Partager

บทที่ 3

last update Date de publication: 2025-12-29 11:18:46

จ้าวเหยียนเลิกคิ้ว “มีเรื่องเช่นนี้ด้วย?!”

“เดิมทีท่านปราชญ์อวิ๋นมีกำหนดจะย้ายไปสอนยังสำนักศึกษาแห่งเมืองไป๋หลิน ทว่าต่อมากลับเปลี่ยนใจเข้าสอนในสำนักศึกษาหลวงต่อในฐานะปราชญ์หลวง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ให้ตายอย่างไรเขาก็ปฏิเสธตำแหน่งนี้” หยางสวินเคอยิ้ม

“เช่นนั้นเจ้าว่าเขาคิดจะทำอะไร”

“เดิมทีหากจวนโหวผูกไมตรีผ่านการแต่งงานกับตระกูลอวิ๋นสำเร็จ จวนโหวก็เท่ากับชนะใจบัณฑิตที่เคยเป็นศิษย์ของท่านปราชญ์อวิ๋นไปกว่าครึ่งแคว้น ทว่าพวกเขากลับเลือกที่จะดึงตระกูลหลิวที่ร่ำรวยไปเป็นพวกแทน เห็นชัดว่าปลาฮุบเหยื่อแล้ว”

จ้าวเหยียนกลับขมวดคิ้วเหม่อลอยไปชั่วครู่ “เจ้าว่า...พวกเขาเริ่มรวบรวมเงินเช่นนี้จะใช้เลี้ยงกองกำลังมากมายเพียงใด”

“ตอนนี้ชายแดนทั้งสามด้านสงบร่มเย็น จะมีกองกำลังมากเพียงใดก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือรากฐานในใจของผู้คนแคว้นต้าเยวี่ยและเหล่าบัณฑิต”

“ไม่สำคัญจริงๆ หรือ”

หยางสวินเคอยิ้ม “ทรงทราบหรือไม่ว่าในเมืองหลวงผู้ใดมีกองกำลังในมือที่แข็งแกร่งที่สุด”

“ย่อมต้องเป็น...ผู้บัญชาการหวัง”

“เขารับคำสั่งโดยตรงจากผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ”

“เสด็จพ่อ...”

หยางสวินเคอยังคงยิ้ม “จะทรงต้องการกองกำลังมากมายไปเพื่อเหตุใด? เพื่อท้าทายฝ่าบาทหรือพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีสงคราม ไม่มีข้าศึก เช่นนี้แอบซ่องสุมกำลังพลก็เท่ากับ...”

วางแผนก่อกบฏ?! จะใช่หรือไม่ใช่แต่ขอเพียงถูกเปิดโปงนั่นก็เรื่องใหญ่แล้ว!!!

“ตอนนี้ที่สำคัญก็คือการคัดเลือกพระชายา ต้องให้มั่นใจว่าอีกฝ่ายมิใช่คนที่ถูกส่งมา”

จ้าวเหยียนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “เสียงเฟิง เจ้าเองก็ยังไม่มีคู่หมาย ฉวยโอกาสตอนนี้เลือกฮูหยินเลยดีหรือไม่”

หยางสวินเคอหัวเราะ “กระหม่อม...ไม่รีบ”

อวิ๋นซูเหยานั่งเหม่ออยู่ในเรือนพักของสำนักศึกษาหลวง เรือนผมยาวไม่ได้มัดรวบเพียงปล่อยสยายตามใจ นางสวมชุดสีขาวกุ้นขอบสีแดงปักลายบุปผาดอกเล็กๆ มองข้ามกำแพงสูงของเรือนมิดชิด วันนี้เป็นวันที่สองที่ย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักศึกษาหลวง บิดาของนางตัดสินใจรั้งอยู่ที่เมืองหลวงต่อ ทั้งยังเข้ารับตำแหน่งปราชญ์หลวงของแคว้นอย่างเป็นทางการ

กล่าวถึงปราชญ์หลวงของแคว้นต้าเยวี่ย ที่เข้ารับตำแหน่งและมีเบี้ยหวัดก็ต้องเข้าสอนในสำนักศึกษา ที่ได้รับตำแหน่งปราชญ์ทว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งก็จะมีป้ายพระราชทาน ต้าเยวี่ยให้ความสำคัญต่อบัณฑิตที่มีความรู้ ดังนั้นฐานะความมั่งคั่งจึงเป็นเรื่องรอง เห็นได้ชัดจากการแต่งงานผูกมิตรที่แม้ฐานะไม่เท่าเทียม ทว่าหากเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ย่อมไม่มีทางโดนปรามาส ทว่าก็มีหลายครั้งที่การแต่งงานก็เพื่อความสมดุลของสองตระกูล ตระกูลคหบดีเองก็ชมชอบการแต่งเขยที่มีความรู้เข้าจวนเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล

อวิ๋นหยวน...บิดาของอวิ๋นซูเหยา เดิมทีก็มีฐานะกลางๆ แต่งฮูหยินที่เป็นเพียงสามัญชนด้วยความรัก เพราะความรู้ความสามารถทำให้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ หลังได้รับพระราชทานป้ายหยกแห่งปราชญ์เดิมทีเขาอยากใช้ชีวิตที่สงบราบรื่นกับฮูหยิน นึกไม่ถึงว่ามีบุตรสาวด้วยกันเพียงคนเดียวผู้เป็นฮูหยินก็ล้มป่วยกระเสาะกระแสะ บุตรสาวเพิ่งอายุได้เก้าขวบปีฮูหยินของเขาก็จากไปอย่างสงบ

อวิ๋นซูเหยาอายุได้สิบสองขวบปีตอนที่อวิ๋นหยวนตัดสินใจแต่งงานใหม่ ในช่วงที่มีหลิวซื่อและตระกูลหลิวสนับสนุน เขาเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือในหมู่ปราชญ์ ถึงอย่างนั้นกลับยังใช้ชีวิตเรียบง่ายวางตัวเป็นกลางทางการเมือง กระทั่งเกิดเรื่องกับบุตรสาวเขาก็ไม่ลังเลที่จะหย่าขาดจากหลิวซื่อ ไม่ไว้หน้าตระกูลหลิวและจวนโหวแม้แต่น้อย

แม้มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือทว่าเทียบกับอิทธิพลของสวีผิงโหวแล้ว ผู้คนในเมืองหลวงย่อมเกรงกลัวอิทธิพลมากกว่า เพราะไม่มีทางเลือกรั้งอยู่ที่จวนสหายได้เพียงครึ่งเดือน เมื่ออวิ๋นซูเหยาอาการดีขึ้นจึงย้ายเข้าพำนักยังสำนักศึกษาหลวง

แม้ไม่มีจวนเป็นของตัวเองทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ก็นับว่ายังไม่มีผู้ใดกล้ากล่าววาจาล่วงเกินหรือดูแคลน ด้วยให้อย่างไรในทุกๆ สิบวันฮ่องเต้ก็ยังทรงมีรับสั่งให้อวิ๋นหยวนเข้าเฝ้า

ประตูเรือนมีเงาความเคลื่อนไหว สตรีสูงวัยผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับบุตรสาวทั้งสองจับจูงแขนกันด้วยท่าทีลังเล “ท่านนี้คือ...คุณหนูอวิ๋นใช่หรือไม่เจ้าคะ” เพิ่งพูดจบด้านหลังก็มีเสียงสุภาพของบุรุษดังขึ้น เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาด้านในเพียงยืนมองอยู่ที่หน้าประตูใหญ่

“คุณหนูอวิ๋น อาจารย์อวิ๋นให้ข้านำทางพวกนางเข้ามา นับจากนี้พวกนางจะเป็นบ่าวรับใช้ในเรือนของท่านอาจารย์ ข้ามีหน้าที่นำทางเท่านั้น ไม่สะดวกเข้าไปในเรือนพำนักของท่านอาจารย์”

“รบกวนแล้ว” นางกล่าวจากนั้นมองไปยังสองแม่ลูก “พวกท่านเข้ามาก่อนเถิด”

ทั้งสองมองนางด้วยสายตาตกตะลึงเล็กน้อยทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร

อวิ๋นซูเหยามองพิจารณาเสื้อผ้ามอมแมมของคนทั้งสอง ทั้งเนื้อตัวมีห่อผ้าเก่าๆ ที่ใส่อะไรเอาไว้ได้ไม่มาก นางเดินไปนั่งลงยังลานโล่งของเรือน “พวกท่านเพิ่งมาถึงเมืองหลวงหรือ”

“คะ...คารวะคุณหนูอวิ๋น ข้าน้อยแซ่เฉิน หรือท่านจะเรียกว่าเฉินซื่อก็ได้ นี่บุตรสาวของข้าน้อย หูอวี๋ ปีนี้นางอายุสิบสามเจ้าค่ะ ข้าน้อยกับบุตรสาวมาจากเมืองหลีโจว สามีเพิ่งสิ้นใจ หลังฝังศพเขาแล้วจึงพาบุตรสาวมาหางานทำที่เมืองหลวง”

ท่าทางเศร้าโศกทว่าก็แฝงความกลัวในทีทำให้หญิงสาวรู้สึกสงสัย “เกิดอะไรขึ้นหรือ”

“คือ...บุตรสาวของข้าน้อยอายุก็ไม่น้อย บิดาจากไปข้า มารดาอย่างข้าน้อยเองก็ชรามากแล้ว เพื่อนบ้านรอบด้านล้วนเต็มไปด้วยบุรุษ ขะ...ข้าน้อยเกรงว่านางจะไม่ปลอดภัยจึง...” สาวชาวบ้านไร้บิดาคุ้มครองมารดาก็แก่ชรา เกรงว่าก่อนหน้านี้คงเคยเกิดเรื่องดังนั้นจึงตัดสินใจหลบหนีจากมาเป็นแน่

อวิ๋นซูเหยาพยักหน้าจากนั้นถามไถ่ถึงสัญญาขายตัวที่สองคนทำกับบิดา นางไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ต้องทำอะไรด้วยตัวเอง แม้ยังไม่คุ้นชินทว่าบิดากลับยืนยันว่านางจะต้องมีสาวใช้คอยติดตาม อีกทั้งเรือนพำนักจะต้องมีคนคอยช่วยดูแล แม้เรือนแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โต มีเพียงสองห้องนอนและห้องเก็บของที่พอจะให้บ่าวสองแม่ลูกคนอาศัยอยู่ ถึงอย่างนั้นในยามที่เขาไม่อยู่เขาก็อยากให้นางมีคนคอยอยู่เป็นเพื่อน

หูซื่อเย็บปักทำกับข้าวได้แม้ชรามากแล้ว หูอวี๋เองก็ว่าง่ายมือไม้คล่องแคล่วช่วยงานไม่เกี่ยงงอน ทำความสะอาดยกน้ำชงชาล้วนทำเป็นทั้งสิ้น อวิ๋นซูเหยาเห็นว่าสองแม่ลูกน่าสงสารแม้ในใจไม่ได้อยากมีสาวใช้ ทว่าให้หูอวี๋อยู่ด้วยนางก็รู้สึกคลายความเหงาลงมาก

ความทรงจำของนางยังคงไม่กลับมา ไม่มีวี่แวว ไม่คุ้นเคยสักอย่าง ถึงอย่างนั้นนางพบว่าตัวเองอ่านออก เขียนได้ แถมไม่ชอบนั่งอยู่เฉยๆ เพราะหากนางนั่งนานๆ ก็มักจะรู้สึกง่วง “คุณหนูรวบผมหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ” หูซื่อกล่าวด้วยท่าทีลังเล

“ไม่เป็นไรข้าไม่ได้จะออกไปที่ใด ที่นี่ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามา ข้าไม่ชอบม้วนมวยผมปักปิ่น”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 71 จบ

    “เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 70

    แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 69

    หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 68

    ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 67

    “รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 66

    หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 29

    นางเลิกคิ้วจากนั้นหันขวับไปมองชายหนุ่ม ทว่าเขากลับย้ำประโยคเดิม “กินข้าว”“อ้อ” นางคีบเนื้อตุ๋นที่เขาคีบให้เข้าปากพบว่าอร่อยดี จริงๆ แล้วกับข้าวของจวนตระกูลหยางนี้ถูกปากนางทีเดียว แม้ว่าเดิมทีนางชอบอาหารรสเผ็ดทว่ากับข้าววันนี้ก็นับว่าไม่เลวเลยหลังมือเย็นนางเดินตามหยางสวินเคอไปนอกโถงรับรอง “ท่านปรา

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 28

    ทั้งสองออกเดินโดยที่หญิงสาวเบี่ยงตัวไปประคองแขนซ้ายที่ไม่ได้โดยลวก นึกไม่ถึงว่าสวีจินเล่อกลับปราดเข้ามาคว้าแขนเสื้อข้างที่พับเอาไว้บนแขนขวาของชายหนุ่ม “ท่านปราชญ์ข้ามีรถม้า รถม้าของข้าจอดอยู่ไม่ไกลให้ข้าพาท่านไปที่ร้านหมอนะเจ้าคะ ร้านหมอที่ดีที่สุดอยู่ที่...”สวีจินเล่อปล่อยมือ” อวิ๋นซูเหยาหยุดเดิน

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 25

    เขาหัวเราะ “เอาละเหตุใดหลบหน้าข้า”“เพราะ...ท่านกับข้าน่าจะยืนอยู่คนละฝั่ง”“คนละฝั่ง?? แล้วเจ้ารู้หรือข้างที่เจ้ายืนคือผู้ใด”“จะดูแคลนที่ข้ายังจำอะไรไม่ได้??” นางกับเขาถึงกับตรงไปตรงมาต่อกันและกันถึงเพียงนี้?? อวิ๋นซูเหยาได้แต่ลอบไว้อาลัยให้ตัวเอง นางตระหนักดีว่าความไว้วางใจที่นางมีต่อหยางสวินเคอ

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 24

    หอตำราสำนักศึกษาหลวงเต็มไปด้วยหนังสือและบันทึกมากมาย สตรีที่เดินวนเวียนไปมาในหอตำราชั้นสอง ทำให้ผู้ดูแลหอตำราต่างพากันประหลาดใจ ถึงอย่างนั้นอวิ๋นซูเหยาก็มิได้ใส่ใจนางตั้งใจอ่านบันทึกต่างๆ เท่าที่นางพอจะหาได้ กระทั่งนึกถึงบทสนทนากับไทเฮาในตำหนักอู่หลวนคืนนั้น ทุกอย่างเต็มไปด้วยปริศนาและความคลุมเครือ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status