LOGINความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้ง
ฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่..." "เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย" นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาท ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบ เซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน "นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม "อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิงตอบมุมปากยกยิ้ม แววตาที่เคยมองสตรีด้วยความเบื่อหน่าย บัดนี้กลับมีประกายของความสนใจใคร่รู้ เขาเห็นตั้งแต่ตอนที่นางเดินเข้ามาพร้อมแสงสีทองแสบตา ตอนแรกเขานึกขำในรสนิยมประหลาดของนาง แต่พอได้ยินสิ่งที่นางตอบโต้กับฉู่เหยาเหยา เขากลับรู้สึกทึ่งในการคิดอ่านของนาง "การที่ข้าใช้เงิน คือการช่วยให้คนมีงานทำงั้นรึ" เป็นคำพที่ฟังดูเห็นแก่ตัวแต่กลับปฏิเสธไม่ได้ และช่างแปลกใหม่เหลือเกินในสายตาเขา สำหรับสตรีในห้องหอที่ไม่ควรจะรู้เรื่องการบ้านการเมือง "นางดูแตกต่างจากข่าวลือนะพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์ออกความเห็น "ไม่ใช่แค่แตกต่าง... แต่ดูเหมือนคนละคนต่างหาก" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง นึกถึงสัมผัสอุ่น ๆ จากมือของนางตอนที่นางยัดขวดยาใส่มือเขา "นางจำข้าไม่ได้" "แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ วันนั้นท่านอ๋องทรง... เอ่อ ไม่น่าดูยิ่งนัก แต่วันนี้ทรงหล่อเหลาเหนือผู้ใด นางคงจำไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ" "หึ... ดีแล้ว" เซียวจิ่งถิงขยับตัว "ไปกันเถอะ ข้าอยากจะไปทักทาย เจ้าหนี้ เสียหน่อย" หลังจากที่ซูจินเยว่เอาชนะฉู่เหยาเหยาด้วยวาทศิลป์และการแถแล้วนั้น นางก็นั่งจิบชาอย่างสบายใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา "ฮ่องเต้เสด็จ! ไทเฮาเสด็จ! รุ่ยอ๋องเสด็จ!" เสียงขันทีประกาศก้อง ทุกคนในงานรีบลุกขึ้นและคุกเข่าถวายบังคม ซูจินเยว่รีบวางขนม ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าลงยอบตัวคำนับตามธรรมเนียม แต่ด้วยความที่เครื่องหัวหนักมาก จังหวะที่ก้มศีรษะ ปิ่นระย้าจึงเหวี่ยงไปตีจมูกตัวเองเบา ๆ "โอ๊ย..." นางร้องเสียงเบาพร้อมยกมือลูบจมูก เมื่อเงยหน้าขึ้นหลังจากขบวนเสด็จผ่านไปและได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้น ซูจินเยว่ก็ชะเง้อคอมองหาเป้าหมายของนาง "คนไหนกันนะ รุ่ยอ๋อง อยากเห็นหน้าสักครั้ง ว่าจะหล่อแค่ไหนถึงทำให้สตรีในนิยายตบตีกันแทบตาย" สายตาของนางกวาดไปที่แท่นประทับของเหล่าเชื้อพระวงศ์ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อสบตาเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งถัดจากฮ่องเต้ เขาสวมชุดสีม่วงเข้มขับเน้นผิวขาวจัด ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียน คิ้วเข้ม จมูกโด่ง และดวงตาคู่คมคู่นั้นกำลัง... จ้องมองมาที่นาง! สายตานั้น... คุ้น ๆ แฮะ ซูจินเยว่ขมวดคิ้ว ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีมาก หล่อวัวตายความล้มเหมือน... เหมือนใครนะ เอ๊ะ เหมือน ขอทาน ที่นางเจอในตรอกเมื่อวานเลย เฮ้ย! ไม่จริงน่า นางกะพริบตาถี่ ๆ พยายามเทียบโครงหน้าในจินตนาการ ขอทานคนนั้นมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่คนนี้ผมเผ้าดูเรียบร้อยกว่ามาก เสื้อผ้าหรูหราสะอาดสะอ้าน คงแค่คนหน้าคล้ายนั่นแหละ คนหล่อในโลกนี้อาจจะมีโครงหน้าเดียวกัน นางปลอบใจตัวเอง ขอทานจะมาเป็นท่านอ๋องได้ไง เป็นไปไม่ได้! ระหว่างที่ซูจินเยว่กำลังมองเขาอย่างสับสน รุ่ยอ๋องก็ลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วเดินตรงดิ่งลงมายังลานจัดเลี้ยง ท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของเหล่าคุณหนูที่พยายามส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขา แต่ท่านอ๋องผู้เย็นชากลับเดินผ่านหญิงงามไปราวกับอากาศธาตุ และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า... ซูจินเยว่ เงาจากร่างสูงทาบทับลงมาบดบังแสงแดด ทำให้ชุดทองคำของนางลดความแสบตาลงเล็กน้อย ซูจินเยว่เงยหน้ามองเขา กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พอได้เห็นใกล้ ๆ เช่นนี้... ยิ่งเหมือนขอทานผู้นั้นเลย "คุณหนูซู ซูจินเยว่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก ชื่อของนางที่หลุดจากปากเขาฟังดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด "ถะ ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ" ซูจินเยว่รีบย่อกายคารวะ เซียวจิ่งถิงมองนางด้วยแววตาพราวระยับแฝงความขบขัน "ข้าได้ยินมาว่า เจ้ามีทฤษฎีการใช้เงินที่น่าสนใจ อืม…เรียกว่าอะไรนะ อ้อ การกระจายรายได้สินะ" ซูจินเย่ว์ยิ้มแห้ง "แหะ ๆ หม่อมฉันเพียงแค่พูดไปตามประสาคนค้าขายเพคะ มิบังอาจอวดรู้ต่อหน้าพระพักตร์ท่านอ๋อง" "และข้ายังได้ยินอีกว่า..." เซียวจิ่งถิงขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก้มหน้าลงมาจนระดับสายตาอยู่เสมอหน้านาง แล้วกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน "เจ้าชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะบุรุษที่นั่งเจ็บอยู่ในตรอกผู้นั้น" เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะของซูจินเยว่ นางเบิกตาโพลง อ้าปากค้าง แย่แล้ว! เขาคือขอทานคนนั้นจริง ๆ ด้วย! ภาพในหัวฉายวนซ้ำ ๆ นางโยนเงินให้เขา นางบอกว่าเขาเป็นขอทาน นางบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อข้าวกิน และที่สำคัญคือนางบอกเขาว่า ถือเป็นค่าอาหารตา... กรี๊ดดดด! นางเอาเงินฟาดหัวน้องชายฮ่องเต้! เซียวจิ่งถิงเห็นสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดของนางแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ เขายืดตัวขึ้นตรง ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้นให้คนรอบข้างได้ยิน "ได้ยินว่าตระกูลซูนั้นมั่งคั่งยิ่งนัก วันนี้ได้เห็นคุณหนูซูแต่งกายเช่นนี้ สมคำร่ำลือจริง ๆ ช่าง... สว่างไสวยิ่งนัก" คำชมที่ฟังดูเหมือนประชดประชัน แต่สายตากลับไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจ ทำให้ทุกคนในงานต่างพากันงุนงง "วันหลังข้าคงต้องขอคำชี้แนะเรื่องการหมุนเวียนการค้าจากคุณหนูซูบ้างเสียแล้ว" พูดจบ เขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ซูจินเยว่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน สติเลื่อนลอย "คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องทรงเข้ามาทักทายคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ อีกทั้งยังทรงแย้มยิ้มให้คุณหนูอีกด้วย!" ชุนฮวาเขย่าแขนนางอย่างลืมตัว ดีใจแทนคุณหนูที่ในที่สุดท่านอ๋องก็ทรงมองเห็นถึงความทุ่มเทของคุณหนู แต่ซูจินเยว่กลับไม่ได้ยินเสียงดีใจนั้น ในหัวนางมีแต่คำว่า ตายแน่ นางตายแน่ ๆ แผนการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนกองเงินกองทองและอยู่ห่าง ๆ พระเอก... พังทลายตั้งแต่เริ่ม! อีกทั้งตอนนี้เขายังจำหน้านางได้อย่างแม่นยำ และดูท่าทางเขาจะไม่ยอมปล่อยเจ้าหนี้คนนี้ไปง่าย ๆ เสียด้วย ซูจินเยว่มองแผ่นหลังกว้างของรุ่ยอ๋องเซียวจิ่งถิง แล้วยกมือขึ้นกุมขมับ แล้วพึมพำเสียงเบา "กลับบ้าน... ข้าอยากกลับบ้าน ข้าจะไปถอนเงินออกมาเตรียมไว้จ่ายค่าหัวตัวเอง..."หนึ่งปีต่อมา ณ จวนรุ่ยอ๋องหากจะถามว่า ในเมืองหลวงยามนี้ ผู้ใดคือคนที่น่าอิจฉาที่สุด คำตอบย่อมไม่ใช่โอรสฮ่องเต้ หรือบุตรขุนนางใหญ่โตที่ไหน แต่เป็นท่านชายตัวน้อยแห่งจวนรุ่ยอ๋อง ผู้ซึ่งคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด... ไม่สิ ต้องเรียกว่าคาบเหมืองทองออกมาด้วยถึงจะถูกเซียวอวี้ หรือชื่อเล่นที่มารดาตั้งให้ว่า หยวนเป่า (ก้อนทอง)เด็กชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบ ผิวขาวราวหิมะ แก้มยุ้ยเหมือนซาลาเปา ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววฉลาดเฉลียว และที่สำคัญหน้าตาถอดแบบรุ่ยอ๋องราวกับจับวาง หล่อเหลาตั้งแต่เด็ก คิ้วเข้ม จมูกโด่ง จนสาวใช้ในจวนพากันหลงหัวปักหัวปำทว่า... นิสัยนั้น...เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!เสียงเหรียญทองกระทบกันดังสนั่นห้องโถง"แอ้! แอ้!"หยวนเป่าน้อยนั่งอยู่บนกองพรมขนสัตว์ มือป้อม ๆ กำเหรียญทองคำไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย ดวงตาเป็นประกายวาววับเมื่อเห็นวัตถุส่องแสง"โธ่... ลูกแม่" ซูจินเยว่นั่งมองลูกชายด้วยความปลื้มปริ่ม พลางใช้ผ้าเช็ดน้ำลายให้ "ช่างเป็นเด็กที่มีแววรุ่งโรจน์จริง ๆ อายุแค่ขวบเดียวก็รู้จักสะสมทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว""ข้าว่าลูกแค่นิสัยเหมือนเจ้ามากกว่า" เซียวจิ่งถิง เดินเข้ามาในห้อง ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้
ณ จวนรุ่ยอ๋อง ยามวิกาล บรรยากาศในจวนอ๋องอันยิ่งใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหวพริ้วไปลู่ลม ทหารยามเดินตรวจตราด้วยฝีเท้าแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการบรรทมของเจ้านายทว่า... ในห้องนอนใหญ่ของเรือนพำนักหลัก กลับมีสถานการณ์ตึงเครียดยิ่งกว่าสนามรบเกิดขึ้นบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมหนานุ่มซูจินเยว่ในชุดนอนสีขาวบางเบา กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้ น้ำตาไหลอาบสองแก้มราวกับเขื่อนแตก"ฮือ ฮือ ชีวิตข้าช่างรันทดยิ่งนัก อึก"ข้างกายนาง คือบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพปีศาจและอ๋องผู้เย็นชา เซียวจิ่งถิงบัดนี้เขากำลังนั่งหน้าซีดเหงื่อตก ทำตัวไม่ถูก มือไม้พันกันพัลวันพยายามเช็ดน้ำตาให้ภรรยา"จินเยว่ เจ้าเป็นอันใด ผู้ใดทำเจ้าเจ็บ หรือปวดท้อง บอกข้ามา ข้าจะไปสั่งประหารมันเดี๋ยวนี้!"ซูจินเยว่เงยหน้าขึ้น จมูกแดงก่ำ "ไม่มีใครทำข้า ฮึก แต่ข้า ข้าอยากกิน...""อยากกินอะไร" เซียวจิ่งถิงถอนหายใจโล่งอก นึกว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "รังนก หูฉลามหรืออุ้งตีนหมี ข้าจะให้ห้องเครื่องทำมาเดี๋ยวนี้""ไม่เอา! ของพวกนั้นมันจืดชืด!" นางสะบัดหน้า "ข้าอยากกินทุเรียน!""ทุ... อะไรนะ" เซียวจิ่งถิงทวนคำอย่างงุนงง"ทุเรียน! ผลไม้
"ตอนนี้แหละ!" หลี่มู่เห็นช่องว่าง เขาชักมีดสั้นออกมา แล้วพุ่งตรงเข้าหาซูจินเยว่ที่ยืนอยู่คนเดียว "นังตัวดี ตายซะเถอะ!"มีดสั้นวาววับพุ่งตรงมาที่หัวใจของซูจินเยว่ซูจินเยว่เบิกตากว้าง นางไม่มีวรยุทธ์ยากทีทจะหลบหลีกฉึก!เสียงคมมีดแทงทะลุเนื้อ แต่กลับไม่ใช่เนื้อของซูจินเยว่ ร่างหนึ่งเอาตัวเข้ามาขวางนางไว้ รับมีดแทน"อึก..."ซูจินเยว่ประคองร่างเขาไว้ เป็นเฮ่อเหลียนอี้ องค์ชายแห่งแดนเหนือ!"เจ้าหมีควาย!" ซูจินเยว่ร้องลั่น "เจ้ามาได้ยังไง!"เฮ่อเหลียนอี้ ยิ้มกว้างทั้งที่เลือดไหลทะลักออกจากหน้าอก "ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าจะมาทวงเจ้าคืน" เขากระอักเลือด "อึก! แต่ดูเหมือนข้าจะมาช้าไปหน่อย งานแต่งเริ่มไปแล้ว""เจ้าบ้า อย่าเพิ่งตายนะ!" ซูจินเยว่น้ำตาไหลพราก นางรีบกดแผลเขาไว้หลี่มู่ตกใจที่แทงผิดคน แต่ก็เงื้อมีดจะแทงซ้ำปัง!เสียงกัมปนาทดังขึ้น หลี่มู่กระเด็นไปกระแทกบัลลังก์มังกร ร่างกายไหม้เกรียมเป็นจุดใหญ่ซูจินเยว่ถือปืนไฟ อาวุธลับรุ่นทดลองที่นางแอบลงทุนวิจัยกับกรมสรรพาวุธ ควันยังลอยกรุ่นจากปากกระบอก"อย่ามาแตะต้องสหายของข้า!" นางจ้องหลี่มู่ด้วยสายตาอำมหิต"ทหาร จับมัน!" ฮ่องเต้ตะโกนสั่งสถานการณ์
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองหลวง กลบเสียงฟ้าร้องที่คำรามอยู่ที่ไกล ๆ ท้องฟ้าเหนือวังหลวงถูกย้อมเป็นสีแดงฉานด้วยโคมไฟนับหมื่นดวงที่ซูจินเยว่สั่งให้จุดขึ้นเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า วันนี้คือวันแต่งงานของข้า!ถนนหนทางปูลาดด้วยพรมแดงยาวสิบลี้ ตั้งแต่จวนตระกูลซูไปจนถึงประตูวังหลวง สองข้างทางเนืองแน่นไปด้วยชาวบ้านที่มารอรับ อั่งเปาที่เจ้าสาวใจป้ำโปรยทานตลอดทาง"รับไป รับไป ขอให้รวย ๆ !" เสียงหวานใสของซูจินเยว่ดังออกมาจากเกี้ยวเจ้าสาวขนาดมหึมาที่ทำจากทองคำแท้ทั้งหลัง ซึ่งต้องใช้ชายฉกรรจ์แบกถึงสามสิบคนภายในเกี้ยว ซูจินเยว่ในชุดเจ้าสาวสีแดงเพลิงปักลายหงส์ด้วยดิ้นทองคำ กำลังนั่งนับตั๋วเงินปึกสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย"เยี่ยนชี ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่หรือไม่" นางกระซิบถามผ่านม่านเกี้ยวเสียงของเยี่ยนชีในชุดบ่าวรับใช้ตอบกลับมา "หน่วยรักษาความปลอดภัยพิทักษ์ฟ้า ประจำจุดเสี่ยงทุกจุดแล้วขอรับ ส่วน แขกคนพิเศษที่เราคาดไว้ ก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว"ซูจินเยว่แสยะยิ้มมุมปาก นางเก็บตั๋วเงินเข้าอกเสื้อ แล้วหยิบพัดทองคำที่ซ่อนกลไกอาวุธลับไว้ขึ้นมาถือ"ดี วันนี้ข้าลงทุนจัดงานแต่งไปร้อยล้านตำลึง ใค
เยี่ยนชีนำทางซูจินเยว่ในชุดสีดำรัดกุม และเซียวจิ่งถิงลัดเลาะไปตามเงามืด มุ่งหน้าสู่โกดังสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ ซึ่งเป็นจุดที่หม่าเว่ยหมินสั่งห้ามผู้ใดเข้าไปเด็ดขาดทหารยามเฝ้าแน่นหนา แต่สำหรับอดีตนักฆ่าหอไร้เงาและจอมยุทธ์อันดับหนึ่งอย่างรุ่ยอ๋อง การลอบเข้าเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือเมื่อเข้ามาภายในโกดัง ภาพที่เห็นทำให้ซูจินเยว่ต้องเอามือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงอุทาน กรงเหล็กขนาดใหญ่เรียงรายซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ภายในกรงแออัดไปด้วยผู้คน ทั้งชายหนุ่ม หญิงสาว และเด็กที่ดูแข็งแรงแต่ทุกคนอยู่ในสภาพสะลึมสะลือคล้ายกับโดนวางยา"ช่วยด้วย..." เสียงแหบพร่าดังออกมาจากกรงหนึ่งซูจินเยว่รีบวิ่งเข้าไปดู "ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยแล้ว"นางพยายามจะสะเดาะกุญแจ แต่เป็นกุญแจดันเป็นแบบพิเศษ"หลบไป" เซียวจิ่งถิงดึงนางออกมา แล้วใช้ฝ่ามือกระแทกแม่กุญแจเคร้ง!กุญแจหักกระเด็น ประตูกรงเปิดออกกว้าง"พวกเจ้า พวกเจ้าเป็นใคร" ชายหนุ่มในกรงถามด้วยความหวาดกลัว"ข้าคือรุ่ยอ๋อง" เซียวจิ่งถิงประกาศ "ใครเป็นคนจับพวกเจ้ามา""เจ้าเมือง..." ชายหนุ่มตอบน้ำตานองหน้า "เขาบอกว่าจะพาพวกเราไปรักษาตัวที่เมืองอื่น แต่กลับ
เมืองเจียงหนานที่เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำใสไม้สวยและสาวงาม บัดนี้ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับเมืองร้างในหนังสยองขวัญถนนหนทางเจิ่งนองไปด้วยน้ำโคลนและขยะ บ้านเรือนปิดประตูเงียบ มีเพียงสายตาหวาดระแวงของชาวบ้านที่แอบมองลอดรอยแตกของหน้าต่างและผนังบ้านออกมา ดูขบวนคาราวานหรูหราที่เคลื่อนผ่านไปด้วยความสงสัยระคนสิ้นหวัง"กลิ่นความตายรุนแรงมาก" กู้ชิงโจว ที่นั่งม้าอยู่ข้างรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "ไม่ใช่แค่โรคระบาดทางกาย แต่ชาวเมืองป่วยทางใจพวกเขารู้สึกหมดหวัง"ซูจินเยว่เปิดม่านมองดูสภาพเมือง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน"แปลก..." นางพึมพำ"แปลกอันใด" เซียวจิ่งถิงถาม"เมืองนี้ปิดตายมาเกือบเดือน ไม่มีเสบียงเข้า ชาวบ้านอดอยาก แต่ดูนั่นสิ" นางชี้ไปที่ร้านขายข้าวสารข้างทางที่ถูกงัดแงะจนพัง "ไม่มีข้าวสารตกค้าง แต่ทำไมไม่มีศพคนอดตายข้างถนน ปกติถ้าหากว่าเกิดวิกฤตขนาดนี้ ต้องมีขอทานหรือคนเจ็บออกมานอนรอความช่วยเหลือเต็มถนนแล้ว""คนหายไปไหนกันหมด" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง สัญชาตญาณแม่ทัพเริ่มทำงาน "หรือว่า..."ยังไม่ทันได้วิเคราะห์ต่อ ขบวนคาราวานก็มาถึงหน้าจวนเจ้าเมืองภาพที่เห็นช่างขัดแย้งกับส







