Share

บทที่ 5

last update Petsa ng paglalathala: 2025-12-30 10:06:29

นางมองชายหนุ่มจากนั้นพยักหน้าไม่ได้กล่าววาจา

“ข้าแซ่หยาง นามสวินเคอ มีนามรองว่าเสียงเฟิงหากท่านปราชญ์อวิ๋นกลับมาแล้วอยากสอบสวนเอาความ ข้าพร้อมให้คำอธิบาย”

“ไม่ต้อง” นางส่งเสียงในที่สุด “ข้ามิได้ถือสา”

เขาเลิกคิ้วคล้ายอยากกล่าวอะไรทว่ากลับเงียบ “เช่นนั้น...รบกวนแล้ว”

นางประสานมือขึ้นคล้ายจะค้อมกายคารวะ คิ้วเรียวมุ่นลงอีกครั้ง เปลี่ยนเป็นวางมือประสานกันที่ข้างเอวยอบกายให้เขาคราหนึ่ง “ขออภัยที่ข้าไม่สะดวกออกไปส่ง” กล่าวจบก็หมุนตัวจะเดินกลับเข้าเรือนทว่าอีกฝ่ายกลับส่งสียงรั้งนางเอาไว้

“คุณหนูอวิ๋น”

นางหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“แม้ที่นี่เป็นเรือนพำนักของท่านปราชญ์อวิ๋น แต่สำนักศึกษาหลวงก็ไม่ใคร่จะมีสตรีพำนักอยู่ ดังนั้นจะเป็นการดีกับท่านมากกว่าหากว่าท่านแต่งกายให้เหมาะสมรวบผมให้เรียบร้อย จะอย่างไรท่านก็ยังไม่ออกเรือน” เขาเพิ่งพูดจบแถบผ้าที่นางใช้มัดผมก็ปลิวไปตามสายลมร่วงหล่นลงตรงหน้า เส้นผมยาวสยายพลิ้วไหวไปกับสายลมล้อมกรอบใบหน้างดงามที่ยังคงมีร่องรอยซีดเซียว

“ข้ายังไม่ปักปิ่นด้วยซ้ำจะต้องมากเรื่อง...” นางชะงักหยุดพูด “ข้า...น้อมรับการตักเตือน ขอตัวก่อน”

นางไม่ได้เดินไปเก็บแถบผ้านั้นเพียงหมุนตัวเดินกลับเข้าเรือน เขาก้มลงคว้าแถบผ้าสีเทาขึ้นทว่าหูอวี๋กลับเดินเข้ามาใกล้ แบสองมือออกไปรับ “ขอบพระคุณท่านปราชญ์เจ้าค่ะ” ดังนั้นผู้มาเยือนจึงจำเป็นต้องเดินหลบออกไปจากเรือนพำนัก ทิ้งเอาไว้เพียงความรู้สึกสงสัยที่อบอวลเอาไว้ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นผู้มาเยือนหรือแม้แต่...เจ้าของเรือนพำนัก

อวิ๋นซูเหยายังคงมองมือของตัวเอง นางนึกไม่ถึงว่าตัวเองจะปราดเข้าไป ทั้งยังลงมือคล่องแคล่วถึงเพียงนี้ ราวกับว่านี่เป็นความเคยชิน ราวกับนาง...เป็นวรยุทธ์!!!

หยางสวินเคอมองศิษย์ของตนทั้งสี่ที่เพิ่งก่อเรื่องกำลังคุกเข่าสำนึกผิดที่หน้าหอตำรา เขามองหลิงเฮ่อจากนั้นเอ่ยถาม “มีเรื่องอยากพูด?”

“คุณชาย...ข้ารู้สึกเหมือนกับว่าคุณหนูอวิ๋นผู้นั้น...เป็นวรยุทธ์”

“หืม??” มองท่าทีลังเลอย่างหาได้ยากของคนสนิท ชายหนุ่มวางพู่กันในมือลงจากนั้นลุกขึ้น “นางน่ะหรือ?”

“ข้าน้อย...ไม่แน่ใจ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนางแม้มองดูไม่ชัด ทว่าก็เป็นกระบวนท่าของผู้ฝึกยุทธ์ การจับด้ามไม้กวาดของนางก็คล้ายการจับกระบี่ แต่ละจุดที่นางโบยตีคุณชายทั้งสี่ก็เป็นจุดอ่อนเพื่อสกัดการเคลื่อนไหว แม้มิใช่จุดสังหารแต่ก็เป็นจุดที่เล่นงานคนผู้หนึ่งได้ในทันที ทั้งแม่นยำและชัดเจน ทว่าเรี่ยวแรงกลับ...”

“อะไร”

“ดูแล้วนางมิได้มีกำลังภายในขอรับ หาไม่จากการที่นางโจมตีหากมีกำลังภายในคุณชายทั้งสี่น่าจะบาดเจ็บหนัก”

หยางสวินเคอมองคนสนิทนานมาก เขารู้จักอีกฝ่ายมาหลายปีเรื่องเช่นนี้ไม่มีทางที่หลิงเฮ่อจะนำมาล้อเล่น

“ข้าคิดอยากลองสังเกตมือของนาง ทว่านางเก็บมือเร็วมาก กลิ่นอายบนตัวนางก็ไม่มีร่องรอยของการเข่นฆ่า บางทีข้าอาจคิดมากไป”

“ไม่หรอกหากเจ้าบอกว่าน่าสงสัยก็ต้องหมายความเช่นนั้น...ให้คนไปสืบให้ละเอียด ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาคุณหนูอวิ๋นกับอาจารย์อวิ๋นทำอะไร ที่ไหน กับผู้ใดบ้าง สืบให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากสืบเรื่องของหลิวซื่อและบุตรสาวด้วยก็ดียิ่ง”

“ขอรับ”

ชายหนุ่มมองดูศิษย์ทั้งสี่คนด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าในใจของเขากลับนึกถึงใบหน้าขาวซีดของเด็กสาวนางนั้น ใบหน้าอ่อนเยาว์ท่าทางอ่อนแอทว่า...ดวงตากลับจ้องเขม็งไม่เกรงกลัว นางไม่ได้มองเขาอย่างดุดัน ไม่ใช่เป็นการจดจ้องคนไม่รู้จัก ไม่ใช่มองคนคุ้นเคย ทว่าเขาเองก็อธิบายไม่ถูก มันเป็นความเรียบเฉย ไม่ใส่ใจ ไม่แยแส ราวกับนาง...ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา

ไม่สิ คล้ายกับนางไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ไม่แม้แต่ตอนที่บุรุษบุกเข้าไปในเรือน ไม่มีท่าทีตื่นตระหนก ไม่มีท่าทีโกรธกรุ่น เป็นดวงตาที่เรียบเฉยโดยสิ้นเชิง

อวิ๋นซูเหยาไม่ได้สนทนากับบิดา นางลังเลและสับสนกระทั่งนอนไม่หลับ กลางดึกยังจุดตะเกียงจากนั้นนั่งคัดลายมือแล้วนำมาเทียบกับตำราเล่มเดิมที่บิดาเคยบอกว่านางเป็นคนคัดลอก อักษรตัวเดียวกันทว่ากลับแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคนเขียน นางไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องปกติของคนที่สูญเสียความทรงจำหรือไม่ หากไม่ใช่...อยู่ๆ ไปถามบิดาแล้วเขามีลับลมคมในเช่นนั้นมิใช่เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกหรือ

รุ่งเช้าวันถัดมารอจนบิดาออกจากเรือนพำนัก หญิงสาวแต่งตัวเหมือนกับหูอวี๋แกล้งปลอมตัวเป็นสาวใช้ จากนั้นนั่งรถม้าของสำนักศึกษาหลวงไปตลาด ขณะที่หูอวี๋เดินซื้อของนางก็แวะไปที่ร้านหมอสอบถามอาการที่เป็นไปได้ กระทั่งพบว่าไม่มีทางที่คนผู้หนึ่งจะลายมือเปลี่ยนไปจนไม่มีเค้าเดิมเช่นนี้ แม้สูญเสียความทรงจำทว่าร่างกายก็จะจดจำผ่านความเคยชิน ดังนั้นวิธีที่จะช่วยฟื้นฟูความทรงจำ นั่นก็คือใช้ความเคยชินจากสิ่งเดิมที่เคยทำ เคยเห็น พบปะคนที่คุ้นเคยให้ได้มากที่สุด ทว่า...นางไม่มีความรู้สึกคุ้นเคยที่ว่านั้น แม้แต่ใบหน้าของตัวเอง ชื่อแซ่ กระทั่งบิดาตัวเองนางก็รู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 71 จบ

    “เจ้าเล่า”นางพยักหน้า “ข้าอยากมา”“เช่นนั้นข้าพาเจ้ามาดีหรือไม่”“ตกลงตามนี้”“ได้”นางยิ้มจากนั้นคีบบะหมี่เข้าปาก ตอนที่กำลังสูดบะหมี่ก็เอียงหน้ามามองเขา เมื่อเห็นว่าเขามองนางอยู่ก็อมยิ้ม ...นางชอบบรรยากาศที่มีเขาอยู่ข้างๆ หัวใจของนางเต้นเร็วมากทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนทนากับเขา กระทั่งตอนผละจากยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่หน่อยๆเทศกาลหยวนเซียว...หน้าจวนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นสถานที่เริ่มต้นของร้านรวงและการประดับโคมไฟ อวิ๋นซูเหยานั่งรถม้าอ้อมมาจอดที่หน้าจวนตระกูลหยาง สามพี่น้องตระกูลหยางยืนรอนางอยู่ด้วยรอยยิ้ม “พี่ซูเหยา” หยางหว่านฉิงปักปิ่นแล้ว...“มาเถิด พวกเราไปเดินเล่นกัน” หยางสวินเคอเดินเข้ามาช่วยประคองนางลงจากรถม้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับยิ้มอ่อนโยนอยู่เสมอ วันนี้เขาสวมชุดสีดำปักลายปักษากุ๊นขอบสีแดง ดูทั้งเคร่งขรึมและสูงส่งสง่างาม นางสวมชุดสีขาวปักลายบุปผาสีม่วงยิ่งเดินเข้าไปอยู่ข้างเขาก็ยิ่งดูราวกับแสงสว่างที่อยู่เคียงข้างความลึกลับ ถึงอย่างนั้นในยามก้าวเดินชายชุดด้านหน้าที่เสียดสีกัน กลับทำให้ลายปักของคนทั้งสองดูกลมกลืน มองราวกับปักษาที่กำลังบินล้อลมกับมวลบุปผาสีม่วงผู้คนมากม

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 70

    แรกลืมตา...นางรู้สึกว่าในหัวว่างเปล่า สาวใช้ตรงหน้าเบิกตามองนางราวกับมองเห็นผี อีกฝ่ายวิ่งออกไปปากก็ตะโกนเสียงดังลั่น “นายท่านคุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ! นายท่าน!” นางกลืนน้ำลายเหนียวลงคอรู้สึกกระหายเหลือเกิน ตอนพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ร่างกายนี้กลับอ่อนแรงราวกับไม่อยากจะเชื่อฟังนางเลยสักนิด ตอนหลับตาเพื่อสูดหายใจเข้าดึงสติ ไหล่กลับถูกประคองให้ลุกขึ้น อวิ๋นซูเหยาลืมตาก็พลันสบตาคมดุคู่หนึ่ง เขามองนางจากนั้นช่วยนางให้ลุกพิงหัวเตียง “จิบน้ำหน่อยดีหรือไม่”นางพยักหน้าจากนั้นจ้องมองเขา “ท่าน...เป็นใคร”เขาชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด “ข้าแซ่หยาง นามรองเสียงเฟิง หยางสวินเคอ”“แล้วข้า...เป็นใคร?” นางมองไปรอบๆ ดวงตาบ่งบอกถึงความงุนงงสับสน “เกิดอะไรขึ้นกับข้า เหตุใดข้าจึง...”“ดื่มน้ำก่อน” เขาส่งน้ำอุ่นมาจ่อที่ริมฝีปาก นางยอมดื่มโดยดีจากนั้นยังคงจ้องมองเขา“เจ้าแซ่อวิ๋น นามรองเมิ่งเมิ่ง อวิ๋นซูเหยา”“อวิ๋นซูเหยา??”“รู้สึกคุ้นหูบ้างหรือไม่” นางส่ายหน้า “เช่นนั้นแซ่หลินเล่า หลินมู่เซิน คุ้นหูบ้างหรือไม่” นางยังคงส่ายหน้าเขากลับยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าเพิ่งได้สติอาจใช้เวลาในการฟื้นฟู” เขาลุกขึ้นเมื่อไ

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 69

    หลินมู่เซินสวมชุดสีฟ้าปักลายปักษา เรือนผมยาวเกล้ามวยปักปิ่นหยกขาวเรียบๆ ไม่มีกำไล ไม่มีเครื่องประดับอื่น นางเดินเคียงข้างหยางสวินเคอเข้าไปในวังหลวง ตรงไปยังตำหนักเฟิ่งหวงเพื่อเข้าเฝ้าฮองเฮา หลินซีหลินด้วยการสนับสนุนของตระกูลหลินได้ก้าวขึ้นครองบัลลังก์หงส์เคียงข้างมังกรผู้สง่างาม ทั้งความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาด และความดีงาม นางมองศิษย์ของตนที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ราวกับมองบุตรสาวที่เพิ่งออกเรือนและดูแลผู้คน จากนั้นยิ้มพร้อมลูบหลังมืออีกฝ่าย “อาจารย์...จะกลับหลิงซานแล้ว พวกเจ้าเป็นเช่นนี้ดีมากๆ แล้ว อาจารย์ไม่มีห่วงเรื่องใดทั้งสิ้น” นางมองหลินโม่หลินที่เอาแต่ก้มหน้า “โม่หลิน”“อาจารย์”“หลังจากอาจารย์ขึ้นหลิงซาน เจ้าก็...ออกเดินทางเถิด” เขาเบิกตามองนางอย่างไม่ยินยอม “อาจารย์พานพบกับความเศร้าและการพลัดพรากมามากเกินไป ดังนั้นครั้งนี้อยากเห็นแก่ตัวสักครั้ง ให้อาจารย์ได้อยู่อย่างสงบไม่ต้องทนมองพวกเจ้าโศกเศร้าและร้องไห้ ทำให้อาจารย์ได้หรือไม่”“แต่...”“หลังอาจารย์จากไปสักหนึ่งเดือน อาจารย์จะให้ปราชญ์หยางส่งข่าวมาให้พวกเจ้ารับรู้”เงียบ...นางถอนหายใจ “ไม่โศกเศร้า...ทำไม่ได้หรอก แต่หากรู

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 68

    ตอนนี้นางกำลังจะตายแต่อวิ๋นซูเหยากลับยังคงอยู่ นางไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่หากนางจากไป หรือนางจะกลับเข้าไปอยู่ในร่างของอวิ๋นซูเหยา ไม่ก็ทุกอย่างจะจบสิ้นลงไปพร้อมกับตัวนางที่สิ้นใจในร่างของตัวเอง ไม่มีใครบอกได้ ไม่มีใครให้ความมั่นใจหลินมู่เซินคว้ามือของอวิ๋นซูเหยาขึ้นมาลูบเบาๆ ‘อวิ๋นซูเหยา...เจ้าอยู่ที่ใด อยากกลับมาหรือไม่’มองสภาพความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย นางตระหนักดีว่าหยางสวินเคอให้ความดูแลดีมาก แม้แต่กลิ่นอันไม่พึงประสงค์ก็ไม่มีสักนิด สาวใช้สามคนอยู่เฝ้าตลอด ในเรือนมีทุกอย่างครบครัน มองออกไปด้านนอกหลินโม่หลินกำลังสนทนาอยู่กับอวิ๋นหยวนที่เพิ่งมาถึง หยางสวินเคอเองก็เดินเข้าไปหาบุรุษทั้งสอง นางกุมมือของอวิ๋นซูเหยาหลับตาถ่ายทอดกำลังภายในของตนให้อีกฝ่าย ‘อวิ๋นซูเหยา เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากรักษาร่างของเจ้าเอาไว้ เจ้าอยากกลับมาหรือไม่ หากเจ้ากลับมา ตื่นขึ้นมา ข้าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้เจ้าอยู่ต่อไปดีหรือไม่ อยู่เป็นเพื่อนพวกเขา...แทนข้า’นางค่อยๆ ผ่านลมปราณเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย ส่งกำลังภายในที่นางฝึกฝนมานับร้อยๆ ปี ส่งทุกอย่างให้เด็กสาวที่นอนแน่นิ่งไม่ได้สติ เพราะจะอย่า

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 67

    “รู้แล้วๆ อาจารย์ไปแน่นอน พวกเจ้าออกไปให้หมด” นางมองส่งทุกคนทยอยเดินออกไปจากห้อง กระทั่งนานมากกว่าที่นางจะส่งเสียง “ท่านปราชญ์หยางมีเรื่องสนทนากับข้าหรือ”หยางสวินเคอก้าวออกมายืนที่ขอบประตู เขาไม่ได้ก้าวเข้ามาเพียงยืนมองนางจากจุดนั้น “ข้ามีเรื่องอยากถาม ไม่ทราบว่าแม่นางหลินจะสะดวกหรือไม่”นางขยับตัวก้าวลงจากเตียง ชุดตัวในสีขาวทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้านอื่น เขาส่งเสียงเรียกสาวใช้ให้เข้าไปช่วยหญิงสาวแต่งตัว “ไม่ต้อง ข้าทำเองได้ ท่านไปรอข้าที่โต๊ะในสวนก็แล้วกัน”“ได้” นางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ในใจได้แต่ครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับหยางสวินเคอดี การพบกันของนางกับเขาเป็นความผิดพลาด ตั้งแต่แรกนางก็ไม่ควรมีสายสัมพันธ์อันใดกับบุรุษ ไม่ควรมีเรื่องราวของความรักและความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง ความรู้สึกผูกพันรังแต่จะทำให้เจ็บปวดทั้งกับนางและกับเขา หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจลังเลเพราะมีเวลาให้ต้องสูญเปล่า รั้งอยู่ข้างกายเขาไม่กี่ปีเขาจากไปนางก็จะโดดเดี่ยวและทุกข์ทน ทว่าตอนนี้ต่างออกไปนางกำลังจะจากไปเป็นเขาเองที่จะต้องเศร้าโศกจากการสูญเสียและพลัดพราก หากเป็นนางที่เคยผ่านเรื่องเหล่านั้นมานับครั้งไม่ถ้วน นา

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 66

    หลินมู่เซินกอดปลอบอีกฝ่ายน้ำตาของนางหลั่งริน หญิงสาวเอนศีรษะลงแนบแก้มกับหน้าผากของศิษย์รัก “กรรมใดใครก่อผู้นั้นย่อมต้องรับกรรม แต่ในเมื่อเจ้าอภัยให้เขาแล้วดังนั้นโทษอาจจะลดลงบ้างกระมัง ไม่รู้สิข้าเองก็ยังไม่เคยตาย ไม่รู้ว่าหลังจากตายไป สวรรค์หรือนรกจะรับฟังเสียงของการให้อภัยหรือไม่ แต่อย่างน้อยตอนนี้เจ้าเองก็มิใช่หลุดพ้นแล้วหรอกหรือ เขาเองก็ด้วย”“อาจารย์”“หืม”“จำได้ว่าวันแรกที่ท่านช่วยข้าเอาไว้ ท่านแบกข้าขึ้นเขามา วันนี้ท่านเองก็แบกข้าขึ้นหลังเหมือนวันนั้นเลย ข้าดีใจมาก สุดท้ายแล้วข้าก็ยังได้ขี่หลังท่าน”“ไว้วันหลังข้าแบกเจ้าอีกดีหรือไม่”“ไม่ได้แล้ว อาจารย์ข้าขอโทษ”“ขอโทษเรื่องใดหรือ”“ขอโทษที่ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้ว ขอโทษที่ท่านต้องพานพบกับการพลัดพรากอีกแล้ว ข้าพยายามแล้ว อยากอยู่ให้นานอีกหน่อย อยู่เป็นเพื่อนท่าน แม้ไม่ได้อยู่เคียงข้างท่านแต่ตลอดมาก็อยู่แผ่นดินเดียวกัน มีสายสัมพันธ์ที่ท่านหลงเหลืออยู่เอาไว้ให้ท่าน แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าก็กำลังจะจากไปทิ้งให้ท่านโศกเศร้าเดียวดายเพียงลำพัง ข้าขอโทษท่านด้วยที่อาจารย์ต้องมาฝังศพของศิษย์อีกคนแล้ว”หลินมู่เซินหลับตาน้ำตาหลั่งริน “ไม่เป็นไร ใค

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 29

    นางเลิกคิ้วจากนั้นหันขวับไปมองชายหนุ่ม ทว่าเขากลับย้ำประโยคเดิม “กินข้าว”“อ้อ” นางคีบเนื้อตุ๋นที่เขาคีบให้เข้าปากพบว่าอร่อยดี จริงๆ แล้วกับข้าวของจวนตระกูลหยางนี้ถูกปากนางทีเดียว แม้ว่าเดิมทีนางชอบอาหารรสเผ็ดทว่ากับข้าววันนี้ก็นับว่าไม่เลวเลยหลังมือเย็นนางเดินตามหยางสวินเคอไปนอกโถงรับรอง “ท่านปรา

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 28

    ทั้งสองออกเดินโดยที่หญิงสาวเบี่ยงตัวไปประคองแขนซ้ายที่ไม่ได้โดยลวก นึกไม่ถึงว่าสวีจินเล่อกลับปราดเข้ามาคว้าแขนเสื้อข้างที่พับเอาไว้บนแขนขวาของชายหนุ่ม “ท่านปราชญ์ข้ามีรถม้า รถม้าของข้าจอดอยู่ไม่ไกลให้ข้าพาท่านไปที่ร้านหมอนะเจ้าคะ ร้านหมอที่ดีที่สุดอยู่ที่...”สวีจินเล่อปล่อยมือ” อวิ๋นซูเหยาหยุดเดิน

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 25

    เขาหัวเราะ “เอาละเหตุใดหลบหน้าข้า”“เพราะ...ท่านกับข้าน่าจะยืนอยู่คนละฝั่ง”“คนละฝั่ง?? แล้วเจ้ารู้หรือข้างที่เจ้ายืนคือผู้ใด”“จะดูแคลนที่ข้ายังจำอะไรไม่ได้??” นางกับเขาถึงกับตรงไปตรงมาต่อกันและกันถึงเพียงนี้?? อวิ๋นซูเหยาได้แต่ลอบไว้อาลัยให้ตัวเอง นางตระหนักดีว่าความไว้วางใจที่นางมีต่อหยางสวินเคอ

  • ข้าเป็นใคร?...อย่ารู้เลยจะดีกว่า   บทที่ 24

    หอตำราสำนักศึกษาหลวงเต็มไปด้วยหนังสือและบันทึกมากมาย สตรีที่เดินวนเวียนไปมาในหอตำราชั้นสอง ทำให้ผู้ดูแลหอตำราต่างพากันประหลาดใจ ถึงอย่างนั้นอวิ๋นซูเหยาก็มิได้ใส่ใจนางตั้งใจอ่านบันทึกต่างๆ เท่าที่นางพอจะหาได้ กระทั่งนึกถึงบทสนทนากับไทเฮาในตำหนักอู่หลวนคืนนั้น ทุกอย่างเต็มไปด้วยปริศนาและความคลุมเครือ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status