LOGIN“ข้าขอดูใกล้ ๆ ได้หรือไม่”
พอพ่อค้าผ้าไหมพยักหน้าอนุญาต นางก็เดินเข้าไปใกล้กรงไม้ มองดูเจ้
“เขามีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสูงเท่านั้น เพราะกลัวว่ารับพลังกดดันในป่าร้อยอสูรไม่ได้ จึงได้กินโอสถกายาแกร่งเข้าไปก่อนจะเข้ามาภายในป่าร้อยอสูรชั้นใน โอสถกายาแกร่ง ช่วยให้เขาทนรับพลังกดดันภายในป่าร้อยอสูรชั้นในได้ก็จริง แต่มันป้องกันพิษไม่ได้ ทั้งสมุนไพรในการปรุงโอสถกายาแกร่ง ก็เป็นสมุนไพรที่ไม่ถูกกับพิษที่เขาได้รับไปและนั่นก็ทำให้เขาเป็นเช่นนี้”ไป๋เสวี่ยอธิบายอย่างไม่รีบร้อน ไม่ได้สนว่ามีคนกำลังนอนดิ้นอย่างทรมานอยู่ตรงหน้าโอสถกายาแกร่ง เป็นโอสถที่ปรุงไม่ยาก สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมาชั่วขณะ ไม่สามารถกินติดต่อกันมาก ๆ ได้ เพราะจะลดทอนพลังการฝึกปรือในร่างกายของผู้ใช้ลงไปถือเป็นโอสถที่ผู้ใช้โอสถแทบทุกคนจะต้องปรุงได้ก่อนจะขึ้นมาเป็นผู้ใช้โอสถระดับจิตวิญญาณ แน่นอนว่าผู้ใช้โอสถในตระกูลไป๋ทุกคน ต่างก็ปรุงโอสถชนิดนี้ได้กันทั้งหมดแล้ว“อาการของเขาแย่มากใช่หรือไม่” หย่งคังเล่อถามไป๋เสวี่ยอีกครั้งแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะพูดราวไม่สนใจว่าเส้าหว่านโจวจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร แต่ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เติบโตมาพร้อมกับเขา เป็นคนของตระกูลหย่งและยังเป็นหนึ่งในคนที่ซื
แน่นอนว่าเพราะไป๋เสวี่ยเป็นคนสำคัญของพวกเขา หากไป๋เสวี่ยไม่ชอบ พวกเขาย่อมต้องไม่ชอบ หากไป๋เสวี่ยเกลียด พวกเขาย่อมต้องเกลียดตามไปด้วยจื่อซู่หันไปมองไป๋เสวี่ยราวกับว่ากำลังรอคำสั่งโดยที่ไม่พูดคำใดออกมา ซึ่งไป๋เสวี่ยนั้นเข้าใจดี จื่อซู่ต้องการจะถามนางว่าต้องการให้ป้อนโอสถแก่เส้าหว่านโจวหรือไม่“พอแล้ว โอสถนั่นใช้กับเขาไม่ได้ผล” ไป๋เสวี่ยพูดพลางส่ายหน้าจื่อซู่จึงผละออกมาจากเส้าหว่านโจว ก่อนจะเหลือบไปมององครักษ์คนอื่น ๆ ที่เขาได้ป้อนโอสถให้ไปแล้วและกำลังดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยตอนนี้สีหน้าก็ดีขึ้นมาก ร่างกายมีเหงื่อสีดำที่เหม็นคละคลุ้งถูกขับออกมาเพียงเท่านี้ก็อธิบายได้เป็นอย่างดีว่าโอสถของไป๋เสวี่ยได้ผลและได้ผลดีเกินไปด้วย เพราะไม่เคยมีโอสถชนิดใดที่กินแล้วออกฤทธิ์ทันทีเช่นนี้มาก่อน“นี่มัน!”แน่นอนว่าเมื่อได้เห็นผลลัพธ์ ทุกคนย่อมต้องตกตะลึงและหันมามองหน้าของไป๋เสวี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ ส่วนคนที่ถูกมองนั้นยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยไม่บ่งบอกซึ่งอารมณ์ใด ๆ อย่างที่เด็กหญิงสมควรจะมีคนตระกูลไป๋ต่างเคยชินในความเก่งกาจของคุณหนูแล้ว จึงไม่ได้แสด
“เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้ารักษาได้หรือไม่” หย่งคังเล่อพยายามข่มความโกรธที่มีและถามไป๋เสวี่ยด้วยสีหน้าที่จริงจัง หมายมั่นแล้วว่าหลังจากนี้ตนจะต้องลงไปควบคุมการฝึกฝนเหล่าองครักษ์ทั้งหมดด้วยตนเอง“ก็แค่ละอองพิษ เหตุใดจะรักษาไม่ได้” ไป๋เสวี่ยพอเห็นว่าตอนนี้หย่งคังเล่อมีสีหน้าที่เคร่งเครียดก็ตอบออกมาตามตรงแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดจากระทบกระเทียบเส้าหว่านโจว ผู้ที่เป็นผู้ใช้โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับประมาทเลินเล่อและถือดียิ่งนัก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับละอองพิษกลับทำสิ่งใดไม่ได้“เจ้าช่วยรักษาพวกเขาได้หรือไม่”“แต่คนของท่านอาจจะไม่อยากให้ข้ารักษาก็ได้” ไป๋เสวี่ยตอบกลับไป แล้วมองไปยังเส้าหว่านโจว ที่ตอนนี้ก็กำลังมองนางอยู่เช่นกัน“ใครไม่ยอมให้เจ้ารักษาก็ปล่อยให้รักษาตัวเองไป” หย่งคังเล่อเอ่ยเพียงแค่นั้น เพราะเขารู้สึกผิดหวังกับเส้าหว่านโจวเช่นกันคนผู้นี้โตมาพร้อม ๆ กับเขา เป็นหนึ่งในคนของตระกูลหย่งที่มีความสามารถมาก อายุยังน้อยแต่ก็เป็นถึงผู้ใช้โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์หย่งคังเล่อรู้ว่าเส้าหว่านโจวมีนิสัยที่ถือดี และมักจะดูถูกดูแคลนผู้อื่นเสมอ แต่เขาก็ไม่
ไป๋เสวี่ยไม่พอใจ บุรุษผู้นี้ตั้งใจกวนประสาทนางอย่างแท้จริง ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นสหายของเมิ่งหลาน ไป๋เสวี่ยจะวางยาพิษให้พวกเขาพูดไม่ได้เลยคอยดูเด็กหญิงพองแก้มทำหน้ายู่ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าใบหน้าของตนนั้นไม่ได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับน่ารักจนเหมือนตุ๊กตาหิมะตัวน้อยเสียมากกว่า“พวกเจ้าจะทะเลาะกันไปไย มาดูอาการคนเจ็บก่อนดีหรือไม่” เมิ่งหลานพูดขัด เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับคำพูดของหวังลู่เจ๋อหวังลู่เจ๋อเป็นผู้ใช้ธาตุลมและเป็นคนที่ดูเรียบเรื่อยและพูดน้อย แต่ความจริงแล้วคนคนนี้ปากร้ายที่สุด ทั้งยังกวนประสาทเก่งมาก ๆ เช่นเดียวกับหย่งคังเล่อ ผู้ที่มีใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอ ยิ้มไม่เว้นแม้กระทั่งตอนที่กำลังลงมือสังหารผู้คนเพราะตระกูลหย่งเป็นตระกูลใหญ่ ทั้งยังมีคนตระกูลหย่งสายรองที่หวังจะช่วงชิงอำนาจกับคนตระกูลหย่งสายหลักอยู่เสมอ คิดว่าหย่งคังเล่อจะเป็นเทพบุตรได้อย่างไรกัน เขาเลือดเย็นย่อมไม่ผิดและก็คงไม่ต่างจากเมิ่งหลานที่ภายนอกดูเรียบนิ่ง แต่จริง ๆ มีนิสัยซุกซนไม่ต่างจากเด็ก ไป๋เทียนที่เกิดมาทีหลังยังจะดูเป็นผู้ใหญ่กว่าด้วยซ้ำ“เสวี่ยเอ๋อร์” พอเ
พรวด!องครักษ์ของตระกูลหย่งราวสิบคนกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต เพียงแค่เห็นเลือดสีดำก็ไม่ต้องตอบสิ่งใดแล้วว่าคนเหล่านี้เป็นอันใดไปเพราะเลือดสีดำย่อมแสดงว่าถูกพิษ!ผู้ที่อาการหนักที่สุดในกลุ่มคนทั้งหมดคือ ‘เส้าหว่านโจว’ ผู้ซึ่งเป็นผู้ใช้โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์และมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับสูงของตระกูลหย่ง และที่ติดตามมาในครั้งนี้ด้วยเป็นเพราะว่าเส้าหว่านโจวได้ขอร้องนายท่านให้เขาได้ติดตามมาด้วยเพื่อดูแลคุณชายแต่เหตุผลที่ลึกลงไปกว่านั้นคือ เขาอยากได้สมุนไพรหายากที่อยู่ในป่าร้อยอสูรแห่งนี้ต่างหากและที่อาการเขาหนักกว่าผู้อื่นนั่นเป็นเพราะว่าปกติแล้วผู้ที่เข้ามาในป่าร้อยอสูรชั้นในจะต้องมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับจิตวิญญาณเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะทนกับความกดดันของพลังวิญญาณในป่าไม่ได้โดยปกติแค่ย่างกรายเข้ามาภายในก็ยากแล้ว แต่เส้าหว่านโจวได้ปรุงโอสถที่ช่วยให้ร่างกายรับพลังกดดันภายในป่าร้อยอสูรได้แต่โชคร้ายที่โอสถที่เขากินลงไปนั้น มีสมุนไพรที่ไม่ถูกกับพิษที่เขาได้รับไปอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าน้ำกำลังเจอไฟอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ตอนนี้อาการของเขาจึงแย่ม
“เหตุใดเสวี่ยเอ๋อร์จึงปลูกได้” เมิ่งหลานขมวดคิ้วลงและมองไปยังไป๋เสวี่ยที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลกันนัก“เสวี่ยเอ๋อร์ชอบปลูกสมุนไพรและต้นไม้เหตุใดนางจะปลูกไม่ได้”“เพราะมันปลูกยากอย่างไรเล่า”“สมุนไพรหายากเสวี่ยเอ๋อร์ยังปลูกได้นับประสาอะไรกับต้นท้อแสงอรุณ?” ไป๋ซานแย้งทันที เพราะเขาไม่เคยเห็นว่าไป๋เสวี่ยจะปลูกอะไรไม่ได้แม้แต่ผูเถาสีรุ้งที่ว่าปลูกยากนักหนาตอนนี้ก็งอกเงยจวนจะเต็มไร่แล้ว จนไป๋เสวี่ยต้องย้ายผูเถาสีรุ้งออกมาจากไร่ส่วนตัวของตนเองและนำมาปลูกที่ไร่ของตระกูลแทน เพื่อมอบมันให้กับเขาและแน่นอนว่าเขาดีใจถึงที่สุด“ข้าลืมไปว่าน้องสาวของพวกเราเก่งกาจเป็นอย่างมาก!”เมิ่งหลานยิ้มกว้าง เขารู้เรื่องที่ไป๋เสวี่ยชอบปลูกสมุนไพรมาจากไป๋ซาน เพราะคราวก่อนที่ไป๋ซานนำสมุนไพรหายากไปส่งประมูลที่โรงประมูลพยัคฆ์ดำ เขาได้ประมูลเมล็ดของสมุนไพรหายากชนิดหนึ่งกลับไปซึ่งสมุนไพรชนิดนั้นมันปลูกยากมาก ๆ ทั้งยังตายง่ายอีกด้วย ตอนแรกเมิ่งหลานก็คัดค้านไม่ให้ไป๋ซานประมูลกลับไปเพราะรู้สึกเสียดายเหรียญทองแทน แต่ไป๋ซานก็ให้เหตุผลว่าไป๋เสวี่ยปลูกสมุนไพรเก่ง นำไปให้







