Mag-log inสี่ปีก่อนหน้านี้...
สองครอบครัวไม่ค่อยลงรอยกัน แต่กลับอยู่บ้านข้างกันมีเพียงรั้วสูงแค่อกเท่านั้นที่กั้นเอาไว้ สองบ้านไม่ถูกกันด้วยเรื่องอะไรไม่มีใครรู้ เพราะเป็นแบบนี้มาเนิ่นนานจนจำไม่ได้ว่ากี่ปี ถ้าถามว่าทำไมเธอไม่ย้ายบ้านหนีคำตอบของพวกผู้ใหญ่ก็คงบอกว่าจะย้ายทำไมในเมื่อนี่เป็นบ้านของเรา "เฮ้ย! ไอ้ก้อง หมามึงมาขี้หน้าบ้านกู" เสียงเอะอะโวยวายของชายวัยกลางคนเริ่มส่งเสียงดัง "ทีแมวมึงแอบมาฉี่ในบ้านกูยังไม่พูดสักคำ แค่ขี้หมาก้อนเดียว" ชายอีกคนเถียงกลับอย่างไม่ยอม ทั้งคู่จะมีปากเสียงกันทุกเช้าเป็นประจำจนเพื่อนบ้านหลังอื่นพากันเอือมระอา "ป๊าๆ เดี๋ยวกายเก็บเอง" ชายหนุ่มวัยมัธยมรีบวิ่งออกมาห้ามทัพเหมือนอย่างทุกวัน "เออ! เก็บด้วย อย่าให้เหลือทิ้งไว้ล่ะ" "ครับๆ จะเก็บเดี๋ยวนี้แหละครับ" ว่าจบก็รีบก้มเก็บอย่างไม่รีรอ เขาเองก็เบื่อเต็มทนกับการทะเลาะกันของคนรุ่นพ่อทั้งสองคน "ไง เบื่อไหมล่ะ" เสียงหวานของผู้มาใหม่เรียกให้คนกำลังก้มเก็บมูลของสุนัขหันขวับกลับไปมอง "เบื่อสิพี่ถามได้ พี่ไม่เบื่อหรือไง" "ชินแล้วแหละมั้ง พวกป๊าๆ ก็เป็นแบบนี้ตลอดอยู่แล้ว" หญิงสาวรุ่นพี่ในชุดนักศึกษาคุยกับหนุ่มรุ่นน้องด้วยสีหน้าเซ็งๆ "แล้ววันนี้จะไปพร้อมผมไหมครับ" ชายหนุ่มยื่นเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยถามด้วยแววตาซุกซน ทั้งคู่มักจะแอบคุยกันข้ามรั้วบ้านเป็นประจำโดยไม่ให้พวกผู้ใหญ่รู้ "อืม...วันนี้ไปเองดีกว่า" "อ้าว! ทำไมล่ะ" "ให้ซ้อนท้ายนายไปทุกวันฉันก็เกรงใจนะ ถ้าป๊ารู้เข้าโดนบ่นหูชาแน่ๆ" "แต่ผมอยากไปส่งพี่นะ" กรัณย์ทำสีหน้าอ้อนๆ หวังให้อีกคนยอมให้ตนไปส่งที่มหาวิทยาลัย "ไม่ต้องมาทำหน้าทำตาเลย ฉันไม่หลงกลนายหรอก" "หวา! แย่จังถ้าเป็นสาวคนอื่นผมจีบติดไปนานแล้วนะเนี่ย" "เจ้าชู้ให้มันน้อยๆ หน่อย สงสารป๊า ม๊านายจริงๆ" "ผมไม่ได้เจ้าชู้สักหน่อย ไม่เชื่อลองคบกับผมก็ได้นะ" พริมาแกล้งกลอกตามองบนใส่หนุ่มรุ่นน้องที่ชอบขายขนมจีบใส่เธอทุกวัน ถึงบางครั้งจะใจอ่อนให้บาง แต่เธอก็พยายามไม่ให้ความหวังเพราะรู้ว่าอย่างไรเรื่องของเธอกับกรัณย์ก็เป็นไปไม่ได้ "วันนี้ให้ผมไปส่งพี่นะ" "เฮ้อ! ก็ได้" สุดท้ายเธอก็ต้องยอมอีกตามเคย ใครจะทนสายตาลูกหมาที่เขามองมาได้กันล่ะ แววตาอ้อนๆ แค่เห็นพลอยให้ใจสั่น "เย้! งั้นผมไปเตรียมตัวก่อนนะ เจอกันหน้าหมู่บ้านนะครับ" กรัณย์รีบวิ่งเข้าบ้านไปแต่งตัวให้เรียบร้อย พริมาส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะเข้าไปหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกจากบ้านไปยืนคอยที่จุดนัดพบของทั้งคู่ พริมาเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง ส่วนกรัณย์กำลังใกล้จบชั้นมัธยม อายุของทั้งคู่ห่างกันสองปี ด้วยความที่เจอหน้ากันมาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ทั้งคู่ถูกปลูกฝังมาว่าต้องเกลียดกัน ทว่าไม่รู้เป็นไงมาไงถึงทำให้กรัณย์ตามติดพี่สาวข้างบ้านแจ พอยิ่งโตก็เริ่มเผยความแพรวพราวหว่านเสน่ห์ใส่พี่สาวข้างบ้านไม่เว้นวัน "รถมารับแล้วครับพี่สาวคนสวย" รถจักรยานยนต์คันใหญ่แบบที่หลายคนเรียกว่า บิ๊กไบค์ จอดเทียบด้านข้างก่อนที่คนขับจะเปิดหมวกกันน็อกออกมาทักทาย "เอาหมวกมาสิ" พริมาแบมือขอหมวกกันน็อกประจำตำแหน่งของตนเองที่กรัณย์โกหกพ่อแม่ว่าเป็นหมวกของเพื่อน "ผมใส่ให้" "ไม่ต้อง เอามาเดี๋ยวใส่เอง" "บอกว่าจะใส่ให้ไง" กรัณย์ไม่ยอมยื่นหมวกให้แต่กลับออกแรงดึงแขนคนตัวเล็กให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วจัดการสวมหมวกกันน็อกให้เสร็จสรรพโดยไม่ลืมเช็กความปลอดภัยของหมวกให้อีกด้วย "เรียบร้อย" "ขอบใจ" "ขึ้นมาเลยครับ" มือหนาตบเบาะรถเบาๆ เรียกให้อีกคนขึ้นมา พริมาก้าวขึ้นรถคันใหญ่ด้วยความทุลักทุเลแต่สุดท้ายก็สำเร็จ โชคดีที่เธอใส่กระโปรงพลีทเลยทำให้คร่อมได้ง่าย หากใส่ทรงเอมีหวังกระโปรงขาดวิ่นพอดี จะนั่งท่าผู้หญิงก็เสี่ยงหงายหลังตกลงไปอีก "กอดเอวผมไว้ให้ดีนะ รถผมมันแรง" ว่าจบไม่ทันขาดคำก็บิดรถออกไปทันที หญิงสาวรีบคว้าเอวสอบกอดไว้แน่น กรัณย์ก้มมองมือที่กอดเอวแน่นก่อนที่รอยยิ้มจะเผยอยู่ภายใต้หมวกกันน็อกแล้วเริ่มผ่อนความเร็วลงเพื่อความปลอดภัย เขาไม่อยากพาเธอมาเสี่ยงอันตรายด้วยถึงแม้ตอนขับคนเดียวจะบิดชนิดที่ว่ามิดไมล์ก็ตาม ถึงจะยังเรียนมัธยมแต่อายุของกรัณย์ก็สามารถสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์และยังได้รับใบอนุญาตสำหรับรถบิ๊กไบค์แบบถูกกฎหมาย เขาเองก็อยากรีบโตเร็วๆ จะได้ทำงานเก็บเงินพาพี่สาวคนสวยไปเที่ยวในที่ที่อยากไป "ถึงแล้วครับผม" รถจักรยานยนต์คันใหญ่จอดเทียบหน้าตึกคณะของพี่สาวข้างบ้าน "แป๊บนะ ถอดไม่ออก" พริมาตั้งใจจะถอดหมวกกันน็อกคืนให้เจ้าของ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถอดไม่ออกเสียที "เดี๋ยวถอดให้" "นี่ ทะลึ่งแล้ว!" เธอรีบปรามกับคำพูดกำกวมสองแง่สองง่ามของคนตรงหน้า "อะไร ผมหมายถึงหมวกกันน็อก พี่นั่นแหละคิดไปไกลคนเดียว" กรัณย์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจที่ทำให้พริมาโกรธได้ เพราะเวลาเธอโมโหมันดูน่ารักจริงๆ "รีบๆ ถอดสิ เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก" "ครับ จะถอดเดี๋ยวนี้แหละครับ" มือหนาแกล้งยื่นไปจับกระดุมเสื้อนักศึกษาของเธอแทนที่จะจับหมวกกันน็อค "กาย! ฉันจะทุบนายจริงๆ นะ" "ครับๆ ถอดจริงๆ แล้ว ฮ่าๆ" ชายหนุ่มหัวเราะร่านึกเอ็นดูมือเล็กๆ ของเธอที่ยกขึ้นเตรียมจะทุบเขา กรัณย์จัดการถอดหมวกกันน็อกให้ด้วยความเบามือกลัวจะไปพันกับผมสวยๆ ของเธอเข้า เมื่อถอดเสร็จมือหนาก็ช่วยจัดทรงผมให้เธออย่างกับเป็นเรื่องที่ทำประจำ "ไปละนะ นายก็รีบไปเรียนได้แล้วจะสายแล้ว" "ตอนเย็นขอมารับนะ" "ไม่ต้องมาหรอก วันนี้ฉันเลิกบ่ายโมง" "งั้นบ่ายโมงผมมารับพี่" "จะบ้าหรือไง นายยังเรียนอยู่เลย" โรงเรียนของกรัณย์เลิกสี่โมงครึ่งแล้วเขาจะออกมาก่อนได้อย่างไร "จะเรียนจบแล้วอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนแล้ว งั้นบ่ายโมงรอตรงนี้นะ ห้ามไปไหนนะ ถ้าผมมาไม่เจอพี่โดนแน่" ชายหนุ่มคาดโทษขู่ๆ เพราะกลัวพริมาจะหนีกลับก่อน "รีบไปโรงเรียนได้แล้ว" เมื่อคล้อยหลังรุ่นน้องแสนเอาแต่ใจ หญิงสาวแอบลอบยิ้มคนเดียวก่อนจะรีบหุบยิ้มทันควัน เธอเองก็ชอบที่มีกรัณย์อยู่ข้างๆ แบบนี้ แต่คงไม่ดีแน่ถ้าที่บ้านของเธอกับเขารู้เข้าขาเรียวสวยก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำแล้วเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว ทว่าภาพตรงหน้าทำเอาทั้งเธอและเขาอึ้งตะลึงงันสองสายตาสบหากันโดยมิได้นัดหมาย สิ่งที่เธอเห็นคือชายหนุ่มไม่สวมกางเกงกำลังนั่งชักรูดแก่นกายที่ตั้งชันของตนเองด้วยมือข้างซ้ายที่ไม่ได้เป็นแผล"อะ...เอ่อ ขอโทษนะ" คนตัวเล็กรีบเอ่ยขอโทษแล้วเบือนหน้าหนีเตรียมจะออกจากห้องน้ำไปให้ไกล"เดี๋ยวพี่!" มือหนากลับฉุดรั้งเธอไว้ทัน"มะ...มีอะไรหรือเปล่า" พริมากลายเป็นคนติดอ่างพูดตะกุกตะกักแทบฟังไม่ได้ศัพท์"ช่วยผมหน่อยได้ไหม""ให้ช่วยอะไร?" เธอเริ่มใจไม่ดีกับคำขอของเขา"ผมทำไม่ถนัด พี่ช่วยหน่อยได้ไหม""นายจะบ้าหรือไง นายก็ทำเองสิ""แต่มือข้างนี้มันขยับแรงไม่ได้ ถ้าแผลมันฉีกล่ะ" กรัณย์ทำหน้าตาน่าสงสาร แต่การขอให้เธอช่วยเรื่องนี้มันแปลกเกินไปหรือเปล่า"แล้วใครใช้ให้นายมีอารมณ์ตอนนี้ล่ะ""มันห้ามได้ที่ไหนล่ะครับ" เธอคงไม่รู้ว่าเขาต้องอดกลั้นแค่ไหน ยิ่งมีเธอเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เจ้าลูกชายขนาดห้าสิบแปดของเขาก็ยิ่งตื่นตัวขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ"งั้นก็ช่วย
"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมาหา ผมแค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์กรอกเสียงพูดกับคนในสายที่รั้นจะมาหาท่าเดียว[แค่ที่ไหนกัน นายต้องเย็บตั้งหกเข็มเลยนะให้ฉันไปคอยดูแลไม่ดีกว่าหรือไง] ผู้จัดการส่วนตัวอยากจะทำหน้าที่ของตัวเอง แต่คนเจ็บกลับไม่ต้องการ"แค่หกเข็มสบายมากครับ ช่วงนี้พี่ก็พักผ่อนให้พอแล้วกัน"[แน่ใจนะว่าไม่ต้องการคนดูแล ฉันเคยดูแลคนเจ็บ คนติดเตียงนะ ฉันอาบน้ำ เช็ดก้น ทำความสะอาดได้หมดเลยนะ] อำพลโอ้อวดสรรพคุณการเป็นอดีตผู้ช่วยพยาบาลที่คอยดูแลคนป่วยก่อนจะมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ดารา"พี่พล ผมยังไม่ถึงขั้นติดเตียงสักหน่อย แค่เป็นแผลเองครับ" กรัณย์เริ่มกุมขมับ เขาเป็นแผลเย็บหกเข็มไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลมากมาย แค่พริมาที่เป็นพยาบาลจำเป็นคนเดียวก็เกินพอแล้ว[เอางั้นก็ได้ แต่ถ้ามีอะไรต้องโทรหาฉันทันทีเลยนะ รู้ไหม]"ครับๆ" ตอบรับปัดๆ แล้วกดวางสายทันที เขารู้ว่าอำพลเป็นห่วงแต่บางครั้งก็ทำเหมือนเขาเป็นเด็กเกินไป ตลอดหลายปีที่รู้จักกัน อำพลก็เปรียบเสมือนพี่ชายของกรัณย์ไปแล้ว ถึงบางทีจะน่ารำคาญไปหน่อยก็เถอะชายหนุ่มเจ้าของห้องนั่งรออย่างเบ
เช้าวันใหม่ข้าวต้มกุ้งส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วทั้งห้องถูกจัดแจงวางบนโต๊ะอาหาร กรัณย์ค่อยๆ เดินมานั่งเงียบๆ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาเพราะกลัวเธอจะรำคาญ เขาจึงเลือกนั่งนิ่งๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างดี"ซี้ด" ด้วยความลืมตัวเขาเผลอยกแขนขวาขึ้นตักข้าวต้มเข้าปาก จู่ๆ ความเจ็บก็แล่นพล่านจนต้องร้องซี้ดเบาๆ ไม่ได้ออกอาการเล่นใหญ่แบบเมื่อวาน"อ้าปากสิ" พริมาเห็นท่าทีเงอะงะของเขาแล้วอดสงสารไม่ได้"ขอบคุณครับ" ชายหนุ่มต่างไปจากคนเมื่อวานลิบลับ เช้าวันนี้เขาไม่ร่าเริง ไม่เจ้าเล่ห์อย่างที่เคยเป็น แต่กลับเรียบร้อยผิดปกติจนน่าแปลกใจ"ถ้าอิ่มแล้วก็กินยา""วันนี้พี่ไม่ไปกองถ่ายเหรอครับ""ฉันขอลาหยุดแล้ว" พริมาอ้างกับราเชนว่าขอหยุดเขียนต้นฉบับเรื่องใหม่ให้จบ ราเชนจึงอนุญาตให้เธอหยุดพักเขียนงานได้ แต่บอกกับทุกคนว่าเธอป่วย"พี่ต้องเสียงานเพราะผมเหรอ""นายต่างหากต้องเสียงานเพราะฉัน เลิกคิดมากซะ" ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยเธอป่านนี้กรัณย์คงได้ถ่ายงานต่อ"เมื่อวานผมขอโทษนะครับที่เซ้าซี้พี่มากเกินไป""อืม ช่างมันเถอะ""ถ้าพี่อ
อาหารที่สั่งมาส่งตรงต่อเวลา หญิงสาวจัดแจงใส่จานเสร็จสรรพพร้อมรับประทาน หน้าที่พยาบาลจำเป็นของพริมาดำเนินไปอย่างไม่เสียเวลาเปล่า เธอทำทุกอย่างเท่าที่พอทำได้"หืม? มีแต่ของโปรดผมทั้งนั้นเลย" ชายหนุ่มเจ้าของห้องเดินตามกลิ่นอาหารมานั่งที่โต๊ะ"งั้นเหรอ""พี่จำได้ด้วยเหรอว่าผมชอบกินอะไร" กรัณย์ดีอกดีใจที่อาหารมื้อนี้พริมาสั่งแต่ของโปรดมาให้เขา"ฉันไม่รู้หรอก ก็แค่กดๆ สั่งมาเฉยๆ" คนตัวเล็กทำเย็นชา กลบเกลื่อนสีหน้าไม่ให้เขาจับได้"เชื่อก็ได้ครับ""เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่นาย กินได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นหมด"ทันทีที่ตักอาหารเตรียมเข้าปาก จิตวิญญาณนักแสดงก็ได้เริ่มขึ้น มือข้างซ้ายไร้ผ้าพันแผลสั่นหงึกๆ ทำทีใช้งานไม่ถนัด ส่วนแขนขวาก็ยังคงพันไว้ด้วยผ้าพันแผลซึ่งหมอไม่ให้ใช้งานแขนข้างนี้เพราะกลัวแผลจะปริหรืออักเสบขึ้นมา ทำให้กรัณย์จำเป็นต้องใช้งานมือซ้ายในการกินอาหารมื้อนี้"เฮ้อ! กินไม่ถนัดเลย" เสียงทุ้มบ่นอุบอิบด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์พริมาไม่พูดไม่จาเธอลุกขึ้นขยับมานั่งข้างเขาก่อนจะตักอาหารป้อนเข้าปากคนที่บ่น
"แค่ช่วงนี้เท่านั้น! ห้ามต่อรอง ห้ามมีข้อแม้อีก และก็ห้ามล่วงเกินฉัน" พริมายื่นคำขาด เธอจะไม่ยอมเผลอตัวให้เขาอีกแล้ว ถึงครั้งก่อนจะจำไม่ได้เลยก็ตาม"แต่ถ้าพี่ยอมเองก็ไม่ถือว่าล่วงเกินใช่ไหมครับ""ถ้านายยังไม่หยุดพูดมาก ฉันจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด""ครับๆ จะรูดซิปกางเกง เอ้ย! ซิปปากอย่างดีเลยครับ" คนกะล่อนทำหน้าทำตาทะเล้นใส่ แกล้งพูดผิดทั้งที่รู้ว่าต้องโดนโกรธ แต่ก็ยังอยากจะแกล้งให้เธอโมโห"ฉันจะถือว่าไม่ได้ยินแล้วกันนะ แล้วก็เมื่อกี้พี่เชนส่งข้อความมาบอกว่าให้นายกลับไปพักไม่ต้องไปถ่ายต่อแล้ว พวกเขาจะถ่ายฉากอื่นระหว่างที่นายยังไม่หายดีไปก่อน" พริมาร่ายยาวเหยียดแต่อีกคนกลับไม่ได้ฟังเสียงเธอเลย เขามัวแต่มองปากเล็กขมุบขมิบอยากจับมาจูบเสียให้สิ้นเรื่อง"นี่! ได้ฟังที่ฉันพูดไหม""ครับๆ ฟังครับ" ฟังที่ไหนกัน เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเธอพูดเรื่องอะไรคนตัวโตทำเป็นสำออยเดินเองไม่ไหวต้องให้เธอช่วยพยุงมาจนถึงรถทั้งที่เขาเจ็บแขนไม่ได้เจ็บขาเสียหน่อย แต่พริมาไม่อยากค้านมากเพราะตอนนี้กรัณย์ถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอไว้"ไปหัดข
พริมาออกจากคอนโดแต่เช้าเพื่อเลี่ยงการเจอหน้าคนที่ไม่อยากเจอ ถึงจะพยายามหลบหน้าแค่ไหนถึงอย่างนั้นก็ต้องมาเจอกันที่กองถ่ายอยู่ดี แล้วแบบนี้เธอจะหนีเขาพ้นได้อย่างไร "เฮ้อ! หรือเราจะย้ายคอนโด แต่ค่ามัดจำก็ไม่ได้คืนน่ะสิ" คนตัวเล็กพึมพำคิดไม่ตกอยู่คนเดียว เธอจะหนีกรัณย์ไปเรื่อยๆ แบบนี้คงไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้าและข่มใจตัวเองไม่ให้เผลอคิดเกินเลยกับเขาอีก ท่ามกลางกองถ่ายละครที่มีทีมงานพากันวิ่งวุ่นวาย พริมาที่ไม่มีหน้าที่ในส่วนนั้นทำได้แค่ยืนหลบมุมเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่เกะกะของใคร เธอพยายามทำให้ตัวเองเป็นตัวถ่วงให้น้อยที่สุด แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น "พี่พิม!" เสียงเรียกของกรัณย์คือสิ่งสุดท้ายที่เธอได้ยินก่อนทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โครม! เพล้ง! เสียงหลอดไฟในกองถ่ายหล่นลงมาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทีมงานพากันวิ่งมาดูความปลอดภัยของคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้น ทว่าคนที่ควรจะได้รับบาดเจ็บกลับไม่มีแผลแม้แต่รอยข่วน แต่เป็นชายหนุ่มอีกคนที่วิ่งเอาตัวเองมาขวางเอาไว้จนเศษจากหลอดไฟบาดที่แขนเป็นทางยาว เลือดไหลอาบเรียกความตกใจของท
พอถึงเวลาบ่ายโมงนักศึกษาคณะมนุษย์ศาสตร์เดินออกจากตึกคณะเพื่อไปที่อื่นต่อ บางคนมีงานต้องไปทำ บางคนอาจจะมีเรียนต่อ หรือบางคนนัดกับคนรักเอาไว้"แหมๆ ช่วงนี้แฟนเด็กมารับ มาส่งทุกวันเลยนะ" เพื่อนในกลุ่มพากันแซวเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดมัธยมนั่งรอพริมาอยู่ที่รถมอเตอร์ไซต์คันใหญ่"แฟนเด็ก
ทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับหลังเจรจาเรียบร้อย ราเชนอาสาไปส่งเธอ แต่คนตัวเล็กกลับปฏิเสธเพราะมีที่ที่ต้องไปก่อนกลับคอนโดโดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนเดินตามเธอมาตั้งแต่ร้านอาหารขาเรียวสวยเลี้ยวเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนัก เธอจึงเดินเท้ามาแทนการนั่งรถประจำทางเพื่อ
เมื่อถึงวันนัดพบ ชายหนุ่มนั่งหน้าขรึมยกนาฬิกาดูเวลาครั้งแล้วครั้งเล่าคนที่อยากเจอก็ยังไม่ปรากฏตัวมาเสียที จนเขาเริ่มมีน้ำโห"นี่คุณผู้กำกับโทรตามนักเขียนของคุณสิ""แต่คุณกาย นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยนะครับ พวกเรามาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงนะครับ""ก็โทรเร่งสิ" กรัณย์จี้ให้ค
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมคาย สันจมูกเด่นชัดรวมถึงสันกรามที่เข้ากับรูปหน้าอย่างไม่มีที่ติ บุคคลิกของเขาคือหนุ่มขี้เล่น ยิ้มเก่ง คอยแจกความสดใสให้กับคนรอบข้าง แต่ความจริงแล้วเขานั้นร้ายยิ่งกว่าซาตาน"โอ๊ย! บอกว่าไม่รับงานแล้วไง" น้ำเสียงไม่สบอารมณ์กระชากอย่างไม่พอใจก่อนจะโยนเอกสารในมือทิ้งลงพื้







