Share

บทที่ 2

Author: อาเซิง
เฉิงสือยวนไม่ได้ตอบ เพียงกล่าวกับคนขับรถม้าว่า “ไปที่ว่าการเมืองหลวง”

“ที่ว่าการเมืองหลวง?” เซียวหลินยวนขมวดคิ้วแน่น “เจ้าไปที่นั่นทำไม?”

เฉิงสือยวนไม่ตอบ เพียงใช้ดวงตาอันว่างเปล่าคู่นั้นมองเขา

เสิ่นเยว่หนิงที่อยู่ข้างๆ ก้าวมาข้างหน้าได้ถูกเวลา พลางเอ่ยหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านอ๋อง พี่หญิงสือยวนเพิ่งออกมา คงจะมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ มิสู้...ตามใจนางเถิดเจ้าค่ะ?”

เซียวหลินยวนมองท่าทางดื้อดึงเงียบขรึมของเฉิงสือยวน แล้วกดข่มความสงสัยและความขุ่นเคืองในใจลง “เอาล่ะ ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า”

ตลอดทาง ภายในรถม้าเงียบสงัดจนน่ากลัว

เซียวหลินยวนอยากชวนคุย แต่เมื่อเห็นเฉิงสือยวนหลับตาพักผ่อนเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหน

เขาสั่งให้คนนำผ้าห่มมาคลุมให้นาง แล้วรินน้ำอุ่นยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก แต่นางก็ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้น เพียงเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยง

กาลก่อนนางหาได้เป็นเช่นนี้ไม่

แต่ก่อนหากนางได้รับบาดเจ็บแม้เพียงนิด แม้แค่ถลอกเพียงเล็กน้อย ก็จะวิ่งมาตรงหน้าเขา ชูมือให้เขาดู แล้วออดอ้อนว่า “เซียวหลินยวน เจ็บจังเลย ท่านช่วยเป่าให้ข้าหน่อยสิ”

ตอนนั้นเขารู้สึกรำคาญ คิดว่านางบอบบางเรื่องมาก

ทว่ายามนี้ ฝ่าเท้านางเกือบจะไหม้จนทะลุอยู่แล้ว แต่นางกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลยสักคำ

ความอึดอัดในใจของเซียวหลินยวนยิ่งนานยิ่งหนักอึ้ง ราวกับมีสิ่งใดขวางไว้จนหายใจไม่ออก

เมื่อถึงที่ว่าการเมืองหลวง เขาลงจากรถม้าก่อน แล้วยื่นมือหมายจะประคองนาง แต่เฉิงสือยวนกลับยันผนังรถม้าก้าวลงมาด้วยตนเอง

“ข้าจะเข้าไปกับเจ้า” เซียวหลินยวนกล่าว เขาเองก็อยากรู้ว่าท้ายที่สุดนางต้องการทำสิ่งใดกันแน่

ขณะนั้นเอง เสิ่นเยว่หนิงที่เดินตามหลังมาพลันส่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดแผ่วเบาออกมาคำหนึ่ง

“เยว่หนิง!” สีหน้าของเซียวหลินยวนเปลี่ยนไปทันที หันกลับไปประคองนางไว้ในบัดดล “เป็นอะไรไป? เจ็บหน้าอกขึ้นมาอีกแล้วหรือ?”

“ท่านอ๋อง ข้าไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ โรคเก่ากำเริบเท่านั้น” เสิ่นเยว่หนิงซบอยู่ในอ้อมอกเขา น้ำเสียงโรยแรง “ท่านรีบพาพี่หญิงสือยวนเข้าไปข้างในเถิดเจ้าค่ะ ขะ...ข้าพักสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว...”

เซียวหลินยวนมองสตรีในอ้อมแขนที่มีสีหน้าเจ็บปวด แล้วหันไปมองเฉิงสือยวนที่หมุนตัวเดินตรงไปยังที่ว่าการเมืองหลวง เขาได้แต่กัดฟันแน่น

“สือยวน เยว่หนิงโรคเก่ากำเริบ ข้าต้องพานางกลับจวนไปพบหมอหลวงก่อน เจ้าเข้าไปจัดการธุระคนเดียว เมื่อเสร็จแล้วค่อยให้คนของที่ว่าการพาเจ้ากลับจวนอ๋อง ได้หรือไม่?”

เดิมทีเขาคิดว่า ด้วยนิสัยแต่ก่อนของเฉิงสือยวน นางจะต้องไม่ยอมรามืออย่างแน่นอน หรือกระทั่งอาจจะอาละวาดออกมาตรงนั้นทันที

แต่ก่อนนางใส่ใจเรื่องเขากับเสิ่นเยว่หนิงอยู่ด้วยกันที่สุด ทุกครั้งที่เห็นเขาคุยกับเสิ่นเยว่หนิง เป็นต้องวิ่งเข้ามาอย่างแง่งอน แล้วเท้าเอวพูดว่า “เซียวหลินยวน ห้ามท่านมองนางนะ”

ทว่าคราวนี้ เฉิงสือยวนเพียงหันกลับมา แล้วพยักหน้ารับด้วยท่าทีนิ่งเฉยยิ่ง

“ได้สิ”

เซียวหลินยวนมองแผ่นหลังของนางลับหายไปหลังประตู ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจพลันตีรวนขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับมีบางสิ่งกำลังค่อยๆ หลุดลอยไป โดยที่เขาไม่อาจไขว่คว้าเอาไว้ได้เลย

“ท่านอ๋อง...” เสิ่นเยว่หนิงส่งเสียงเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงโรยแรงลงยิ่งกว่าเดิม

เซียวหลินยวนถอนสายตากลับมา พลางประคองนางขึ้นรถม้า “ไปกันเถิด ไปหาหมอหลวง”

ภายในที่ว่าการเมืองหลวง

นายทะเบียนประจำที่ว่าการมองสตรีตรงหน้าที่อาภรณ์ขาดวิ่น สองเท้าอาบโชกไปด้วยเลือด ทว่าสีหน้ากลับสงบนิ่ง เขาก็นึกประหลาดใจอยู่บ้าง “ฮูหยิน...ท่านนี้ มีเรื่องอันใดหรือ?”

เฉิงสือยวนช้อนสายตาขึ้นมอง น้ำเสียงกระจ่างชัด “ข้าต้องการหย่าเจ้าค่ะ”

“หย่าหรือ?” นายทะเบียนประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม “มีหนังสือหย่าที่ฝ่ายชายเขียนหรือไม่?”

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

“เรื่องนี้...ตามกฎหมายบ้านเมืองเรา หากฝ่ายหญิงเป็นผู้ขอหย่าก่อน จะต้องได้รับความยินยอมจากฝ่ายชายและมีหนังสือหย่ากำกับไว้ แต่หากฝ่ายชายไม่ยินยอม แล้วฝ่ายหญิงยังยืนกรานจะหย่าให้ได้...จะต้องรับโทษทรมานด้วยการตอกตะปูไม้ท้อเจ็ดสิบสองดอกเข้าสู่ร่างกาย นั่นเป็น...โทษทัณฑ์ที่ทารุณและทรมานยิ่ง ฮูหยิน ท่านโปรดคิดดูให้ถี่ถ้วนเถิด”

ตะปูไม้ท้อเจ็ดสิบสองดอกหรือ?

เจ็บปวดมากจริงๆ

ทว่าต่อให้เจ็บปวดกว่านี้ ยังจะสู้ทัณฑ์ทรมานวันแล้ววันเล่าในคุกหลวงได้หรือ? ยังจะสู้ถ่านไฟสิบหลี่เมื่อครู่ได้หรือ?

หลายปีมานี้ ความปรารถนาเดียวที่ค้ำจุนให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็คือการไปจากเซียวหลินยวน

จากไปอย่างสิ้นเชิง และตลอดกาล

“ข้าคิดถี่ถ้วนแล้ว ลงบันทึกเถิด สิ้นเดือนนี้ข้าจะมารับโทษเจ้าค่ะ”

นายทะเบียนทอดถอนใจ ในที่สุดก็เขียนชื่อและวันที่ของนางลงบนสมุดบันทึกจนได้

เมื่อออกจากที่ว่าการ เฉิงสือยวนก็เดินอยู่บนถนนอันคึกคักเพียงลำพัง

ห้าปีแล้ว เมืองหลวงคล้ายจะเปลี่ยนไปไม่น้อย และคล้ายว่าจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปเลย

ยามเดินผ่านปากทางถนน นางเห็นดรุณีแรกรุ่นสดใสในชุดกระโปรงสีเหลืองนวล กำลังวิ่งตามหลังบุรุษหนุ่มชุดเขียวผู้มีใบหน้าเย็นชา พลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วพูดคุยไม่หยุด

“นี่! ท่านอย่าเดินเร็วขนาดนั้นสิ! ข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านยังไม่ชอบข้า ไม่เป็นไร! ข้ามีเวลาทั้งชีวิตที่จะทำให้ท่านชอบ!”

พวงแก้มของหญิงสาวขึ้นสีแดงระเรื่อจากการวิ่งและความตื่นเต้น ดวงตาทอประกายแวววาว เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

ราวกับ...ตัวนางในกาลก่อน

เฉิงสือยวนหยุดฝีเท้าลง นางยืนมองนิ่ง ความทรงจำหลั่งไหลถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่นอย่างไม่อาจควบคุม

นางเป็นบุตรสาวคนเดียวของเฉิงฉิงผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ ได้รับรักใคร่เอ็นดูดั่งแก้วตาดวงใจมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงมีนิสัยเปิดเผยเอาแต่ใจ ไม่หวาดกลัวสิ่งใด ทั้งขี่ม้ายิงธนู ดาบ หอก ไม้พลอง ล้วนเชี่ยวชาญทุกอย่าง เป็นไข่มุกเม็ดงามแห่งตระกูลแม่ทัพที่เจิดจรัสที่สุดในเมืองหลวง

การล่าสัตว์ฤดูใบไม้ผลิเมื่อตอนอายุสิบห้าปี เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับเซียวหลินยวน

เขาสวมชุดสีดำอยู่บนหลังม้า ดูสูงส่งเย็นชาและโดดเด่นท่ามกลางผู้คนนับหมื่น ราวกับเทพเซียนที่ลงมายังโลกมนุษย์ เพียงสบตาแค่ครั้งเดียว นางก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

นับแต่นั้นมา ชีวิตของนางก็หมุนรอบตัวเขามาโดยตลอด

เมื่อได้ยินว่าเขาชอบตำราโบราณหายาก นางก็ค้นหาจนทั่วเมืองหลวง พอรู้ว่าเขาชอบเดินหมาก นางก็เพียรฝึกฝนฝีมือการเดินหมากอย่างหนัก หรือเพียงเขาเอ่ยปากชมขนมทางทิศตะวันตกของเมืองขึ้นมาประโยคหนึ่ง นางก็ยอมวิ่งข้ามครึ่งเมืองไปซื้อ แล้วตั้งใจนำไปมอบให้ถึงจวนเขา

คนทั่วเมืองหลวงต่างรู้กันดีว่า บุตรสาวสุดที่รักของแม่ทัพใหญ่เฉิงเฝ้าไล่ตามอ๋องเจิ้นเป่ยอย่างเปิดเผยครึกโครม โดยไม่สนใจสายตาผู้ใด

ทว่าเซียวหลินยวนกลับปฏิบัติต่อนางด้วยความเฉยชาและห่างเหินเสมอมา

จนกระทั่งวันหนึ่ง เซียวหลินยวนกลับเป็นฝ่ายเดินทางมาหานางเองโดยไม่มีใครคาดคิด และเอ่ยปากว่าจะแต่งงานกับนาง

นางยินดีปรีดาจนแทบบ้า ด้วยคิดว่าความทุ่มเทตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็ชนะใจเขาได้แล้ว

ขบวนสินสมรสยาวเหยียดสุดสายตา พร้อมด้วยมงกุฎหงส์และชุดเจ้าสาวสีแดงสด นางได้กลายเป็นนายหญิงแห่งจวนอ๋องเจิ้นเป่ยโดยสมบูรณ์

ทว่าในคืนเข้าหอ เขาไม่ได้แตะต้องตัวนางเลยแม้แต่น้อย

นางคิดไปเองว่าเขาเพียงแค่มีนิสัยเย็นชาเท่านั้น ไม่เป็นไร นางยังมีเวลาทั้งชีวิตที่จะหลอมละลายหัวใจเขา

ทว่าในเวลาต่อมา นางกลับล่วงรู้ความจริงเข้าโดยบังเอิญ

ที่แท้เรื่องราวกลับเป็นเพราะเสิ่นเยว่หนิง ญาติผู้น้องผู้เป็นสหายวัยเยาว์ที่พำนักอยู่ในจวนอ๋องมาโดยตลอด เกิดอุบัติเหตุตกจากหลังม้าจนขาได้รับบาดเจ็บ หมอหลวงกล่าวว่าต้องใช้ “โสมกระดูกหิมะ” ที่หาได้ยากยิ่งชนิดหนึ่งมาเป็นตัวนำยา จึงจะรักษาให้หายดีได้

และ “โสมกระดูกหิมะ” นี้ เป็นสมบัติประจำตระกูลเฉิงที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นเฉพาะทายาทสายตรง และไม่เคยให้คนนอกยืมเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ท่านพ่อรักและเอ็นดูนาง จึงยื่นเงื่อนไขว่า เซียวหลินยวนต้องตบแต่งกับนางอย่างออกหน้าออกตาในตำแหน่งพระชายา มิฉะนั้น ก็จะไม่มีวันมอบสมุนไพรนี้ให้

และเพื่อช่วยรักษาขาของเสิ่นเยว่หนิง เซียวหลินยวนจึงยอมแต่งงานกับนางในที่สุด

นางเป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวนำยาเท่านั้น

คืนที่ได้รับรู้ความจริง นางร้องไห้ตลอดทั้งคืนภายในเรือนหอของพวกเขา

ถึงกระนั้นนางก็ยังคงเช็ดน้ำตา แล้วแย้มยิ้มออกไปพบเขา

นางคิดในใจว่าไม่เป็นไร ขอเพียงตนเองดีต่อเขา สักวันหนึ่งเขาก็ต้องมองเห็นความจริงใจของนาง

หลังแต่งงาน เขายังคงเย็นชาและเมินเฉยไม่เปลี่ยน แต่นางก็พยายามทำหน้าที่พระชายาอย่างดีที่สุด ทั้งดูแลจัดการงานในจวนอ๋องและกตัญญูต่อเสด็จแม่ของเขา แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นค่าเลยก็ตาม

จนกระทั่งบาดแผลเก่าของท่านพ่อกำเริบขึ้นมา ล้มป่วยหนักจนใกล้สิ้นใจ

นางส่งคนไปเชิญเซียวหลินยวน หวังให้เขาเดินทางมาดูใจท่านพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าเขากลับไม่มา

ภายหลังนางถึงได้รู้ว่า ที่วันนั้นเขาไม่มา เป็นเพราะรถม้าของเสิ่นเยว่หนิงเกิดเสียหลักกลางถนน พุ่งชนองค์ชายหกที่แอบหนีเที่ยวนอกวังจนถึงแก่ชีวิต

หลังจากนั้น เพื่อปกป้องเสิ่นเยว่หนิง เซียวหลินยวนถึงขั้นใช้อำนาจที่มีโยนความผิดทั้งหมดมาให้นาง ซึ่งในขณะนั้นบังเอิญอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพอดี

“เฉิงสือยวนริษยาจนเป็นนิสัย เหตุเพราะขัดเคืองใจที่ท่านอ๋องเอ็นดูรักใคร่ญาติผู้น้อง จึงตั้งใจปองร้ายองค์ชายหกที่สนิทสนมกับท่านอ๋อง”

หนังสือแจ้งข้อหาเพียงแผ่นเดียว ทำให้นางไม่อาจโต้แย้งได้เลยแม้แต่น้อย

ท่านพ่อที่นอนป่วยอยู่บนเตียง พอทราบข่าวก็เจ็บแค้นสะเทือนใจอย่างรุนแรง ถึงกับกระอักเลือดสิ้นใจลงทันที

ส่วนนาง ถูกคุมขังอยู่ในคุกหลวงอันมืดมิดไร้แสงตะวัน ยาวนานถึงห้าปี

การทรมานอันทารุณตลอดห้าปี ได้ลบเลือนตัวตน ความมีชีวิตชีวา และความรักทั้งหมดที่นางเคยมีต่อเซียวหลินยวน...จนสิ้นสูญ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 21

    เซียวหลินยวนออกแรงดิ้นรนหมายจะชันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับสะเทือนถึงกระดูกที่หักร้าว ความเจ็บปวดเจียนตายบีบให้เขาหลุดเสียงครางในลำคอ ก่อนจะล้มกระแทกกลับลงบนเตียงอย่างแรง หน้าผากพลันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬในพริบตา“ท่านอ๋อง! ท่านบาดเจ็บสาหัส ขยับไม่ได้นะขอรับ!” องครักษ์เงารีบก้าวไปข้างหน้าหมายจะกดตัวเขาไว้“ไสหัวไป!” เซียวหลินยวนดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงกับปัดมือองครักษ์เงาออก พลางลากขาข้างที่หัก กลิ้งตกจากเตียงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ บาดแผลปริแตก เลือดสดๆ ย้อมผ้าพันแผลจนแดงฉานอย่างรวดเร็วเขาคล้ายไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวด ใช้เพียงข้อศอกยันกาย คืบคลานไปทางประตูอย่างยากลำบากทีละนิดๆเขาจะไปหานาง เขาต้องหานางให้พบ! นางไปไม่ได้ นางจะไปจากเขาเช่นนี้ไม่ได้!องครักษ์เงาทำใจมองต่อไม่ได้ จึงเบือนหน้าหนี พลางนำแผ่นกระดาษที่พับเรียบร้อยแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขาด้วยมือไม้อันสั่นเทา“ท่านอ๋อง...ก่อนแม่นางเฉิงจะจากไป ทิ้งไว้เพียงสิ่งนี้ขอรับ”ร่างที่กำลังคืบคลานของเซียวหลินยวน พลันชะงักค้างอยู่กับที่เขาตัวสั่นสะท้าน ยื่นมือที่แปดเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน แ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 20

    “เซียวหลินยวน…!!”แรงผลักสุดกำลังส่งผลให้เฉิงสือยวนเซถลาล้มลงบนแผ่นหินอันปลอดภัย หัวเข่าและข้อศอกมีรอยถลอกปอกเปิก ส่งความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นมาใต้หน้าผาอบอวลด้วยเมฆหมอก ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งในชั่วขณะที่นางคิดว่าเขาคงร่างแหลกลาญไปแล้วนั้น เบื้องล่างห่างไปไม่ไกล พลันมีเสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะดังขึ้น พร้อมเสียงครางแผ่วต่ำในลำคอนางเพ่งสายตามองไป พลันพบว่าเซียวหลินยวนมิได้ร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวทันที หากแต่โชคดีที่ถูกต้นไม้แห้งโกร๋นต้นหนึ่งที่ยื่นออกมาจากหน้าผาแขวนรั้งไว้ทว่าต้นไม้แห้งโกร๋นต้นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากการตกร่วงและน้ำหนักตัวของเขาได้ จึงส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักสะบั้น แม้กระทั่งส่วนรากก็เริ่มเลื่อนหลุดแล้ว ทั้งร่างเขาห้อยโหนอยู่กลางอากาศ แผ่นหลังและท่อนแขนถูกโขดหินแหลมคมกรีดบาดเป็นรอยแผลนับไม่ถ้วน จนเลือดไหลโชกเขายังคงมีลมหายใจ ทว่าชะตากรรมกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อกู้ชิงเฟิงก็พุ่งมาถึงริมผาเช่นกัน เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียด“สือยวน เจ้าอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน! ข้าจะไปหาเชือกและคนมาช่วย!”

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 19

    กู้ชิงเฟิงยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ยังคงไม่สยบยอมและไม่เย่อหยิ่ง “ข้าน้อยกู้ชิงเฟิง เป็นเพียงหมอพเนจรคนหนึ่ง ข้ารู้เพียงแต่ว่าแม่นางเฉิงที่พักฟื้นอยู่ ณ ที่นี้ มีอิสรภาพ หากท่านยังคอยรังควาน รบกวนคนไข้ ก็อย่าหาว่าข้าน้อยไม่เกรงใจ”เข็มเงินตรงปลายนิ้วของเขาสะท้อนประกายเย็นวูบวาบ“พี่กู้” เฉิงสือยวนยื่นมือออกมากะทันหัน พลางรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงไว้เบาๆ นั่นเป็นท่าทีแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพิงอย่างเต็มเปี่ยมนางไม่แม้แต่จะชายตามองเซียวหลินยวนอีกเลยแม้สักแวบเดียว ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศสกปรกกลุ่มหนึ่ง“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” น้ำเสียงของนางแผ่วเบายิ่ง ทว่ากลับสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของเซียวหลินยวนได้อย่างแจ่มชัด “คนไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”ไม่สำคัญถ้อยคำทั้งสี่คำนั้น ช่างเบาหวิว ทว่าราวกับมีดสั้นอาบยาพิษ จ้วงแทงลงกลางใจของเซียวหลินยวนอย่างแรง จากนั้นก็บิดหมุน คว้านเนื้อโชกเลือดออกมาชิ้นหนึ่ง เขามองดูเฉิงสือยวนรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงตาปริบๆ มองดูเขาประคบประหงมคอยประคองนาง แม้กระทั่งกระซิบเตือนนางให้ระวังธรณีประตู มองดูนางเดินเข้าประตูเรือนอันซอมซ่อบานนั้น แล้ว

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 18

    “ไม่! ข้ายังมิได้ยินยอม! เรื่องนั้นไม่นับ!” เซียวหลินยวนเอ่ยขัดนางขึ้นมาทันควัน ตะเบ็งเสียงขึ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แฝงความหวาดกลัวที่ยากจะซ่อนเร้น “ยวนยวน ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว! ข้ารับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว! เรื่องพวกนั้นที่เสิ่นเยว่หนิงก่อไว้ ทั้งในคุกใต้ดิน ทั้งที่ริมขอบหน้าผา...ข้ามันเขลาเอง! ข้ามันตาไร้แววเอง! ข้าผิดต่อเจ้ายิ่งนัก! เจ้ายกโทษให้ข้าจะได้หรือไม่? พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่อีกสักครั้ง ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้าเพียงผู้เดียว จะเชื่อฟังเจ้า จะรักเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...”เขาเอ่ยคำพูดสับสนรวนเรจับต้นชนปลายไม่ถูก พรั่งพรูเอาความรู้สึกเสียใจ ความเจ็บปวด และความตรอมตรมคิดถึงตลอดหลายวันที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก พยายามไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้เฉิงสือยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย มิใช่ด้วยหวั่นไหว หากแต่เป็นความหงุดหงิดระอาใจคล้ายถูกรบกวนนางมองดูมือของเขาที่ยื่นเข้ามาหมายจะคว้าท่อนแขนตน ร่างกายเบี่ยงหลบไปข้างหลังเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น ราวกับกำลังหลบหลีกสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ“ความรักของท่านอ๋อง” นางเงยหน้า จ้องลึกเข้าไปในแววตาอันอัดแน่นด้วยความทรมานและอ้อนวอนของเขา พลางเอ่ยทีละคำ ทั้งแ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 17

    เขาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย กลิ่นอายอบอุ่นนุ่มนวล คิ้วตาสะอาดหมดจด ราวกับสายธารกลางขุนเขา และสายลมบริสุทธิ์กลางพงไพรเขาประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบไว้ในมือ ในชามมีไอร้อนลอยกรุ่นเป็นสายเป็นกู้ชิงเฟิงนั่นเองเขาเดินมาหยุดข้างเก้าอี้หวาย พลางย่อกายลงอย่างเป็นธรรมชาติ วางถ้วยยาลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ จากนั้นยื่นมือประคองข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บของเฉิงสือยวนขึ้นมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง แล้วค่อยๆ ปลดผ้าพันแผลสะอาดที่พันอยู่ออกอย่างระมัดระวังเซียวหลินยวนใจกระตุกวูบ ลมหายใจพลันถี่กระชั้นขึ้นมาเท้าข้างนั้น บริเวณฝ่าเท้ายังคงเห็นรอยแผลเป็นสีเข้มกับเนื้อใหม่สีชมพูน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ดีกว่าสภาพ “เน่าเปื่อยจนไม่มีเนื้อดีสักชิ้น” อย่างที่พวกนักเดินทางในเพิงชาเล่าไว้มากนักกู้ชิงเฟิงใช้ผ้านุ่มชุบตัวยา ค่อยๆ เช็ดผิวรอบบาดแผลอย่างเบามือ น้ำหนักมือของเขานุ่มนวลแผ่วเบา ราวกับกำลังปฏิบัติต่อสมบัติล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบเรียวคิ้วของเฉิงสือยวนขมวดเข้าหากันแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น“ทนอีกนิดนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว” กู้ชิงเฟิงสังเกตเห็นในทันที น้ำหนั

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 16

    “เพียะ…!”เสียงตบฉาดใหญ่ดังกังวานขึ้นในเพิงชาอย่างไม่มีใครคาดคิดนักเดินทางสองสามคนที่กำลังคุยสัพเพเหระหันมองด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงบุรุษที่นิ่งเงียบฟังพวกตนพูดมาโดยตลอด ผู้มีเค้าความซูบซีดอิดโรยแต่ยากจะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ กลับตบหน้าตนเองอย่างแรง แรงถึงขั้นมุมปากมีเลือดซึมออกมาในชั่วครู่เขาคล้ายไม่รู้สึกตัว เพียงเขม้นมองเปลวไฟในเตาที่ลุกโชน ในดวงตามีแต่ความเจ็บปวดและความเสียใจภายหลังอันท่วมท้นยามค่ำคืน ในถิ่นทุรกันดาร ลมหนาวบาดลึกถึงกระดูกเซียวหลินยวนนั่งอยู่ข้างกองไฟตามลำพัง แสงไฟส่องสว่างดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและตอหนวดรกเรื้อบนคางของเขาเขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ ห่อนั้นออกมาจากสาบเสื้อชิดตัว ด้านในคือเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ในกล่องเหล็ก กับเศษถุงหอมไหม้เกรียมชิ้นนั้นปลายนิ้วหยาบกร้าน สัมผัสเศษผ้าไหม้เกรียมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวังเย็นยะเยือก ราวกับสายตาคู่นั้นที่นางใช้มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย“ยวนยวน…” เขารำพึงกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแหบแห้งแตกสลาย เพียงถูกลมหนาวพัดก็ปลิวหาย “ตอนนั้นข้า...ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ารับมือไหวจริงๆ...ข้าไม่รู้...ข้าไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเจ้า...”เข

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status