา "นั่น... นั่นแสงอะไร" "ตาข้า! ข้าตาฝาดไปหรือเปล่า มีก้อนทองเดินได้!" เสียงซุบซิบฮือฮาดังไปทั่วบริเวณ ซูจินเยว่เชิดหน้าขึ้น กางพัดขนนกยูงด้ามทองออกมาโบกเบา ๆ แล้วเดินเยื้องย่างเข้างาน โดยมีสาวใช้สี่คนเดินตามหลังถือร่มและคอยพัดวีให้ "ดูนั่นสิ คุณหนูซู ซูจินเยว่ นางช่าง...โดดเด่นเหลือเกิน" "นางแต่งตัวเช่นนั้น ไม่หนักหรือไร ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกเมื่อยแทน" "ไร้รสนิยมสิ้นดี! มีเงินทองมากมายแต่ไร้รสนิยมก็เป็นเช่นนี้แหละ เอาของแพงมาถม ๆ ใส่ตัวไม่ต่างอันใดกับตู้ทองเคลื่อนที่" ซูจินเยว่ได้ยินทุกคำนินทา แต่นางหาได้สนใจไม่ กลับรู้สึกภูมิใจเสียอีกที่แผนการสำเร็จ ดี! นินทากันเข้าไป ยิ่งพวกเจ้ามองข้าว่าไร้รสนิยมมากเพียงใด ข้าก็ยิ่งปลอดภัยจากการถูกจับคู่ นางเดินตรงไปที่ศาลาที่จัดไว้สำหรับนั่งพัก เลือกตำแหน่งที่ดีที่สุด แล้วสั่งให้สาวใช้จัดวางเบาะรองนั่งขนจิ้งจอกและขนมที่เตรียมมาเอง เพราะกลัวขนมในวังจะไม่อร่อย ในขณะที่นางกำลังจะหยิบขนมโก๋ไส้ถั่วแดงเข้าปาก เสียงหวานใสแต่แฝงแววประชดประชันก็ดังขึ้น "พี่หญิงซู วันนี้ท่านแต่งกายได้สะดุดตายิ่งนักเจ้าค่ะ" ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับหญิงสาวผู้หนึ่งที่มีรัศมีนางเอกแผ่ออกมารอบตัว สตรีนางนี้คือ ฉู่เหยาเหยา นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวขาว เป็นผ้าเนื้อดีแต่ดูเรียบง่าย ไม่มีลวดลายฉูดฉาด เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกสีเขียวอ่อนอันเดียว ใบหน้าแต่งแต้มเพียงบางเบา ดูน่าทะนุถนอมและบริสุทธิ์ผุดผ่อง ซึ่งตรงข้ามกับซูจินเยว่ราวกับฟ้ากับเหว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใครที่แท้ก็น้องหญิงฉู่นี่เอง" ซูจินเยว่ทักทายกลับพร้อมรอยยิ้มการค้า "วันนี้เจ้าก็ดู... จืด เอ้ย เรียบง่ายสมถะดีจริง ข้าเกือบมองไม่เห็นเจ้าแน่ะ นึกว่ากลีบดอกไม้ร่วง" ฉู่เหยาเหยาหน้าตึงไปวูบหนึ่ง แต่รีบปรับสีหน้าให้ดูน่าสงสาร "ข้าเพียงคิดว่างานชมบุปผา เราควรให้ดอกไม้โดดเด่นที่สุด การแต่งกายฉูดฉาดแข่งกับดอกไม้ อาจจะเป็นการไม่เคารพธรรมชาติ... และเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุด้วยเจ้าค่ะ เงินทองที่นำมาตัดชุดหรูหรา หากนำไปบริจาคให้ผู้ยากไร้คงได้บุญกุศลมาก" คำพูดนี้เรียกเสียงชื่นชมจากเหล่าคุณชายและขุนนางหนุ่มที่ยืนอยู่รอบ ๆ ได้ทันที "แม่นางฉู่ช่างมีจิตใจเมตตาประเสริฐยิ่งนัก" "นอกจากจะงามพิสุทธิ์แล้ว ยังรู้จักพอเพียง" ซูจินเยว่มองฉู่เหยาเหยาแล้วกลอกตาในใจ มาแล้ว... มุกนางเอกสอนใจคนรวย แต่ขอโทษที ซูจินเยว่เวอร์ชันนี้มีปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์จากยูทูบนะจ๊ะ! นางพับพัดเก็บเสียงดัง พรึ่บ! แล้วลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับฉู่เหยาเหยา "น้องหญิงฉู่พูดได้น่าฟังยิ่ง" ซูจินเยว่เอ่ยเสียงดังฟังชัดให้ได้ยินกันทั่ว "แต่เจ้าอาจจะเข้าใจผิดไปบ้าง การที่ข้าตัดชุดหรูหรา ซื้อเครื่องประดับราคาแพง ข้าไม่ได้ทำเพื่ออวดอ้างเพียงอย่างเดียว แต่ข้ากำลังกระจายรายได้ต่างหาก" "กะ... กระจายรายได้" ฉู่เหยาเหยางุนงง "ใช่! ลองคิดดูสิ ชุดนี้ของข้าใช้ผ้าไหมจากร้านตระกูลหวัง ตัดเย็บโดยช่างสกุลหลี่ ปักลายโดยกลุ่มแม่บ้านในชนบท เครื่องประดับทำโดยช่างทองฝีมือดี เงินทุกตำลึงที่ข้าจ่ายไป มันไหลไปสู่มือพ่อค้า ช่างฝีมือ คนงานทอผ้า และครอบครัวของพวกเขา ทำให้พวกเขามีเงินไปซื้อข้าวกิน มีเงินส่งบุตรเข้าสำนักศึกษา... นี่คือการหมุนเวียนเศรษฐกิจ" ซูจินเยว่ก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด แสงทองจากชุดส่องกระทบหน้าฉู่เหยาเหยาจนนางต้องหรี่ตา "ส่วนการบริจาค ตระกูลซูทำโรงทานแจกข้าวต้มทุกเดือนอยู่แล้ว แต่การให้ทานอย่างเดียวไม่ยั่งยืนเท่ากับการจ้างงาน การที่ข้าใช้เงินคือการช่วยให้คนมีงานทำ แล้วเจ้าล่ะ น้องหญิงฉู่ ชุดขาวเรียบ ๆ ของเจ้า ช่วยให้ผู้ใดมีข้าวกินบ้างนอกจากคนขายผ้าดิบ"หลังจากที่รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ซูจินเยว่ก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทองคำที่ถูกสาป วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปล่องลอยอยู่เหนือศาลา"คุณหนูท่านเป็นอันใดไป หน้าซีดเชียว หรือว่าจะเป็นลมแดดเจ้าคะ" ชุนฮวารรีบเอายาดมสมุนไพรมาจ่อจมูกนางซูจินเยว่สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติค่อย ๆ กลับคืนมาทีละนิด แต่ความตื่นตระหนกยังคงไม่จางหายเขาจำได้... เขาจำได้แม่นเลย!อีกทั้งยังจำประโยคเด็ดอย่าง ค่าอาหารตา ได้อีกด้วย!ในนิยายรุ่ยอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำเขาเจ็บหนึ่งส่วน เขาคืนสนองสิบส่วน แล้วนางที่บังอาจเห็นเขาเป็นขอทาน เอาเงินฟาดหัว แถมยังแทะโลมด้วยวาจา... นางจะโดนคืนสนองกี่ส่วนกัน ร้อยส่วนหรือว่าพันส่วนกัน"ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน" นางครวญครางเสียงแผ่ว"กลับไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู" ชิวเยว่กระซิบเตือน "งานเพิ่งจะเริ่ม การแสดงของแม่นางฉู่กำลังจะเริ่มแล้ว หากกลับตอนนี้นั้นจะเป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ"ซูจินเยว่เงยหน้ามองไปที่ลานแสดงกลางศาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ฉู่เหยาเหยานางเอกของเรื่องกำลังนั่งประจำที่หน้
ความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้งฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่...""เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย"นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาทในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบเซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน"นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม"อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิง
หลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง"งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ...""เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้ ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก"น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่""ไม่ได้นะเจ
“รับไปสิ” ซูจินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ดูท่าทางเจ้าคงลำบากน่าดู เสื้อผ้าก็ขาด บาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่ เอาเงินนี้ไปหาหมอแล้วก็หาอะไรกินเสียนะ"เซียวจิ่งถิงมุมปากกระตุก นางเห็นเขาเป็นขอทาน รุ่ยอ๋องผู้บัญชาการองครักษ์เกราะดำ กลายเป็นขอทานไปเสียแล้ว"ข้ามิใช่...""ไม่ต้องเกรงใจ!" ซูจินเย่ว์รีบตัดบท นางเข้าใจว่าคนหล่อมักจะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ข้ารู้ว่าเจ้าคงอาย แต่ความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร หน้าตาดีอย่างเจ้าไม่ควรมานั่งตากลมตายในตรอกนี้หรอกนะ เอ้านี่... เอาไปอีกก้อน!"เคร้ง!ทองคำอีกก้อนถูกโยนลงมาเพิ่มซูจินเยว่มองผลงานการทำทานของตัวเองด้วยความปลื้มปริ่ม นี่แหละวิถีคนรวย โยนเงินใส่ปัญหาเซียวจิ่งถิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโป่งที่ขมับ เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าดูถูกเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่นางมองเขา มันเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารที่เขาเกลียดที่สุดเขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก แต่จังหวะที่ขยับแผลที่หน้าท้องก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้าซูจินเยว่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิด "อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งขยับ แผลเจ้าดูท่าจะลึกนะ เอาอย่างนี้"นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบข
หลังจากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตนเองคือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ซูจินเยว่ก็ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปกับการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า"คุณหนูเจ้าคะ ชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อนี้เป็นผ้าไหมที่สั่งทอพิเศษจากแคว้นซู เหมาะกับท่านมากเลยเจ้าค่ะ" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทหยิบชุดที่ดูเบาบางพลิ้วไหวออกมานำเสนอซูจินเยว่มองดูแล้วส่ายหน้า "มันดูจืดชืดไปหน่อย ข้าอยากได้อะไรที่มัน... ดูมีบารมีมากกว่านี้""เช่นนั้นชุดสีแดงชาดปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นชุดนี้ล่ะเจ้าคะ" เซี่ยเหลียนหยิบอีกชุดที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ทันทีที่ขยับแสงทองจากดิ้นที่ปักก็สะท้อนวิบวับจนแทบตาบอด"อืม... ค่อยดูสมฐานะขึ้นมาหน่อย แต่ว่าวันนี้ข้าจะออกไปเดินตลาด ไม่อยากให้เป็นจุดสนใจมากนัก เอาเป็นชุดสีฟ้าครามชุดนั้นก็แล้วกัน"นางชี้ไปที่ชุดสีฟ้าสดใสที่ดูเรียบง่ายที่สุดในตู้ แต่ความจริงแล้ว ชุดนั้นตัดเย็บจากผ้าไหมฟ้าครามที่ย้อมด้วยสมุนไพรหายาก ราคาต่อหนึ่งพับแลกกับข้าวสารได้ทั้งโรงเรือน แถมชายกระโปรงยังปักด้วยไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นับร้อยเม็ดซ่อนเอาไว้ให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งยามเดิน"เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นเมื่อแต่งตัวเสร็
จวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหารเมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ"คารวะคุณหนูใหญ่""เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า...""ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง"ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อนซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้า







