LOGINหลังลืมตาขึ้นมาในโลกของนิยายกำลังภายในที่เพิ่งอ่านจบ นางกลับไม่ได้กลายเป็นนางเอกผู้เก่งกาจ ไม่ใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์ และไม่มีแม้แต่ระบบคอยช่วยเหลือ แต่กลับกลายเป็นเพียงศิษย์ไร้ชื่อแห่งสำนักเล็ก ๆ ผู้มีบทบาทในต้นฉบับเพียงไม่กี่บรรทัด และสิ่งเดียวที่จำเกี่ยวกับตัวละครนี้ได้อย่างแม่นยำก็คือ— ในบทที่สิบสอง สำนักแห่งนี้จะถูกฆ่าล้างจนไม่เหลือผู้ใดรอดชีวิต เมื่อรู้ว่าความตายกำลังรออยู่เบื้องหน้า นางจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ง่ายที่สุด นั่นคือหนีออกจากสำนักก่อนเนื้อเรื่องจะดำเนินมาถึงวันนั้น และตั้งใจว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับพระเอก ตัวร้าย หรือเหตุการณ์สำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น ทว่าระหว่างทาง กลับช่วยชายบาดเจ็บปริศนาคนหนึ่งเอาไว้ กว่าจะรู้ว่าคนผู้นั้นคือประมุขพรรคมาร ผู้ที่จะกลายเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของยุทธภพในอนาคต ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว จากตัวประกอบที่สมควรตายโดยไม่มีผู้ใดจดจำ กลับกลายเป็นคนที่ประมุขพรรคมารพลิกแผ่นดินตามหา ยิ่งพยายามหลีกหนีจากเนื้อเรื่อง เหตุการณ์กลับยิ่งผิดเพี้ยนจากต้นฉบับ คนที่สมควรตายกลับมีชีวิต คนที่ควรมีชีวิตกลับถูกสังหาร แม้แต่ชะตาของตัวละครสำคัญก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละคน จนเริ่มสงสัยว่า— บางทีการที่นางมาปรากฏตัวในโลกแห่งนี้ อาจไม่ใช่อุบัติเหตุตั้งแต่แรก
View Moreความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ท้ายทอยลามไปจนถึงกระหม่อม ราวกับมีคนเอาค้อนเหล็กน้ำพี้มาทุบกะโหลกของนางอย่างแรงติดต่อกันนับสิบครั้ง
หลินซิงเยียนครางอืออาอยู่ในลำคอ พยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง สิ่งแรกที่โสตประสาทสัมผัสได้คือกลิ่น... มันไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาล แต่เป็นกลิ่นอับชื้นของไม้ผุพัง ผสมกับกลิ่นกำยานราคาถูกที่ฉุนจนแสบจมูก
หญิงสาวฝืนลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสได้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานไม้กระดานที่เก่าจนมีรอยร้าว และมีหยากไย่เกาะอยู่ตามมุมห้อง นางขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกปวดเมื่อยระบมแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย เตียงที่นางนอนอยู่แข็งกระด้างราวกับแผ่นหิน ปูทับด้วยฟูกยัดฟางบางๆ ที่แทบจะไม่ได้ช่วยซับแรงกระแทกอะไรเลย
“ที่นี่... ที่ไหนเนี่ย?”
เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าและสั่นเครือ หลินซิงเยียนยกมือขึ้นกุมขมับ แต่แล้วนางก็ต้องชะงักงัน
มือคู่นี้... ไม่ใช่มือของนาง!
มือของพนักงานออฟฟิศ ตำแหน่งกราฟิกดีไซเนอร์วัยยี่สิบแปดปี ที่วันๆ จับแต่เมาส์กับปากกาดิจิทัล ควรจะนุ่มและมีเพียงร่องรอยของการกดแป้นพิมพ์ แต่มือที่อยู่ตรงหน้านกลับหยาบกร้าน มีรอยด้านหนาตรงง่ามนิ้วและฝ่ามือ ซึ่งเป็นร่องรอยของการกุมด้ามกระบี่และทำงานหนักอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน แขนเสื้อที่สวมใส่ก็เป็นผ้าฝ้ายหยาบๆ สีเทาหม่น รูปแบบการตัดเย็บคล้ายกับชุดนักพรตหญิงหรือศิษย์สำนักยุทธภพในซีรีส์ย้อนยุคไม่มีผิดเพี้ยน
ทันใดนั้นเอง คลื่นความทรงจำมหาศาลก็ทะลักทะลวงเข้าสู่สมองของนางโดยไม่ทันตั้งตัว!
มันไม่ใช่ความทรงจำของนาง แต่เป็นของเด็กสาวอีกคนที่มีชื่อแซ่เดียวกัน... ‘หลินซิงเยียน’
เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยสำนัก ‘ชิงหยาง’ สำนักเล็กๆ ปลายแถวที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของหุบเขาเต่าดำ หลินซิงเยียนคนนี้เป็นเพียงศิษย์สายนอก ไร้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร ไร้ภูมิหลัง ไร้คนหนุนหลัง วันๆ มีหน้าที่แค่หาบน้ำตักฟืน แบกเสบียง และฝึกเพลงกระบี่พื้นฐานงูๆ ปลาๆ ที่ต่อให้ฝึกไปอีกสิบปีก็คงเอาไปสู้กับโจรป่าไม่ได้ ในโลกยุทธภพที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ศิษย์สายนอกเช่นนางมีค่าความเป็นคนต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าสำนักเสียอีก
หลินซิงเยียนเบิกตากว้าง หายใจหอบถี่ เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมเต็มหน้าผาก
‘ทะลุมิติ? ทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นเนี่ยนะ! พล็อตนิยายน้ำเน่าแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงงั้นเหรอ!?’
นางรีบกวาดตามองไปรอบห้อง เลิกลั่กมองหาตัวช่วยตามสูตรสำเร็จของนิยายทะลุมิติที่เคยอ่าน
‘ระบบ? ระบบอยู่ไหม! ฮัลโหล! ไอเทมโกงล่ะ? คัมภีร์ลับ? คุณปู่ในแหวนวิเศษ? มีใครอยู่ไหม!’ นางตะโกนก้องในใจ
ทว่า ความเงียบคือคำตอบเดียวที่นางได้รับ ไม่มีเสียงแจ้งเตือนไร้สติในหัว ไม่มีหน้าต่างระบบเรืองแสงเด้งขึ้นมาตรงหน้า มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรดังมาจากนอกหน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่นเท่านั้น
“บัดซบ...”
หลินซิงเยียนสบถ พลางพยุงตัวเองลุกขึ้นจากเตียง เดินโซเซไปที่โต๊ะเตี้ยมุมห้อง บนนั้นมีอ่างทองเหลืองใส่น้ำล้างหน้าตั้งอยู่ นางชะโงกหน้ามองเงาสะท้อนในน้ำ
ใบหน้าที่ปรากฏคือเด็กสาวอายุราวสิบแปดสิบเก้าปี ผิวพรรณซีดเซียวเล็กน้อยจากการขาดสารอาหาร แต่โครงหน้ากลับดูหมดจด คิ้วเรียวพาดเฉียง ดวงตาดอกท้อที่ดูใสซื่อและมีความขี้ขลาดซ่อนอยู่ ลำคอระหงระคนบอบบาง หากจับมาขุนให้อ้วนกว่านี้อีกนิดและสวมชุดผ้าไหมดีๆ ก็จัดว่าเป็นดรุณีหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ในยุทธภพอันป่าเถื่อน หน้าตาที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์คุ้มครอง มีแต่จะนำพามหันตภัยมาให้
นางยืนจ้องเงาตัวเองอยู่พักใหญ่ สมองเริ่มประมวลผลข้อมูลจากความทรงจำของร่างเดิม สายตาของนางเหลือบไปเห็นรอยขีดข่วนบนเสาไม้ข้างเตียง ซึ่งร่างเดิมมักจะใช้มีดสลักไว้เพื่อนับวันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละเดือน
รอยขีดของเดือนนี้มาหยุดอยู่ที่ขีดที่สิบห้า ประกอบกับแสงจันทร์สีนวลกระจ่างที่สาดส่องลอดช่องหน้าต่างเข้ามา บ่งบอกชัดเจนว่าคืนนี้คือคืนจันทร์เพ็ญ... เดือนแปด วันเพ็ญสิบห้าค่ำ!
“เดี๋ยวนะ...”
หลินซิงเยียนตาเหลือก ใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม “สำนักชิงหยาง... ศิษย์สายนอก... เดือนแปดสิบห้าค่ำ... นี่มันเนื้อเรื่องในนิยาย ‘กระบี่เทพสยบเก้าสวรรค์’ นี่หว่า!”
กระบี่เทพสยบเก้าสวรรค์ คือนิยายฮาเร็มกำลังภายในเรื่องยาวกว่าสองร้อยตอนที่นางเพิ่งอ่านจบไปเมื่อคืนก่อนจะเผลอหลับคาโต๊ะทำงาน มันเป็นนิยายแนวพระเอกลูกรักสวรรค์ นามว่า ‘หลี่เทียนหมิง’ ที่เริ่มต้นจากศูนย์แต่โชคดีเก็บของวิเศษได้ เจอสาวงามกี่คนก็ตกเข้าฮาเร็มหมด และก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือปราบปรามลัทธิมารที่นำโดยตัวร้ายสุดโฉด ‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’
แต่ปัญหาคือ... นางไม่ได้ทะลุมิติมาเป็นนางเอกในฮาเร็ม และไม่ได้เป็นเยี่ยนอู๋จิ่วจอมมารผู้ไร้เทียมทาน!
สำนักชิงหยาง... ในนิยายเรื่องนั้น สำนักแห่งนี้ถูกเอ่ยถึงอยู่แค่ ‘สามบรรทัด’ เท่านั้น!
มันอยู่ในบทที่สิบสอง! บทที่ผู้เขียนต้องการปูความโหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัวของ ‘พรรคมาร’ ซึ่งมีโครงสร้างอำนาจแบ่งเป็น สามตำหนัก ห้าหอ และเจ็ดค่ายอสูร
ในคืนเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง ‘เซวียซา’ มารโลหิตผู้เป็นรองเจ้าหอสังหารโลหิต ได้เดินทางผ่านภูเขาลูกนี้ บังเอิญอารมณ์ไม่ดีที่สุราในโรงเตี๊ยมตีนเขารสชาติหมาไม่แดก จึงแวะขึ้นมาที่สำนักชิงหยางเพื่อระบายโทสะ และ...
‘คืนนั้น โลหิตเจิ่งนองย้อมบันไดศิลาเป็นสีแดงฉาน สำนักชิงหยางที่มีศิษย์ร้อยกว่าชีวิตถูกสังหารโหดไร้ปรานี ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ศพถูกสับเป็นชิ้นๆ เพื่อเป็นเครื่องสังเวยแก่ความกระหายเลือดของมารโลหิตเซวียซา’
นั่นคือสามบรรทัดที่บรรยายถึงสถานที่แห่งนี้!
และนางกำลังยืนอยู่ในสำนักที่ว่า ในฐานะหนึ่งใน ‘ศิษย์ร้อยกว่าชีวิต’ ที่กำลังจะกลายเป็นเศษก้อนเนื้อในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า!
นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ











