FAZER LOGINปึก
ระหว่างที่กำลังเดินซื้อของอยู่นั้น ไป๋เสวี่ยก็หยุดกะทันหัน จนทำให้จื่อถิงที่เดินตามมาช
“เอาล่ะ ๆ ข้าจะพักผ่อนแล้ว เจ้าไปดูแลสมุนไพรเถอะ”‘ก็ได้เจ้าค่ะ’ เมื่อไป๋เสวี่ยตัดบท ไป๋เตี๋ยเองก็พูดอันใดต่อไปไม่ได้นางทำหน้างอ แต่ก็เชื่อฟังผู้เป็นนายและเมื่อผีเสื้อสวรรค์ตัวน้อยบินจากไป ไป๋เสวี่ยก็ค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ คราวหน้านางต้องฝึกควบคุมพลังให้ดีมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นจะเผลอดึงพลังออกมามากเกินไปเช่นนี้อีกเป็นแน่ร่างเล็กถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มตั้งสมาธิและฟื้นฟูพลัง และเพราะตอนนี้นางอยู่ในมิติจิตที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณที่หนาแน่นและอยู่ในถ้ำที่มีผลึกวิญญาณฟื้นฟูอัดแน่นอยู่เป็นจำนวนมากภายในเวลาแค่หนึ่งเค่อ พลังของไป๋เสวี่ยจึงฟื้นฟูกลับมาเต็มที่อีกครั้งอย่างรวดเร็วดวงตากลมโตเปิดออกอย่างเชื่องช้า เวลาภายนอกคงผ่านไปแค่เสี้ยวลมหายใจเท่านั้น ไป๋เสวี่ยจึงไม่คิดที่จะออกจากมิติจิตตอนนี้ให้ทุกคนสงสัยและตั้งคำถามร่างเล็กผุดลุกขึ้นจากเตียงหยกก่อนจะออกมาจากถ้ำที่นางใช้พักผ่อน และเดินตรงไปยังถ้ำฝึกฝนเพื่อฝึกควบคุมพลังให้คล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น ไป๋เสวี่ยตั้งมั่นว่านางจะพลาดเช่นวันนี้อีกไม่ได้เมื่อมาถึงถ้ำฝึกฝนแล้วไป๋เสวี่ยก็นั่งลง
ไป๋ซานจัดการแบ่งเวรยามโดยใช้คนของตระกูลไป๋ทั้งหมด หย่งคังเล่อเองก็คิดอยากจะช่วยแต่เขาก็ปฏิเสธและให้เหตุผลว่าคนของตนคุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้ดีที่สุด หากมีอันใดผิดแปลกไปจะได้มารายงานทันทีอีกทั้งไม่คิดว่าฝนพิษจะตกลงมายาวนาน อย่างมากก็สี่ชั่วยาม เวลาเพียงเท่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากให้วุ่นวาย สุดท้ายหย่งคังเล่อก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับอย่างไร้ข้อโต้แย้งใด ๆและเรื่องนี้ก็ทำให้เขาได้รู้ว่าเหตุใดคุณชายไป๋จึงได้เป็นพี่ใหญ่ไม่ใช่เมิ่งหลาน นั่นเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายเหมาะสมกับฐานะนี้อย่างแท้จริงหลังจากไป๋ซานจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เจ้าตัวก็นั่งลงบนแท่นหินเพื่อฟื้นฟูพลังของตนบ้าง ซึ่งชายหนุ่มก็นั่งอยู่ไม่ไกลน้องสาวนัก องครักษ์ของตระกูลไป๋คนที่ยังไม่ต้องยืนเป็นเวรยามรอบถ้ำ ก็มายืนใกล้ ๆ กับสองพี่น้องตระกูลไป๋ราวกับกำลังจัดเวรยามอีกชั้น เพื่อป้องกันอันตรายให้คนทั้งคู่ตลอดเวลาภักดี นี่คือสิ่งที่รู้สึกได้โดยไม่ต้องพูดอันใดเลย“พวกเขาแข็งแกร่งมากพอที่จะเป็นขุมอำนาจ” หย่งคังเล่อพูดขึ้นมาและมองไปยังคนของตระกูลไป๋ทั้งหมดมันไม่ใช่แค่พวกเขาแข็งแกร่ง แต่พว
การรักษาเช่นนี้นางพึ่งทดลองเป็นครั้งแรกโดยใช้เส้าหว่านโจวเป็นหนูทดลองอย่างสบโอกาสนี่เป็นวิชารักษาโดยใช้พลังที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว เพียงแต่ว่ามันฝึกฝนได้ยาก และถ้าหากว่ามีพลังที่ไม่มั่นคง โอกาสที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้ใช้จึงมีค่อนข้างสูงดังนั้นตำราเหล่านั้นจึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากแผ่นดินนี้ตามกาลเวลา แน่นอนว่าในมิติจิตของไป๋เสวี่ยมีของพวกนี้อยู่มากมายนับไม่ถ้วน และที่นางแสดงออกมาก็เป็นเพียงแค่การใช้พลังรักษาขั้นต้นเท่านั้นเองยังต้องฝึกฝนอีกมากจึงจะสมบูรณ์แบบ“เรียบร้อยแล้ว หากเขาฟื้นก็นำโอสถให้เขากิน”ไป๋เสวี่ยไม่อธิบายเพียงยื่นโอสถไปให้หย่งคังเล่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็รับโอสถไปโดยสติที่ไม่ใคร่จะอยู่กับตัวนักและโอสถที่ไป๋เสวี่ยให้ไปก็เป็นโอสถกายาแกร่งและโอสถสลายพิษ เพื่อให้เส้าหว่านโจวมีชีวิตอยู่ในป่าร้อยอสูรต่อไปได้“นี่...” หย่งคังเล่อรู้สึกพูดไม่ออกราวกับถูกตีด้วยของแข็งอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับหวังลู่เจ๋อและเมิ่งหลานที่ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้เสียทีว่าไป๋เสวี่ยเป็นผู้ใช้โอสถระดับใดนางถึงกับเป็นผู้ใช้โอสถระดับเซียนขั
การจะรักษาจำเป็นต้องรีบกำจัดสมุนไพรที่มีผลกับละอองพิษจากร่างของเส้าหว่านโจวเสียก่อน เส้าหว่านโจวในยามนี้แทบจะไร้สติแล้วเพราะฉะนั้นจะหวังพึ่งให้เขาใช้พลังตนกำจัดสมุนไพรชนิดนั้นออกมาย่อมต้องเป็นไปไม่ได้และที่สำคัญไป๋เสวี่ยก็ไม่รู้แน่ชัดว่าสมุนไพรตัวใดที่มีปัญหากับร่างกายของเขา และเพราะว่าไม่รู้แน่ชัดจึงจำเป็นจะต้องกำจัดสมุนไพรที่แฝงไปกับโอสถออกมาทั้งหมด ทำให้มันเปลืองแรงนางมากเกินไปร่างเล็กขยับมายืนอยู่เบื้องหน้าของเส้าหว่านโจวและปลดปล่อยพลังของตนออกมา ก่อนจะมีเถาวัลย์สีเขียวขจีบิดเกลียวรอบ ๆ ดอกไม้สีขาวรูปร่างประหลาดตาและเปล่งแสงระยิบระยับ หากมองดี ๆ จะเห็นว่ามันคือประกายของไอเย็นตั้งแต่ไป๋เสวี่ยเรียกใช้พลังได้ พลังของนางก็มีไอเย็นแฝงเช่นนี้มาโดยตลอด ซึ่งเป็นผลพวงมาจากไอเย็นที่นางได้รับจากพิษของอสรพิษเหมันต์ นอกจากมันจะทำให้ร่างกายของนางเย็นแล้ว มันยังส่งผลต่อพลังของนางอีกด้วยโชคยังดีที่มันส่งผลไปในทางที่ดี ไม่เช่นนั้นไป๋เสวี่ยคงจะหัวเสียกับเรื่องนี้ไม่ใช่น้อยและเมื่อปล่อยพลังธาตุออกมา เถาวัลย์ก็ถูกส่งไปโอบล้อมร่างกายของเส้าหว่านโจว พยา
ทุกคนต่างก็ชะงักไปเมื่อไป๋เสวี่ยพูดจบ หนึ่งพันเหรียญทองถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก เพราะเส้าหว่านโจวและเหล่าองครักษ์ ถ้าจะให้พูดตรง ๆ สำหรับขุมอำนาจแล้ว พวกเขาไม่ได้มีค่ามากมายถึงเพียงนั้นหากตายไปก็ยังสามารถหาคนใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ อีกทั้งน่าจะคุ้มค่ากับเงินจำนวนหนึ่งพันเหรียญทองมากกว่าแล้วหย่งคังเล่อจะยอมเสียเหรียญทองมากขนาดนั้นเพื่อคนคนนี้หรือ“เสวี่ยเอ๋อร์” เมิ่งหลานกำลังจะช่วยพูดแต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อสบสายตาของน้องสาวสายตาที่สั่งห้ามไม่ให้เขาพูดคำใดออกมา หากบอกว่าไป๋เสวี่ยเป็นเด็ก ก็ต้องบอกว่านางเป็นเด็กที่มีความน่ากลัวและน่าเกรงขามมากที่สุดแล้ว“เห็นโอสถของข้าแล้วไม่ใช่หรือ หากนำไปประมูลคงได้มากกว่าหนึ่งพันเหรียญทองเป็นแน่” ไป๋เสวี่ยพูดต่อและสิ่งที่นางพูดก็ถูกต้องโอสถที่สามารถออกฤทธิ์ได้ทันทีเช่นนี้ หากนำไปประมูลจะต้องได้มากกว่านี้แน่“ก็ได้” หย่งคังเล่อผงกศีรษะรับเหรียญทองเพียงเท่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อเขามากนัก หากต้องแลกเอาคนที่ซื่อสัตย์และภักดีอย่างแท้จริงกลับคืนมาต้องทราบก่อนว่าตระกูลหย่งนอกจากจะ
“เขามีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสูงเท่านั้น เพราะกลัวว่ารับพลังกดดันในป่าร้อยอสูรไม่ได้ จึงได้กินโอสถกายาแกร่งเข้าไปก่อนจะเข้ามาภายในป่าร้อยอสูรชั้นใน โอสถกายาแกร่ง ช่วยให้เขาทนรับพลังกดดันภายในป่าร้อยอสูรชั้นในได้ก็จริง แต่มันป้องกันพิษไม่ได้ ทั้งสมุนไพรในการปรุงโอสถกายาแกร่ง ก็เป็นสมุนไพรที่ไม่ถูกกับพิษที่เขาได้รับไปและนั่นก็ทำให้เขาเป็นเช่นนี้”ไป๋เสวี่ยอธิบายอย่างไม่รีบร้อน ไม่ได้สนว่ามีคนกำลังนอนดิ้นอย่างทรมานอยู่ตรงหน้าโอสถกายาแกร่ง เป็นโอสถที่ปรุงไม่ยาก สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาชั่วขณะ ไม่สามารถกินติดต่อกันมาก ๆ ได้ เพราะจะลดทอนพลังการฝึกปรือในร่างกายของผู้ใช้ลงไปถือเป็นโอสถที่ผู้ใช้โอสถแทบทุกคนจะต้องปรุงได้ก่อนจะขึ้นมาเป็นผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณ แน่นอนว่าผู้ใช้โอสถในตระกูลไป๋ทุกคน ต่างก็ปรุงโอสถชนิดนี้ได้กันทั้งหมดแล้ว“อาการของเขาแย่มากใช่หรือไม่” หย่งคังเล่อถามไป๋เสวี่ยอีกครั้งแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะพูดราวไม่สนใจว่าเส้าหว่านโจวจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร แต่ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นคนของตระกูลหย่งและยังเป็นหนึ่งในคนที่ซื







