Masuk
นวัชมองคนที่ก้มหน้าเซ็นเอกสารด้วยสายตาเรียบเฉย ทั้งที่ในใจไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ผู้ชายคนนี้เอาบ้านและที่ดินมาจำนองกับเขาไว้หลายปีแล้วไม่มีเงินมาไถ่ถอนออกไป ดอกเบี้ยก็ไม่เคยส่ง สุดท้ายเขาจึงต้องใจร้าย ทำการยึดที่ดินผืนนั้นเสีย
“ไม่คิดเสียดายบ้างรึไง”
เขารู้ว่าถามไปก็เท่านั้น เพราะชายตรงหน้าคลุกคลีกับการพนันจนเป็นเกิดเรื่องวุ่นวายไปหมด
“โธ่ เฮียครับ ไอ้เสียดายมันก็เสียดายอยู่ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ผมไม่มีเงินมาไถ่ออกไปนี่นา” สุชาติเอ่ยเสียงอ่อย ก่อนจะถอนหายใจราวกับกลัดกลุ้มเสียเต็มประดา เอ่ยต่ออีกว่า
“ห่วงก็แต่นังทับทิมลูกผมนั่นแหละครับเฮีย ถ้ามันรู้ว่าอีกหน่อยจะไม่มีบ้านไว้ซุกหัวนอนอีก ไม่รู้จะทำยังไง ผมกับเมียยังไปเช่าห้องถูก ๆ อยู่ได้ แต่ผมเป็นห่วงลูกสาวจริง ๆ”
นวัชเริ่มรู้สึกได้ถึงความนัยบางอย่างที่อีกฝ่ายกำลังสื่อออกมา ทับทิม บุตรสาวคนเดียวของสุชาติไม่ใช่เด็กตัวเล็ก ๆ ที่จะเอาไปฝากฝังไว้บ้านญาติ หรือให้ไปอยู่สถานสงเคราะห์เหล่านั้นได้ แต่โตเป็นสาวสะพรั่ง กำลังเรียนอยู่ปีสี่ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวเมือง
“ก็ให้ลูกไปเช่าหอพักแถวมหาลัยเอาสิ สมัยนี้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยมีเยอะแยะไป” เขาหาทางออกให้
“ผมจะมีเงินที่ไหนไปเช่าห้องให้มันล่ะครับเฮีย สมัยนี้จะเช่าห้องแต่ละที มีเก็บค่าเช่า ค่าประกันล่วงหน้าด้วย ลำพังผมกับนังอร เมียผมยังไปเช่าห้องพักรายวันถูก ๆ เอาได้ อีกอย่าง ผมคงไม่ได้อยู่ที่นี่สักพัก ว่าจะเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ น่ะครับ”
นวัชถอนหายใจแผ่ว ตามองอีกฝ่ายอย่างรู้ทัน พลางเอ่ยว่า
“จะพูดอะไรก็พูดมา อย่าอ้อมค้อม”
สุชาติแก่กว่าเขาหลายปี อีกฝ่ายอายุร่วมห้าสิบแล้ว แต่เวลาเรียกเขาก็ยังเรียกเฮียวัช ทั้งที่เขาอายุอ่อนกว่ามาก
แต่จะว่าไป สังคมทุกวันนี้ก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือ มีเงินเสียอย่าง ต่อให้เขาอ่อนกว่า หรืออายุคราวลูกของสุชาติ อีกฝ่ายก็สามารถก้มหัวอย่างนอบน้อมให้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจอยู่แล้ว
“คืออย่างนี้ครับเฮีย ผมกับนังอรจะเข้าไปหางานทำที่กรุงเทพฯ แต่นังทับทิมมันยังต้องเรียนที่นี่ ตอนนี้ก็ปีสี่แล้วด้วย ผมคงพาไปกรุงเทพฯ ด้วยกันไม่ได้ ถึงจะให้ไปเช่าหอแถวมหาลัย ผมก็อดห่วงไม่ได้อีกเพราะ...เอ่อ เฮียน่าจะรู้ว่าโจทก์ผมเยอะ ผมกลัวว่าพวกนั้นมันจะมาทำอะไรลูกสาวผม ผมเลยคิดว่าถ้าผมจะฝากให้นังทับทิมทำงานอยู่ที่นี่ เฮียจะว่าอะไรไหมครับ”
สุชาติพูดถึงตรงนี้ นวัชก็เลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม แต่อีกฝ่ายคงกลัวว่านวัชจะปฏิเสธจึงรีบพูดบรรยายสรรพคุณของบุตรสาวตนให้ฟังอย่างละเอียดยิบ
“นังทับทิมลูกผมมันเป็นเด็กดีนะครับเฮีย เรียนก็เก่ง ขยันก็ขยัน จะให้มันทำงานบ้าน ทำกับข้าว ดูแลปัดกวาดเช็ดถู ช่วยเฮียดูแลบ่อปลา หรือให้ทำงานเป็นคนงานในบ่อปลา มันทำได้ทั้งนั้นครับเฮีย ขอแค่ให้มันอยู่ที่นี่ก็พอ ผมไม่อยากให้มันไปอยู่ที่อื่น เพราะคราวก่อนเฮียโบ้มันเคยขู่ว่าถ้าผมไม่มีเงินไปคืนให้มัน มันจะเอาทับทิมลูกผมไปทำงานที่พัทยา ถ้าทับทิมมันอยู่ที่นี่กับเฮีย อย่างน้อยเฮียโบ้ก็ต้องเกรงใจเฮียวัชบ้าง คงไม่กล้าบุกมาเอาตัวนังทับทิมไปแน่ ๆ”
นวัชลอบถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม เขาคิดไว้แล้วไม่ผิด สุชาติคิดจะใช้เขาเป็นที่บังลมบังฝนให้บุตรสาวของตนเองตามคาด
จะว่าไปเขาเองก็ไม่ขัดข้องอะไร หากจะให้ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาทำงานกับตน แต่ติดอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น นั่นคือหากไม่ต้องการให้เฮียโบ้มาวอแวกับทับทิม เธอจะต้องมาอยู่กับเขาที่บ้าน เพื่อให้ใครต่อใครรู้ว่าเธอเป็นคนของเขา เป็นผู้หญิงของเฮียวัช
“แล้วนี่ทับทิมเขารู้เรื่องนี้รึยัง”
นวัชเอ่ยถามคนเป็นพ่อ ที่กำลังคิดจะทิ้งบุตรสาวในไส้ไว้ที่นี่ แล้วหนีไปกับภรรยาคนที่สอง เพราะภรรยาคนแรกที่เป็นมารดาของทับทิมนั้น ป่วยตายไปหลายปีแล้ว
“ยะ...ยังไม่รู้เลยครับ แต่ผมมั่นใจว่าลูกผมไม่มีปัญหา ไม่งอแงแน่นอน นังทับทิมมันเป็นเด็กพูดง่ายมาแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ อีกอย่าง ผมเองก็ไว้ใจเฮีย ให้ลูกมาอยู่กับเฮียวัชดีกว่าให้มันไปกับเฮียโบ้” สุชาติยิ้มแหย
นวัชเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายดี เพราะตั้งแต่เขามาทำบ่อปลาน้ำจืดที่นี่ เขาไม่เคยมีข่าวเสียหายเรื่องผู้หญิง เขาไม่ทำธุรกิจสีดำ ยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวกับการค้าเนื้อหนังสาว ๆ เขายิ่งไม่ข้องเกี่ยว สุชาติจึงคิดว่าเขาจะเอ็นดูบุตรสาวของตนเหมือนลูกหลานคนหนึ่งกระมัง คิดว่าเขาคงไม่บ้ากามเหมือนเฮียโบ้ จึงมั่นใจว่าจะฝากผีฝากไข้กับเขาได้
สุชาติเอ๋ย...คิดผิดเสียแล้ว
ช่างไม่รู้อะไรเสียบ้างเลย ว่าแม่สาวน้อยทับทิมนั่น ทุกวันนี้ก็อยู่ภายใต้ปีกของเขา และเขาก็ยอมรับว่าสาวน้อยคนนี้ถูกตาต้องใจเขาไม่น้อย
“ตกลง! ไปคุยกับลูกให้ดี ๆ ล่ะ พร้อมจะเข้ามาอยู่ที่นี่เมื่อไรก็บอก ผมน่ะไม่มีปัญหาอยู่แล้วถ้าทับทิมจะมาทำงานที่นี่ ถ้าเขาทำงานบ้านได้ ทำกับข้าวเป็น ผมก็จะรับไว้ ดีเหมือนกัน ผมจะได้ไม่ต้องใช้ไอ้น้ำทำ”
ทุกวันนี้ เรื่องซักผ้ารีดผ้า เขาใช้ให้น้ำ นราเทพ ลูกน้องคนสนิทมาทำให้ โดยให้ค่าจ้างเป็นครั้งคราว ส่วนเรื่องกับข้าวก็ซื้อจากตลาดมากินทุกมื้อ เพราะนราเทพทำกับข้าวไม่เป็น แต่เรื่องดองสุรานี่ขอให้บอก
“ขอบคุณครับเฮีย ขอบคุณมากครับ ผมจะรีบไปบอกนังทับทิมเดี๋ยวนี้เลยครับเฮีย”
สุชาติยิ้มร่าด้วยความดีใจ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานของนวัชไปอย่างอารมณ์ดี
คล้อยหลังสุชาติ นวัชหลุบตาลงมองสัญญาส่งมอบที่ดินผืนนั้น ซึ่งตอนนี้เป็นของเขาแล้วโดยสมบูรณ์ทางกฎหมาย
ใครต่อใครก็มองกันว่าตั้งแต่สุชาติมีภรรยาใหม่ ทรัพย์สินที่มีก็ค่อย ๆ หายไปทีละอย่างสองอย่าง จนในที่สุดก็ไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอน เพราะผีพนันเข้าสิง แต่เขารู้ว่าเรื่องจริงไม่ได้มีเค่นั้น
ช่างหัวสองผัวเมียนั่นเถอะ ตอนนี้เขาโฟกัสกับทับทิมดีกว่า
ถ้าเดาไม่ผิด เธอจะต้องพาเจ้าถุงทอง แมวสีส้มตัวนั้นมาอยู่ที่บ้านของเขาด้วยเป็นแน่
เอ...จะให้เธอนอนห้องไหนดีนะ
ห้องเขา หรือห้องของเธอดีล่ะ
หญิงสาวหลับตาเม้มปากแน่น เพื่อสะกดกลั้นเสียงครวญครางที่อาจเล็ดรอดออกจากปาก ไม่ว่าเขาจะปรนเปรอทำรักให้เธอกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เธอก็ยังรู้สึกขัดเขินเกินกว่าจะเงยหน้าสบตากับเขาได้ยิ่งร่างกายของเธอตอบรับกับปลายลิ้นของเขาอย่างน่าอาย สะโพกแอ่นขึ้น บดส่ายหมุนวนราวกับเร่งเร้าให้เขาส่งเธอให้ฝั่งโดยไว“ใจเย็นสิครับ” เสียงสั่นพร่ากระซิบแผ่วอยู่ตรงจุดอ่อนไหว ร่างอรชรสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมีบางสิ่งค่อย ๆ แทรกเข้าไปในร่องรักอย่างเชื่องช้า และหมุนวนไปมาอยู่ในนั้นเขาถอนนิ้วออกแล้วดันเข้าไปใหม่ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าสลับกันไป จากหนึ่งนิ้วเพิ่มเป็นสองนิ้วราวกับต้องการให้เธอค่อย ๆ เปิดรับ และคุ้นชินกับบางอย่างที่ใหญ่โตกว่านั้น โดยที่ปาก และลิ้นยังคงจดจ่ออยู่กับกลีบดอกไม้และปลายยอดของเกสรไม่ยอมผละห่าง“อ๊ะเฮีย!”ทับทิมครางกระเส่าเมื่อความรู้สึกที่คุ้นเคยเริ่มพุ่งสูงขึ้น ชายหนุ่มเห็นสัญญาณที่หญิงสาวส่งให้
“อะไรกันเฮีย มาไหว้พวกเราทำไม” อรดียกมือรับไหว้แทบไม่ทัน“ผมจะมาขอทับทิมกับอาทั้งสองคนครับ ผมรักทับทิม คิดว่าพวกอาน่าจะรู้อยู่แล้วว่าผมกับทับทิมคบกันอยู่ ก็เลยอยากขออนุญาตให้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งแต่แรกผมเองก็ไม่เคยมีเจตนาจะปกปิดเรื่องนี้ ทุกคนต่างรับรู้ ผมคิดว่าผมเองก็ควรต้องมาบอกเรื่องนี้กับอาทั้งสองคนด้วยตัวเอง”นวัชหันไปยิ้มให้ทับทิมที่ลงมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเขาเช่นกัน“เห็นไหม หนูบอกแล้วว่าเฮียวัชน่ะ ใจดีกับหนูจะตาย แม่ไม่ต้องห่วงหรอก”ทับทิมเอ่ยปากเชียร์แฟนหนุ่มของตนเองเต็มที่ จนอรดีได้แต่อ่อนอกอ่อนใจ เพราะตั้งแต่เจ้าตัวสารภาพว่าคบอยู่กับนวัช ทับทิมก็หมั่นพูดแต่ความดี ความน่ารักของเขาให้บิดามารดาฟังอยู่เสมอสองสามีภรรยาหันมองหน้ากันแล้วได้แต่ยิ้ม เพราะการที่อีกฝ่ายมานั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าพวกตนเพื่อขอคบกับบุตรสาวด้วยตนเอง ก็นับว่ามีความจริงใจในระดับหนึ่งแล้ว
วันนี้นวัชอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะถูกทับทิมงอนใส่เรื่องที่ปิดบังว่าบิดานำบ้านกับที่ดินมาจำนองไว้ตอนยืมเงิน และตอนนี้ที่ดินกับบ้านหลังนั้นก็เป็นของเขาแล้วตามกฎหมาย เพราะเมื่อครู่ สุชาติเพิ่งมาเซ็นเอกสารการมอบที่ดินผืนนั้นให้ เสร็จเรียบร้อยก็พาลูกเมียออกจากบ้านไป โดยบอกว่าจะไปหาของอร่อย ๆ กินในตัวเมืองตามประสาพ่อแม่ลูกตอนสุชาติมาเซ็นเอกสาร เขายังไม่ได้บอกเรื่องที่ตนคบหากับทับทิม เพราะอยากดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อนว่าคิดเห็นอย่างไร เพราะเขาเชื่อว่าสองสามีภรรยาจะต้องรู้เรื่องของเขากับบุตรสาวแล้วเป็นแน่และเป็นไปตามคาด เมื่อสุชาติบอกว่าจะไปเริ่มต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ กับภรรยา โดยปล่อยให้ทับทิมอยู่กับเขาที่นี่ และแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่บุตรสาวมาคบกับเขา แถมยังบอกให้เขาดูแลเธอเหมือนลูกหลานคนหนึ่งอีกต่างหาก...เหลี่ยมจัดจริง ๆจะว่าไปแล้ว เขากับสุชาติก็เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ต่างกัน ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และรอดูว่าใครจะเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน
สุชาติกับบุษราคัมหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าจะต้องทำถึงขั้นนี้ แต่กระนั้น หญิงสาวก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าวิธีนี้ได้ผล“แต่คนส่วนใหญ่เห็นหน้าบุษจากข่าวหมดแล้วนี่คะ ต่อให้เปลี่ยนชื่อ คนก็คงจำหน้าได้อยู่ดี”“ก็ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าซะสิ จะมีอะไรยากกัน ถ้าพวกเธอตกลง ฉันก็จะให้คนไปจัดการให้...เอาเป็นว่าฉันให้เวลาพวกเธอตัดสินใจละกัน”เสี่ยกานต์เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก ปล่อยให้สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกัน“ศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือ นั่นสินะ ทำไมบุษนึกไม่ถึงเรื่องนี้”“บุษอยากทำไหม ถ้าไม่อยากทำ พวกเราก็หลบไปอยู่ที่อื่นกันสักพัก รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยหางานทำกันก็ได้นะ”สุชาติตามใจภรรยา เพราะถ้าเธอจะเปลี่ยนเป็นอีกหน้าหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก อย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นคู่ชีวิตของเขาวันยังค่ำ เธอจะสวยน้อยลงก็ช่างมัน ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้
สิบสี่ปีก่อนสุชาติเลี้ยวรถเข้าจอดในบังกะโลราคาถูกแห่งหนึ่งช่วงกลางดึก เขามองผ่านกระจกไปตรงเคาน์เตอร์สำหรับติดต่อเข้าพัก เห็นเพียงพนักงานชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งสัปหงกอยู่จึงหันไปบอกกับภรรยาว่า“พี่จะไปติดต่อห้องก่อน บุษกับลูกรอในรถก่อนนะ”บุษราคัมพยักหน้าก่อนหลุบตามองบุตรสาววัยหกขวบที่กำลังนอนหลับตาพริ้มบนตักของตน น้ำตาที่เหือดแห้งไปเริ่มรื้นขึ้นปริ่มขอบตาอีกครั้ง“แม่ขอโทษนะลูก ที่ทำให้หนูต้องมาลำบากไปด้วย”เกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่พวกตนสามคนพ่อแม่ลูกต้องระเหเร่ร่อนนอนตามบังกะโลหรือห้องพักราคาถูก สาเหตุเพราะต้องหนีตำรวจที่ตามหาตัวเธอไปรับโทษในคดีที่ก่อเอาไว้...เธอฆ่าคนตาย!วันที่เกิดเรื่อง หลังจากบุษราคัมใช้หินในห้องน้ำทุบศีรษะนักเลงคุมบ่อนคนหนึ่งที่ตั้งใจจะข่มขืนตนจนตาย ชายผู้นี้ ตนกับสามีต่างก็รู้จักดีเพราะเคยทำงานด้วยกันบนเรือสำราญเมื่อหลายปีก่อน
ทับทิมได้แต่นอนพลิกตัวไปมาเพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ เพราะสมองมันคอยแต่จะผุดภาพวาบหวามที่เพิ่งผ่านพ้นไปขึ้นมาอยู่เสมอ“เฮียบ้า!” มาหลอกให้ใจแตกจนได้ เพียงแค่คืนเดียว เขาก็สอนเธอถึงสองบทเรียนซ้อน!ออรัลเซ็กซ์...หญิงสาวเคยแต่ได้ยิน หรือได้เห็นภาพมา เพิ่งเคยได้สัมผัสประสบการณ์จริงด้วยตนเองก็คราวนี้ความรู้สึกมันหวิวไหวเหมือนใจจะขาดรอน ๆ ยิ่งเขาปฏิบัติกับเธอด้วยความอ่อนโยน ถามไถ่อย่างเอาใจใส่ ทั้งยังทำตามที่รับปากไว้ คือไม่มีการล่วงล้ำสอดใส่หากเธอไม่เต็มใจ ทับทิมก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ลึกล้ำลงไปทุกทีคราวนี้ใครจะเอาเชือกมาโยนไว้ปากหลุมเพื่อให้เธอปีนขึ้นมา เกรงว่าคงเป็นเธอเสียเองที่จุดไฟเผาเชือกนั้นทิ้งไปดูท่า เธอคงถูกเขาหลอกล่อจนทำให้ติดอกติดใจเสียแล้วกระมังบอกใครก็คงไม่มีใครเชื่อ ว่าคุณนวัช แสนบุศย์ เจ้านายผู้สุขุมนุ่มลึกของทุกคนนั้น แท้จริงแล้







