เข้าสู่ระบบ“นี่ นี่มัน นี่...นี่!”
“ดอกจันทราหวนเจ้าค่ะ”
คนตัวเล็กว่าพลางเริ่มย้ายดอกจันทราหวนในห่อผ้าไปเก็บไว้ในกล่องหยกอย่างระมัดระวัง
“เป็นไปไม่ได้” ผู้เฒ่าไป๋ถึงกับร่างกายแข็งค้าง เพราะว่าดอกไม้ในตำนานนี้ไม่ปรากฏมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่ยามนี้มันกลับอยู่ที่เบื้องหน้าชายแก่เช่นเขา
“ท่านปู่เจ้าคะ” หลานสาวเรียกสติผู้ชราเมื่อนางย้ายดอกจันทราหวนมาเก็บเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้า...เจ้าเอาดอกจันทราหวนมาได้อย่างไรกัน” เมื่อตั้งสติได้ไป๋หลิงก็รีบถาม
เพราะเหตุนี้เองไป๋เสวี่ยจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในป่าให้ท่านปู่ได้รับรู้ สีหน้าของท่านผู้เฒ่าจึงแสดงออกสลับกันไปมาอย่างสับสน มีทั้งความดีใจ ตกใจและกังวลใจ
ไป๋เสวี่ยรู้ว่าเหตุใดท่านปู่ของนางจึงกังวล
เพราะหากมีคนรู้เรื่องนี้เข้า ไป๋ทู่ก็คงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขเป็นแน่ ความโลภในใจมนุษย์ มันน่ารังเกียจเพียงใด ตัวนางนั้นรู้ดีที่สุด
“เสวี่ยเอ๋อร์เรื่องนี้...”
“ข้าจะไม่ให้ผู้ใดรับรู้เป็นอันขาดเจ้าค่ะ” ไป๋เสวี่ยพูดขึ้นมา ก่อนที่ไป๋หลิงจะกล่าวเตือน
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
“แล้วดอกจันทราหวนเหล่านี้ท่านปู่จะทำเช่นไรเจ้าคะ” นางถามต่อ เพราะนี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญในตอนนี้
“เจ้าอยากเก็บเอาไว้ฝึกฝนหรือไม่” ไป๋หลิงย้อนถามหลานสาว เพราะสมุนไพรหายากเช่นนี้แน่นอนว่าเป็นตัวช่วยในการฝึกฝนที่ดีมากของผู้ใช้โอสถ
“ดอกจันทราหวน เป็นส่วนผสมของโอสถระดับเทวะขึ้นไปทั้งสิ้น ข้าเป็นเพียงแค่ผู้ใช้โอสถระดับกลาง ตำราโอสถระดับเทวะขึ้นไปก็ไม่มี เก็บไว้ก็คงจะไร้ประโยชน์เจ้าค่ะท่านปู่ นี่รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่า” คนตัวเล็กส่ายหน้า
“เป็นจริงเช่นที่เจ้าว่า” ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย
ยิ่งตอนนี้ตระกูลไป๋เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น หากพวกขุมอำนาจรู้เรื่องนี้เข้า ก็คงจะต้องส่งคนมาแย่งชิงทั้งไป๋ทู่และดอกจันทราหวนไปเป็นแน่ ของสิ่งนี้ราวกับเป็นของร้อน หากเก็บเอาไว้คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
“อีกอย่างหากนำดอกจันทราหวนไปขายและนำเงินไปซื้อทรัพยากรมาฝึกฝนคงจะดีกว่าและที่สำคัญเทียนเอ๋อร์กับหลันเอ๋อร์เองก็ใกล้จะทดสอบพลังธาตุแล้วด้วยเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่า ส่วนเรื่องขายดอกจันทราหวน คงจะต้องรอปรึกษากับพี่ชายของเจ้าเสียก่อน”
“ได้เจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปพักก่อนนะเจ้าคะ”
“อืม ไปเถอะ”
เมื่อไป๋หลิงกล่าวจบ ไป๋เสวี่ยก็ยิ้มและเดินกลับมาที่เรือนนอนของตนเอง
ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้ครอบครัวกำลังขาดแคลน ดูจากอาหารการกินเสื้อผ้าที่ทุกคนสวมใส่อยู่ในตอนนี้ พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางต่างก็ต้องออกไปหาของป่า ท่านปู่เองก็ต้องไปประจำที่โรงหมอในเมืองทั้งที่สังขารไม่ดี แม้แต่เทียนเอ๋อร์หลันเอ๋อร์เองยังต้องช่วยรดน้ำที่สวนผักและสวนสมุนไพร ทำงานอย่างหนัก
ไป๋เสวี่ยเป็นคนที่ยอมทนลำบากได้ แต่สำหรับคนที่นางรัก ย่อมไม่อยากให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เพราะฉะนั้นหลังจากนี้นางจะต้องหาหนทางให้พวกเขาได้อยู่อย่างสุขสบายให้ได้
หลังจากจัดการมอบของขวัญล้ำค่าให้ซุนฉือเฉินและอี้หลิงฟางแล้ว ไป๋เสวี่ยก็พาตนเองมาที่เรือนอีกหลังซึ่งตั้งอยู่ไกลจากเรือนของทุกคนในตระกูลซุนแต่เรือนหลังนี้กลับได้รับการปกป้องดูแลและเต็มไปด้วยของล้ำค่ามากที่สุดซึ่งนี่ก็คือเรือนของ ‘ซุนเหว่ย’ คุณชายใหญ่ตระกูลซุน บุตรชายคนโตของซุนซูเย่ ผู้ที่จะสืบทอดฐานะเจ้าครองเมืองคนต่อไปไป๋เสวี่ยรู้ดีว่าที่เรือนหลังนี้มีองครักษ์และเวรยามคอยเฝ้าตรวจตรามากที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้นางลำบากมากนัก เพราะอย่างไรพลังของนางก็อยู่สูงกว่าคนทั้งหมดอยู่แล้วร่างเล็กกระโดดหายเข้าไปในความมืด เพียงเสี้ยวลมหายใจเดียวก็ไปโผล่อยู่ในเรือนนอนของซุนเหว่ยราวกับสายลมที่พัดผ่านไป ความเร็วของไป๋เสวี่ยในเวลากลางคืน ไม่ได้ต่างอันใดจากสัตว์ที่กำลังล่าเหยื่อแม้แต่น้อยแต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางก้าวเหยียบลงบนพื้น ซุนเหว่ยที่ยังไม่ได้หลับดีก็รู้ตัวและสะบัดมีดบินเข้าใส่ไป๋เสวี่ยอย่างรวดเร็วฉับไว“ฝีมือเจ้าไม่ธรรมดาจริง ๆ”ไป๋เสวี่ยเอ่ยชมซุนเหว่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งไม่ได้ตื่นตระหนก แม้ว่ามีดบินของซุนเหว่ยจะพึ่งลอยผ่านศีรษะของนางไ
แผนการสำเร็จ ซุนซูเย่จำเป็นต้องแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาเป็นฮูหยินรอง ด้วยเห็นแก่หน้าตระกูลอี้ เพราะตระกูลซุนและตระกูลอี้ ก็นับได้ว่าเป็นญาติห่าง ๆ กัน แต่ถึงจะแต่งอี้หลิงฟางเข้ามาแล้ว ซุนซูเย่ก็ไม่เคยมาเยือนที่เรือนของนางอีกเลย คนในตระกูลซุนทุกคนเองก็ไม่เคยปฏิบัติตนเคารพนาง ด้วยรู้ดีว่านางเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรสุดท้ายแล้วรักก็เปลี่ยนเป็นแค้น และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของอี้หลิงฟางกับซุนฉือเฉินไป๋เสวี่ยได้ฟังก็อยากที่จะหัวเราะจริง ๆ เพราะชายหญิงสองคนนี้ช่างเหมาะสมกันยิ่งนัก คนหนึ่งก็เลวมากกล้าหักหลังได้แม้กระทั่งพี่ชายแท้ ๆ ของตนเอง ส่วนอีกคนก็ร้ายกาจ อยากจะได้ผู้ชายของคนอื่น พอไม่ได้ตามที่ใจหวังก็โทษผู้อื่น แทนที่จะโทษตนเองอีกคนที่น่าผิดหวังไม่น้อยก็คือซุนซูเย่ คนผู้นี้มีดีทุกอย่างทั้งนิสัยใจคอและความรักเดียวใจเดียว แต่เขานั้นไว้ใจซุนฉือเฉินมากเกินไป จนมองข้ามเรื่องสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่คุณหนูรองซุนจางหง หาใช่บุตรีของตนไม่ช่างโง่งมไม่สมกับที่เป็นถึงเจ้าครองเมืองเลยจริง ๆ“อา...”“อืม”เสียงร้องครวญครางในเรือนนอนข
ไป๋เสวี่ยไม่อาจให้เสี่ยวหงบินไปจนถึงสำนักเฟิ่งเยี่ยนได้ นางจำเป็นต้องผ่านเมืองพิรุณก่อนเท่านั้น เพราะเหตุนี้ยามนี้ไป๋เสวี่ยจึงกำลังยืนอยู่ที่ด้านหน้าประตูเมืองพิรุณ พร้อมด้วยคนของนางทั้งสี่ และแน่นอนว่าทุกคนต่างก็โดดเด่นเหลือเกินในทุก ๆ เมืองจะต้องจ่ายค่าผ่านทาง แน่นอนว่าเมืองพิรุณก็เช่นกัน ไป๋เสวี่ยไม่ได้ติดใจเรื่องนี้และมอบหน้าที่ให้จื่อซู่เป็นผู้จัดการคนทั้งห้ารวมทั้งไป๋เสวี่ยเมื่อเข้ามาภายในเมืองต่างก็ถูกจับจ้องมองเพราะความโดดเด่นที่มีจื่อซู่และฝูจิ้นนั้นรูปงามดุจเทพบุตร ส่วนจื่อถิงกับเฟิ่งจิ่วเองก็ดูงดงามดั่งเทพธิดา แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเด็กสาวที่กำลังเดินนำหน้าคนเหล่านั้นต่างหากนางมีใบหน้าอ่อนหวานดูไร้เดียงสา ช่างบอบบางและน่าทะนุถนอมยิ่งนัก แต่คนที่เดินตามหลังนางมากลับปฏิบัติต่อนางอย่างเคารพและยำเกรง ท่าทางเช่นนี้ช่วยบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่านางคือคนที่สำคัญที่สุดในกลุ่มอย่างแท้จริง“เราพักกันก่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางไปสำนักเฟิ่งเยี่ยนก็แล้วกัน” ไป๋เสวี่ยกล่าวออกมา ไม่ได้สนใจสายตาของคนที่มองมา ความจริงแล้วไป๋เสวี่ยสามารถเดินทางไปที่
สุดท้ายก็เป็นไป๋หลิงที่เอ่ยอธิบายแม้ว่าไป๋เสวี่ยจะไม่ได้หมายความเช่นนั้นก็ตาม นางเพียงกลัวว่าหมีในป่าร้อยอสูรจะสูญพันธุ์ไปจริง ๆแต่เพราะว่าไป๋หลิงเป็นผู้อธิบาย ไป๋เสวี่ยจึงไม่ได้คัดค้านคำพูดของท่านปู่ของตน“สายมากแล้ว เจ้าไปเถิดเสวี่ยเอ๋อร์ ไม่ต้องเป็นห่วงที่นี่ เพียงดูแลตนเองให้ดีก็พอ” เมื่อทุกคนเงียบลง ชายชราก็หันมาพูดกับหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เจ้าค่ะ” ไป๋เสวี่ยพยักหน้าและยิ้มออกมา“ส่วนเรื่องนั้น...อย่าได้รีบร้อน มีสติให้มาก”คำกล่าวเตือนเช่นนี้คงหมายถึงเรื่องของซุนฉือเฉิน ไป๋เสวี่ยเข้าใจ แน่นอนว่าไป๋ซานย่อมต้องเข้าใจเช่นกัน จึงหันมามองนางอย่างเห็นด้วยส่วนโอวหยางฉีที่ไม่เข้าใจและไม่ได้สนใจก็เอ่ยออกมาบ้าง พร้อมกับมอบของสิ่งหนึ่งให้ไป๋เสวี่ย“ที่สำนักเฟิ่งเยี่ยน สหายของอาจารย์อาศัยอยู่ที่นั่น หากมีเรื่องเดือดร้อนอันใด ก็ให้นำป้ายไม้ของอาจารย์ออกมาแสดง แล้วจะไม่มีผู้ใดกล้าสร้างปัญหาต่อเจ้าอย่างแน่นอน”ไป๋เสวี่ยไม่ได้ถามต่อ นางเพียงแค่รับป้ายไม้มาและเก็บเข้าไปในแหวนมิติพร้อมกับเอ่ยขอบคุณโอวหยางฉี ก่อนจะหันไปสบตากับคนอื่น
แม้จะรู้ว่าเป็นเช่นนี้ แต่อย่างไรเขาก็ยังแทนตนว่าอาจารย์กับไป๋เสวี่ยอยู่ดี และมีเพียงแค่ไป๋เสวี่ยเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์นี้โอวหยางฉีไม่จำเป็นต้องสั่งสอนทุกคน คนจำนวนห้าพันคน มีองครักษ์รุ่นแรกที่ผลัดกันมาฝึกฝนให้อยู่แล้ว เขาเพียงแค่ช่วยแนะนำในบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ใดมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ละเลยมีสิ่งหนึ่งที่โอวหยางฉีชอบมากที่สุดในตระกูลไป๋ นั่นก็คือนิสัยของคนที่นี่ คนตระกูลไป๋ไม่อิจฉาริษยากัน มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และไม่โลภโมโทสัน ที่สำคัญที่สุดคือจงรักภักดีมาก ทุกคนที่นี่ล้วนเทิดทูนนายของตนด้วยใจบริสุทธิ์ ไม่มีความคิดที่จะทรยศและเพราะความเป็นหนึ่งเดียวกันนี้ จึงยิ่งทำให้พลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นด้วยความสามารถของตรานิลกาฬ ทุกคนที่นี่ย่อมรู้เรื่องตรานิลกาฬ และความสามารถของมันดีแม้ความสามารถในการเพิ่มพลังวิญญาณให้หนาแน่นมากยิ่งขึ้นจะเป็นที่ประจักษ์แต่ความสามารถในเรื่องการจัดการคนที่คิดร้ายนั้นยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะคนที่นี่ต่างก็ไม่มีจิตคิดเป็นอื่นสำหรับโอวหยางฉีที่มีอายุมาแล้วหลายร้อย
ไป๋เสวี่ยรู้ว่าไป๋หลิงในตอนนี้ไม่อยากให้นางและพี่ชายเข้าไปข้องเกี่ยวกับความแค้นในอดีต และตัวนางเองก็เข้าใจความรู้สึกของท่านปู่ดี เพียงแต่ว่าไป๋เสวี่ยคิดว่าไป๋หลิงคงจะลืมบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญไปบิดามารดาของนางอย่างไรเล่าเมื่อไป๋เสวี่ยเอ่ยถึงบิดาและมารดาของตน ไป๋หลิงก็พูดคำใดไม่ออกยามนี้ไป๋หลงและหวังฟางจะเป็นเช่นไรเขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ รู้ดีว่าไป๋เสวี่ยให้คนตามสืบหาเบาะแสเกี่ยวกับทั้งสองคนนั้นแล้ว แต่เรื่องทุกอย่างก็ไปจบลงที่ซุนฉือเฉินตามเดิมไป๋หลิงไม่รู้ว่าลูกชายและลูกสะใภ้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และหากมีชีวิตอยู่จริง ๆ ไม่ใช่ว่าตอนนี้กำลังถูกซุนฉือเฉินทรมานอยู่หรือ เช่นนั้นก็ยิ่งสมควรจะตามหาให้พบให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหากไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เขาก็อยากจะรู้ว่าลูกชายเพียงคนเดียวของตนตายอย่างไร และศพถูกทิ้งไว้ที่ใดไป๋หลิงตั้งใจว่าอย่างไรก็ต้องตามหาให้เจอพอคิดมาถึงตอนนี้ เรื่องราวที่ตนอยากจะรู้ทั้งหมด สุดท้ายก็หมุนวนกลับไปข้องเกี่ยวกับซุนฉือเฉินอยู่ดีสองคนปู่หลานมองหน้ากัน ไป๋เสวี่ยก็สำคัญแต่ไป๋หลงเองก็สำคัญเช่นกัน หัวใจของชายชราหน







