Masuk“อย่างเธอก็เป็นได้แค่ของเล่นที่ฉันยังไม่เบื่อแค่นั้นแหละ” เธอก็แค่บุตรสาวของลูกหนี้ที่เข้ามาทำงานชดใช้หนี้ แต่ค่ำคืนแสนเร่าร้อนจะเปลี่ยนชีวิตของหมวยไปตลอดกาล... จางเฟยหลง คุณจางดูเย็นชา แข็งกร้าว ปากแข็ง ดูเหมือนคนไม่สนใจความรู้สึกของใคร แต่คุณจางคอยห่วงหมวยเสมอ จาง เฟยหลง อายุ 33 ปี ส่วนสูง 188 เซนติเมตร หน้ำหนัก 83 กิโลกรัม รอบเอว 64 เขาคือชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเยือกเย็น ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวยามจ้องเหยื่อ ทั้งเฉียบคมและเด็ดขาด คิ้วเข้มพาดเฉียง กรามแข็งแรงบอกถึงความมุ่งมั่นและไม่หวั่นไหว ไหล่กว้างรับกับแผงอกผายอย่างอบอุ่น ผิวขาวเนียนตัดกับเส้นผมสีดำสนิท หมวยลิน อายุ 20 ปี ส่วนสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนัก 46 กิโลกรัม หมวยลิน หญิงสาววัยยี่สิบปีผู้เปล่งประกายความงามดั่งหยกขาว เธอมีใบหน้ารูปไข่หวานละมุนรับกับลำคอระหง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลทองเปล่งประกายวาววับ คิ้วเรียวโค้งดั่งเสี้ยวจันทร์ตัดกับจมูกเล็กได้รูป ริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อดูน่าลิ้มลอง ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะแรกของฤดูหนาว เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับพลิ้วไหวราวม่านหมอก เธอมีรูปร่างเพรียวบางได้สัดส่วนโค้งเว้าเด่นชัดดูอ่อนช้อยแต่เย้ายวน
Lihat lebih banyakอารัมภบท
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีเทาเข้มเป็นอมฟ้าจาง ๆ แสงอาทิตย์สีเหลืองยามใกล้ลาลับขอบฟ้าตกกระทบพื้นถนนที่ฉ่ำแฉะ ละอองฝนที่เพิ่งหยุดยังลอยวนอยู่ในอากาศ กลิ่นหยาดฝนลอยแตะจมูก สายลมเย็น ๆ พัดผ่านตรอกซอกซอย ตึกสามชั้นเรียงรายกันทอดยาวออกไปจนสุดลูกตา บางบ้านทาสีซีดจาง บางบ้านมีเถาวัลย์ไต่เลื้อยตามผนัง ร้านค้าเก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่รุ่นยาย และเสียงพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองทำให้ย่านนี้ไม่เคยเงียบเหงา
ตึกแถวหัวโค้งหลังนี้ตั้งตระหง่านในชุมชนเก่าแก่ สร้างมานานมากกว่าสามสิบปี ราวกับเป็นผู้เฝ้ามองเรื่องราวที่เคยเข้ามาและผ่านไป สีของผนังซีดจางลงตามกาลเวลา แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวขนาดเล็ก
เถาวัลย์เลื้อยพันริมกำแพงเหมือนธรรมชาติที่คอยแต่งเติมให้กับอาคารพาณิชย์ขนาดสามชั้น ขณะที่สายไฟระโยงระยางอยู่ช่องหน้าต่างที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ
แสงแดดยามเย็นทาบทาบนผิวตึก กลิ่นละอองฝนยังคงติดอยู่ตามซอกซอย ภายในตึกแถวขนาดสามชั้นเปิดไฟสีเหลืองอุ่นส่องสว่างไปทั่วบริเวณชั้นหนึ่ง จานกับข้าวมื้อเย็นวางอยู่บนโต๊ะไม้ในครัวเล็ก ๆ อบอวลไปด้วยกลิ่นของข้าวสวยร้อน ๆ ที่เพิ่งตักออกมาจากหม้อ
แกงจืดเต้าหู้หมูสับส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ กระตุ้นต่อมรับรสชวนให้น้ำลายไหล เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ก้าวมาหยุดอยู่ตรงโต๊ะไม้พร้อมกับร่างเล็กของอาม่าวัยเจ็ดสิบแปดปี อาม่าทับทิมสวมเสื้อผ้าฝ้ายลายดอกเล็กสีชมพูกับกางเกงผ้าขากว้างสีกรมดูสะอาดสะอ้าน
ผมหงอกขาวให้ความรู้สึกเหมือนผ่านโลกมามากมาย เสริมภาพลักษณ์ดูสง่างาม ดวงตาสีน้ำตาลภายใต้กรอบแว่นตาสีใสมองดูอาหารบนโต๊ะ สองมือของอาม่าทับทิมไพล่หลังขณะเดินไปหยิบซองยาหอมมาสูดดม
“อาม่าวันนี้หมวยทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับของโปรดอาม่าเลยนะ” น้ำเสียงสดใสเปล่งวาจาขึ้น ขณะเดียวกันอาม่าทับทิมหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ ลมเย็นพัดเอาชายเสื้ออาม่าปลิวเบา ๆ พาเอากลิ่นของดอกเข็มที่ปลูกอยู่หน้าบ้านปะปนกับกลิ่นน้ำมันมวยที่ติดอยู่บนเสื้อ
หมวยลิน หญิงสาววัยยี่สิบปีผู้เปล่งประกายความงามดั่งหยกขาว เธอมีใบหน้ารูปไข่หวานละมุนรับกับลำคอระหง ดวงตากลมโตสีน้ำตาลทองเปล่งประกายวาววับราวกับดวงดาวระยิบระยับในราตรีอันสงบ คิ้วเรียวโค้งดั่งเสี้ยวจันทร์ตัดกับจมูกเล็กได้รูป ริมฝีปากอิ่มสีแดงระเรื่อดูน่าลิ้มลอง
ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดราวกับหิมะแรกของฤดูหนาว เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับพลิ้วไหวราวม่านหมอก เธอมีรูปร่างเพรียวบางได้สัดส่วนโค้งเว้าเด่นชัดดูอ่อนช้อยแต่เย้ายวน
หมวยเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างอาม่า พร้อมกับในมือถือชามข้าวสวย ฝ่ามือหยาบของอาม่าทับทิมทาบทาลงบนเรียวแขนเบาของหมวยเบา ๆ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาขึ้น
“อาหมวยไปเอาขวดน้ำปลามาให้หน่อย”
“อาม่าอีกแล้วนะคะ กินเยอะมันไม่ดีต่อสุขภาพนะ”
“เนี่ย เอามาใส่ข้าวนิดเดียวเอง ลื้อลุกไปเอาให้อั๊วะหน่อยนะ อายุปูนนี้แล้วหัวเข่าก็ไม่ค่อยจะดี”
“ก็ได้ค่ะ แต่ม่าต้องสัญญากับหมวยก่อนว่าจะใส่แค่นิดเดียว”
“อืม ๆ ลุกไปเอามาได้แล้ว อั๊วะจะได้กินข้าว”
“ได้ค่ะ รอก่อนนะคะ”
เมื่อพยักหน้ารับปากอาม่าแล้ว รูปร่างอรชรลุกขึ้นจากท่านั่งเดินตรงไปหยิบขวดน้ำปลาอย่างที่อาม่าต้องการ จากนั้นยื่นขวดนั้นให้อาม่าที่นั่งรออยู่ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลประกายทองเบนทิศความสนใจมามองเมนูอาหารที่ตนเองเป็นคนลงมือทำ มือเล็กใช้ตะเกียบคีบผัดผักบุ้งใส่ชามของอาม่า
ในขณะเดียวกันอาม่าก็กำลังเหยาะน้ำปลาลงบนข้าวสวยร้อน ๆ เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ทว่ามันกลับเยอะเสียจนหมวยลินต้องเอ่ยปากห้ามปราม
“อาม่า ไหนลื้อบอกเหยาะแค่นิดเดียวไง แต่นี่อาม่าเหยาะไปเกือบจะหมดขวดแล้ว” น้ำเสียงใสของอาหมวยดังขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศภายในอาคารพาณิชย์ขนาดสามชั้น บรรยากาศแสนคุ้นชินที่เธอเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
ในวันที่แม่ทิ้งเธอและออกจากบ้านหลังนี้ไป อาม่าก็คอยเลี้ยงดูและส่งเสียหมวยเรียนมาโดยตลอด ผู้เป็นพ่อนาน ๆ จะกลับเข้ามาบ้านทีและไม่เคยสนใจไยดีเธอเลยแม้แต่น้อย
“นิดเดียว อั๊วะเพิ่งจะเหยาะไปไม่กี่หยด ยังไม่หมดขวดหรอก” อาม่าทับทิมเปล่งถ้อยคำบอกพลางวางขวดน้ำปลาไว้บนโต๊ะ เมื่อได้ยินอย่างนั้นอาหมวยถึงกับส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย เพราะอาม่าเป็นคนชอบทานอาหารรสจัด และมักจะเหยาะน้ำปลาเติมลงบนข้าว
“ลื้อต้องลดเค็มลงหน่อยแล้วนะม่า กินเค็มเยอะแบบนี้ระวังไตถามหานะ” อาหมวยเอ่ยขึ้น
“อั๊วะก็กินของอั๊วะแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว กินตั้งแต่ตัวลื้อเท่านี้จนตอนนี้ลื้อโตเป็นสาวแล้ว”
“ปีนี้หมวยยี่สิบแล้วนะอาม่า เป็นไงหลานสาวม่าโตแล้วสวยไหมคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน สายตาคู่สวยหันไปมองอาม่าที่นั่งอยู่ด้านข้างกาย ทุกวันชีวิตของทั้งสองคนเรียบง่าย พูดคุยกันตามประสาอาม่ากับหลาน
ตั้งแต่เด็กจนโตชีวิตของฉันก็มีแต่อาม่า ถ้าขอพรได้หนึ่งข้อก็อยากหาเงินเยอะ ๆ มาเลี้ยงดูอาม่าให้สุขสบาย
ดวงตากลมโตเปล่งประกายยามทอดมองอาม่า หมวยมองอาม่าเป็นฮีโร่ที่คอยหาเงินเลี้ยงดูเธอมาตลอด ทั้งที่ทำอาชีพค้าขายแต่ก็หาเงินส่งหมวยเรียนจบมัธยมปลาย แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานหาเงินช่วยอาม่าแทน
“สวยมันก็สวยแหละ แต่จะหาผัวได้ไหม แก่ไปจะได้มีคนอยู่ด้วยเผื่อวันไหนอั๊วะไม่อยู่แล้ว ลื้อจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว”
“ไม่เอา อาม่าอย่าพูดเรื่องไม่ดีแบบนี้สิ หมวยจะอยู่กับอาม่าตลอดไปเลยค่ะ”
“มีใครอยู่ไหมวะ ไอ้หานออกมา!” เสียงตะโกนของผู้ชายดังขึ้นมาจากด้านหน้าประตู ทำเอาร่างเล็กของหมวยลินสะดุ้งเล็กน้อย
“ใครมาถามหาพ่อลื้อ มันไปเมาจนก่อเรื่องอะไรอีก” อาม่าพูดพลางพยุงร่างกายตัวเองลุกขึ้นยืน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยชราชะเง้อมองลอดผ่านประตูเหล็กหน้าบ้าน
“อาม่าไม่ต้องลุกหรอก เดี๋ยวหมวยไปคุยให้เอง”
“เอางั้นก็ได้ ลื้อต้องระวังตัวด้วยนะ ไม่รู้พวกมันจะมากันกี่คน พ่อลื้อนี่ก็จริง ๆ วัน ๆ สร้างแต่ปัญหา”
“หมวยรู้แล้วค่ะ เจอมาตั้งแต่เด็กแล้ว” เธอหันไปพูดกับอาม่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ จากนั้นจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงไปเปิดประตูเหล็กออก
ทันทีที่ประตูเหล็กถูกแง้มออกช้า ๆ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลประกายทองปะทะเข้ากับร่างกำยำของผู้ชายสวมชุดสูทนับสามชีวิต สายตาของพวกเขาจ้องมายังเธอ วินาทีนั้นหัวใจดวงน้อยเต้นแรงผิดจังหวะ คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้พวกเจ้าหนี้จะดูน่ากลัวจนอยากเดินถอยหลัง แต่เมื่อเลือกอะไรไม่ได้แล้วหมวยจึงต้องสู้หน้าพวกเขาต่อ
“มาหาพ่อเหรอคะ พ่อไม่อยู่ที่นี่หรอกค่ะ”
“รู้ แล้วเธอรู้ไหมว่าพ่อของเธอจะไม่จ่ายหนี้”
คราวนี้น้ำเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายที่ยืนสวมเสื้อดำอยู่เอื้อนเอ่ยวาจาบอกกับเธอ หมวยลินยืนเอามือกุมเข้าหากันด้านหน้า พลางก้มใบหน้าลงเล็กน้อย เพราะเธอรู้อยู่เต็มอกว่ายังไงพวกเจ้าหนี้ก็ต้องมาทวงหนี้ที่บ้านอยู่ดี
“พ่อติดหนี้อยู่เท่าไหร่เหรอคะ เดี๋ยวหมวยจะทยอยจ่ายให้”
“สองแสน จะทยอยจ่ายชาตินี้จะจ่ายหมดเหรอ”
“สองแสนเลยเหรอ ยังไงหมวยก็จะจ่ายให้หมดค่ะ แต่ขอทยอยจ่ายก่อนได้ไหม”
“ไม่ได้ เพราะเธอต้องไปเป็นคนใช้ ตามสัญญาที่พ่อเธอตกลงเอาไว้กับเจ้านายฉัน”
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ เธอต้องไปกับพวกฉันตอนนี้ ไปคุยกับเจ้านายของฉันเอาแล้วกัน”
“เดี๋ยวก่อนค่ะ ขอฉันบอกอาม่าก่อนได้ไหม”
“ไม่ได้ เธอต้องไปเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ตามคำสั่งของท่าน” ไม่ทันที่จะได้ปฏิเสธท่อนแขนของอาหมวยก็ถูกมือแกร่งคว้าไว้เสียก่อน เธอจึงหันเข้าไปมองอาม่าที่อยู่ในบ้าน วินาทีนั้นอาม่ารีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทว่าด้วยความที่อายุมากแล้วจึงเดินมาไม่ถึง...
“อาม่าเดี๋ยวหมวยกลับมานะคะ อาม่ารอหมวยที่นี่นะ ไม่ต้องห่วงหมวยหรอก” น้ำเสียงใสของหมวยลินตะโกนสุดเสียงเพื่อบอกให้อาม่าของเธอได้รับรู้ ในขณะที่ร่างกายของเธอถูกพาออกไปไกลจากอาม่าเรื่อย ๆ จนภาพร่างของอาม่าทับทิมค่อย ๆ เลือนหายไป
ร่างอรชรของหมวยลินถูกพามาตามซอกซอย จนในที่สุดก็มาหยุดตรงรถยนต์คันสีดำ จังหวะหัวใจของเธอเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากทรวงอก เมื่อมีคนแปลกหน้าพาเธอขึ้นรถไปในฐานะของลูกหนี้ เธอต้องจากอาม่าไปโดยที่ไม่รู้ว่าอนาคตอันใกล้นี้จะต้องพบเจอกับอะไร เจ้าหนี้ของพ่อจะทำอะไรเธอบ้าง
ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ทว่าเธอกลับต้องมารับกรรมแทน พ่อที่ไม่เคยเลี้ยงดูเธอเลย และไม่เคยสนใจเลยว่าชีวิตของเธอจะเป็นยังไง
หน้าต่างกระจกสะท้อนภาพของเมืองศิวิไลซ์ ตึกสูงเสียดฟ้าเรียงรายกันทอดยาวออกไป ผู้คนยังคงเดินสวนกันไปสวนกันมาริมสองข้างทาง ใบหน้าของเธอเคร่งเครียดรู้สึกสิ้นหวังอย่างสุด เธอมองว่าชีวิตนี้ไร้ความหมาย ถ้าไม่มีอาม่าหมวยก็ไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่อใคร...
หลายนาทีต่อมารถยนต์คันนี้ตบไฟเลี้ยวเข้ามาด้านในตัวคฤหาสน์หลังโต ซึ่งถูกห้อมรอบไปด้วยรั้วสีขาว สวนหย่อมถูกจัดแต่งอย่างสวยงามตัดกับน้ำพุที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทางเข้า รูปปั้นม้าสีดำสองตัวหันหน้าเข้าหากัน แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของตระกูลจาง
เมื่อรถยนต์คันนี้หยุดนิ่งประตูถูกเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กก้าวเท้าลงมาจากรถ ผู้หญิงตัวเล็กสวมเสื้อยืดสีชมพูจับคู่กับกางเกงลายหมีให้ลุคน่ารักและสดใส หมวยลินเดินก้มหน้าลงสีหน้าของเธอเหมือนกับภาพวาดที่ไร้ความรู้สึก
ถัดมาประตูไม้โอ๊คแกะสลักลวดลายซับซ้อนเปิดออกสู่โถงทางเดินโอ่อ่า เพดานโค้งสูงประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัล พื้นหินอ่อนสะท้อนแสงไฟสีขาวระยิบระยับ เรียวขาของเธอก้าวมาหยุดตรงด้านหน้าห้องทำงานของผู้นำตระกูล ก่อนที่บอดี้การ์ดสวมชุดสูทจะเปิดประตูให้เธอเดินเข้าไป
หมวยลินยืดตัวและสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เธอก้าวเข้ามาเหยียบพื้นเย็นเฉียบภายในห้องด้วยความมั่นใจ นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลประกายทองปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของชายวัยกลางคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง หญิงสาวกุมมือเข้าหากันด้านหน้า วินาทีนี้เธอไม่กล้าสบตากับคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย ถึงอีกฝ่ายยังไม่เอ่ยปากพูดอะไรแต่หมวยลินก็รับรู้ถึงความเย็นชาที่แผ่รังสีออกมาจากร่างกายของเขา
“ลูกสาวของหานใช่ไหม” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยวาจาถาม แต่ทำเอาคนตัวเล็กรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง
“ใช่ค่ะ” หมวยตอบพร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย
“ในสัญญาถ้าเกิดพ่อเธอจ่ายหนี้ไม่ได้ ลูกสาวอย่างเธอจะต้องเป็นคนชดใช้แทนทุกบาททุกสตางค์ เธอรู้ไหมว่าพ่อของเธอเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่” คนตัวเล็กไม่ตอบทำได้เพียงแค่ส่ายหน้าปฏิเสธ
“สองแสน...เธอต้องทำงานใช้หนี้ให้พ่อของเธอจนกว่าจะครบสองแสน” ร่างสูงของราชาผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำของตระกูลจาง เปล่งวาจาบอกกับลูกหนี้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า
หมวยลินถึงกับเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ภายในห้องทำงานตกแต่งด้วยโทนสีขาวล้วน โต๊ะทำงานตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังเขาคือชั้นหนังสือที่รวมหนังสือหลากหลาย เพดานสูงประดับด้วยโคมไฟระย้า ใบหูทั้งสองข้างฟังสิ่งที่ชายวัยกลางคนพูด ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นทอดมองไปยังกรอบรูปครอบครัวของเขา
ครอบครัวประกอบด้วยพ่อแม่และลูกชายอีกสามคน ภาพตรงหน้าของหมวยลินทำเอานัยน์ตาคู่สวยจ้องมองอย่างไม่กะพริบ
“ฉันไม่มีทางเลือกให้เธอมากนัก เธอต้องเข้ามาทำงานเป็นคนใช้เพื่อชดใช้หนี้ของพ่อเธอ ส่วนเรื่องที่พักไม่ต้องห่วงเธออยู่กินที่นี่ฟรีทุกอย่าง เพียงแค่ว่าเงินเดือนของเธอจะถูกไปหักลบกับหนี้ที่เหลืออยู่”
ขณะที่ราชาหรือจางจวินหลงกำลังพูดกับเธอ หมวยลินก็เอาแต่จ้องมองกรอบรูปนั้นไม่เลื่อนสายตาไปไหน ภายในใจรู้สึกอิจฉาชีวิตของพวกเขาไม่น้อย ทั้งมีเงินทองมากมาย ทั้งอยู่พร้อมหน้า
“ได้ยินที่ฉันพูดเหรอเปล่า?” ราชายกคิ้วถาม
“อ๋อ ได้ยินค่ะ แล้วแบบนี้หมวยจะต้องทำงานไปอีกนานแค่ไหนเหรอคะ หมวยสามารถติดต่อกับอาม่าได้หรือเปล่า พอดีว่าอาม่าอยู่คนเดียวแล้วอายุมากแล้วด้วย” เมื่อราชาทวนถามเธออีกครั้ง หมวยลินจึงดึงสติกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว
“เธอสามารถติดต่อกับคนที่บ้านได้ ไปหาคนที่บ้านได้เพราะเธอแค่ทำงานที่นี่เหมือนคนทั่ว ๆ ไป ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องทำไปถึงเมื่อไหร่ เงินเดือนแม่บ้านที่นี่อยู่ที่หมื่นสองทำงานหกวันต่อสัปดาห์”
“โอเคค่ะ งั้นแสดงว่าวันหยุดหมวยกลับบ้านได้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ แต่เธอต้องอยู่กินที่นี่กับหัวหน้าแม่บ้านและแม่บ้านอีกสองคน ทำงานไหวใช่ไหม”
“หมวยทำได้ค่ะ ว่าแต่จะให้หมวยเริ่มงานวันนี้เลยเหรอคะ”
“เดี๋ยวฉันให้คนพาเธอไปที่ห้องพัก พรุ่งนี้หัวหน้าแม่บ้านจะสอนงานเธอเอง ยิ่งเริ่มเร็วก็จะใช้หนี้หมดเร็วไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ยังใจดีกับหมวย ไม่งั้นหมวยก็คงจะไม่มีทางหาเงินมาคืนคุณได้แน่”
“อืม ถ้าเข้าใจแล้วก็ไปห้องพักของเธอได้”
“ค่ะ แล้วจะให้หมวยเรียกคุณว่ายังไงดีคะ” ราชาไม่ตอบ แต่ฝ่ามือแกร่งกลับยกหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาอ่าน ไม่แม้แต่จะเบนสายตามามองเธอราวกับว่าหมวยลินกลายเป็นอากาศ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับ เธอจึงตัดสินใจหันหลังเดินออกมาจากห้อง ไม่ทันได้พูดอะไรบอดี้การ์ดสวมชุดดำที่ยืนรออยู่หน้าห้องก็เดินนำหน้าเธอยังด้านหลังตัวคฤหาสน์ วินาทีต่อมาร่างอรชรของหมวยลินเดินมาหยุดตรงหน้าประตูไม้
“ห้องของหมวยเหรอคะ” เธอหันไปถามผู้ชายร่างสูง
“อันนี้ห้องพักของเธอ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าเดี๋ยวป้าแมวหัวหน้าแม่บ้านจะสอนงานให้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แล้วเสื้อผ้าล่ะ ทั้งเนื้อทั้งตัวหมวยมีเสื้อผ้าแค่นี้นะคะ”
“อันนั้นก็เป็นปัญหาของคุณครับ”
“เอ้า พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงคะ ตอนพามาก็ไม่ถามกันสักคำ แล้วตอนนี้จะไม่สนใจกันงี้เหรอ” หมวยลินเปล่งวาจาด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นอีกระดับ
“ครับ ๆ ผมจะซื้อมาให้นะครับ”
“จะบ้าเหรอคะ หมวยเป็นผู้หญิงนะคุณจะซื้อให้ฉันได้ยังไง”
“งั้นจะให้ผมกลับไปที่บ้านคุณไหมล่ะครับ”
“ไม่ได้ค่ะ แบบนั้นอาม่าก็รู้เรื่องหมดสิ”
“แล้วคุณต้องการให้ผมทำยังไงกันแน่”
“ไม่รู้ค่ะ ค่อยคิดวันพรุ่งนี้แล้วกัน คุณกลับไปได้แล้วค่ะ”
“ครับ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นบอดี้การ์ดสวมชุดสูทสีดำพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะที่แผ่นหลังแกร่งจะเลือนหายไปช้า ๆ หมวยลินจึงเปิดประตูเข้าไปภายในห้องพักของตัวเอง เพียงชั่วข้ามคืนเธอก็ต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ ในฐานะคนใช้ที่ต้องหาเงินชดใช้หนี้แทนพ่อ
ดวงตากลมโตสีน้ำตาลประกายทองกวาดมองไปรอบ ๆ ห้องขนาดเล็ก พื้นปูด้วยซีเมนต์ขัดมันตัดกับผนังอิฐเปลือย หน้าต่างบานเล็กที่สามารถเปิดออกไปดูวิวด้านนอกได้ ฟูกนอนวางกับพื้นมีผ้าห่มบาง ๆ และหมอนใบเดียว
คืนนี้หมวยจะหลับตาลงยังไง ในเมื่อความรู้สึกอ้างว้างเริ่มเกาะกุมหัวใจดวงน้อย เธอต้องจากอาม่ามาทำงานชดใช้หนี้ จะข่มตานอนตอนนี้ในหัวก็มีเรื่องให้คิดเต็มไปหมด หวังว่าหมวยจะผ่านมันไปได้เร็ว ๆ
"""
บทที่ 33ภรรยาของเฮียหนึ่งปีต่อมาท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใสตัดกับก้อนเมฆสีขาวลอยเรียงตัวเป็นแนวยาวบนท้องฟ้า แสงอาทิตย์สาดกระทบกระจกสะท้อนเงาระยิบระยับ ภายในห้องรับรองของโรงแรมระดับห้าดาว ถูกตกแต่งฉากอย่างสวยงามสำหรับงานแต่งงานของทายาทลำดับหนึ่ง จางเฟยหลงสวมชุดสูทปักลายมังกรสีดำทอง ด้านหน้าเป็นแถบกระดุมจีนเรียงลงมาเป็นแนวตรง และหมวยลินในชุดกี่เพ้ายาวเข้ารูปสีแดงเข้ม ผ้าซาตินปักลายดอกโบตั๋นและหงส์ทอง กระโปรงแหวกหน้าขาเล็กน้อยพองามทั้งคู่นั่งคุกเข่าบนเบาะด้านหน้าของผู้ใหญ่ บนโต๊ะประดับลายมังกรวางพานใส่สินสอดและซองสีแดง ภายในมีทองแท่ง เครื่องประดับหยก โฉนดบ้านและแหวนของเจ้าบ่าวเจ้าสาว อาม่าทับทิมยิ้มกว้างก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินมาโรยข้าวตอกและดอกไม้ลงบนสินสอดอย่างอ่อนโยนเพื่อเป็นสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์จากนั้นอาม่าก็ยกสินสอดออกไปเพื่อเก็บรักษา รอยยิ้มประดับบนหน้าของทุกคนที่มาร่วมงาม ถัดมาคู่บ่าวสาวนั่งอยู่ข้างกันพร้อมกับหยิบแหวนเพชรสวมบนนิ้วนางข้างซ้ายของหมวยช้า ๆ วินาทีนี้เธอตื้นตันใจจนน้ำตาเอ่อคลอเบ้าเล็กน้อย ใบหน้าหวานละมุนคลี่ยิ้มหวานจากนั้นหยิบแหวนจากกล่องกำมะหยี่มาสวมบนนิ้วของเฟย
สองสัปดาห์ต่อมาท้องฟ้าสีเทาอ่อนปกคลุมไปทั่ว ไม่มีแม้กระทั่งแสงแดด กลุ่มเมฆสีขาวกระจายตัวบนท้องฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าแห่งนี้ถูกปรับเป็นสถานที่จัดพิธีสำคัญ ไม่มีการเผยแพร่บนสื่อยักษ์ระดับประเทศ ม่านสีดำทึบถูกดึงเปิดออกเผยให้เห็นถึงแสงไฟสลัวบนเวที สะท้อนกับแผ่นประทับตราสัญลักษณ์ของตระกูลจางสมาชิกระดับสูงของเครือข่ายใต้ดินทั่วทวีปเอเชียยืนเรียงกันในชุดสูทสีดำ ใบหน้านิ่งเรียบแต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นตาสีดำเต็มไปด้วยความเคารพด้านหลังของสมาชิกคือชายฉกรรจ์ในชุดยูนิฟอร์มสีดำ พิธีในครั้งนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงมีเพียงอำนาจและศักดิ์ศรี ธุรกิจใต้ดินที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานนับสิบปี ตั้งแต่รุ่นของอากงสู่รุ่นพ่อ บัดนี้ถึงเวลาของหลานชายคนแรกของตระกูลแล้วร่างสูงของชายวัยกลางคนประธานรุ่นปัจจุบันก้าวเท้าขึ้นเวที ราชากวาดตามองไปรอบห้องก่อนกล่าวถ้อยคำขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบแต่น่าเกรงขาม“วันนี้ผมถอดตำแหน่งและอำนาจทั้งหมดของตัวเองส่งต่อให้กับทายาทคนแรกนั่นก็คือ จาง เฟยหลง ผู้สืบทอดธุรกิจทั้งหมดของตระกูลจางและในฐานะผู้นำสูงสุดของเครือข่ายรุ่นที่สาม”ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเดินขึ้นมาบนเวทีด้วยท่าทีสง่า
บทที่ 32ทายาทสืบทอดตระกูลสัปดาห์ต่อมาแสงอาทิตย์สีเหลืองอบอุ่นสาดส่องลงมาอาบอาคารพาณิชย์ขนาดสามชั้นทำให้ทุกอย่างดูสดใสและมีชีวิตชีวา ป้ายผ้าสีแดงเขียนด้วยพู่กันเป็นภาษาจีนที่แปลว่า เปิดร้านวันแรก เฮง เฮง เฮง ถูกห้อยไว้ด้านหน้าตึกแถวสีครีมที่เพิ่งสร้างใหม่ กลิ่นสีโชยจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นธูปจากกระถางบูชาด้านหน้าประตูหมวยลินสวมชุดกี่เพ้าสีแดงเนื้อผ้าแนบเนื้อแต่งแต้มด้วยลวดลายมังกรตัดกับดอกไม้ ให้ลุคดูสง่างามและสื่อถึงความเป็นสิริมงคล คอจีนสูงแบบดั้งเดิมรับกับลำคอระหง ส่วนรอยแหวกช่วงอกเผยให้เห็นผิวเนียนอย่างจงใจ และสวมทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีครีมดูสะอาดตา ใบหน้าหวานละมุนแต่งแต้มด้วยสีชมพู เรือนผมดำขลับถูกรวบเป็นแกละต่ำทั้งสองข้าง ตกแต่งด้วยโบสีแดงเพิ่มลุคน่าเอ็นดูมือเล็ก ๆ ตักโจ๊กร้อน ๆ ใส่ชามจากนั้นประคองถาดยกไปเสิร์ฟให้กับแขก ด้านข้างคืออาม่าทับทิมในชุดกี่เพ้าสีแดง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นฉายแววความตื่นเต้น รอยยิ้มของอาม่าทับทิมเผยให้เห็นถึงความปลาบปลื้ม ในที่สุดหลานสาวก็สามารถเปิดร้านอาหารตามความฝันสมัยสาว ๆ ได้สำเร็จเพราะครั้งหนึ่งอาม่าเคยอยากเปิดร้านอาหารแต่พอแต่งงานมีความครัวชีวิตก็ต้องดู
เวลาล่วงเลยจนถึงช่วงเลิกงานหมวยลินเคลียร์งานของตัวเองเรียบร้อย เธอจึงยืนรออยู่หน้าบริษัท แสงอาทิตย์ยามเย็นย้อมท้องฟ้าให้เป็นสีเหลืองอร่ามสาดกระทบพื้นปูนสีขาว ผู้คนต่างทยอยกลับที่พักหลังจากทำงานมาทั้งวัน รถยนต์แล่นบนท้องถนนความวุ่นวายที่พบเจอทุกวันเป็นประจำ“เธอชื่อหมวยใช่ไหม เป็นเลขาของคุณเฟยหลงเหรอ?” ถัดมาน้ำเสียงแหลมแสบแก้วหูของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ดึงความสนใจของหมวยลินได้ชะงัดเธอค่อย ๆ หันไปมองใบหน้ากลมน่ารัก ผมสีน้ำตาลยาวสลวย ดวงตาสีดำสนิท จมูกโด่งเป็นสัน ปากอิ่มแดงฉ่ำ เธอสวมเสื้อนักศึกษาจับคู่กับกระโปรงสั้นสีดำก้าวเท้าเข้ามาใกล้กับหมวย“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่า” หมวยลินขมวดคิ้วถามขึ้น ขณะที่หันไปประจันหน้ากับผู้หญิงคนนั้น“ฉันชื่ออิงฟ้า จริง ๆ ก็เคยเป็นว่าที่คู่หมั้นของเขานะ แต่ตอนนี้เขากับพ่อของฉันตกลงกันแล้ว ว่าจะไม่มีงานหมั้นเกิดขึ้น ที่พ่อฉันตกลงเซ็นสัญญากับบริษัทของเขาต่อเป็นเพราะเธอเลยนะ”“จริงเหรอคะ เอาจริง ๆ หมวยคิดว่าแค่เราจริงใจกับเขาก่อน สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาก็คือความจริงใจนั่นแหละค่ะ”“ก็จริงนะ เพราะความจริงใจของเธอหรือเปล่าคุณเฟยหลงเขาถึงเลือกเธอเป็น
“อย่าส่งเสียงดังสิ ห้องนอนเธอไม่ได้เก็บเสียงเหมือนห้องฉันนะ ถ้าเกิดมีใครมาได้ยินคงจะไม่ดีใช่ไหม” น้ำเสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ยวาจาบอกคนตัวเล็กขณะเดียวกันนิ้วมือของเขาสะกิดเขี่ยยอดตั้งชันจนมันบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบแฝงรอยยิ้มที่ล้นปรี่ออกมาเมื่อได้มองผิวพรรณละเอียดอ่อนขึ้นสีแดงระเรื่อ ถัดมาฝ่า
บทที่ 31เฮียมีคู่หมั้นแล้วหลายเดือนต่อมาก้อนเมฆสีขาวลอยเรื่อยไปบนท้องฟ้าสีฟ้าอ่อน สายลมพัดพอให้ใบไม้ไหวเบา ๆ ตามแรงลมไม่มีการเปลี่ยนทิศกะทันหัน แสงแดดไม่จ้าจนแสบตาสะท้อนลงบนแนวกระจกของตึกสูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองศิวิไลซ์ ถัดมาจากโถงลิฟต์นำสายตาสู่โต๊ะทำงานของเลขานุการจ
ตัดภาพมาที่คอนโดของเฟยหลงท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใสตัดกับก้อนเมฆสีขาวก่อตัวเป็นรูปร่างลอยเรื่อยไปบนท้องฟ้า แสงแดดส่องลอดผ่านกิ่งไม้สร้างลวดลายบนพื้นปูนสีขาวบริเวณส่วนกลางของคอนโด ลิฟต์ความเร็วสูงถูกเปิดออกสู่โถงทางเดินจากนั้นทั้งคู่เดินมาหยุดตรงด้านหน้า ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ เสี
บทที่ 30ไปเที่ยวเชียงใหม่เชียงใหม่พระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าสาดสีทองอร่ามไปทั่วท้องฟ้า เส้นทางลัดเลาะบนภูเขาสูงทำเอาหัวใจเต้นแรง รถยนต์คันนี้แล่นมาจอดยังจุดหมายที่หมวยลินไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้มาเยือน เมื่อรถจอดสนิทประตูค่อย ๆ เปิดออก พร้อมกับสตรีรูปร่างเล็กสวมชุดเดรสสีขาวก้าวลงมา ถัดม