로그인....สู่การเดินทางของหนุ่มน้อยปราณวารีและลูกหมีแพนด้า.... หลินเซียนนั้นได้นำแบบอย่างจากพระเอกอนิเมะแนวฝึกฝนเซียนดังๆ ของจีนหลายๆ เรื่องที่พอผมดูไปนานๆ 4-6 ปีแล้วอยากได้พระเอกที่ดูเป็นเซียนจริงๆ ไม่เอาชื่อเซียนมาเล่าเรื่องคน ผมก็เลยทำพระเอกคนนี้ขึ้นมา หลินเซียนเป็นคนที่รู้จักเศร้าและทุกข์ในเรื่องของผู้อื่น เสียสละ มีคุณธรรม เมตตาธรรม กตัญญู ไม่ฆ่า (ถ้าไม่จำเป็น) และไม่ขโมย ในเรื่องนี้แม้เป็นเซียนก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ไปทุกเรื่อง พระเอกเรื่องนี้แม้เป็นเซียนระดับสูงแต่ก็มีบางครั้งได้รับคำสอนจากปราชญ์มนุษย์ได้เช่นกัน ในเรื่องมีการนำความเชื่อ ตำนาน และปรัชญาทางเต๋าและพุทธเข้ามาปะปนด้วยพอสมควร มีเทพ มีปีศาจ มีมาร มีชนเผ่าที่มาจากต่าวดวงดาว โลกวิญญาณ มีเทพเจ้า และมี....พระเจ้าผู้สร้างโลก แถมยังนำความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกที่มีพบในตำนานควมเชื่อทั้งโลกตะวันออกและโลกตะวันตกนั่นคือน้ำท่วมโลกเพื่อ reset ทุกสิ่งใหม่เข้ามาอีกด้วย และผู้ที่จะล้างโลกด้วยวารีก็ไม่ใช่ใคร....คือหลินเซียนนี่เอง....
더 보기.....แสงอาทิตย์เช้าสาดผ่านหลังคาของบ้านไม้เก่าผุพัง หลังคาหลายแผ่นกร่อนจนเห็นแสงลอดเข้ามา เสียงลมพัดผ่านรอยรั่วในหน้าต่างไม้เก่า เสียงไก่ขันปะปนกับใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ริมเนินดิน ข้างหลังมีป่าลึกที่แม้จะรก แต่ยังมีความสดชื่นของพืชพรรณป่า เบื้องหลังภูเขาและป่าลึกนั้น… มีสมุนไพรแปลกตามากมาย
สำหรับเขาแล้วแม้บ้านหลังนี้จะทรุดโทรม แต่ทุกมุมเต็มไปด้วยความทรงจำ
....ความยากจนนี้เกิดขึ้นหลังจากไม่มีเสาหลักครอบครัวอย่างบิดา ท่านเป็นเพียงพลทหารที่เสียชีวิตในสงครามโดยที่ไม่มีผู้ใดจดจำนอกจากลูกเมีย
หลินเซียนจึงพยายามทำทุกอย่างแทนบิดาเพื่อท่านแม่และท่านย่าที่แก่ชรา
เช้าๆหลังตื่นนอนวันนี้เขาทำความสะอาดบ้านเป็นสิ่งแรกสุดอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลังนั้นก็ออกไปเก็บผักจากแปลงหน้าบ้าน ผักที่ปลูกเล้กไม่สวยงามเพราะดินขาดแคลนสารอาหารแถมยังโตช้าอีกด้วย
หลินเซียนถือกระบุงค่อยๆเก็บผักที่รับประทานได้ เมื่อเขากลับเข้ามาในบ้านก็เห็นท่านแม่และย่ารออยู่บนพื้นไม้เก่าที่มีรอยแตกเต็มไปหมด
ท่านแม่มองลูกชายด้วยสายตากังวล
“เซียนเออร์… เจ้าทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว เหนื่อยก็พักบ้างนะลูก”
หลินเซียนยิ้มบาง ๆ
“ข้ายังไหวขอครับท่านแม่ ท่านไม่ต้องกังวล”
ท่านย่าซึ่งเป็นหญิงชราค่อยๆ เดินมาจับแขนหลินเซียน มือสั่นเล็กน้อย
“ย่าภูมิใจในตัวเจ้า ถ้าพ่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงภูมิใจมากที่มีลูกกตัญญูเช่นเจ้า ตระกูลหลินโชคดีที่มีเจ้า หลานรัก”
หลินเซียนก้มหน้าเล็กน้อย แฝงรอยยิ้มเศร้า
“ขอครับท่านย่า…ท่านพักผ่อนเถอะขอรับ หลานจะทำทุกอย่างแทนท่านพ่อเอง ข้าจะไม่ปล่อยให้แม่และท่านย่าต้องทนลำบาก"
แล้วหลินเซียนก้พูดข่าวดีให้แม่และย่าเขาฟัง
"… ท่านแม่,ท่านย่าขอรับ โชคดีมาถึงข้าแล้ว วันก่อนข้าได้ท่านเซียนช่วยสำรวจให้แล้วว่าข้ามีรากเซียน สามารถฝึกเป็นเซียนได้""หากเข้าสำนักเซียนได้ก็จะมีเงินส่งให้ท่านแม่และท่านย่าใช้สุขสบายเสียที” หลินเซียนยิ้มแววตามีความหวัง
หลังพูดจบ เขาก็เดินไปก่อไฟต้มน้ำในหม้อเก่า รอจนเดือด แล้วค่อยๆ ยกหม้อใส่น้ำร้อนผสมน้ำเย็นมาที่ท่านแม่
“ท่านแม่… ข้าล้างเท้าให้ขอรับ เท้าท่านเย็นจนแตกไปหมดแล้ว”
แม่มองลูกชายสายตาเต็มไปด้วยความรัก
“เซียนเออร์… ไม่เป็นไรลูก เจ้าเหนื่อยแล้ว”
หลินเซียนยิ้มบาง ๆ มองตาแม่
“ไม่เป็นไรขอครับ แค่ได้ทำให้แม่สบาย ลูกก็พอใจแล้ว”
เขาคุกเข่าลงช้าๆ ปล่อยน้ำอุ่นลงบนเท้าแม่ มือเรียวบางนั่นเล็กแต่แน่นอน หลินเซียนล้างนิ้วเท้าแม่ทีละนิ้ว ใบหน้าเรียวสวยของเขาเต็มไปด้วยความตั้งใจ
ท่านแม่แอบลูบหัวเขาเบาๆ ด้วยความซาบซึ้ง ท่านย่ายืนมองอยู่ใกล้ๆอย่างมีความสุข
“หลินเซียน… เท่านี้แม่และย่าก็ภูมิใจแล้ว ถ้าทดสอบไม่ผ่านก็ไม่เป็นไรนะลูก”
แล้ว.....เสียงหัวเราะของเด็กคนอื่นจากหมู่บ้านดังเข้ามา
“ขยะไร้ค่าอย่างหลินเซียน จะฝึกเซียนได้เหรอ ฮ่า ๆ”
หลินเซียนใบหน้านิ่งก้มหน้าหลงปิดบังความเศร้าใจ เขาพยายามไม่สนใจเสียงเยาะเย้ย
"พรุ่งนี้ข้าจะไปทดสอบเข้าเป็นศิษย์สำนักเซียน และจะำให้สำเร็จ!"
....สายๆ แสงแดดเริ่มแรงขึ้นเล็กน้อย มีหญิงสาวอายุ 14 ปีแต่งกายดี เธอเป็นลูกสาวเจ้าของร้านน้ำชาในหมู่บ้าน มีหญิงรับช้ช่วยถือตะกร้าอาหารมาที่บ้านหลินเซียน
“พี่เซียน… ข้านำอาหารมาให้” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
หลินเซียนเดินออกมาจากประตูบ้าน เขาก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อมองเห็นใบหน้าหญิงสาวดวงตาใสแจ๋ว
“ขอบคุณขอครับคุณหนู… ข้าเกรงใจท่านมาก เอามาให้ข้าบ่อยๆ”
คุณหนูร้านน้ำชาเธออดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าขาวเนียนเรียวสวยของเขา ช่างหล่อราวกับเซียนจากสวรรค์ก็ไม่ปาน น่าหลงไหลมาก นี่เองที่ทำให้เธอหลงรักข้างเดียวมาแสนนาน
คนใช้ยกตะกร้าใส่อาหารลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง
“อย่าลืมล้างมือก่อนกินนะเจ้าหนู”
หลินเซียนพยักหน้าแล้วล้างมืออย่างเรียบร้อย
เธอหัวเราะเบา ๆ พลางสังเกตการกระทำสุภาพของเขา
“เจ้าเด็กนี่พ่อแม่สอนมาดีจริงๆ”
หลินเซียนอายเล็กน้อย แต่ยังคงยิ้ม
เธอวางอาหารไว้บนโต๊ะไม้เก่า มองเขาด้วยดวงตาแวววาว
“ถ้าเจ้าอยากอะไรอีก บอกพวกเราได้นะ เดี๋ยวข้าจะเอามาให้”
หลินเซียนโค้งเล็ก ๆ
“ขอบคุณขอครับ… ข้าไม่เคยลืมความช่วยเหลือของท่านเลยคุณหนู”
“เซียน… ข้าขอร้อง พรุ่งนี้พี่อย่าไปทดสอบเข้าสำนักเซียนเลยนะ มันอันตรายเกินไป”
"แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะทำอย่างไร?”
คุณหนูโผเข้าไปซบอกและกอดหลินเซียนแล้วกลั้นน้ำตาร้องไห้ไม่อยู่ ทำเอาสาวใช้ที่ตามมาด้วยตกใจ
หลินเซียนตกใจเล้กน้อยแต่ก็ยิ้มบางๆ เขาเอามือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตาที่ขอบตาให้คุณหนู
"ข้ายังเชื่อว่าพรแสวงนั้นทำให้สำเร็จได้ไม่ต่างจากพรสวรรค์"
.
.
.
(ท้ายบท)
วันทดสอบรากวิญญาณในหมู่บ้าน เด็กหลายคนที่มีรากเซียนได้ผลลัพธ์เป็นสีสว่างงดงาม แต่ของหลินเซียนรากเซียนกลับเป็น “แสงขุ่นคล้ำเหมือนน้ำเน่า”
ทุกคนแม้แต่ท่านเซียนที่มาตรวจให้หัวเราะ บอกว่าเขาเป็นเศษสวะไร้ค่า....ดาว 4 นักบุญอยู่ไกลกว่าที่คิด ขนาดหลินเซียนเป็นเซียนระดับ 8 ที่เหาะได้รวดเร็วแล้วยังใช้เวลาถึง 20 ปีกว่าจะมาถึง แต่ก็คุ้มค่า ดาวดวงนี้มีขนาดใหญ่มาก ทั้ง 4 สำนักของนักบุญทั้ง 4 เห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่นอกดวงดาว นั่นเพราะพลังปราณโพยพุ่งออกมาหุ้มดวงดาวไว้คนละสีตามบันทึกปู่ย่า พวกท่านเคยมาที่นี่ แต่ไปแค่สำนักเดียว เป็นนักบุญผู้ชอบสะสมตำราไว้เยอะที่สุด ว่ากันว่าเยอะที่สุดในดาวหลายแสนดวงเลยก็ว่าได้แต่นักบุญผู้นี้ไม่ชอบอยู่สำนัก ท่านชอบท่องเที่ยวไปทั่วจักวาลเพื่อหาหนังสือใหม่ๆอ่านส่วนอีก 3 นักบุญนั้นอยู่ครบ แต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นตัวจริง ได้แก่1. นักบุญสำนักตะวันจันทรา เขาเป็นเซียนระดับ 12 รับดารา ขั้นปลาย มีพลังธาตุแสงและพลังธาตุมืดในตนเอง นักบุญผู้นี้เองที่ซีหมิงพี่หลินเซียนบอกว่าเป็นเซียนธาตุแสงเลื่องชื่อ2. นักบุญสำนักกระบี่ทลายสวรรค์ นี่ก็เซียนระดับ 12 รับดารา ขั้นปลาย เขาเป็นผู้คลั่งไคล้ในการสะสมกระบี่และดาบชั้นยอดมากๆ เขามี 4 มือ ซึ่งใช้เพลงกระบี่เทพถึง 4 วิชาในการฟาดฟันต่อสู้แค่ครั้งเดียว แถม 4 กระบี่คู่กายเขานั้นคือของล้ำค่าที่สุดในจักรวาล (เทียบเท่าหรือสูงกว่ากระบี่แสงและเงา
...เช้าวันนี้อดีตฮ่องเต้แคว้นชิว, องค์ชายน้อยแคว้นจ้าว และองค์ชายฉินผิง เดินเข้ามาหาหลินเซียนพร้อมกัน ซึ่งหลินเซียนเองก็แปลกใจว่าแก๊งค์นี้เขาเชื้อพระวงศ์หมดเลยเนอะแม้จะทำทีมาชวยคุยไร้สาระ แต่ตาเฒ่าอย่างหลินเซียนก็ไม่ได้โง่"พวกเจ้ามีอะไรก็บอกมาตรงๆเถอะ"ทั้ง 3 คนก็จ้องหน้ากัน เกี่ยงกันไปมาว่าจะให้ใครพูด จนหลินเซียนทำปากบู้บี้ องค์ชายฉินผิงเลยเป็นคนพูดเอง"ท่านอาจารย์ พวกเราสงสัยเรื่องสมาพันธ์เซียนดาราที่บาดหมางกับท่าน""นี่ก็ผ่านมาตั้ง 700 ปีแล้ว พวกเขาไม่บุกมาหาเราเลย ข้าว่ามันแปลกๆ"หลินเซียนก็รู้สึกเช่นกันว่าทำไมฝ่ายนั้นเงียบไปเลย ข้าควรออกไปสืบข่าวด้วยตัวเองสักหน่อยก็น่าจะดีกว่าฟังจากผู้อื่นอีกอย่างศิษย์หลินเซียนที่อยู่ตอนนี้ขั้นต่ำๆก็ระดับ 5 หลิงเฉิง(วิญญาณสมบูรณ์) กันหมดทุกคนแล้วแถมมีสิบกว่าคนไต่ขึ้นระดับ 6 เสินหุ่น(วิญญาณเทวะ)แล้วด้วย (ยกเว้น 10 คนที่มาใหม่) ถ้าสมาพันธ์ฯจะบุกมาตอนนี้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะป้องกันไม่ได้ (กลุ่มสีน้ำเงินพัฒนาวิชาค่ายกลล้ำขึ้นไปอีกมาก)"ได้! อาจารย์จะแอบไปสืบข่าวเอง!"เชื้อพระวงศ์ทั้ง 3 แม้ระดับพลังเซียนโดดเด่นทุกคน แต่สติปัญญากลับเฉียบคมและมีความสามารถ
....ริมแม่น้ำยามเย็น หลินเซียนเดินมาริมลำธาร เขาเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆตามลำพังเมื่อหลินเซียนนั่งลงจึงสังเกตุเห็นว่าเธอตาบอด เธอนั่งนิ่งไม่พูดคุย หลินเซียนจึงเป็นฝ่ายชวนคุย"นี่ก็เย็นแล้ว เจ้ายังไม่กลับบ้านอีกหรือ?""พี่ก็เห็นตาหนูบอด หนูไม่เคยเห็นแสงสว่าง สำหรับหนูแล้วจะกลางวันหรือกลางคืนก็ไม่มีความหมาย""พี่ขอโทษ พี่แค่กลัวพ่อแม่หนูจะเป็นห่วง""พ่อแม่หนูตายหมดแล้วค่ะ หนูเป็นตัวอัปมงคล เกิดในวันสุริยะคราส คนในหมู่บ้านก็ไม่ชอบหนู"หลินเซียนเอาขนมเคลือบน้ำตาลให้เด็กหญิง เธอรับมาค่อยๆกิน"พี่ไม่ใช่มนุษย์ พี่เป็นเซียน และเป็นเซียนระดับสูงด้วย"หลินเซียน ยิ้ม และถามว่า"เจ้าเห็นอะไรจากพี่?""หนูเห็นของเหลวมากมายที่เรืองแสง""ภาพในโลกของหนูอาจไม่ตรงกับพวกพี่นะคะ"หลินเซียนมองเด็กหญิงคนนี้ เธอไม่มีรากวิญญาณเซียนเลยแม้นแต่น้อย แต่เธอก็ไม่ได้เป็นลางร้ายอัปมงคลอะไรตามที่ชาวบ้านเชื่อเช่นกันเธอเป็นเพียงเด็กหญิงตาบอดคนหนึ่งที่ใช้ *ใจ* วาดภาพโลกของเธอขึ้นมาแทนดวงตา"หนูเชื่อมั่นในสิ่งใดไหม?"เด็กหญิงครุ่นคิดแล้วจึงตอบ"เด็กกำพร้าลางร้ายอย่างหนู คงมีได้แค่เชื่อมั่นในตัวเองเท่านั้นแหละค่
....หลินเซียนยังคงเตร็ดเตร่อยู่ในแคว้นฉินที่กว้างใหญ่ แคว้นนี้ตีเมืองยึดแคว้นข้างๆมาเยอะ ทำให้เป็นแคว้นที่กว้างใหญ่มาก กาลเวลาผ่านไปประชาชนดั้งเดิมก็ถูกกลืนเข้ากับวัฒนธรรมฉิน อาจพอมีหลงเหลือเป็นประเพณีความเชื่อเล็กๆตามแต่ละท้องถิ่นอยู่บ้างเท่านั้นหลินเซียนเดินเท้ามาถึงอดีตเมืองหลวงแคว้นเป่ย ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหัวเมืองรองที่มีความเจริญอยู่ ชาวเป่ยแต่เดิมนั้นมีชื่อเสียงด้านเพลงกระบี่ที่ทั้งงดงามและเฉียบคม ซึ่งปรมาจารย์กระบี่ที่ถ่ายทอดวิชาทิ้งไว้ก็ไม่ใช่ใคร เขาคือ เฟิงเตียน บุตรชายของแม่ทัพเฟิงเจียซิน ที่หลินเซียนเคยมาช่วยรบเมื่อหมื่นกว่าปีก่อนนั่นเองเฟิงเตียนแม้นเขาจะเป็นเซียน แต่เขากลับนำวิชากระบี่ของตระกูลมาปรับปรุงพัฒนาเป็นการร่ายรำกระบี่เพื่อสุขภาพ สามารถใช้กระบี่อ่อน หรือกระบี่ไม้ร่ายรำได้ นั่นทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมชมชอบมากในการออกกำลังยามเช้า สืบทอดยาวนานมาถึงปัจจุบันนับหมื่นปีสำนักกระบี่เฟิงหลัวเองก็เป็นสำนักกระบี่เก่าแก่ของที่นี่ เพราะปรมาจารย์เฟิงเตียนเป็นผู้ก่อตั้ง แม้ถูกแคว้นฉินเข้ามายึดเมือง แม่ทัพแคว้นฉินก็ไม่ได้ทำลายสำนักนี้ทิ้ง เพราะเขาได้ดวลกระบี่กับเจ้าสำนักเฟิงเตียนใ
(1 ปีต่อมา)....หลินเซียนทั้งเหาะทั้งใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่กลางป่าดงดิบ หลินเซียนมองทะลุค่ายกลเข้าไปเห็นหลุมลึกลับหลุมหนึ่ง ขนาดกว้างราวๆทุ่งหญ้าสนามรบ ยิ่งมองลงไปก็ยิ่งลึกจนเห็นเพียงผนังหินสีดำแวววาวเหมือนหินอุกกาบาตถูกกัดกร่อนต้นไม้ใหญ่โอบรอบและขึ้นเรียงรา
......ณ เมืองๆหนึ่งในแคว้นจ้าว เมืองนี้มีอ๋องต่างแซ่เป็นผู้ปกครอง เหตุเพราะตอนเริ่มสร้างอาณาจักรบรรพบุรุษเป็นขุนพลทหารเคียงคู่องค์ปฐมกษัตริย์แคว้น ทำให้ได้ปูนบำเหน็จยกให้เป็นอ๋องและยกเมืองนี้ให้ปกครอง ปัจจุบันมรดกนี้ได้ตกทอดมาถึง "จงเจี้ยนอ๋อง" นั่นเองเนื่องจากเขาบิดาเขาเสียชีวิตเร็ว ทำให้เขาได้รั
......แผ่นหมุนโชคชะตามันไม่ได้ถูกทำลายไปด้วย มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แล้วเข็มทิศเหล็กเก่าๆนั่น มันก็หมุนถอยหลังครบรอบวงกลมฝุ่นผงต่างๆลอยกลับเข้ามารวมกลายเป็นร่างหลินเซียนอีกครั้ง มันฝืนกฎแห่งกาลอันยิ่งใหญ่ เวลาถูกย้อนเฉพาะร่างหลินเซียนกลับคืนมาได้อย่างเหลือเชื่อ นี่คืออาวุธสวรรค์ที่ฝืนกฎศักดิ์สิท
.....หลายวันต่อมาหลินเซียนออกจากหมู่บ้าน พอลับตาคนเขาก็เหาะมาที่ว่าการอำเภอเพื่อเจอหลินเยว่ๆ ให้เขานั่งรอเพราะกำลังตรวจเอกสารอยู่ หลินเซียนเข้าใจก็นั่งจิบชารออยู่ 1 ชั่วยาม เมื่อเสร็จแล้วพวกเขาพากันออกไปนั่งที่ร้านบะหมี่เล็กๆข้างถนน กินบะหมี่และนั่งคุยกันหลายเรื่อง แน่นอนไม่ลืมแซวเรื่องสีผมของหลินเ






리뷰