ANMELDENความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้ง
ฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่..." "เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย" นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาท ในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบ เซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน "นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม "อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิงตอบมุมปากยกยิ้ม แววตาที่เคยมองสตรีด้วยความเบื่อหน่าย บัดนี้กลับมีประกายของความสนใจใคร่รู้ เขาเห็นตั้งแต่ตอนที่นางเดินเข้ามาพร้อมแสงสีทองแสบตา ตอนแรกเขานึกขำในรสนิยมประหลาดของนาง แต่พอได้ยินสิ่งที่นางตอบโต้กับฉู่เหยาเหยา เขากลับรู้สึกทึ่งในการคิดอ่านของนาง "การที่ข้าใช้เงิน คือการช่วยให้คนมีงานทำงั้นรึ" เป็นคำพที่ฟังดูเห็นแก่ตัวแต่กลับปฏิเสธไม่ได้ และช่างแปลกใหม่เหลือเกินในสายตาเขา สำหรับสตรีในห้องหอที่ไม่ควรจะรู้เรื่องการบ้านการเมือง "นางดูแตกต่างจากข่าวลือนะพ่ะย่ะค่ะ" องครักษ์ออกความเห็น "ไม่ใช่แค่แตกต่าง... แต่ดูเหมือนคนละคนต่างหาก" เซียวจิ่งถิงหรี่ตาลง นึกถึงสัมผัสอุ่น ๆ จากมือของนางตอนที่นางยัดขวดยาใส่มือเขา "นางจำข้าไม่ได้" "แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ วันนั้นท่านอ๋องทรง... เอ่อ ไม่น่าดูยิ่งนัก แต่วันนี้ทรงหล่อเหลาเหนือผู้ใด นางคงจำไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ" "หึ... ดีแล้ว" เซียวจิ่งถิงขยับตัว "ไปกันเถอะ ข้าอยากจะไปทักทาย เจ้าหนี้ เสียหน่อย" หลังจากที่ซูจินเยว่เอาชนะฉู่เหยาเหยาด้วยวาทศิลป์และการแถแล้วนั้น นางก็นั่งจิบชาอย่างสบายใจ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา "ฮ่องเต้เสด็จ! ไทเฮาเสด็จ! รุ่ยอ๋องเสด็จ!" เสียงขันทีประกาศก้อง ทุกคนในงานรีบลุกขึ้นและคุกเข่าถวายบังคม ซูจินเยว่รีบวางขนม ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าลงยอบตัวคำนับตามธรรมเนียม แต่ด้วยความที่เครื่องหัวหนักมาก จังหวะที่ก้มศีรษะ ปิ่นระย้าจึงเหวี่ยงไปตีจมูกตัวเองเบา ๆ "โอ๊ย..." นางร้องเสียงเบาพร้อมยกมือลูบจมูก เมื่อเงยหน้าขึ้นหลังจากขบวนเสด็จผ่านไปและได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้น ซูจินเยว่ก็ชะเง้อคอมองหาเป้าหมายของนาง "คนไหนกันนะ รุ่ยอ๋อง อยากเห็นหน้าสักครั้ง ว่าจะหล่อแค่ไหนถึงทำให้สตรีในนิยายตบตีกันแทบตาย" สายตาของนางกวาดไปที่แท่นประทับของเหล่าเชื้อพระวงศ์ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อสบตาเข้ากับบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งถัดจากฮ่องเต้ เขาสวมชุดสีม่วงเข้มขับเน้นผิวขาวจัด ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียน คิ้วเข้ม จมูกโด่ง และดวงตาคู่คมคู่นั้นกำลัง... จ้องมองมาที่นาง! สายตานั้น... คุ้น ๆ แฮะ ซูจินเยว่ขมวดคิ้ว ผู้ชายคนนี้หน้าตาดีมาก หล่อวัวตายความล้มเหมือน... เหมือนใครนะ เอ๊ะ เหมือน ขอทาน ที่นางเจอในตรอกเมื่อวานเลย เฮ้ย! ไม่จริงน่า นางกะพริบตาถี่ ๆ พยายามเทียบโครงหน้าในจินตนาการ ขอทานคนนั้นมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่คนนี้ผมเผ้าดูเรียบร้อยกว่ามาก เสื้อผ้าหรูหราสะอาดสะอ้าน คงแค่คนหน้าคล้ายนั่นแหละ คนหล่อในโลกนี้อาจจะมีโครงหน้าเดียวกัน นางปลอบใจตัวเอง ขอทานจะมาเป็นท่านอ๋องได้ไง เป็นไปไม่ได้! ระหว่างที่ซูจินเยว่กำลังมองเขาอย่างสับสน รุ่ยอ๋องก็ลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วเดินตรงดิ่งลงมายังลานจัดเลี้ยง ท่ามกลางสายตาตื่นเต้นของเหล่าคุณหนูที่พยายามส่งสายตาหวานเชื่อมให้เขา แต่ท่านอ๋องผู้เย็นชากลับเดินผ่านหญิงงามไปราวกับอากาศธาตุ และมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า... ซูจินเยว่ เงาจากร่างสูงทาบทับลงมาบดบังแสงแดด ทำให้ชุดทองคำของนางลดความแสบตาลงเล็กน้อย ซูจินเยว่เงยหน้ามองเขา กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พอได้เห็นใกล้ ๆ เช่นนี้... ยิ่งเหมือนขอทานผู้นั้นเลย "คุณหนูซู ซูจินเยว่" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียก ชื่อของนางที่หลุดจากปากเขาฟังดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด "ถะ ถวายพระพรท่านอ๋องเพคะ" ซูจินเยว่รีบย่อกายคารวะ เซียวจิ่งถิงมองนางด้วยแววตาพราวระยับแฝงความขบขัน "ข้าได้ยินมาว่า เจ้ามีทฤษฎีการใช้เงินที่น่าสนใจ อืม…เรียกว่าอะไรนะ อ้อ การกระจายรายได้สินะ" ซูจินเย่ว์ยิ้มแห้ง "แหะ ๆ หม่อมฉันเพียงแค่พูดไปตามประสาคนค้าขายเพคะ มิบังอาจอวดรู้ต่อหน้าพระพักตร์ท่านอ๋อง" "และข้ายังได้ยินอีกว่า..." เซียวจิ่งถิงขยับเข้ามาใกล้อีกนิด ก้มหน้าลงมาจนระดับสายตาอยู่เสมอหน้านาง แล้วกระซิบเบา ๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน "เจ้าชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะบุรุษที่นั่งเจ็บอยู่ในตรอกผู้นั้น" เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะของซูจินเยว่ นางเบิกตาโพลง อ้าปากค้าง แย่แล้ว! เขาคือขอทานคนนั้นจริง ๆ ด้วย! ภาพในหัวฉายวนซ้ำ ๆ นางโยนเงินให้เขา นางบอกว่าเขาเป็นขอทาน นางบอกให้เขาเอาเงินไปซื้อข้าวกิน และที่สำคัญคือนางบอกเขาว่า ถือเป็นค่าอาหารตา... กรี๊ดดดด! นางเอาเงินฟาดหัวน้องชายฮ่องเต้! เซียวจิ่งถิงเห็นสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีดของนางแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ เขายืดตัวขึ้นตรง ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงดังขึ้นให้คนรอบข้างได้ยิน "ได้ยินว่าตระกูลซูนั้นมั่งคั่งยิ่งนัก วันนี้ได้เห็นคุณหนูซูแต่งกายเช่นนี้ สมคำร่ำลือจริง ๆ ช่าง... สว่างไสวยิ่งนัก" คำชมที่ฟังดูเหมือนประชดประชัน แต่สายตากลับไม่ได้แสดงออกถึงความรังเกียจ ทำให้ทุกคนในงานต่างพากันงุนงง "วันหลังข้าคงต้องขอคำชี้แนะเรื่องการหมุนเวียนการค้าจากคุณหนูซูบ้างเสียแล้ว" พูดจบ เขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ซูจินเยว่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน สติเลื่อนลอย "คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องทรงเข้ามาทักทายคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ อีกทั้งยังทรงแย้มยิ้มให้คุณหนูอีกด้วย!" ชุนฮวาเขย่าแขนนางอย่างลืมตัว ดีใจแทนคุณหนูที่ในที่สุดท่านอ๋องก็ทรงมองเห็นถึงความทุ่มเทของคุณหนู แต่ซูจินเยว่กลับไม่ได้ยินเสียงดีใจนั้น ในหัวนางมีแต่คำว่า ตายแน่ นางตายแน่ ๆ แผนการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนกองเงินกองทองและอยู่ห่าง ๆ พระเอก... พังทลายตั้งแต่เริ่ม! อีกทั้งตอนนี้เขายังจำหน้านางได้อย่างแม่นยำ และดูท่าทางเขาจะไม่ยอมปล่อยเจ้าหนี้คนนี้ไปง่าย ๆ เสียด้วย ซูจินเยว่มองแผ่นหลังกว้างของรุ่ยอ๋องเซียวจิ่งถิง แล้วยกมือขึ้นกุมขมับ แล้วพึมพำเสียงเบา "กลับบ้าน... ข้าอยากกลับบ้าน ข้าจะไปถอนเงินออกมาเตรียมไว้จ่ายค่าหัวตัวเอง..."หลังจากที่รุ่ยอ๋อง เซียวจิ่งถิงทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้แล้วเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย ซูจินเยว่ก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นทองคำที่ถูกสาป วิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างไปล่องลอยอยู่เหนือศาลา"คุณหนูท่านเป็นอันใดไป หน้าซีดเชียว หรือว่าจะเป็นลมแดดเจ้าคะ" ชุนฮวารรีบเอายาดมสมุนไพรมาจ่อจมูกนางซูจินเยว่สูดกลิ่นสมุนไพรเข้าปอดเฮือกใหญ่ สติค่อย ๆ กลับคืนมาทีละนิด แต่ความตื่นตระหนกยังคงไม่จางหายเขาจำได้... เขาจำได้แม่นเลย!อีกทั้งยังจำประโยคเด็ดอย่าง ค่าอาหารตา ได้อีกด้วย!ในนิยายรุ่ยอ๋องขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าคิดเจ้าแค้น ใครทำเขาเจ็บหนึ่งส่วน เขาคืนสนองสิบส่วน แล้วนางที่บังอาจเห็นเขาเป็นขอทาน เอาเงินฟาดหัว แถมยังแทะโลมด้วยวาจา... นางจะโดนคืนสนองกี่ส่วนกัน ร้อยส่วนหรือว่าพันส่วนกัน"ข้า... ข้าอยากกลับบ้าน" นางครวญครางเสียงแผ่ว"กลับไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู" ชิวเยว่กระซิบเตือน "งานเพิ่งจะเริ่ม การแสดงของแม่นางฉู่กำลังจะเริ่มแล้ว หากกลับตอนนี้นั้นจะเป็นการเสียมารยาทเจ้าค่ะ"ซูจินเยว่เงยหน้ามองไปที่ลานแสดงกลางศาลาที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี ท่ามกลางความสนใจของทุกคน ฉู่เหยาเหยานางเอกของเรื่องกำลังนั่งประจำที่หน้
ความเงียบเข้าครอบงำเมื่อซูจินเยว่พูดจบ เหล่าคุณหนูคุณชายที่เคยชื่นชมฉู่เหยาเหยาต่างพากันนิ่งอึ้งฉู่เหยาเหยาหน้าแดงก่ำ เถียงไม่ออกเพราะไม่เคยพบเจอทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กลางสวนดอกไม้มาก่อน "ข้า... ข้าเพียงแต่...""เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องคิดมาก" ซูจินเยว่ตบไหล่ฉู่เหยาเหยาเบา ๆ แต่หนักด้วยน้ำหนักกำไลทอง "ข้าเพียงอยากบอกว่า รสนิยมเป็นเรื่องส่วนบุคคล ผู้ใดชอบเรียบก็เรียบ ผู้ใดชอบหรูก็หรู อย่าเอามาตรฐานตัวเองมาตัดสินผู้อื่น มา ๆ กินขนมด้วยกันหรือไม่ อร่อยนะ ข้าซื้อมาแพงด้วย"นางยื่นจานขนมให้ ฉู่เหยาเหยายิ้มเจื่อน ปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบขนมในจานพร้อมเอ่ยขอบคุณตามมารยาทในขณะเดียวกัน ที่ศาลาริมน้ำอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล บุรุษหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเต็มยศของรุ่ยอ๋อง เป็นชุดสีม่วงเข้มปักลายมังกร กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาคมกริบเซียวจิ่งถิง หรือ รุ่ยอ๋อง วันนี้เขาสลัดคราบขอทานที่มอมแมมออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คน"นั่นใช่คุณหนูซูหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ สตรีที่ช่วยท่านอ๋องไว้" องครักษ์คนสนิทกระซิบถาม"อืม... เป็นซูจินเยว่" เซียวจิ่งถิง
หลังจากผ่านไปสามวัน ซูจินเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวางแผนธุรกิจร้านหมูกระทะ โดยใช้พู่กันจีนวาดแบบแปลนเตาย่าง ซึ่งออกมาดูเหมือนจานบินเอเลี่ยนมากกว่าเตา และชิมขนมจากทั่วสารทิศเพื่อเฟ้นหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดทว่า ความสงบสุขของนางก็ถูกรบกวนด้วยเทียบเชิญสีทองอร่ามที่ถูกส่งมาจากวังหลวง"งานเลี้ยงชมบุปผาของไทเฮา" ซูจินเยว่มองเทียบเชิญในมือด้วยสายตาเบื่อหน่าย พลางเคี้ยวเม็ดบัวเชื่อมแก้มตุ่ย"ใช่เจ้าค่ะคุณหนู" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทเอ่ยพร้อมรอยยิ้มตื่นเต้น "ปีนี้ไทเฮาทรงจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เชิญเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางและคหบดีทั่วเมืองหลวง เพื่อ... เอ่อ...""เพื่อหาพระชายาให้บรรดาองค์ชายและท่านอ๋องสินะ" ซูจินเยว่ต่อประโยคให้ ในนิยายงานเลี้ยงชมบุปผานี้คือฉากสำคัญที่ซูจินเยว่คนเก่า จะต้องไปสร้างเรื่องขายหน้าด้วยการพยายามเรียกร้องความสนใจจากรุ่ยอ๋อง จนถูกคนหัวเราะเยาะ และเป็นฉากที่ฉู่เหยาเหยา นางเอกของเรื่องจะได้แสดงความสามารถด้านดนตรีจนเป็นที่ถูกตาต้องใจพระเอก"น่าเบื่อชะมัด" ซูจินเยว่บ่นพึมพำ "ข้าไม่อยากไปเลย แกล้งป่วยได้หรือไม่""ไม่ได้นะเจ
“รับไปสิ” ซูจินเยว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ดูท่าทางเจ้าคงลำบากน่าดู เสื้อผ้าก็ขาด บาดเจ็บด้วยใช่หรือไม่ เอาเงินนี้ไปหาหมอแล้วก็หาอะไรกินเสียนะ"เซียวจิ่งถิงมุมปากกระตุก นางเห็นเขาเป็นขอทาน รุ่ยอ๋องผู้บัญชาการองครักษ์เกราะดำ กลายเป็นขอทานไปเสียแล้ว"ข้ามิใช่...""ไม่ต้องเกรงใจ!" ซูจินเย่ว์รีบตัดบท นางเข้าใจว่าคนหล่อมักจะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ "ข้ารู้ว่าเจ้าคงอาย แต่ความหิวมันไม่เข้าใครออกใคร หน้าตาดีอย่างเจ้าไม่ควรมานั่งตากลมตายในตรอกนี้หรอกนะ เอ้านี่... เอาไปอีกก้อน!"เคร้ง!ทองคำอีกก้อนถูกโยนลงมาเพิ่มซูจินเยว่มองผลงานการทำทานของตัวเองด้วยความปลื้มปริ่ม นี่แหละวิถีคนรวย โยนเงินใส่ปัญหาเซียวจิ่งถิงกำหมัดแน่น เส้นเลือดปูดโป่งที่ขมับ เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดกล้าดูถูกเขาเช่นนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น แววตาที่นางมองเขา มันเต็มไปด้วยความเวทนาสงสารที่เขาเกลียดที่สุดเขาขยับตัวเตรียมจะลุกขึ้นเพื่อสั่งสอนนางให้รู้สำนึก แต่จังหวะที่ขยับแผลที่หน้าท้องก็เจ็บแปล๊บขึ้นมาจนต้องนิ่วหน้าซูจินเยว่เห็นดังนั้นก็ยิ่งเข้าใจผิด "อ๊ะ! เจ้าอย่าเพิ่งขยับ แผลเจ้าดูท่าจะลึกนะ เอาอย่างนี้"นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบข
หลังจากตื่นขึ้นมาพบกับความจริงที่ว่าตนเองคือเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง ซูจินเยว่ก็ใช้เวลาในช่วงเช้าหมดไปกับการรื้อค้นตู้เสื้อผ้า"คุณหนูเจ้าคะ ชุดสีชมพูกลีบบัวปักลายผีเสื้อนี้เป็นผ้าไหมที่สั่งทอพิเศษจากแคว้นซู เหมาะกับท่านมากเลยเจ้าค่ะ" ชุนฮวา สาวใช้คนสนิทหยิบชุดที่ดูเบาบางพลิ้วไหวออกมานำเสนอซูจินเยว่มองดูแล้วส่ายหน้า "มันดูจืดชืดไปหน่อย ข้าอยากได้อะไรที่มัน... ดูมีบารมีมากกว่านี้""เช่นนั้นชุดสีแดงชาดปักดิ้นทองลายดอกโบตั๋นชุดนี้ล่ะเจ้าคะ" เซี่ยเหลียนหยิบอีกชุดที่วางอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา ทันทีที่ขยับแสงทองจากดิ้นที่ปักก็สะท้อนวิบวับจนแทบตาบอด"อืม... ค่อยดูสมฐานะขึ้นมาหน่อย แต่ว่าวันนี้ข้าจะออกไปเดินตลาด ไม่อยากให้เป็นจุดสนใจมากนัก เอาเป็นชุดสีฟ้าครามชุดนั้นก็แล้วกัน"นางชี้ไปที่ชุดสีฟ้าสดใสที่ดูเรียบง่ายที่สุดในตู้ แต่ความจริงแล้ว ชุดนั้นตัดเย็บจากผ้าไหมฟ้าครามที่ย้อมด้วยสมุนไพรหายาก ราคาต่อหนึ่งพับแลกกับข้าวสารได้ทั้งโรงเรือน แถมชายกระโปรงยังปักด้วยไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ นับร้อยเม็ดซ่อนเอาไว้ให้เกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งยามเดิน"เจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้รับคำสั่งอย่างกระตือรือร้นเมื่อแต่งตัวเสร็
จวนตระกูลซูนั้นกว้างใหญ่ราวกับวังหลวงขนาดย่อม มีสวนดอกไม้สี่ฤดู สระบัว ศาลาริมน้ำ และเรือนพักมากมายหลายสิบหลัง แต่สถานที่ที่ซูจินเยว่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงที่สุดคือเรือนหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางจวน ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาราวกับค่ายทหารเมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กบานมหึมา องครักษ์ร่างยักษ์สองคนที่เฝ้าอยู่ก็รีบโค้งคำนับ"คารวะคุณหนูใหญ่""เปิดประตู ข้าจะเข้าไปตรวจดูทรัพย์สินเงินทองว่ายังอยู่ดีมีสุขหรือไม่" ซูจินเยว่สั่งด้วยมาดของคุณหนูผู้เอาแต่ใจที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของร่างนี้องครักษ์ลังเลเล็กน้อย "เอ่อ แต่นายท่านสั่งไว้ว่า...""ลูกรักของพ่อ เจ้าฟื้นแล้วหรือ พ่อเป็นห่วงแทบแย่" เสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลัง ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเล็กน้อย ใบหน้ายิ้มแย้มแลดูใจดี สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายเหรียญทอง รีบเดินเข้ามาหาเธอ เขาก็คือ ซูว่านซาน บิดาผู้มั่งคั่งและรักลูกสาวยิ่งชีพนั่นเอง"ท่านพ่อ!" ซูจินเยว่หันไปเรียกตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นเข้ามาในอก นี่สินะความรักของคนเป็นพ่อที่นางไม่ค่อยได้รับในชาติก่อนซูว่านซานรีบเข้ามาสำรวจลูกสาวด้วยความเป็นห่วง จับแขนจับไหล่ หมุนซ้า







