ANMELDENหลังจากที่รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ซูจินเยว่ก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทองคำที่ถูกสาป วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปล่องลอยอยู่เหนือศาลา
"คุณหนูท่านเป็นอันใดไป หน้าซีดเชียว หรือว่าจะเป็นลมแดดเจ้าคะ" ชุนฮวารรีบเอายาดมสมุนไพรมาจ่อจมูกนาง ซูจินเยว่สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติค่อย ๆ กลับคืนมาทีละนิด แต่ความตื่นตระหนกยังคงไม่จางหาย เขาจำได้... เขาจำได้แม่นเลย! อีกทั้งยังจำประโยคเด็ดอย่าง ค่าอาหารตา ได้อีกด้วย! ในนิยายรุ่ยอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำเขาเจ็บหนึ่งส่วน เขาคืนสนองสิบส่วน แล้วนางที่บังอาจเห็นเขาเป็นขอทาน เอาเงินฟาดหัว แถมยังแทะโลมด้วยวาจา... นางจะโดนคืนสนองกี่ส่วนกัน ร้อยส่วนหรือว่าพันส่วนกัน "ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน" นางครวญครางเสียงแผ่ว "กลับไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู" ชิวเยว่กระซิบเตือน "งานเพิ่งจะเริ่ม การแสดงของแม่นางฉู่กำลังจะเริ่มแล้ว หากกลับตอนนี้นั้นจะเป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ" ซูจินเยว่เงยหน้ามองไปที่ลานแสดงกลางศาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ฉู่เหยาเหยานางเอกของเรื่องกำลังนั่งประจำที่หน้ากู่ฉิน นิ้วเรียวงามวางลงบนสายพิณ ภาพลักษณ์ดูบริสุทธิ์สูงส่งราวกับเทพธิดาแห่งดนตรี เสียงพิณเริ่มบรรเลงท่วงทำนองไพเราะเสนาะหู พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ ผู้คนในงานต่างพากันเคลิบเคลิ้ม ฮ่องเต้และไทเฮาต่างพยักหน้าด้วยความพอใจ แต่สำหรับซูจินเยว่แล้วนั้น เสียงพิณนี้ฟังดูเหมือนเสียงเพลงประกอบงานศพของนางเองเสียมากกว่า นางพยายามกวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นแต่เหล่าทหารองครักษ์ยืนเฝ้ากันอย่างแน่นหนา และที่สำคัญ... ที่นั่งของรุ่ยอ๋องอยู่ตรงข้ามกับนางพอดีเลย แม้เขาจะทำท่าทีว่าตัวเองนั้นตั้งใจฟังดนตรีและจิบชาอย่างสบายอารมณ์ แต่ซูจินเยว่กลับสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งมาทางนี้เป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่นางขยับตัวกินขนมหรือจิบน้ำชา เขาจะปรายตามองครู่หนึ่งพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก ไอ้รอยยิ้มนั่นมันอะไรกันน่ะ ซูจินเยว่กลืนขนมโก๋ลงคออย่างยากลำบาก ความอร่อยลดลงไปกว่าครึ่ง เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า การแสดงจบลงท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งศาลา ฉู่เหยาเหยาลุกขึ้นย่อกายรับคำชมด้วยใบหน้าแดงระเรื่ออย่างงดงาม "บรรเลงได้ดียิ่ง! สมแล้วที่เป็นบุตรีตระกูลฉู่" ฮ่องเต้ตรัสชม "ตบรางวัล!" ฉู่เหยาเหยายิ้มรับ แต่สายตาของนางแอบเหลือบมองไปทางรุ่ยอ๋อง คาดหวังคำชมจากบุรุษในดวงใจ ทว่ารุ่ยอ๋องกลับไม่ได้มองมาที่นางเลยแม้แต่น้อย เขากำลังจ้องมองก้อนทองคำเคลื่อนที่อย่างซูจินเยว่ที่กำลังพยายามทำตัวลีบเล็กอยู่หลังเสา "น่าเบื่อจริง..." ซูจินเยว่บ่นพึมพำ เมื่อเห็นว่าการแสดงชุดต่อไปเป็นการร่ายรำที่ดูเชื่องช้า "ข้าหิวข้าวแล้ว เมื่อไหร่จะถึงเวลาพระราชทานอาหารกลางวันกันนะ" "อีกสักพักเจ้าค่ะคุณหนู" เซี่ยเหลียนตอบ "แต่ได้ยินมาว่าวันนี้ห้องเครื่องจัดเตรียมของว่างพิเศษไว้ที่ศาลาริมสระบัวที่อยู่ด้านหลัง สำหรับแขกที่ต้องการมาพักผ่อนแบบเงียบ ๆ" หูของซูจินเยว่กระดิกทันที "ของว่างพิเศษ ศาลาริมสระบัว ทางด้านหลังงั้นรึ?" หัวน้อย ๆ ของซูจินเยว่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว ด้านหลัง เท่ากับ คนน้อย ไม่มีรุ่ยอ๋อง และมีของกิน "ข้าจะไปเข้าห้องน้ำ" ซูจินเยว่ขยับกายลุกขึ้นยืนทันที "ให้บ่าวไปเป็น..." "ไม่ต้อง!" นางรีบห้าม "ข้าไปคนเดียวได้ พวกเจ้าเฝ้าที่นี่ไว้ ถ้ามีคนถามก็บอกว่าข้าไป...ไปเติมแป้ง!" ซูจินเยว่รีบฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังสนใจนางรำที่อยู่บนลานแสดง แอบย่องด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดเท่าที่เครื่องประดับจะอำนวยออกจากศาลามุ่งหน้าสู่สวรรค์แห่งของกิน ศาลาริมสระบัวด้านหลังวังหลวงนั้นเงียบสงบและร่มรื่นกว่าทางด้านหน้ามาก ลมพัดเย็นสบายหอบเอากลิ่นหอมของดอกบัวหลวงลอยมาแตะจมูก และที่สำคัญ บนโต๊ะหินอ่อนกลางศาลา มีจานขนมวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด ทั้งขนมดอกกุ้ยสีเหลืองนวล ขนมเปี๊ยะไส้ไข่เค็ม ขนมโก๋ไส้ถั่วแดง และน้ำชาหอมกรุ่นที่อุ่นอยู่บนเตาถ่านเล็ก ๆ "สวรรค์ นี่มันสรวงสวรรค์ชัด ๆ" ซูจินเยว่อุทานด้วยความดีใจ แทบจะกระโดดเข้าใส่โต๊ะขนม นางมองซ้ายมองขวา ครั้นเห็นว่าไม่มีคนอยู่แถวนี้ ก็ร้องตะโกนในใจอย่างมีความสุข ทางสะดวก! ซูจินเยว่ทิ้งมาดคุณหนูจากตระกูลผู้ดี มือเรียวหยิบขนมดอกกุ้ยชิ้นหนึ่งขึ้นมากัด คำแรกที่สัมผัสลิ้นคือความหวานละมุนและความหอมที่อบอวลไปทั่วปาก "อื้มมม~ อร่อย! ขนมในวังนี่มันระดับมิชลินจริง ๆ" นางหลับตาพริ้ม เคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุข ความกังวลเรื่องรุ่ยอ๋องหายไปชั่วขณะ ในโลกนี้ไม่มีอะไรเยียวยาจิตใจได้ดีเท่ากับน้ำตาลและแป้งอีกแล้ว นางหยิบขนมชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม ตามด้วยน้ำชาล้างคอ "มีความสุขจริง ๆ ได้เกิดในตระกูลที่ดี และร่ำรวย อีกทั้งยังได้กินของอร่อยแบบนี้อีก ตายก็ยอม... เอ้ย ไม่ตายสิ ต้องอยู่กินไปนาน ๆ" ในขณะที่มือของนางกำลังจะเอื้อมไปหยิบขนมเปี๊ยะไส้เผือกชิ้นสุดท้ายที่อยู่ในจาน ซึ่งดูน่ากินเป็นพิเศษด้วยแป้งที่บางกรอบและไส้ที่อัดแน่น กลับมีมือปริศนายื่นเข้ามาตัดหน้านาง คว้าขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นไปต่อหน้าต่อตา! "เฮ้ย! นั่นของข้านะ!" ซูจินเยว่ตะโกนลั่นด้วยสัญชาตญาณแห่งความตะกละ จึงเผลอลืมตัวไปชั่วขณะ นางเงยหน้าหันกลับมาเตรียมจะด่าทอคนที่มาแย่งของกิน แต่คำด่าทั้งหมดก็ต้องกลืนลงคอไปจนหมดสิ้น เมื่อพบว่าเจ้าของมือนั้นคือ...รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิง! เขายืนตระหง่านอยู่ข้างหลังนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับมีประกายขบขันอย่างปิดไม่มิด ในมือถือขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นไว้อย่างถือสิทธิ์ "ทะ... ท่านอ๋อง!" ซูจินเยว่สะดุ้งตกใจ ถอยหลังจนเกือบล้ม "ท่าน... ท่านอ๋องมาทำอันใดที่นี่เพคะ" "งานน่าเบื่อ มีแต่คนน่ารำคาญ ข้าก็เลยออกมาเดินเล่นน่ะ" เซียวจิ่งถิงตอบเสียงเรียบ พลิกขนมเปี๊ยะในมือไปมา "และบังเอิญมาเจอแมวขโมยกำลังกินเสบียงหลวงอย่างเอร็ดอร่อย" "มะ... แมวขโมยที่ไหนกันเพคะ!" ซูจินเยว่กลอกตาไปมาอย่างมีพิรุธ "หม่อมฉันเป็นแขกรับเชิญ มีสิทธิ์กินของว่างนะ" "หึ..." เซียวจิ่งถิงก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว กดดันจนซูจินเยว่ต้องถอยหลังไปชนเสาศาลา เขายกขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นขึ้นมาดม "หอมดีนี่... มิน่าเจ้าถึงหวงนักหวงหนา" "หม่อมฉันไม่ได้หวงนะเพคะ แต่... มันเป็นชิ้นสุดท้าย" ซูจินเยว่เม้มปากมองขนมที่อยู่ในมือเขาตาละห้อย "ถ้าท่านอ๋องอยากเสวย ให้ห้องเครื่องทำมาให้ใหม่ก็ได้นี่เพคะ ของเหลือจากหม่อมฉันไม่คู่ควรกับพระองค์หรอก" "ผู้ใดบอกว่าข้าถือสา" พูดจบเซียวจิ่งถิงก็ส่งขนมเปี๊ยะชิ้นนั้นเข้าปาก แล้วเคี้ยวช้า ๆ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของซูจินเยว่ ซูจินเยว่กลืนน้ำลายลงคอ... ไม่ใช่เพราะอยากกินขนม แต่เพราะสายตาของเขาที่มองมามันดูเซ็กซี่ต่างหาก เหมือนเขากำลังกินเหยื่อมากกว่ากินขนม "อืม... รสชาติดี" เขากลืนขนมลงคอ แล้วเลียริมฝีปากเล็กน้อย "และหวานกำลังดี" โอ๊ยยย! จะกินยั่วทำไมเนี่ย! อีตาอ๋องบ้านี่ ซูจินเยว่กรีดร้องในใจ "ในเมื่อท่านอ๋องเสวยแล้ว หม่อมฉันขอทูลลา..." ซูจินเยว่ทำท่าจะวิ่งหนี "เดี๋ยว" เสียงทุ้มต่ำหยุดฝีเท้าของนางไว้ราวกับโซ่ตรวน เซียวจิ่งถิงเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ ทำให้ซูจินเยว่ได้กลิ่นหอมเย็นจากตัวเขาอย่างชัดเจน "เรายังมีเรื่องต้องชำระความกันมิใช่หรือ คุณหนูซู"หลังจากที่รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ซูจินเยว่ก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทองคำที่ถูกสาป วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปล่องลอยอยู่เหนือศาลา"คุณหนูท่านเป็นอันใดไป หน้าซีดเชียว หรือว่าจะเป็นลมแดดเจ้าคะ" ชุนฮวารรีบเอายาดมสมุนไพรมาจ่อจมูกนางซูจินเยว่สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติค่อย ๆ กลับคืนมาทีละนิด แต่ความตื่นตระหนกยังคงไม่จางหายเขาจำได้... เขาจำได้แม่นเลย!อีกทั้งยังจำประโยคเด็ดอย่าง ค่าอาหารตา ได้อีกด้วย!ในนิยายรุ่ยอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำเขาเจ็บหนึ่งส่วน เขาคืนสนองสิบส่วน แล้วนางที่บังอาจเห็นเขาเป็นขอทาน เอาเงินฟาดหัว แถมยังแทะโลมด้วยวาจา... นางจะโดนคืนสนองกี่ส่วนกัน ร้อยส่วนหรือว่าพันส่วนกัน"ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน" นางครวญครางเสียงแผ่ว"กลับไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู" ชิวเยว่กระซิบเตือน "งานเพิ่งจะเริ่ม การแสดงของแม่นางฉู่กำลังจะเริ่มแล้ว หากกลับตอนนี้นั้นจะเป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ"ซูจินเยว่เงยหน้ามองไปที่ลานแสดงกลางศาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ฉู่เหยาเหยานางเอกของเรื่องกำลังนั่งประจำที่หน้
ความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้งฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่...""เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย"นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาทในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบเซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน"นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม"อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิง
หลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง"งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ...""เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้ ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก"น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่""ไม่ได้นะเจ
“รับไปสิ” ซูจินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ดูท่าทางเจ้าคงลำบากน่าดู เสื้อผ้าก็ขาด บาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่ เอาเงินนี้ไปหาหมอแล้วก็หาอะไรกินเสียนะ"เซียวจิ่งถิงมุมปากกระตุก นางเห็นเขาเป็นขอทาน รุ่ยอ๋องผู้บัญชาการองครักษ์เกราะดำ กลายเป็นขอทานไปเสียแล้ว"ข้ามิใช่...""ไม่ต้องเกรงใจ!" ซูจินเย่ว์รีบตัดบท นางเข้าใจว่าคนหล่อมักจะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ข้ารู้ว่าเจ้าคงอาย แต่ความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร หน้าตาดีอย่างเจ้าไม่ควรมานั่งตากลมตายในตรอกนี้หรอกนะ เอ้านี่... เอาไปอีกก้อน!"เคร้ง!ทองคำอีกก้อนถูกโยนลงมาเพิ่มซูจินเยว่มองผลงานการทำทานของตัวเองด้วยความปลื้มปริ่ม นี่แหละวิถีคนรวย โยนเงินใส่ปัญหาเซียวจิ่งถิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโป่งที่ขมับ เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าดูถูกเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่นางมองเขา มันเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารที่เขาเกลียดที่สุดเขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก แต่จังหวะที่ขยับแผลที่หน้าท้องก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้าซูจินเยว่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิด "อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งขยับ แผลเจ้าดูท่าจะลึกนะ เอาอย่างนี้"นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบข
หลังจากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตนเองคือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ซูจินเยว่ก็ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปกับการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า"คุณหนูเจ้าคะ ชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อนี้เป็นผ้าไหมที่สั่งทอพิเศษจากแคว้นซู เหมาะกับท่านมากเลยเจ้าค่ะ" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทหยิบชุดที่ดูเบาบางพลิ้วไหวออกมานำเสนอซูจินเยว่มองดูแล้วส่ายหน้า "มันดูจืดชืดไปหน่อย ข้าอยากได้อะไรที่มัน... ดูมีบารมีมากกว่านี้""เช่นนั้นชุดสีแดงชาดปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นชุดนี้ล่ะเจ้าคะ" เซี่ยเหลียนหยิบอีกชุดที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ทันทีที่ขยับแสงทองจากดิ้นที่ปักก็สะท้อนวิบวับจนแทบตาบอด"อืม... ค่อยดูสมฐานะขึ้นมาหน่อย แต่ว่าวันนี้ข้าจะออกไปเดินตลาด ไม่อยากให้เป็นจุดสนใจมากนัก เอาเป็นชุดสีฟ้าครามชุดนั้นก็แล้วกัน"นางชี้ไปที่ชุดสีฟ้าสดใสที่ดูเรียบง่ายที่สุดในตู้ แต่ความจริงแล้ว ชุดนั้นตัดเย็บจากผ้าไหมฟ้าครามที่ย้อมด้วยสมุนไพรหายาก ราคาต่อหนึ่งพับแลกกับข้าวสารได้ทั้งโรงเรือน แถมชายกระโปรงยังปักด้วยไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นับร้อยเม็ดซ่อนเอาไว้ให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งยามเดิน"เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นเมื่อแต่งตัวเสร็
จวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหารเมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ"คารวะคุณหนูใหญ่""เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า...""ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง"ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อนซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้า







