เข้าสู่ระบบ“บ้านหนูอยู่หลังนั้นไงคะ” เธอชี้ไปยังบ้านสองชั้นที่ปลูกถัดไปจากเขตรั้วบ้านของเขา
นวัชพยักหน้าร้องอ้อทันที เพราะบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของสุชาติกับอรดี สองผัวเมียนักพนัน
เช่นนั้น...เด็กสาวคนนี้คงเป็นบุตรสาวของสุชาติกระมัง เพราะเขาเคยได้ยินมาว่าสุชาติมีบุตรสาวกับภรรยาเก่าหนึ่งคน และไปเรียนหนังสืออยู่ที่ตัวเมือง แต่บุตรสาวของสุชาติในจินตนาการของเขาคือเด็กหญิงวัยประถม หรือมัธยมต้น ไม่ใช่สาวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูแบบนี้
นวัชชี้ไปที่ลูกแมวพลางเอ่ยว่า “หากรงหรือกั้นคอกให้มันอยู่ดีกว่าไหม อย่าให้หลุดออกมาเดินแถวนี้ ถ้าเจอหมาตัวโตเข้าจะแย่เอานะ เพราะหมาบางตัวมันไม่ชอบแมว”
เขาพูดจบเธอก็ทำหน้าเศร้า เอ่ยเสียงเบาว่า
“หนูเลี้ยงมันไม่ได้หรอกค่ะ พ่อกับแม่ไม่ให้เลี้ยง นี่หนูแอบเลี้ยงมันไว้ตรงข้างรั้วหลังบ้าน เอาสุ่มไก่ครอบไว้เพราะกลัวมันเดินเพ่นพ่าน ไม่คิดว่ามันจะหลุดออกมาจนได้ คราวนี้คงต้องหาอะไรหนัก ๆ ไปวางทับไว้บนสุ่มแล้ว ไม่อย่างนั้นคงแอบหนีออกมาอีก”
“แล้วแอบเลี้ยงไว้ข้างรั้วแบบนี้ พ่อกับแม่จะไม่รู้รึไง”
เธอแค่เอาสุ่มไก่มาครอบ ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องเห็นอยู่แล้วถ้าอยู่ในรั้วบ้านของตนเอง แต่หญิงสาวกลับยิ้มเล็กน้อย และไม่รู้ว่าเขารู้สึกไปเองหรือเปล่า เพราะรอยยิ้มนั่นดูฝืดเฝื่อนเต็มที
“ไม่รู้หรอกค่ะ พวกเขาไม่เดินมาหลังบ้านหรอก” พูดถึงตรงนี้เธอก็คลี่ยิ้มกว้าง คล้ายพยายามทำเสียงให้รื่นเริง แล้วเอ่ยต่อ
“เจ้าถุงทองนับว่าเป็นแมวที่โชคดีมากเลยนะคะ เพราะพี่น้องมันอีกสามตัวตายหมดเลย แม่มันก็ถูกหมากัดตาย หนูเห็นแล้วสงสารค่ะก็เลยเอามาเลี้ยงไว้”
“แล้วเวลาไปโรงเรียนก็จะขังมันไว้ในสุ่มไก่นั่นน่ะหรือ เลี้ยงได้กี่วันแล้วเนี่ย พามันไปหาหมอฉีดวัคซีนอะไรบ้างรึยัง”
ดูแล้วเธอน่าจะเพิ่งรับแมวตัวนี้มาเลี้ยง ตัวมันเล็กมาก น่าจะอายุแค่สองเดือนเองกระมัง
หญิงสาวยิ้มแหยพลางส่ายหน้าช้า ๆ “หนูเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้สี่วันเองค่ะ ก็เลยเพิ่งเลี้ยงได้สี่วัน ยังไม่เคยพามันไปหาหมอเลย ว่าแต่...ค่าวัคซีนของแมวนี่แพงไหมคะอา”
เรียกอา...อีกแล้ว เขาไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไรกับคำเรียกแบบนี้จากพวกเด็กสาว ๆ ทั้งที่รู้ดีว่าเธอเรียกไปตามมารยาท คนแถวนี้ส่วนใหญ่จะเรียกเขาว่าเฮียวัช คนมีอายุหลายคนก็ยังเรียกเขาว่าเฮียเลย จะมีแต่เด็กตัวเล็ก ๆ เท่านั้นที่เรียกเขาว่าลุง หรืออาวัช
“ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ไม่เคยเลี้ยงแมว แล้วนี่...ชื่ออะไรหรือ”
แม้จะเคยได้ยินสุชาติเอ่ยถึงบุตรสาวอยู่บ้าง แต่เขาไม่ได้สนใจว่าชื่ออะไร จึงตัดสินใจถามกับเจ้าตัวเสียเลย
“ถุงทองค่ะ เพราะขนมันสีส้ม ๆ ทอง ๆ หนูเลยตั้งชื่อว่าถุงทอง เผื่อมันจะกวักเงินกวักทองเข้าบ้านมั่ง” เธอยิ้มร่า และเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะเขาถามชื่อเธอ แต่เธอกลับตอบชื่อแมวเสียได้
“หมายถึงเราน่ะชื่ออะไร เป็นลูกสาวอาสุชาติใช่ไหม”
“อ้าว หนูนึกว่าถามชื่อแมว ใช่ค่ะ หนูเป็นลูกสาวเขา หนูชื่อทับทิมค่ะ แล้วอาล่ะคะ”
“เรียกผมเฮียวัชดีกว่า คนแถวนี้เรียกกันแบบนี้ทั้งนั้น”
ถ้าเธออายุไม่ถึงสิบขวบ เขาจึงจะอนุญาตให้เธอเรียกเขาว่าอา แต่นี่เธอเป็นสาวแล้ว เรียกน้าเรียกอาแบบนี้ฟังแล้วแปร่งหูพิกล
“อ๋อ เฮียวัช บ่อปลาแสนบุศย์!” ทับทิมทำตาโต เธอคงรู้เรื่องของเขามาบ้างจากบิดาของเธอ
“อืม...เรารีบกลับบ้านเถอะ ดึกแล้ว เดี๋ยวพ่อจะเป็นห่วง” เขาพูดถึงตรงนี้ก็นึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามเธอว่า
“จริงสิ เราเข้ามาในเขตบ้านนี้ได้ยังไง มีรั้วลวดหนามกั้นอยู่ไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ...คือ...” หญิงสาวมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่สุดท้ายก็ยอมพูดออกมาจนได้
“รั้วตรงนู้นลวดมันขาดค่ะ หนูเลยมุดเข้ามาได้”
หัวคิ้วของนวัชขมวดมุ่นทันทีที่ได้ยิน
“ลวดขาดงั้นหรือ เป็นไปได้ยังไง ลวดเส้นใหญ่ขนาดนั้นไม่น่าจะขาดได้นะ พาผมไปดูหน่อยได้ไหม”
ทับทิมพยักหน้าแล้วเดินนำเขาไปทางด้านหลังของตัวบ้าน เมื่อพ้นแสงจากหลอดไฟแล้วรอบด้านจึงมืดพอสมควร นวัชเปิดไฟฉายอีกครั้งแล้วเดินขึ้นนำหน้าหญิงสาว อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นเขตพื้นที่บ้านของเขา หากทับทิมถูกงูกัด หรือถูกสัตว์มีพิษทำอันตรายเข้าแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมา เขาคงไม่มีปัญญาหาลูกสาวไปคืนสุชาติแน่
“เดินตามหลังผมดีกว่า แค่ชี้บอกว่าตรงไหนก็พอ”
ทั้งสองคนเดินไปยังรั้วที่กั้นระหว่างสองบ้านโดยไม่ได้พูดอะไรกันอีก จนกระทั่งถึงจุดที่ทับทิมบอกว่าลวดขาด เขาจึงใช้ไฟฉายไปส่องดูใกล้ ๆ
นี่ไม่ใช่รอยขาดที่เกิดจากสนิมกัดเซาะ แต่เป็นเพราะมีคนใช้เครื่องมือมาตัดมันมากกว่า!
นวัชไม่ได้พูดอะไร และไม่แสดงสีหน้าอะไรให้เธอเห็น เขาเพียงหันไปมองหญิงสาวแล้วถามว่า
“เราเข้ามาทางนี้ใช่ไหม แล้วนี่พ่อเราอยู่รึเปล่า”
“ใช่ค่ะ หนูเข้ามาทางนี้ ส่วนพ่อกับแม่...ยังไม่กลับค่ะ คงกลับดึก ๆ มั้ง” ประโยคหลังเธอตอบไม่ค่อยเต็มเสียง ทำให้เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นนักพนันตัวยง แต่ละวันใช้ชีวิตอยู่ในบ่อนเสียส่วนใหญ่ จนแทบจะกินนอนอยู่ที่นั่น
นวัชหันไปมองหญิงสาว อดสงสารเธอไม่ได้ สองผัวเมียนั่นก็เหลือเกิน ถึงกับกล้าทิ้งให้บุตรสาวอยู่เพียงลำพังในบ้านสวน ก่อนหน้านี้ไม่เท่าไร เพราะทับทิมคงอยู่หอพักใกล้กับโรงเรียน แต่ตอนนี้เธอกลับมาอยู่บ้านแล้ว แทนที่จะอยู่กับลูก กลับพากันออกไปเล่นพนันโดยไม่สนใจอะไร
“ถ้างั้นผมจะไปส่งหน้าบ้าน ไปเถอะ”
“ไม่เป็นไรค่ะอา เอ๊ย เฮียวัช หนูกลับเองได้ ใกล้แค่นี้เอง”
เธอพยักหน้าไปทางบ้านสองชั้นที่ตั้งอยู่กลางสวน
“เถอะน่า ผู้ใหญ่เขาหวังดี เราก็อย่าดื้อ เกิดถูกงูกัดขึ้นมาจะทำยังไง”
เขาบุ้ยหน้าเป็นเชิงให้เธอลอดรั้วเข้าไปก่อน เมื่อทับทิมลอดไปแล้ว เขาจึงลอดตามเข้าไป
ระหว่างทางที่เดินไปยังบ้านของเธอนั้น นวัชคอยใช้ไม้ที่เก็บได้จากแถวนั้นเคาะไปตามพุ่มไม้ต่าง ๆ เพื่อไล่สัตว์ร้ายไปจนถึงบ้านของเธอ
ทับทิมเดินไปทางหลังบ้าน เขาเห็นสุ่มไก่วางอยู่ข้างโอ่ง จึงรู้ทันทีว่าตรงนั้นคือที่นอนของเจ้าถุงทอง ซึ่งเป็นตามคาด เพราะหญิงสาวปล่อยแมวไว้ในสุ่ม จากนั้นเดินไปเอากะละมังใบใหญ่มาครอบทับด้านบนเอาไว้แล้วก้มลงไปพูดกับมันว่า
“อย่าหนีออกไปอีกนะถุงทอง แล้วก็อย่าร้องด้วย รู้รึเปล่า”
นวัชมองไปรอบด้าน บ้านหลังนี้ใช่ว่าเขาไม่เคยมา เขามาหลายครั้งแล้วเพราะบ้านอยู่ติดกัน แต่ไม่เคยเจอทับทิม เมื่อก่อนเขารู้สึกเฉย ๆ กับที่นี่ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามันเปลี่ยวเกินกว่าหญิงสาวตัวคนเดียวจะพักอาศัยอยู่ได้
“พกโทรศัพท์ติดตัวมารึเปล่า เอามาให้ผมหน่อย”
เขาแบมือไปตรงหน้าทับทิม เห็นเธอเลิกคิ้วขึ้นราวกับสงสัยการกระทำของเขา
“เฮียจะใช้โทรศัพท์หรือคะ”
แม้จะถามอย่างนั้น แต่เธอก็ยังหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง ปลดล็อกหน้าจอแล้วยื่นส่งให้
เขารับมาถือไว้ พิมพ์ตัวเลขสิบตัวลงไปแล้วกดโทร. ออก จากนั้นบันทึกเบอร์ที่โทร. ออกเมื่อครู่ไว้ในรายชื่อผู้ติดต่อ เสร็จเรียบร้อยจึงส่งโทรศัพท์คืนให้เธอ
“นี่เบอร์ผม ระหว่างที่พ่อกับแม่ยังไม่กลับ ถ้าเกิดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือมีเรื่องอะไรก็โทร. หาผมได้ ไม่ต้องเกรงใจเพราะยังไงเสียบ้านเราก็อยู่ติดกัน”ทับทิมยกมือไหว้เขา ก่อนรับโทรศัพท์คืนไป“ขอบคุณค่ะเฮีย เฮียใจดีจัง”เขายิ้มอ่อน แล้วโบกมือให้เธอเข้าไปในบ้าน เมื่อเห็นเธอเข้าบ้านไปแล้ว เขาจึงเดินกลับไปตรงรั้วที่ลวดขาดตรงนั้นทันทีนวัชก้มตัวลงเพื่อสำรวจรอยตัดของรั้วลวดหนามให้ชัด ๆ รอยตัดเรียบสนิทแบบนี้จะต้องเป็นฝีมือของใครสักคนแน่นอน น่าเสียดายที่หลังบ้านเขาไม่ได้ติดกล้องวงจรปิดไว้ เพราะคิดว่าละแวกนี้มีแต่คนกันเอง ไม่น่าจะมีโจรหรือขโมย จึงติดแค่หน้าบ้าน แต่เห็นทีคราวนี้คงต้องระวังกันสักหน่อยแล้วกระมังเขาไม่อยากสงสัยใคร โดยเฉพาะสุชาติกับอรดี เป็นเพื่อนบ้านกันมาแรมปี ต่อให้สองคนนี้จะเป็นนักพนันตัวยง แต่ก็ไม่เคยลักเล็กขโมยน้อย อีกทั้งเขาคิดว่าสุชาติไม่น่าจะกล้าทำ เพราะตอนนี้เขาเป็นเจ้าหนี้ของอีกฝ่ายอยู่สามปีแล้วที่สุชาติเอาบ้านและที่ดินมาจำนองกับเขาไว้เพื่อแลกกับเงินสดหนึ่งล้านบาท สองเดือนแรกอีกฝ่ายยังผ่อนส่งดอกเบี้ยและเงินต้นให้เขาอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นก็ส่งแต่ดอกเบี้ย ไม่มีเงินต้น จนก
“บ้านหนูอยู่หลังนั้นไงคะ” เธอชี้ไปยังบ้านสองชั้นที่ปลูกถัดไปจากเขตรั้วบ้านของเขานวัชพยักหน้าร้องอ้อทันที เพราะบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของสุชาติกับอรดี สองผัวเมียนักพนันเช่นนั้น...เด็กสาวคนนี้คงเป็นบุตรสาวของสุชาติกระมัง เพราะเขาเคยได้ยินมาว่าสุชาติมีบุตรสาวกับภรรยาเก่าหนึ่งคน และไปเรียนหนังสืออยู่ที่ตัวเมือง แต่บุตรสาวของสุชาติในจินตนาการของเขาคือเด็กหญิงวัยประถม หรือมัธยมต้น ไม่ใช่สาวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูแบบนี้นวัชชี้ไปที่ลูกแมวพลางเอ่ยว่า “หากรงหรือกั้นคอกให้มันอยู่ดีกว่าไหม อย่าให้หลุดออกมาเดินแถวนี้ ถ้าเจอหมาตัวโตเข้าจะแย่เอานะ เพราะหมาบางตัวมันไม่ชอบแมว”เขาพูดจบเธอก็ทำหน้าเศร้า เอ่ยเสียงเบาว่า“หนูเลี้ยงมันไม่ได้หรอกค่ะ พ่อกับแม่ไม่ให้เลี้ยง นี่หนูแอบเลี้ยงมันไว้ตรงข้างรั้วหลังบ้าน เอาสุ่มไก่ครอบไว้เพราะกลัวมันเดินเพ่นพ่าน ไม่คิดว่ามันจะหลุดออกมาจนได้ คราวนี้คงต้องหาอะไรหนัก ๆ ไปวางทับไว้บนสุ่มแล้ว ไม่อย่างนั้นคงแอบหนีออกมาอีก”“แล้วแอบเลี้ยงไว้ข้างรั้วแบบนี้ พ่อกับแม่จะไม่รู้รึไง”เธอแค่เอาสุ่มไก่มาครอบ ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องเห็นอยู่แล้วถ้าอยู่ในรั้วบ้านของตนเอง แต่หญิงสาวกลับยิ้มเล็
สามเดือนก่อนชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งกอดเข่ามองท้องฟ้าสีดำเพราะความมืดของราตรีกาลปกคลุม คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ท้องฟ้าจึงมีสีดำสนิท ทว่าถึงแม้มันจะมืดมิด แต่กลับทำให้แสงระยิบระยับของดวงดาวบนฟ้าชัดเจนขึ้นตอนนี้ไม่รู้เป็นเวลาเท่าไร เขารู้แต่ว่าน่าจะเลยเที่ยงคืนไปแล้ว เขานึกว่าตนจะสามารถข่มตาหลับลงได้ หลังจากได้ทราบข่าวสำคัญ กลับกลายเป็นว่าข่าวนั้นทำให้เขาต้องมานั่งจับเจ่าอยู่บนแคร่หน้าบ้านกลางดึกเขานึกถึงบทสนทนาที่เพื่อนคนหนึ่งโทรศัพท์มาแจ้งข่าวเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา“ไอ้วัช! เสี่ยกวงตายแล้วนะ”“หา! เป็นไรตาย” นวัชขมวดคิ้วมุ่น ตกใจกับข่าวที่ได้ยินไม่น้อย“ฆ่าตัวตายเมื่อคืน ใช้แปรงสีฟันแทงคอตัวเอง”“เมื่อวานศาลตัดสินแล้วไม่ใช่หรือว่าจำคุกตลอดชีวิต ไม่ได้ถูกประหารสักหน่อย ประเทศนี้มีโทษประหารที่ไหนแล้วจะฆ่าตัวตายทำไมวะ” นวัชลูบคางตนเองอย่างใช้ความคิด“พอรู้ว่าต้องติดคุกตลอดชีวิตเลยชิงฆ่าตัวตายก่อนละมั้ง หรือไม่ก็อาจจะมีคนในนั้นเป็นคนทำ”พอปลายสายบอกมาแบบนั้น นวัชจึงพยักหน้าช้า ๆ เพราะเขาเองก็คิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้เช่นกันเสี่ยกวงที่เขารู้จักไม่ใช่คนใจเด็ดพอที่จะฆ่าตัวตายได้...แปรงสีฟันแทงคอ
นวัชมองคนที่ก้มหน้าเซ็นเอกสารด้วยสายตาเรียบเฉย ทั้งที่ในใจไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ผู้ชายคนนี้เอาบ้านและที่ดินมาจำนองกับเขาไว้หลายปีแล้วไม่มีเงินมาไถ่ถอนออกไป ดอกเบี้ยก็ไม่เคยส่ง สุดท้ายเขาจึงต้องใจร้าย ทำการยึดที่ดินผืนนั้นเสีย“ไม่คิดเสียดายบ้างรึไง”เขารู้ว่าถามไปก็เท่านั้น เพราะชายตรงหน้าคลุกคลีกับการพนันจนเป็นเกิดเรื่องวุ่นวายไปหมด“โธ่ เฮียครับ ไอ้เสียดายมันก็เสียดายอยู่ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ผมไม่มีเงินมาไถ่ออกไปนี่นา” สุชาติเอ่ยเสียงอ่อย ก่อนจะถอนหายใจราวกับกลัดกลุ้มเสียเต็มประดา เอ่ยต่ออีกว่า“ห่วงก็แต่นังทับทิมลูกผมนั่นแหละครับเฮีย ถ้ามันรู้ว่าอีกหน่อยจะไม่มีบ้านไว้ซุกหัวนอนอีก ไม่รู้จะทำยังไง ผมกับเมียยังไปเช่าห้องถูก ๆ อยู่ได้ แต่ผมเป็นห่วงลูกสาวจริง ๆ”นวัชเริ่มรู้สึกได้ถึงความนัยบางอย่างที่อีกฝ่ายกำลังสื่อออกมา ทับทิม บุตรสาวคนเดียวของสุชาติไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่จะเอาไปฝากฝังไว้บ้านญาติ หรือให้ไปอยู่สถานสงเคราะห์เหล่านั้นได้ แต่โตเป็นสาวสะพรั่ง กำลังเรียนอยู่ปีสี่ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวเมือง“ก็ให้ลูกไปเช่าหอพักแถวมหาลัยเอาสิ สมัยนี้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยมีเยอะแยะไป” เขาห







