مشاركة

ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า
ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า
مؤلف: อาเซิง

บทที่ 1

مؤلف: อาเซิง
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ไกลๆ โดยรอบพลันมีเสียงสูดหายใจดังขึ้นระงม

นั่นคือถ่านไฟที่เผาจนแดงจัด อย่าว่าแต่สิบหลี่เลย แม้เพียงสิบก้าว ก็เพียงพอจะลวกเท้าสองข้างของคนจนเนื้อแตกหนังปริ!

มือที่จับบังเหียนของเซียวหลินยวนพลันเกร็งแน่น สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขารีบพลิกตัวลงจากม้า “หยุดนะ...”

“ท่านอ๋อง!” เสียงสตรีอันอ่อนหวานแต่แฝงความร้อนใจเอ่ยขัดเขาขึ้นมา

เห็นเพียงม่านรถม้าหรูหราคันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างๆ ถูกเปิดขึ้น เสิ่นเยว่หนิงมีสาวใช้คอยพยุง เดินลงมาอย่างเชื่องช้าแช่มช้อย

นางรีบก้าวไปข้างกายเซียวหลินยวน ดึงรั้งชายเสื้อเขาไว้เบาๆ “ท่านอ๋อง อย่าได้วู่วาม! พระนางเหลียงเฟยกำลังทรงกริ้ว หากท่านฝืนขัดขวาง เกรงว่าจะยิ่งทำให้นางมีโทสะ วันหน้าจะยิ่งมุ่งเป้าเล่นงานพี่หญิงสือยวน”

“อีกทั้งนิสัยของพี่หญิงสือยวนแต่ไหนแต่ไรก็เด็ดเดี่ยวเปิดเผย กาลก่อนมีแต่ผู้อื่นเสียเปรียบนาง เคยเห็นนางเสียเปรียบให้ใครที่ไหนกัน? นางต้องมีวิธีรับมือเป็นแน่ หากท่านลงมือยามนี้ กลับจะไม่เป็นผลดี”

การเคลื่อนไหวของเซียวหลินยวนพลันชะงักลง

นั่นสิ เฉิงสือยวน...นางไม่เคยเป็นลูกพลับนิ่มที่ปล่อยให้ผู้ใดข่มเหงรังแกได้ตามใจชอบ

นางเป็นบุตรีตระกูลขุนศึก ทั้งงดงามโดดเด่น ฝีมือขี่ม้ายิงธนูไร้พ่าย และมีนิสัยใจคอเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าบุรุษเสียอีก

แต่ก่อนหากใครกล้ารังแกนางแม้เพียงนิดเดียว นางจะเอาคืนเป็นสิบเท่าแน่นอน

ถ่านไฟเล็กน้อยแค่นี้...นางอาจจะมีวิธีรับมือจริงๆ ก็ได้?

เขาลังเลแล้วมองไปทางเฉิงสือยวน คาดหวังให้นางเชิดคางขึ้น ยิ้มแย้มอย่างเจิดจ้าราวกับดวงตะวันและแฝงความเจ้าเล่ห์เหมือนแต่ก่อน แล้วพูดกับเขาว่า “เซียวหลินยวน ดูให้ดีนะ กลอุบายแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก!”

ทว่ากลับมิได้เป็นเช่นนั้น

เฉิงสือยวนเอาแต่ก้มหน้า มองดูถ่านไฟที่แดงจัดผืนนั้นอยู่นาน แล้วจึงยกเท้าก้าวลงไป

“ฉ่า…”

เสียงผิวเนื้อไหม้เกรียม คละคลุ้งไปกับกลิ่นไหม้ กระจายไปทั่วในทันที

รูม่านตาของเซียวหลินยวนหดเกร็งฉับพลัน

ทว่าดรุณีผู้งดงามเจิดจ้าที่เคยควบม้าโบกแส้และสวมชุดแดงราวกับเปลวเพลิงผู้นั้น กลับคล้ายไม่รู้สึกรู้สา ก้าวเท้าเปล่าเหยียบลงบนก้อนถ่านที่เผาจนแดงทีละก้าว ผิวเนื้อใต้ฝ่าเท้าไหม้ดำ พร้อมม้วนตลบ และลอกหลุดอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นเนื้ออ่อนสีแดงสดด้านใน แล้วก็ถูกความร้อนลวกจนไหม้ดำอีกครั้งทันที

เลือดสดไหลรินตลอดทาง เฉิงสือยวนเนื้อตัวสั่นสะท้าน สีหน้าซีดขาว ทว่านางกลับกัดฟันแน่น ไม่ปริปากสักคำ

เซียวหลินยวนมองดูแผ่นหลังผอมบางที่เดินซวนเซไปข้างหน้าท่ามกลางถ่านไฟนั้น รู้สึกเพียงว่าหัวใจคล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งกำไว้แน่น ยิ่งกำยิ่งแน่น จนแทบจะหายใจไม่ออก

ความตื่นตระหนกและความเจ็บปวดที่อธิบายไม่ถูกนั้น ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไม่...ไม่ควรเป็นเช่นนี้

เฉิงสือยวนจะยอมทนอย่างเงียบสงบเช่นนี้ได้อย่างไร นางควรจะขัดขืน ควรจะด่าทอ ควรจะใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงคู่นั้นจ้องมองพวกเขาสิ...

เพราะเหตุใด?

เพราะเหตุใดนางจึงกลายเป็นเช่นนี้

ในที่สุด ถ่านไฟยาวเหยียดสิบหลี่ก็มาถึงจุดสิ้นสุด

เท้าของเฉิงสือยวนเลือดนองเปรอะเปื้อนไปตั้งนานแล้ว ร่างของนางโงนเงน ก่อนจะเอนไปข้างหน้า เห็นอยู่รำไรว่ากำลังจะล้มลง…

“สือยวน!”

เซียวหลินยวนดึงสติกลับมาได้ในที่สุด โผพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คว้าประคองเฉิงสือยวนที่กำลังจะล้มลงกับพื้นไว้ได้ในทีเดียว แล้วดึงเข้ามาสวมกอดไว้ในอ้อมอก

ยามสัมผัสถูกตัว ร่างกายของนางเบาจนน่าใจหายและมีแต่กระดูกทิ่มแทงมือ นางเบาหวิวราวกับขนนก ทั่วร่างเย็นชืด มีเพียงความร้อนผ่าวที่ส่งมาจากเท้าซึ่งร้อนลวกจนเขาใจสั่นลนลาน

“เจ้า...” เสียงของเขาสั่นสะท้าน “เจ้ามีวรยุทธ์มิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่ใช้กำลังภายใน? เหตุใดต้องก้าวไปเช่นนั้น?!”

เฉิงสือยวนค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาของนางเรียบเฉย ราวกับผืนน้ำนิ่งสงบที่ไร้ชีวิต

“ทัณฑ์ทรมานแรกที่ข้าโดนในคุกหลวง คือการตอกทะลุกระดูกไหปลาร้า” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและราบเรียบไร้อารมณ์ “วรยุทธ์น่ะ สูญสิ้นไปนานแล้ว”

เซียวหลินยวนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับถูกอสนีบาตฟาดใส่ ทั้งตัวแข็งค้างอยู่ตรงนั้น

กระดูกไหปลาร้าถูกตอกทะลุ วรยุทธ์สูญสิ้นทั้งหมด

นั่นคือโทษทัณฑ์ที่ทรมานที่สุดของผู้ฝึกยุทธ์ ทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก

“ข้าสั่งให้คนคอยดูแลเจ้าในคุกหลวงอย่างดีแท้ๆ เหตุใดจึงถูกทัณฑ์ทรมานโหดร้ายเช่นนี้ ทำไม...” ลำคอของเขาตีบตันจนแทบเอ่ยออกมาเป็นประโยคไม่ได้ “ทำไมถึงไม่ส่งคนมาหาข้า? เหตุใดจึงไม่บอกข้า?!”

“หาท่าน?”

เฉิงสือยวนแค่นยิ้มบางๆ รอยยิ้มนั้นว่างเปล่าและโศกเศร้า แฝงไปด้วยการเย้ยหยันอันไร้ที่สิ้นสุด

นางอยู่ในคุกหลวงอันมืดมนไร้แสงตะวัน ต้องรับทัณฑ์ทรมานมากเท่าใด ร้องขอความเป็นธรรมมากี่ครั้ง เขียนหนังสือเลือดฝากคนนำออกไปให้เขากี่ฉบับ?

ขอร้องให้เขาปล่อยนางออกไป ขอร้องให้เขาเห็นแก่เยื่อใยสามีภรรยาห้าปี อย่าให้นางต้องรับบาปแทน

ทว่าเขาเล่า? ไม่เคยปรากฏตัวเลยสักครั้งเดียว

ความหวังครั้งแล้วครั้งเล่า แลกมาด้วยความสิ้นหวังครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุด แม้แต่ความสิ้นหวังก็ยังด้านชาไปแล้ว

เซียวหลินยวนถูกสายตาที่เรียบเฉยจนน่ากลัวของนางมองจนขวัญผวา ความหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้าเกาะกุมตัวเขาไว้

เขารีบอธิบาย “ช่วงเวลาที่เจ้าเข้าคุกหลวง ข้าประจวบเหมาะถูกเสด็จพ่อส่งไปตรวจการค้าเกลือที่เจียงหนาน หนทางห่างไกล ข่าวสารติดขัด...ดังนั้นตอนที่เจ้าหาข้า ข้าอาจจะได้รับไม่ทันเวลา...”

“เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้แล้ว ข้าจะพาเจ้ากลับจวนอ๋องก่อน ให้หมอหลวงรักษาอย่างดี ต่อไป...จะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องทนรับความทรมานพวกนี้อีกแล้ว”

เขาพยายามจะอุ้มนางขึ้นรถม้า ทว่าเฉิงสือยวนกลับสะบัดมือเขาออกเบาๆ พลางยึดจับคานรถม้าไว้ด้วยตนเอง แล้วยืนอย่างมั่นคง

“ไม่กลับจวนอ๋อง”

เซียวหลินยวนตะลึงงัน “ไม่กลับจวนอ๋อง? แล้วเจ้าจะไปที่ใด?”

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 21

    เซียวหลินยวนออกแรงดิ้นรนหมายจะชันกายลุกขึ้นนั่ง ทว่ากลับสะเทือนถึงกระดูกที่หักร้าว ความเจ็บปวดเจียนตายบีบให้เขาหลุดเสียงครางในลำคอ ก่อนจะล้มกระแทกกลับลงบนเตียงอย่างแรง หน้าผากพลันชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อกาฬในพริบตา“ท่านอ๋อง! ท่านบาดเจ็บสาหัส ขยับไม่ได้นะขอรับ!” องครักษ์เงารีบก้าวไปข้างหน้าหมายจะกดตัวเขาไว้“ไสหัวไป!” เซียวหลินยวนดวงตาแดงก่ำ ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถึงกับปัดมือองครักษ์เงาออก พลางลากขาข้างที่หัก กลิ้งตกจากเตียงลงสู่พื้นอย่างหมดสภาพ บาดแผลปริแตก เลือดสดๆ ย้อมผ้าพันแผลจนแดงฉานอย่างรวดเร็วเขาคล้ายไม่อาจรับรู้ถึงความเจ็บปวด ใช้เพียงข้อศอกยันกาย คืบคลานไปทางประตูอย่างยากลำบากทีละนิดๆเขาจะไปหานาง เขาต้องหานางให้พบ! นางไปไม่ได้ นางจะไปจากเขาเช่นนี้ไม่ได้!องครักษ์เงาทำใจมองต่อไม่ได้ จึงเบือนหน้าหนี พลางนำแผ่นกระดาษที่พับเรียบร้อยแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปตรงหน้าเขาด้วยมือไม้อันสั่นเทา“ท่านอ๋อง...ก่อนแม่นางเฉิงจะจากไป ทิ้งไว้เพียงสิ่งนี้ขอรับ”ร่างที่กำลังคืบคลานของเซียวหลินยวน พลันชะงักค้างอยู่กับที่เขาตัวสั่นสะท้าน ยื่นมือที่แปดเปื้อนคราบเลือดและฝุ่นดิน แ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 20

    “เซียวหลินยวน…!!”แรงผลักสุดกำลังส่งผลให้เฉิงสือยวนเซถลาล้มลงบนแผ่นหินอันปลอดภัย หัวเข่าและข้อศอกมีรอยถลอกปอกเปิก ส่งความรู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นมาใต้หน้าผาอบอวลด้วยเมฆหมอก ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งในชั่วขณะที่นางคิดว่าเขาคงร่างแหลกลาญไปแล้วนั้น เบื้องล่างห่างไปไม่ไกล พลันมีเสียงกิ่งไม้แห้งหักเป๊าะดังขึ้น พร้อมเสียงครางแผ่วต่ำในลำคอนางเพ่งสายตามองไป พลันพบว่าเซียวหลินยวนมิได้ร่วงดิ่งลงสู่ก้นเหวทันที หากแต่โชคดีที่ถูกต้นไม้แห้งโกร๋นต้นหนึ่งที่ยื่นออกมาจากหน้าผาแขวนรั้งไว้ทว่าต้นไม้แห้งโกร๋นต้นนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่อาจต้านทานแรงกระแทกจากการตกร่วงและน้ำหนักตัวของเขาได้ จึงส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักสะบั้น แม้กระทั่งส่วนรากก็เริ่มเลื่อนหลุดแล้ว ทั้งร่างเขาห้อยโหนอยู่กลางอากาศ แผ่นหลังและท่อนแขนถูกโขดหินแหลมคมกรีดบาดเป็นรอยแผลนับไม่ถ้วน จนเลือดไหลโชกเขายังคงมีลมหายใจ ทว่าชะตากรรมกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย พร้อมจะร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อกู้ชิงเฟิงก็พุ่งมาถึงริมผาเช่นกัน เมื่อเห็นภาพนี้ สีหน้าพลันเคร่งเครียด“สือยวน เจ้าอยู่ตรงนี้อย่าขยับไปไหน! ข้าจะไปหาเชือกและคนมาช่วย!”

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 19

    กู้ชิงเฟิงยังมีสีหน้าสงบเยือกเย็น ยังคงไม่สยบยอมและไม่เย่อหยิ่ง “ข้าน้อยกู้ชิงเฟิง เป็นเพียงหมอพเนจรคนหนึ่ง ข้ารู้เพียงแต่ว่าแม่นางเฉิงที่พักฟื้นอยู่ ณ ที่นี้ มีอิสรภาพ หากท่านยังคอยรังควาน รบกวนคนไข้ ก็อย่าหาว่าข้าน้อยไม่เกรงใจ”เข็มเงินตรงปลายนิ้วของเขาสะท้อนประกายเย็นวูบวาบ“พี่กู้” เฉิงสือยวนยื่นมือออกมากะทันหัน พลางรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงไว้เบาๆ นั่นเป็นท่าทีแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจและพึ่งพิงอย่างเต็มเปี่ยมนางไม่แม้แต่จะชายตามองเซียวหลินยวนอีกเลยแม้สักแวบเดียว ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศสกปรกกลุ่มหนึ่ง“พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” น้ำเสียงของนางแผ่วเบายิ่ง ทว่ากลับสะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของเซียวหลินยวนได้อย่างแจ่มชัด “คนไม่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”ไม่สำคัญถ้อยคำทั้งสี่คำนั้น ช่างเบาหวิว ทว่าราวกับมีดสั้นอาบยาพิษ จ้วงแทงลงกลางใจของเซียวหลินยวนอย่างแรง จากนั้นก็บิดหมุน คว้านเนื้อโชกเลือดออกมาชิ้นหนึ่ง เขามองดูเฉิงสือยวนรั้งดึงแขนเสื้อของกู้ชิงเฟิงตาปริบๆ มองดูเขาประคบประหงมคอยประคองนาง แม้กระทั่งกระซิบเตือนนางให้ระวังธรณีประตู มองดูนางเดินเข้าประตูเรือนอันซอมซ่อบานนั้น แล้ว

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 18

    “ไม่! ข้ายังมิได้ยินยอม! เรื่องนั้นไม่นับ!” เซียวหลินยวนเอ่ยขัดนางขึ้นมาทันควัน ตะเบ็งเสียงขึ้นด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน แฝงความหวาดกลัวที่ยากจะซ่อนเร้น “ยวนยวน ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว! ข้ารับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว! เรื่องพวกนั้นที่เสิ่นเยว่หนิงก่อไว้ ทั้งในคุกใต้ดิน ทั้งที่ริมขอบหน้าผา...ข้ามันเขลาเอง! ข้ามันตาไร้แววเอง! ข้าผิดต่อเจ้ายิ่งนัก! เจ้ายกโทษให้ข้าจะได้หรือไม่? พวกเรามาเริ่มต้นกันใหม่อีกสักครั้ง ต่อไปข้าจะดีต่อเจ้าเพียงผู้เดียว จะเชื่อฟังเจ้า จะรักเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...”เขาเอ่ยคำพูดสับสนรวนเรจับต้นชนปลายไม่ถูก พรั่งพรูเอาความรู้สึกเสียใจ ความเจ็บปวด และความตรอมตรมคิดถึงตลอดหลายวันที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก พยายามไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้เฉิงสือยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย มิใช่ด้วยหวั่นไหว หากแต่เป็นความหงุดหงิดระอาใจคล้ายถูกรบกวนนางมองดูมือของเขาที่ยื่นเข้ามาหมายจะคว้าท่อนแขนตน ร่างกายเบี่ยงหลบไปข้างหลังเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกตเห็น ราวกับกำลังหลบหลีกสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ“ความรักของท่านอ๋อง” นางเงยหน้า จ้องลึกเข้าไปในแววตาอันอัดแน่นด้วยความทรมานและอ้อนวอนของเขา พลางเอ่ยทีละคำ ทั้งแ

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 17

    เขาอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี รูปร่างสูงโปร่งผ่าเผย กลิ่นอายอบอุ่นนุ่มนวล คิ้วตาสะอาดหมดจด ราวกับสายธารกลางขุนเขา และสายลมบริสุทธิ์กลางพงไพรเขาประคองชามกระเบื้องเนื้อหยาบไว้ในมือ ในชามมีไอร้อนลอยกรุ่นเป็นสายเป็นกู้ชิงเฟิงนั่นเองเขาเดินมาหยุดข้างเก้าอี้หวาย พลางย่อกายลงอย่างเป็นธรรมชาติ วางถ้วยยาลงบนโต๊ะเล็กข้างๆ จากนั้นยื่นมือประคองข้อเท้าข้างที่บาดเจ็บของเฉิงสือยวนขึ้นมาอย่างอ่อนโยนยิ่ง แล้วค่อยๆ ปลดผ้าพันแผลสะอาดที่พันอยู่ออกอย่างระมัดระวังเซียวหลินยวนใจกระตุกวูบ ลมหายใจพลันถี่กระชั้นขึ้นมาเท้าข้างนั้น บริเวณฝ่าเท้ายังคงเห็นรอยแผลเป็นสีเข้มกับเนื้อใหม่สีชมพูน่าเกลียดน่ากลัว ทว่าเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ดีกว่าสภาพ “เน่าเปื่อยจนไม่มีเนื้อดีสักชิ้น” อย่างที่พวกนักเดินทางในเพิงชาเล่าไว้มากนักกู้ชิงเฟิงใช้ผ้านุ่มชุบตัวยา ค่อยๆ เช็ดผิวรอบบาดแผลอย่างเบามือ น้ำหนักมือของเขานุ่มนวลแผ่วเบา ราวกับกำลังปฏิบัติต่อสมบัติล้ำค่าหาสิ่งใดเปรียบเรียวคิ้วของเฉิงสือยวนขมวดเข้าหากันแผ่วเบาจนแทบไม่สังเกตเห็น“ทนอีกนิดนะ ใกล้จะเสร็จแล้ว” กู้ชิงเฟิงสังเกตเห็นในทันที น้ำหนั

  • ครานี้ ชีวิตเป็นของข้า   บทที่ 16

    “เพียะ…!”เสียงตบฉาดใหญ่ดังกังวานขึ้นในเพิงชาอย่างไม่มีใครคาดคิดนักเดินทางสองสามคนที่กำลังคุยสัพเพเหระหันมองด้วยความตกตะลึง เห็นเพียงบุรุษที่นิ่งเงียบฟังพวกตนพูดมาโดยตลอด ผู้มีเค้าความซูบซีดอิดโรยแต่ยากจะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ กลับตบหน้าตนเองอย่างแรง แรงถึงขั้นมุมปากมีเลือดซึมออกมาในชั่วครู่เขาคล้ายไม่รู้สึกตัว เพียงเขม้นมองเปลวไฟในเตาที่ลุกโชน ในดวงตามีแต่ความเจ็บปวดและความเสียใจภายหลังอันท่วมท้นยามค่ำคืน ในถิ่นทุรกันดาร ลมหนาวบาดลึกถึงกระดูกเซียวหลินยวนนั่งอยู่ข้างกองไฟตามลำพัง แสงไฟส่องสว่างดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและตอหนวดรกเรื้อบนคางของเขาเขาหยิบห่อผ้าเล็กๆ ห่อนั้นออกมาจากสาบเสื้อชิดตัว ด้านในคือเถ้าถ่านที่หลงเหลืออยู่ในกล่องเหล็ก กับเศษถุงหอมไหม้เกรียมชิ้นนั้นปลายนิ้วหยาบกร้าน สัมผัสเศษผ้าไหม้เกรียมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวังเย็นยะเยือก ราวกับสายตาคู่นั้นที่นางใช้มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย“ยวนยวน…” เขารำพึงกับความว่างเปล่า น้ำเสียงแหบแห้งแตกสลาย เพียงถูกลมหนาวพัดก็ปลิวหาย “ตอนนั้นข้า...ตอนนั้นข้าคิดว่าเจ้ารับมือไหวจริงๆ...ข้าไม่รู้...ข้าไม่รู้ว่าวรยุทธ์ของเจ้า...”เข

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status