LOGINพลาดพลั้งเพียงคืนเดียว รับผิดชอบไปตลอดชีวิต แต่เพราะคนหนึ่งคือ 'ความรัก' ส่วนอีกคนเป็นเพียง 'ความรับผิดชอบ' เขาจึงลำบากใจ “ลืมเรื่องเมื่อคืนซะ แล้วเอาเงินพวกนี้ไปซื้อยาคุมฉุกเฉินมากิน อย่าคิดปล่อยท้องจับฉันเชียว! กลับถึงกรุงเทพฉันจะให้เงินเพิ่มอีก!” ดวงหน้าสวยแดงช้ำไปหมด ตามร่างกายก็มีรอยจ้ำสีแดงเต็มไปหมด บ่งบอกว่าเมื่อคืนเขากระทำโดยไม่ยั้งมือเลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่อ่อนล้าทอดยาวมองเศษเงินที่เขาโปรยมาให้ ร้องไห้ปานจะขาดใจ ถูกข่มขืนไม่พอ กลับต้องถูกเขารังเกียจและจงใจใช้เงินฟาดหัว คนใจร้าย… หญิงสาวร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตา “หูหนวกหรือไง ถ้าเข้าใจก็ขานรับสิ! ขอบอกไว้เลยนะถ้าเธอคิดจะจับฉัน ฉันจะไม่ทน ลูกที่เกิดจากผู้หญิงไร้ชาติตระกูลแบบเธอ ฉันไม่มีวันยอมรับหรอก เพราะฉะนั้นอย่าคิดสร้างปัญหาให้ฉันเชียว เข้าใจไหม!”
View Moreหญิงสาวอายุย่างยี่สิบสาม มีร่างกายผ่ายผอมไม่สง่างาม ครรภ์สามเดือนไม่ช่วยให้ว่าที่คุณแม่มีน้ำมีนวลเพิ่มขึ้น ตรงกันข้ามร่างกายหล่อนกลับยิ่งทรุดโทรมลงเพราะตรอมใจ เกิดจากคำพูดถากถางจากพ่อของลูก ที่ไม่ได้ไยดีตนเองกับลูกในครรภ์เลยแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่หวานลดระดับลงมองใบทะเบียนสมรสในมือ และบัตรประชาชนใบใหม่ที่ระบุนามสกุลรั้งท้ายว่า ‘ศรันย์เวชกุล’ เป็นนามสกุลที่ ‘ยืม’ เขามาใช้ ทั้งที่เจ้าของไม่ได้ยินดี
นัยน์ตาคู่สวยไหวระริก น้ำตาไหลรินก้มหน้าก้มตาฟังคำพูดถากถางจากปากเสียๆ ของภูดิศ สามีหมาดๆ สถาปนิกหนุ่มไฟแรง รั้งท้ายตำแหน่งรองกรรมการบริหารบริษัทคอนสตรัคคชั่นยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย
ภูดิศในวัยยี่สิบแปดปีกำลังเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน แต่ชีวิตเขาต้องเสียหลักเพราะพลาดทำหล่อนตั้งครรภ์
ไม่มีคำขอแต่งงานหวานๆ ไม่มีแหวนหมั้น ไม่มีพิธีแต่งงานและการยกย่องใดๆ ดรุณีได้รับเพียงทะเบียนสมรส กับเช็คมูลค่าห้าล้านเป็นค่าปิดปาก ไม่ให้หล่อนกับลูกมาแสดงตัวต่อหน้าเขา
น่าอดสูใจยิ่งนัก ถ้าหากบิดาของเขาไม่บังคับ ภูดิศคงไม่ยอมรับผิดชอบอะไร ดรุณียกหลังมือเช็ดน้ำตาหลายต่อหลายครั้ง หน้ามืดคล้ายจะวูบ แต่ต้องมีสติไม่ปล่อยให้วูบลงตรงนี้ กลัวเขาจะทอดทิ้ง
“จำไว้เลยนะว่าทะเบียนสมรสนี่มันก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับฉัน เธอจะเอามันไปนอนกอดหรือเผาทิ้งก็เรื่องของเธอ เราต่างคนต่างอยู่เข้าใจไหม!”
ปลายนิ้วเขาชี้มาใส่หน้า แม้จะเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสะอื้นร่ำไห้ดวงตาแดงก่ำไปหมดก็ไม่มีคำว่าสนใจ
“ร้องไห้ทำไม! ต่อให้ร้องจนขาดใจตายลงตรงนี้ฉันก็ไม่เอื้อมมือไปแตะหรอกนะ อยากอยู่ อยากไป อยากทำอะไรก็แล้วแต่เธอ”
พูดเพียงเท่านั้นเขาก็หันหลังให้แล้วจากไป ทะเบียนสมรสอีกใบเขาไม่สนใจด้วยซ้ำ ทิ้งขว้างลงพื้น ดรุณีแม้จะหน้ามืดแต่ก็ยังอุตส่าห์ก้มลงเก็บทั้งน้ำตามาแนบอกไว้
สายตาผู้คนที่ผ่านไปผ่านมามองอย่างสมเพชเวทนา หญิงสาวกอดเอกสารสำคัญไว้แนบอก เดินแยกไปอีกทางเพื่อหาทางกลับบ้านด้วยตัวเอง กลัวจับใจว่าจะเผลอตัวหมดสติลงกลางทาง แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อแม้กระทั่งพ่อของลูกยังทิ้งขว้าง
หญิงสาวเสียใจมากและความรู้สึกในวันนั้นยังติดค้างในใจมาจนถึงทุกวันนี้ มองหน้าลูกทีไรมักจะคิดถึงเขาคนนั้นเสมอ ลูกหน้าตาน่ารักน่าชัง เติบโตขึ้นทุกวันเป็นเด็กชาญฉลาด จากวันนั้นมาจนถึงทุกวันนี้สิ่งเดียวที่ดรุณีเพียรขอพรคือขอให้เขารักลูก
ผ่านมาสามปีแล้วที่ดรุณีต้องเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพัง หนูขวัญเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ และลมหายใจ ถ้าหากไม่มีลูกคนนี้ ดรุณีไม่อาจรู้ได้เลยว่าชีวิตของตัวเองจะผ่านมาถึงทุกวันนี้ได้หรือเปล่า หลังมือบอบบางจับแก้มลูกเบาๆ แกหลับไปเพราะความอ่อนเพลียจากพิษไข้ หล่อนบิดผ้าขนหนูไล่น้ำออกนำมาเช็ดตามร่างกายหนูน้อยให้แกหลับสบายมากขึ้น เห็นลูกป่วยทีไรใจหล่อนแทบขาดรอน
“รีบหายไวๆ นะคะ คนดีของคุณแม่” แนบริมฝีปากลงหอมเบาๆ หยัดกายขึ้นเพื่อทอดสายตาอ่อนโยนมองลูกสาวตัวน้อย
แกหลับสนิททว่าปากเล็กจิ้มลิ้มยังเพ้อหา ‘ป๊ะป๋า’ ตลอดเวลา ดรุณีรู้ว่าลูกติดภูดิศมากแค่ไหน ร้องหาเขาตลอด ดวงใจหล่อนเกิดเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง อดน้อยใจในตัวภูดิศไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงไม่มาหาลูกบ้างเลย นัยน์ตาคู่หวานไหวระริกละสายตาจากลูกมองไปยังโทรศัพท์เครื่องสีขาวราคาไม่กี่พัน ลังเลหลายครั้งว่าจะโทรศัพท์ไปหาภูดิศดีหรือเปล่า
แล้วในที่สุดก็กลั้นใจกดโทรออก ดรุณีฟังเสียงรอสายหลายวินาทีก่อนจะเกิดอาการตาขาวและยอมกดวางสายเสียเอง
หล่อนแนบโทรศัพท์ไว้บนอกด้านซ้าย รอคอยให้มีสายเรียกเข้ามา แต่ก็เท่านั้น… มีแค่ความว่างเปล่า ดรุณีอ่อนล้าไปทั้งกายและใจ ล้มตัวนอนลงข้างแก้วตาดวงใจ หลั่งน้ำใสออกจากดวงตาทั้งสองข้าง หลับพริ้มเพื่อขับไล่ความอ่อนแอทั้งหมดออกไป
ตอนพิเศษหลายเดือนผ่านมา นอกจากจะทำขนมขายในร้านตามปกติแล้ว ตามคำแนะนำของคุณป้าคุณหมอกท่านให้ลูกชายมาติดต่อซื้อขนมจากที่ร้านไปจัดอีเว้นท์ด้วย ช่วงนี้ดาริกาจึงงานยุ่งทำขนมกับน้องในร้านเกือบจะทุกวัน ได้ค่าเหนื่อยกลับมาอย่างคุ้มค่า หายเหนื่อย เริ่มจะอิจฉาแล้ว น้องมีเงินเก็บเยอะ รวยเกินหน้าเกินตาดรุณียังทำงานช่วยสามีในตำแหน่งเลขาผู้ช่วย เขาไม่ยอมให้ย้ายไปช่วยงานคุณมีนให้ฝ่ายนั้นไปหาเลขาเอง คุณหมอกน่ะขี้หวง ขี้หึง ใครเข้ามาคุยกับหล่อนก็ไม่ยอม เช้านี้น้องนำขนมหลายร้อยชิ้นไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยมีปฐวีอาสาขับรถมารับส่ง เขาเพิ่งกลับจากพม่ามาติดต่องานที่กรุงเทพก็ยังไม่วายตามมาจีบน้องสาวต่อ ไม่เข็ดเลย น้องยังเปรยๆ ไว้ว่าจะหัดขับรถแล้วซื้อมาใช้สักคัน เวลาส่งขนมจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่น ซึ่งคนอื่นที่ว่าก็คือคุณปฐวีของเรานี่แหละ รอลุ้นกันไปยาวๆวันอาทิตย์ลูกค้าค่อนข้างเยอะแต่ดรุณีไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะน้องรับสมัครพนักงานเพิ่มสองตำแหน่ง รวมถึงกุ๊กด้วย จึงแค่มานั่งสวยๆ รอเช็กบิลลูกค้า“มาแล้วค่ะ ถามคุณแม่สิคะว่าเหนื่อยไหม” เสียงโทนเข้มดัดให้อ่อนลงได้ดัดจริตมาก ดรุณีละสายตาจากลูกค้าในร้านมองกลับไปยั
บทส่งท้ายร่างอรชรของดาริกาเดินเข้ามาทางหลังร้าน การแต่งตัวยังเป็นสไตล์เดิมเพิ่มเติมคือความแมน ดรุณีเริ่มจะหนักใจกลัวน้องสาวจะพาน้องสะใภ้มาเจอมากกว่าน้องเขย ยังดีหน่อยที่ดาริกาไม่ได้แสดงออกว่าชอบผู้หญิง ไม่อย่างนั้นคงลุ้นยากหน่อย หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูถึงกับมีหนุ่มมาตามจีบถึงบ้าน แวะเวียนกันมาไม่ว่าจะเป็นคุณวีคุณมีน น้องน้อยคนนี้ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสนใจใคร สนใจแค่ทำขนมขายผู้ท้าชิงคนที่ 1 ปฐวี มาช่วยงานในร้านพร้อมกับสโลแกนจีบสาวว่ารุ่นใหญ่พร้อมเปย์ แต่ก็อกเดาะเพราะถ้าพูดถึงเรื่องเปย์คงแพ้ภูมินทร์ที่ฐานะรวยมากกว่าผู้ท้าชิงคนที่ 2 ภูมินทร์ อายุมากกว่าสี่ปีไม่ห่างมากแบบปฐวี หล่อ รวย พร้อมการันตีความแซ่บ แต่ดรุณีมองตาเดียวก็รู้ว่าน้องสาวไม่สนใจใครเลยว่าแต่… อยากรู้จัง ว่าน้องชอบผู้ชายแบบไหนกันนะ“น้องดรีม บนบานศาลกล่าวอะไรไว้ทำไมไม่ยอมทำตาม ไหนบอกถ้าคุณหมอกรักพี่ จะยอมทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานแต่งตัวน่ารักๆ ล่ะ ถ้าเจ้าที่เจ้าทางมาทวงคุณหมอกกลับไปพี่ไม่เป็นม่ายเหรอ ยากมากนะรู้ไหม กว่าพี่จะลงเอยกับคุณหมอกได้” น้องเดินเข้ามาถึงหน้าเคาน์เตอร์ยังไม่ทันอ้าปากทักอะไร ก็เจอประโยคบ่นยาวดรุณีหลุบสายตา
22ร้านถูกปิดไว้และใส่กุญแจคล้องจากด้านนอก หนุ่มๆ ยืนเฝ้าและตะโกนเสียงดังจนคนผ่านไปผ่านมาไล่ให้หยุดส่งเสียงรบกวนภูดิศพยายามต่อสายหาภรรยาและดาริกาทว่าไร้การตอบรับใดๆ เมื่อเปลี่ยนไปโทรหามารดาท่านจึงสั่งให้กลับบ้าน“พวกกูไปส่งมึงที่บ้านเอง” เพื่อนๆ ออกอาสาและเดินทางไปที่บ้านหลังใหญ่ของประธานบริษัทไทยออลสตาร์ หนุ่มๆ อดฉลองกันไปเป็นแถบเมื่อมาถึงบ้านแล้วเห็นหน้าคุณแก้วกัลยากับคุณภูธเนศกำลังเคร่งเครียด“แม่ครับ ผมไปหาน้องดาที่บ้านแต่ไม่มีใครอยู่เลย”“ใช่ ทั้งสองคนเขาไปหาที่อยู่ใหม่” ท่านตอบห้วนๆ คนในบ้านเงียบกริบต่างไม่มีใครพูดอะไร ชวนให้อึดอัดแท้แม้แต่ก๊วนสถาปนิกก็ยังตกใจ ปีนขึ้นนั่งเบียดกันบนโซฟาใหญ่ส่งสัญญาณมือไปถามภูมินทร์ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง ต้องหันกลับไปมองคุณแก้วกัลยา ซึ่งท่านกำลังใช้สายตาว่างเปล่ามองภูดิศ“หา… หาที่อยู่ใหม่ทำไมครับ แล้วบ้านล่ะ ร้านล่ะ” ภูดิศถามไปแล้วจะร้องไห้ อาการน้อยใจเดิมตีตื้นกลับมาเพราะจนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิด ทำไมภรรยาถึงเมินเฉย ไม่รักเขาเหมือนเมื่อก่อน“แม่ครับ พ่อครับ ตอบผมหน่อยสิ” เข้าไปจับแขนท่านทั้งสอง เขย่าเบาๆ“หมอ
แม้ลำดับการพรีเซนต์ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นจะมาเป็นลำดับต้นๆ แต่ผลงานกลับแย่เกินบรรยาย แม้แต่เจ้าของโครงการยังกระอักกระอวลใจในการฟังการนำเสนองาน จนมาถึงคิวของหนุ่มๆ จากไทยออลสตาร์คอนสตัคชั่น ซึ่งก็สมชื่อบริษัท รวมดาวเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงไว้ทั้งนั้น ทุกคนพูดเก่ง มั่นใจ พรีเซนต์เก่ง ตอบคำถามเยี่ยม ภาษาอังกฤษฉะฉานกันทุกคน มีการนำเสนอทั้งในสไลด์ แบบจำลองสามมิติ และตัวโมเดลขนาดย่อส่วนบริษัทอื่นก็มีสิทธิ์ในการฟัง ทุกคนไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกออกจากห้องหรือใช้โทรศัพท์ในขณะฟังการพรีเซนต์ จนกระทั่งครบทุกบริษัท ทางเจ้าของโครงการขอเวลาปรึกษากันราวครึ่งชั่วโมงก็พร้อมประกาศผล โดยในช่วงประกาศผลทางผู้จัดงานยินยอมให้นักข่าวจากหลายสำนักเข้ามาเก็บภาพ เก็บวิดีโอนำไปลงข่าวคอลัมธุรกิจสิ้นเสียงประกาศผู้ชนะ หนุ่มๆ จากออลสตาร์ร้องเฮกันลั่นห้องจัดประชุม ได้ขึ้นไปเซ็นสัญญาโครงการ ณ ขณะนั้นเลย ภูดิศยังใส่ผ้าพันข้อมือแต่สามารถเซ็นได้สบายมากรับหน้าที่เป็นผู้คุมงาน พวกเขาถ่ายรูปคู่กันกับเจ้าของโครงการ คนในนั้นปรบมือพอผ่านๆ เพราะต่างก็เสียดายที่บริษัทตนผลงานไม่เข้าตากรรมการทีมงานของภูดิศเข้ามายืนซ้อนหลังถ่ายรูป อดห





