Se connecter“แล้วคุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ ว่าด้านหน้ามีผลทับทิมน้ำนมอยู่”
“กลิ่นน่ะ”
“
เฟิ่งจิ่ว จื่อซู่ และจื่อถิงต่างก็นิ่งสงบ ราวกับรู้ว่ายามนี้คุณหนูของตนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก สิ่งที่พวกเขาทั้งสามทำในระหว่างที่ไป๋เสวี่ยกำลังใช้สมาธิ คือเฝ้าระวังโดยรอบ เพื่อไม่ให้ไป๋เสวี่ยเป็นอันตรายจากภัยคุกคามภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้น“หรือว่าพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลมกัน” ผู้เป็นคุณหนูพึมพำ แต่หากเป็นคนของเกาะสายลมจริง เหตุใดจึงมีพลังอยู่ในระดับจิตวิญญาณได้ถ้าหากพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลม ดูท่าแล้วเกาะสายลมในความคิดของผู้อื่น กับเกาะสายลมในความเป็นจริงคงจะแตกต่างกันน่าดูหลังจากนิ่งไปไม่นาน ไป๋เสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมา ตอนแรกก็ว่าจะไม่ยุ่งเพราะนางเพียงแค่ผ่านทางมาเท่านั้น แต่หากความจริงแล้วพวกเขาเป็นคนของเกาะสายลมจริง ๆ ไม่แน่ว่าการยื่นมือเข้าไปช่วยครั้งนี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้ไป๋เสวี่ยคิดว่าเด็กชายคนนั้นคงจะเป็นคนสำคัญแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีองครักษ์ระดับจิตวิญญาณคอยดูแล อีกทั้งเขายังรู้จักผลทับทิมน้ำนมอีกด้วย ดูอย่างไรก็ไม่น่าใช่คนธรรมดาสามัญนางเองก็ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีงามถึงขั้นช่วยคนโดยไม่หวังผลตอบแทน การใช้ชีวิตมานาน ทำให้นางไม่ไร้เดียงสาเช่นนั
“แล้วคุณหนูใหญ่รู้ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ ว่าด้านหน้ามีผลทับทิมน้ำนมอยู่”“กลิ่นน่ะ”“?”“ข้าได้กลิ่นของน้ำนม”คำตอบของไป๋เสวี่ยทำให้จื่อถิงกะพริบตาลงอย่างสับสน เพราะขนาดเดินมาไกลจากจุดแรกที่พวกนางอยู่ นางก็ยังไม่ได้กลิ่นของน้ำนมที่ไป๋เสวี่ยบอกเลยแม้แต่น้อยแต่คุณหนู...ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกก็อยู่ห่างออกไปถึงเพียงนั้น กลับได้กลิ่นของน้ำนม และรับรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นกลิ่นของผลไม้พลังวิญญาณชนิดใดต้องอย่างนี้สิ คุณหนูใหญ่ของนางช่างเก่งกาจยิ่งพรึ่บ!จื่อถิงยังไม่ทันได้ถามคำใดต่อ เฟิ่งจิ่วที่ให้ไปสืบความด้านหน้าก็กลับมาพอดี ร่างระหงขององครักษ์รีบตรงมาหาไป๋เสวี่ยพร้อมเอ่ยรายงานถึงสถานการณ์เบื้องหน้า“มีสัตว์วิญญาณอยู่ด้านหน้าราวยี่สิบตัวเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ ครึ่งหนึ่งเป็นสัตว์วิญญาณระดับจิตวิญญาณ มีสองตัวที่เป็นสัตว์วิญญาณระดับศักดิ์สิทธิ์ ที่เหลือเป็นสัตว์วิญญาณระดับสูงเจ้าค่ะ พวกมันกำลังต่อสู้กับคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อแย่งชิงผลไม้พลังวิญญาณชนิดหนึ่งเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วอธิบายสิ่งที่ตนได้รู้มาให้ไป๋เสวี่ยฟังโดยละเอียด
ทั้งสี่คนมุ่งตรงไปยังทิศทางที่เป็นจุดกำเนิดของเสียง ระหว่างนั้นไป๋เสวี่ยก็ได้กลิ่นของน้ำนมชัดเจนมากยิ่งขึ้น กลิ่นมันหอมหวนเป็นเอกลักษณ์อีกทั้งยังไม่รู้สึกคาวเหม็น แตกต่างจากน้ำนมของวัวอย่างสิ้นเชิงไป๋เสวี่ยตั้งแต่ชาติก่อนเป็นคนที่ไม่ชอบกลิ่นของนมเท่าใด เพราะมันทำให้หวนนึกถึงมารดา...ของแบบนั้นนางไม่มีแล้ว นางจึงไม่อยากจะนึกหรือระลึกถึงแต่พอโตมาเรื่อย ๆ ยิ่งนานวันแม้ความรู้สึกต่อมารดาจะแปรเปลี่ยน จากเกลียดชังก็กลายเป็นไร้ความรู้สึก หรือพูดง่าย ๆ คือหมดเยื่อใยต่อกันแล้ว จะเป็นหรือจะตายอย่างไร นางก็ไม่คิดสนใจแต่ความรู้สึกไม่ชอบกลิ่นของนมยังคงไม่เปลี่ยนไป นางดื่มได้ กินได้เพียงแต่ว่านางไม่ชอบ แต่กลิ่นน้ำนมที่มาจากผลทับทิมน้ำนม กลิ่นของมันแตกต่างเป็นอย่างมากไป๋เสวี่ยไม่ปฏิเสธว่ากลิ่นนี้ทำให้นางอยากจะลองกินผลทับทิมน้ำนมดูสักครั้ง ตอนนี้จึงเข้าใจแล้ว ว่าเพราะเหตุใดสัตว์วิญญาณมากมายจึงหมายจะแย่งชิงมันเพราะแม้แต่นางที่ไม่ได้ชื่นชอบ ยังถูกกลิ่นของผลทับทิมดึงดูดได้เลยช่างน่าประหลาดยิ่งนัก“เฟิ่งจิ่ว เจ้าไปดูว่าด้านหน้ามีสัตว์วิญญาณมา
ในสามคนนี้แม้ว่าจื่อถิงจะมีพลังอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดนั่นคือระดับสูง แต่นางก็ตั้งใจระวังภัยให้กับคุณหนูของตนเป็นอย่างดี แต่เพียงก้าวเท้าเข้ามาในป่าสายลมไม่ทันไร คนทั้งหมดก็ถูกสายลมพัดใส่อย่างรุนแรงและเกรี้ยวกราด ราวกับต้องการขับไล่ให้พวกนางกลับออกไป“มีสมาธิ อย่าว่อกแว่ก อย่าใช้พลังเด็ดขาด” ไป๋เสวี่ยเตือนแม้จื่อซู่ จื่อถิงและเฟิ่งจิ่วจะไม่รู้ว่าไป๋เสวี่ยรู้ได้อย่างไรว่าควรทำเช่นไร หรือคำพูดของนางถูกต้องหรือไม่ แต่พวกเขาก็ทำตามแต่โดยดีด้านไป๋เสวี่ยเอง นางไม่ได้รู้ แต่นางเพียงแค่มีความรู้สึกว่าห้ามใช้พลังเด็ดขาด ถ้าอยากจะผ่านป่าแห่งนี้ไปให้ได้และไป๋เสวี่ยก็มักจะเชื่อสัญชาตญาณของตนเสมอป่าสายลม มีไว้เพราะผู้คนที่ไร้พลัง มันปกป้องพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงคาดว่าตนก็ไม่ควรจะใช้พลังในตอนนี้ และสิ่งที่นางคิดก็ถูกต้อง เมื่อสายลมที่บ้าคลั่งในตอนแรก ลดความรุนแรงลงมาแล้วแม้ว่าสายลมในป่าสายลมจะไม่ได้สงบ เทียบเท่าป่าอื่น ๆ แต่การที่ไป๋เสวี่ยสามารถเดินต่อไปได้ ก็แสดงว่านางมาถูกทาง“คุณหนูใหญ่...”“จำไว้ หากไม่จำเป็น อย่าใช้พลังเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
นางไม่ได้กังวล แต่ไม่ใช่ว่านางประมาท เพราะไป๋เสวี่ยได้ให้ไม้ตายเอาไว้กับจื่อซู่ จื่อถิงและเฟิ่งจิ่วแล้ว ซึ่งนั่นก็คือพิษชนิดหนึ่งที่นางคิดค้นขึ้นมาเอง มันออกฤทธิ์คล้ายยาสลบ เพียงแค่สูดดมก็ทำให้สลบไปเป็นเวลาหลายชั่วยามที่ไป๋เสวี่ยมอบยาพิษชนิดนี้เป็นไม้ตาย เป็นเพราะว่านางไม่ต้องการสังหารผู้ใด คนเหล่านั้นหากไป๋เสวี่ยสังหารพวกเขา ก็รังแต่จะเพิ่มความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อคนชนชั้นสูงและขุมอำนาจให้มีมากยิ่งขึ้นนางมาที่นี่เพื่อหาคน ไม่ได้มาที่นี่เพื่อสุมไฟ และเติมความโกรธแค้นลงไปอีก สิ่งใดทำไปแล้วไม่เกิดประโยชน์อีกทั้งยังสร้างปัญหา ไป๋เสวี่ยก็ไม่คิดจะทำ“ข้างหน้าเป็นป่าสายลมขอรับ ก่อนจะถึงเกาะสายลมเราจะต้องผ่านป่าแห่งนี้ไปก่อน เมื่อพ้นป่าสายลมไปแล้วเราจะเจอกับท่าเรือที่จะพาเราไปยังเกาะสายลมขอรับ” จื่อซู่พูดขึ้นมา เมื่อมองเห็นป่าไม้ที่มีลมกรรโชกอย่างรุนแรงซึ่งอยู่เบื้องหน้าไป๋เสวี่ยเองก็รู้ข้อมูลมาบ้างแล้วว่าเกาะสายลม ล้อมรอบไปด้วยป่าสายลมที่จำเป็นต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น และเมื่อผ่านป่าไปได้ ก็จะเจอกับทะเลสาบที่กว้างใหญ่ไพศาล ถ้าหากอยากจะไปเยือนเกาะสายลม ก็
ฟิ้วสายลมพัดผ่านร่างเล็ก ๆ ที่นั่งอ่านตำราอย่างสงบอยู่บนแผ่นหลังของเหยี่ยวเพลิงสีแดงสดนามว่าเสี่ยวหงไป๋เสวี่ยสัมผัสได้ถึงสายลมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเสี่ยวหงเข้าใกล้เกาะสายลมอันเป็นสถานที่อยู่อาศัยของคนชนชั้นล่างไปจนถึงคนชั้นต่ำมากกว่าเดิมการเดินทางมาเกาะสายลมครั้งนี้ ไป๋เสวี่ยพาคนมาด้วยสามคน นั่นก็คือจื่อซู่ จื่อถิง และเฟิ่งจิ่ว ที่ไป๋เสวี่ยยอมรับนางเป็นองครักษ์ประจำกายอีกคนคู่กับจื่อซู่จากที่สัมผัสมาโดยตรง สามคนสนิทของนางนั้น นิสัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจริง ๆ จื่อซู่นั้นเด็ดเดี่ยวและจริงจังกับงาน เขาเป็นคนที่พูดน้อยกับคนอื่น มีเหตุผล แต่ก็เป็นคนที่จิตใจดีจื่อถิงเรียบร้อยอ่อนหวาน การปรนนิบัติรับใช้ไม่เคยขาดตกบกพร่อง และเป็นคนที่มีความเป็นสตรีสูงมากเฟิ่งจิ่วมุ่งมั่น ดุดัน ถ้าให้พูดง่าย ๆ คือเป็นคนสวยสังหาร ไป๋เสวี่ยแน่ใจว่าเฟิ่งจิ่วสามารถเด็ดหัวคนออกมาได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำทั้งสามแตกต่าง แต่ก็ยังมีสิ่งที่คล้ายกันนั่นคือความเด็ดขาด พวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของนางอย่างเคร่งครัด และไป๋เสวี่ยก็พอใจมากในเรื่องนี้







