Share

บทที่ 4

last update Tanggal publikasi: 2025-12-29 16:11:04

“ปวดศีรษะอีกแล้วหรือเจ้าคะ”

“เล็กน้อย”

หูซื่อพยักหน้า “เช่นนั้นให้ข้าน้อยเคี่ยวน้ำแกงให้ท่านดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่ต้อง ข้าไม่เป็นอะไร ท่านทำงานเสร็จก็ไปพักผ่อนเถิด ที่นี่ไม่ใหญ่มาก มีเพียงข้าท่านไม่ต้องคอยเฝ้าหรอก ข้าจะออกไปนั่งที่สวนกับอวี๋เอ๋อร์” นางพบว่าตัวเองชอบปล่อยผมสยายมากกว่า ทุกคนคิดว่านางถือสาเรื่องแผลเป็นที่หางคิ้ว ไม่อยากรวบผมเพราะกลัวมีคนสังเกตเห็น นางคร้านจะอธิบายดังนั้นจึงปล่อยเลยตามเลยทั้งที่ความจริงคือการปล่อยผมยายสยายเช่นนี้รู้สึกสบายกว่ามาก บางครั้งหากร้อนมากนางก็จะรวบมัดหลวมๆ เอาไว้หลังคอ

ในหนึ่งเดือนนี้ข้ออ้างเกี่ยวกับอาการที่ยังไม่หายดี ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ามารบกวนนางกับบิดาที่เรือนพำนัก กระทั่งวันหนึ่งหูอวี๋ที่ออกไปซื้อของกลับมาก็รีบเล่าให้นางฟัง “ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์??”

“เจ้าค่ะคุณหนู มีข่าวลือว่าบางทีขบวนต่างๆ ที่ถูกดักปล้นก็เพราะคนของราชสำนักกำลังจะนำต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์กลับมา”

ตำนานเล่าขานส่งต่อมารุ่นต่อรุ่น ผู้คนแคว้นต้าเยวี่ยไม่มีใครไม่เคยได้ยิน อวิ๋นซูเหยานิ่งฟังเพราะนางเองก็คล้ายรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง แม้ไม่ถามก็ตระหนักรู้ถึงเรื่องของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้

“ช่วงนี้เมืองหลวงคึกคักมากเลยเจ้าค่ะ ขบวนสตรีสูงศักดิ์นอกเมืองหลวงกำลังทยอยเข้ามา เดือนสองเดือนนี้จะมีการคัดเลือกชายาองค์รัชทายาท ได้ยินมาว่าที่มาก็มาแล้ว ที่ไม่มาตามกำหนดก็เกิดเรื่องขึ้นกลางคัน เหล่าคนคุ้มกันจากขบวนเดินทางมากมายน่าดูชม นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าน้อยได้เห็นจอมยุทธ์ถือดาบ”

ท่าทางไร้เดียงสาของหูอวี๋ทำให้นางรู้สึกเอ็นดู “ก็แค่จอมยุทธ์ถือดาบมีสิ่งใดน่าดูชม ใครบ้างจะไม่เคย...เห็น” อยู่ๆ เสียงของนางก็แผ่วลง

“คุณหนูท่านเคยเห็นหรือเจ้าคะ??” แม้แต่หูอวี๋ยังรู้สึกตกใจ นับประสาอะไรกับคนที่จำอะไรไม่ได้อย่างอวิ๋นซูเหยา

ด้านนอกมีเสียงฝีเท้าพร้อมประตูที่ถูกเปิดออก บิดาของนางกลับมาแล้วมาพร้อมกับท่านหมอ “ไปชงชามาเถิด” อวิ๋นซูเหยายังคงขมวดคิ้วมุ่น ทว่าก็ปรับสีหน้าแล้วรวบผมมัดเดินไปยังโถงของเรือนพำนัก

ล่วงเข้าเดือนที่สองแล้วที่เข้ามาพำนักยังสำนักศึกษาหลวง บางคราบิดาก็จะนำบทความของเหล่าศิษย์ในสำนักมานั่งอ่านนั่งตรวจที่เรือน นางมองผ่านๆ รู้สึกน่าเบื่ออยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นบิดาเดินหมากล้อมก็จะให้ความสนใจขึ้นหลายส่วน บางครั้งถึงขั้นชวนบิดาประลองหมากล้อมจนดึกดื่น อวิ๋นหยวนชมนางไม่ขาดปาก บอกว่าฝีมือเดินหมากของนางดีขึ้นมากกว่าแต่ก่อน

วันนี้...บิดาลืมเขียนรายการของที่ต้องซื้อ สายมากแล้วหูอวี๋รอที่จะออกไปกับรถม้าของสำนักศึกษาหลวง อวิ๋นซูเหยาเห็นว่าบิดายังไม่ออกมาจากห้องจึงตัดสินใจเขียนด้วยตัวเอง ทว่าเมื่อจรดพู่กันลงก็ต้องมุ่นคิ้วอีกครั้ง นางเขียนลงไปอีกหลายรายการสีหน้าของนางก็ยิ่งประหลาด จ้องมองลายมือของตนที่ทั้งเข้มแข็ง มั่นคง หนักแน่น แม้หูอวี๋จะสูดปากชื่นชมทว่านางกลับรู้สึกตรงข้าม

ส่งสาวใช้ออกไปซื้อของเสร็จแล้วนางเดินกลับเข้าไปในห้อง รื้อค้นอยู่สองสามหีบจึงพบตำราที่อวิ๋นซูเหยาเคยคัดลอกก่อนหน้านี้ นาง...พบว่าลายมือในนั้นแตกต่างกับลายมือของนางลิบลับ!!!

นางทั้งสับสน งุนงง ไม่เข้าใจ ทว่าอยากสนทนากับบิดากลับมีขันทีมารับเขาเข้าวังหลวงเสียก่อน ช่วงเที่ยงของวันนั้นหูอวี๋เพิ่งกลับมาก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นที่หน้าประตู ดูแล้วมีศิษย์ของสำนักศึกษาหลวงรู้ว่าบิดาของนางไม่อยู่ที่เรือนพำนัก หมายใจจะบุกเข้ามาดูหน้านางสักครา เพราะตั้งแต่นางย้ายเข้ามาก็ไม่ได้ออกไปที่ใด ไม่ได้พบใครนอกเหนือจากท่านหมอที่เข้าๆ ออกๆ

หูอวี๋ถูกผลักล้มลงหน้าประตูเรือน อวิ๋นซูเหยาหรี่ตาคว้าไม้กวาดจากนั้นพุ่งเข้าไปพร้อมฟาดด้ามไม้กวาดเข้าใส่บุรุษสี่คนด้วยความคล่องแคล่ว ร่างกายนี้คล้ายไม่ใช่ตัวนาง นางหงุดหงิดที่เคลื่อนไหวได้ช้า ทว่าไม้ที่ฟาดลงก็ตรงจุดสำคัญทั้งสิ้น บุรุษสี่คนที่เพิ่งฉวยโอกาสผลักประตูเรือนและสาวใช้ ล้มลงไปกองกันบนพื้นพร้อมเสียงร้องโอดโอย เข่า...ข้อเท้า ข้อพับ ศอก หลัง ขา สันคอ ล้วนถูกด้ามไม้กวาดฟาดจนเจ็บแปลบ

นาง...มองมือของตัวเองที่สั่นเทาเจ็บร้าว คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่เข้าใจตัวเอง นางถึงกับขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้!!!

เงาของใครบางคนขยับเข้ามาใกล้จากด้านข้าง อวิ๋นซูเหยากุมด้ามไม้กวาดแน่นหมายตวัดออกไป ทว่ามืออีกข้างของใครอีกคนก็คว้าเอาไว้ก่อนที่มันจะฟาดลงไปยังบุรุษที่ย่องเข้ามาใกล้ เสี้ยวหน้าหล่อเหลาโฉบผ่าน เขาไม่ได้มองนางทว่ามองไปยังไม้กวาดในมือ

“คุณหนูอวิ๋นลงมือหนักเกินไปแล้ว พวกเขาเพียงซุกซนไปชั่วขณะเท่านั้น”

เสียงทุ้มกล่าวจบก็ดึงไม้กวาดไปจากมือนาง อวิ๋นซูเหยาเหลือบมองเสื้อตัวนอกสีม่วงอ่อนซึ่งเป็นชุดของปราชญ์หลวง จากนั้นจึงยอมปล่อยมือโดยง่าย มองบุรุษที่เข้ามาหยุดไม้กวาดของนางไม่ให้ฟาดลงไปบนตัวชายหนุ่ม เดาว่าเขาคงจะเป็นคนคุ้มกันของอีกฝ่าย

ก้มลงมองคนสี่คนที่นอนโอดโอยบนพื้นด้วยความเจ็บ “ยังไม่รีบไปอีก” ชายหนุ่มพยักพเยิดให้คนคุ้มกันของตนเข้าไปดู อีกฝ่ายเข้าไปดูจุดที่คนเหล่านั้นโดนตี เงยหน้าขึ้นก็ส่ายหน้าให้ผู้เป็นนายบอกเป็นนัยว่าไม่เป็นอะไรมาก “อะ...อาจารย์”

“กลับไปรอรับโทษที่หอเฟิงอี้” เขามองคนของตน “พาพวกเขากลับออกไป ดูไว้ให้แน่ใจว่าไปรอข้าที่นั่น”

“ขอรับ”

หลังเหตุการณ์สงบชายหนุ่มหันกลับมามองนาง อวิ๋นซูเหยาเองก็เงยหน้าขึ้นสบตาเขา เขาตัวสูงกว่านางหนึ่งช่วงศีรษะ หน้าผากของนางจึงอยู่ในระนาบคางของเขาเท่านั้น เพราะเป็นเช่นนี้นางจึงรู้ตัวว่าอยู่ใกล้เขามากเกินไป ทว่าพอคิดจะขยับก่อนเขากลับเป็นฝ่ายถอยหลังรักษาระยะห่างจากนางสองก้าว “ต้องขออภัยแทนพวกเขาด้วย ยังเยาว์วัยจึงอยากรู้อยากเห็นและเห็นแก่ความสนุกเป็นใหญ่ จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้มีใจคิดร้าย กลับไปข้าจะลงโทษและสั่งสอนพวกเขาให้ดี”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 71 จบ

    “เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 70

    แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 69

    หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 68

    ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 67

    “รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 66

    หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 10

    อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง หรือหากไม่จริงเจ้าก็เล่นละครตบตาผู้อื่นได้ดียิ่ง ฟังว่าแม้แต่หมอหลวงเองก็เคยไปตรวจอาการและยืนยันว่าเจ้าสูญเสียความทรงจำ ข้ายังนึกว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อเล่นละครให้ผู้อื่นรู้สึกสงสารเจ้าเสียอีก”นาง...วางแขนเท้าโต๊ะยกมือขึ้นเท้าคางด้วยท่าทีคล้ายขี้

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 9

    “หลิน...มู่...เซิน?” หยางสวินเคอทวนชื่อแซ่ของหญิงสาวช้าๆ ชัดๆ“เจ้าก็รู้สึกว่ามันแปลกใช่หรือไม่ ระยะนี้ข่าวลือเกี่ยวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทำให้เกิดเรื่องมากมาย ขบวนที่กลับเข้ามาเมืองหลวงหลายๆ ขบวนถูกโจมตีปล้นฆ่า มีข่าวลือหนึ่งกล่าวว่าเสด็จพ่อให้คนออกไปตามหาต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่หายสาบสูญ มีคนปักใจเชื

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 8

    หลินกวงหมิงพยักหน้าจากนั้นหันไปมองหลินฉางและหลินเฉียว “คราแรกพวกเจ้าต้องเข้าวังหลวงไปพร้อมแม่นาง...ข้าหมายถึงมู่เซิน ทว่าตอนนี้เกิดเรื่องไม่คาดคิด มู่เซินนางไม่ได้สติ เช่นนั้นเจ้าทั้งสองก็ต้องเข้าวังหลวงไปพร้อมกับแม่นางซีหลิน นางอายุมากกว่าพวกเจ้าทั้งสองคนเช่นนั้นก็เป็นพี่สาว มีเรื่องอะไรก็ต้องคอยช

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 7

    ภายในจวนตระกูลหลินตกอยู่ในความวุ่นวายชั่วขณะ ก่อนหน้านี้มีราชโองการจากฮ่องเต้เพื่อเรียกตัวสตรีนางหนึ่งกลับเมืองหลวง อีกทั้งสตรีนางนั้นยังแซ่หลินทั้งยังถูกระบุในราชโองการว่าเป็นบุตรนอกสมรสของท่านแม่ทัพหลินกวงหมิง เรื่องเช่นนี้สมควรเป็นเรื่องน่ายินดีด้วยรัชทายาทกำลังจะเลือกชายา หากโชคดีชายารัชทายาทอา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status