Se connecterขณะที่หลานสาวร่ำไห้เสียงของผู้เป็นอาก็ดังแทรก มันอบอุ่นจนทุกคนรู้สึกได้ มือเรียวเอื้อมไปเช็ดน้ำตา
และเมื่อตัดสินใจได้แล้ว จื่อถิงก็ไม่ลังเลที่จะออกไปปะทะกับสัตว์วิญญาณอีก อาวุธประจำกายของจื่อถิงถูกเรียกออกมา ก่อนที่ร่างเล็กจะพุ่งเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วย โดยที่มีไป๋เสวี่ยมองตามและระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย...เพียงเท่านี้ก็ทางสะดวก!เมื่อไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกาย คนตัวเล็กก็พลิ้วกายมาที่ด้านหลังต้นทับทิมน้ำนมเพื่อตามหาเมล็ดพันธุ์ หรือต้นกล้าของต้นทับทิมน้ำนมที่น่าจะอยู่บนพื้นดินโดยพลันเพราะด้านหน้ากำลังชุลมุนวุ่นวายทำให้ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นไป๋เสวี่ยเลยสักคน อีกทั้งไป๋เสวี่ยก็ยังสามารถพรางตัวได้อย่างยอดเยี่ยมนี่ทำให้นางมีเวลาสำรวจรอบ ๆ ต้นทับทิมน้ำนมได้อย่างสบายใจ โดยไร้ซึ่งผู้ใดมารบกวนใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ นางก็ได้ต้นกล้าของต้นทับทิมน้ำนมมาไว้ในมิติจิต และยังได้สมุนไพรติดไม้ติดมือกลับมาด้วยอีกหลายชนิด และทั้งหมดก็เป็นสมุนไพรธาตุลมที่พบเจอได้ยากอีกด้วยเรียวปากสีหวานคลี่ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกระโดดกลับไปยืนที่เดิมราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน นี่ล่ะหนา...ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ด้านหลังนางช่างเหมาะสมกับการเป็นนกขมิ้นอย
เพราะสัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองตัวเป็นสัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งน่าจะเลื่อนระดับได้ไม่นาน เพราะพลังของพวกมันยังไม่มั่นคงเท่าใดส่วนจื่อซู่กับเฟิ่งจิ่ว ตอนนี้มีพลังอยู่ในระดับจิตวิญญาณขั้นสูง แม้ทั้งสองจะเพิ่งเลื่อนระดับพลังเช่นกัน แต่ที่ตระกูลไป๋มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นและบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก ทำให้พลังขององครักษ์ทั้งสอง ต่างก็มั่นคงราวกับว่าฝึกปรือมาแล้วหลายสิบปีแม้ว่ายามนี้จื่อซู่กับเฟิ่งจิ่วจะใช้พลังยุทธ์ไม่ได้ แต่วรยุทธ์ของพวกเขานั้นไม่ได้ด้อยเลย การฝึกยุทธ์ของคนตระกูลไป๋ ล้วนมีไป๋เสวี่ยเป็นผู้ช่วยส่งเสริม แล้วมันจะธรรมดาสามัญได้อย่างไรวรยุทธ์หลายด้านนางเป็นคนคิดค้นขึ้นมาโดยการนำเอาศิลปะการต่อสู้ในโลกก่อนมาผสมเข้ากับตำราฝึกยุทธ์ของโลกนี้ นี่จึงทำให้เกิดเป็นวิชาฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งและเน้นไปที่จุดตายเสียส่วนใหญ่หากรวมกับความแข็งแกร่งด้านร่างกาย และฝีมือการชำนาญในการสังหาร ตอนนี้จื่อซู่และเฟิ่งจิ่ว ต่างก็ไม่ได้เสียเปรียบสัตว์วิญญาณทั้งสองเลยแม้แต่น้อย นี่ดูจะได้เปรียบมากกว่าด้วยซ้ำ“จริงหรือเจ้าคะ” จื่อถิงถามอย่างไม
ใช้เวลาไม่นานไป๋เสวี่ยก็มาถึงเขตการต่อสู้ระหว่างคนและสัตว์วิญญาณ ภาพแรกที่นางเห็นคือสัตว์วิญญาณจำนวนหนึ่งที่ล้มตายไป เพราะการปะทะกัน แต่สัตว์วิญญาณที่ตายไปส่วนมากก็เป็นเพียงสัตว์วิญญาณระดับต่ำทั้งสิ้นปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้คือสัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองต่างหากไป๋เสวี่ยเลื่อนสายตามองไปยัง ‘กลุ่มคน’ ที่เฟิ่งจิ่วพูดถึง คนแรกที่นางมองไปคือเด็กน้อยอายุราวเจ็ดถึงแปดปี ซึ่งเด็กคนนั้นมีลักษณะท่าทางที่มองอย่างไรก็ไม่ใช่คนชนชั้นต่ำอย่างแน่นอนหากพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลม คราวนี้ไป๋เสวี่ยก็ยิ่งแน่ใจว่าเกาะสายลมไม่ได้เป็นอย่างเช่นที่คนภายนอกคิดจริง ๆคนเช่นนี้จะเป็นคนชนชั้นต่ำไปได้อย่างไร หากบอกว่าเป็นขุมอำนาจที่เก็บงำความเก่งกาจของตนเอาไว้ มันจะน่าเชื่อมากกว่าและในระหว่างที่มองพวกเขา จู่ ๆ ไป๋เสวี่ยก็มีความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวหากทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นพรรคพวกของนางได้เล่า หากทำได้นางก็ไม่จำเป็นต้องพาพวกเขากลับตระกูลไป๋ แต่เลือกที่จะพัฒนาเกาะสายลมแห่งนี้แทนก็ได้ คนตัวเล็กครุ่นคิด ในระหว่างนั้นเอง สัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มโจมตีใส่ก
เฟิ่งจิ่ว จื่อซู่ และจื่อถิงต่างก็นิ่งสงบ ราวกับรู้ว่ายามนี้คุณหนูของตนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สิ่งที่พวกเขาทั้งสามทำในระหว่างที่ไป๋เสวี่ยกำลังใช้สมาธิ คือเฝ้าระวังโดยรอบ เพื่อไม่ให้ไป๋เสวี่ยเป็นอันตรายจากภัยคุกคามภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้น“หรือว่าพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลมกัน” ผู้เป็นคุณหนูพึมพำ แต่หากเป็นคนของเกาะสายลมจริง เหตุใดจึงมีพลังอยู่ในระดับจิตวิญญาณได้ถ้าหากพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลม ดูท่าแล้วเกาะสายลมในความคิดของผู้อื่น กับเกาะสายลมในความเป็นจริงคงจะแตกต่างกันน่าดูหลังจากนิ่งไปไม่นาน ไป๋เสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมา ตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่งเพราะนางเพียงแค่ผ่านทางมาเท่านั้น แต่หากความจริงแล้วพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลมจริง ๆ ไม่แน่ว่าการยื่นมือเข้าไปช่วยครั้งนี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้ไป๋เสวี่ยคิดว่าเด็กชายคนนั้นคงจะเป็นคนสำคัญแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีองครักษ์ระดับจิตวิญญาณคอยดูแล อีกทั้งเขายังรู้จักผลทับทิมน้ำนมอีกด้วย ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่คนธรรมดาสามัญนางเองก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีงามถึงขั้นช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน การใช้ชีวิตมานาน ทำให้นางไม่ไร้เดียงสาเช่นนั
“แล้วคุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ ว่าด้านหน้ามีผลทับทิมน้ำนมอยู่”“กลิ่นน่ะ”“?”“ข้าได้กลิ่นของน้ำนม”คำตอบของไป๋เสวี่ยทำให้จื่อถิงกะพริบตาลงอย่างสับสน เพราะขนาดเดินมาไกลจากจุดแรกที่พวกนางอยู่ นางก็ยังไม่ได้กลิ่นของน้ำนมที่ไป๋เสวี่ยบอกเลยแม้แต่น้อยแต่คุณหนู...ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็อยู่ห่างออกไปถึงเพียงนั้น กลับได้กลิ่นของน้ำนม และรับรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นกลิ่นของผลไม้พลังวิญญาณชนิดใดต้องอย่างนี้สิ คุณหนูใหญ่ของนางช่างเก่งกาจยิ่งพรึ่บ!จื่อถิงยังไม่ทันได้ถามคำใดต่อ เฟิ่งจิ่วที่ให้ไปสืบความด้านหน้าก็กลับมาพอดี ร่างระหงขององครักษ์รีบตรงมาหาไป๋เสวี่ยพร้อมเอ่ยรายงานถึงสถานการณ์เบื้องหน้า“มีสัตว์วิญญาณอยู่ด้านหน้าราวยี่สิบตัวเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ ครึ่งหนึ่งเป็นสัตว์วิญญาณระดับจิตวิญญาณ มีสองตัวที่เป็นสัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ ที่เหลือเป็นสัตว์วิญญาณระดับสูงเจ้าค่ะ พวกมันกำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อแย่งชิงผลไม้พลังวิญญาณชนิดหนึ่งเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วอธิบายสิ่งที่ตนได้รู้มาให้ไป๋เสวี่ยฟังโดยละเอียด
ทั้งสี่คนมุ่งตรงไปยังทิศทางที่เป็นจุดกำเนิดของเสียง ระหว่างนั้นไป๋เสวี่ยก็ได้กลิ่นของน้ำนมชัดเจนมากยิ่งขึ้น กลิ่นมันหอมหวนเป็นเอกลักษณ์อีกทั้งยังไม่รู้สึกคาวเหม็น แตกต่างจากน้ำนมของวัวอย่างสิ้นเชิงไป๋เสวี่ยตั้งแต่ชาติก่อนเป็นคนที่ไม่ชอบกลิ่นของนมเท่าใด เพราะมันทำให้หวนนึกถึงมารดา...ของแบบนั้นนางไม่มีแล้ว นางจึงไม่อยากจะนึกหรือระลึกถึงแต่พอโตมาเรื่อย ๆ ยิ่งนานวันแม้ความรู้สึกต่อมารดาจะแปรเปลี่ยน จากเกลียดชังก็กลายเป็นไร้ความรู้สึก หรือพูดง่าย ๆ คือหมดเยื่อใยต่อกันแล้ว จะเป็นหรือจะตายอย่างไร นางก็ไม่คิดสนใจแต่ความรู้สึกไม่ชอบกลิ่นของนมยังคงไม่เปลี่ยนไป นางดื่มได้ กินได้เพียงแต่ว่านางไม่ชอบ แต่กลิ่นน้ำนมที่มาจากผลทับทิมน้ำนม กลิ่นของมันแตกต่างเป็นอย่างมากไป๋เสวี่ยไม่ปฏิเสธว่ากลิ่นนี้ทำให้นางอยากจะลองกินผลทับทิมน้ำนมดูสักครั้ง ตอนนี้จึงเข้าใจแล้ว ว่าเพราะเหตุใดสัตว์วิญญาณมากมายจึงหมายจะแย่งชิงมันเพราะแม้แต่นางที่ไม่ได้ชื่นชอบ ยังถูกกลิ่นของผลทับทิมดึงดูดได้เลยช่างน่าประหลาดยิ่งนัก“เฟิ่งจิ่ว เจ้าไปดูว่าด้านหน้ามีสัตว์วิญญาณมา







