เข้าสู่ระบบสายๆ ชิงพลบเข้าไปดูอาการเธอ ดวงหน้านวลเริ่มซับสีเลือด เขาเลิกผ้าห่มเช็กถุงร้อนว่ายังร้อนอยู่ไหม ปรากฏว่าถุงร้อนเย็นแล้ว เขาค่อยๆ ดึงออกมา ละพอพลันเอื้อมมือมาจับ
“จะอุ่นให้” เธอยอมปล่อย ดึงผ้าห่มมาคลุมตัวจนถึงคอ เฝ้ามองทุกการกระทำของเขาอย่างใกล้ชิด ชิงพลบไม่กระไร จะมองก็มองไป เขาเสียบปลั๊กให้น้ำอุ่น ก่อนจะส่งให้เธอ ละพอรับไป สายตาเธอกังขาในความใจดีของเขา “มีอะไรก็เรียกราตรีก็แล้วกัน” หันหลังเตรียมจะออกไป แต่มีอะไรบางอย่างลอยมากระแทกแผ่นหลัง ละพอหยิบไข่ต้มขว้างใส่หลังเขา “อะไรของเธออีกแม่หนู” ‘หนูอยากกลับบ้าน’ “พูดสิ ฉันจะปูพรมแดงให้เธอกลับเลย” ละพอเม้มปากแน่น การที่เธอไม่พูดมันไปหนักหัวเขาเหรอ อีกอย่างเขานั่นแหละที่ทำให้เธอพูดไม่ได้ เขานั่นแหละที่คอยบอกให้เธอหุบปาก! “ไม่ก็เดินกลับไปเองได้เลย ฉันไม่ขังเธอไว้หรอก” เขาพูดทิ้งท้าย ทว่าเธอรู้ว่าเขาไม่ให้เธอไปหรอก ทันทีที่เธอออกไป เขาจะเปิดฉากปะทะกับพ่อทันที ละพอก้มลงมองกระดาษที่พับทบกันในมือ คุณตาหมอพึ่งยัดใส่มือให้เธอเมื่อเช้า ใจความสั้นๆ ว่าให้เธอรออีกสองวัน หลังชิงพลบไปพม่า พ่อจะมาช่วย ช่วงเย็นชิงพลบมีนัดพบ ‘จางเหลียน’ เจ้านายโดยตรงของเขา บนโต๊ะอาหารรายล้อมไปด้วยเหล่านักการเมืองผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ หลายคนได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงนั่นนี่มาหลายสมัย สูบกินภาษีประชาชนจนรวยล้นฟ้า แต่ยังไม่รู้จักพอ ก็อย่างที่เขาว่ากัน ความโลภไม่เข้าใครออกใคร ชิงพลบนั่งจิบสุราเฉยๆ ธุระของเขาไม่จำเป็นต้องร่วมวงสนทนากับเหล่านักการเมืองที่ขนกันมาทุกระดับชั้น ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่นยันนักการเมืองตัวท็อปของวงการเพื่อถวายเครื่องบรรณาการให้แก่จางเหลียน ฉากหน้าของนักการเมืองพวกนี้ขาวสะอาด ไร้มลทิน ครอบครัวอบอุ่นไม่มีปัญหา ชอบช่วยเหลือชาวบ้านตกทุกข์ได้ยาก ทั้งยังใจบุญสุนทานบริจาคเงินสร้างโบสถ์ กุฏิ วัด โรงเรียน โรงพยาบาล แต่พยายามไม่ออกหน้า ทว่าไม่ออกหน้าแบบไหนไม่รู้ คนถึงรู้กันทั่ว ยามนั้นจางเหลียนหันไปกระซิบกับเลขา ‘หม่าติงอี้’ เป็นเลขาหมายเลขหนึ่ง สวย เก่ง ฉลาด ยากจะหาใครทัดเทียมได้ หม่าติงอี้รับคำ เธอเดินมาหาชิงพลบเพื่อถ่ายทอดคำสั่ง “อีกเดี๋ยวเจอกันที่ห้องรับรองนะคะ ท่านมีเรื่องสำคัญจะสนทนาด้วย” ชิงพลบพยักหน้าเฉยๆ หม่าติงอี้ไม่ชอบใจนัก ชิงพลบควรตอบรับว่า ‘ครับ’ อย่างนอบน้อมสิ กระนั้นเพราะชิงพลบเป็นตัวทำเงินของนายท่านจาง เธอจึงทำอะไรมากไม่ได้ ห้องรับรองที่ว่าอยู่ด้านข้าง ไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป ตรงกลางมีบ่อน้ำพุ ปลาคาร์ปสีสันสวยงามแหวกว่ายในน้ำใส ข้างๆ มีชุดเก้าอี้รองนั่งอยู่สองที่ ชิงพลบจับจองไปแล้วหนึ่งที่ บรรยากาศของร้านอาหารเงียบสงบ จนได้ยินเสียงไม้เท้าหัวสิงห์เคาะลงพื้นเป็นจังหวะตามการก้าวเดิน ชิงพลบยืนขึ้น ถอยตัวเองออกมาด้านข้างเล็กน้อย รอให้จางเหลียนนั่งลงก่อน เขาถึงจะนั่งได้ “เชิญเถอะ รีบนั่ง อย่ามีพิธีรีตองนักเลย” ชายชราเอ่ยเสียงนุ่ม ชิงพลบนั่งลงตรงข้าม เปิดหัวข้อสนทนาเองพลางหยิบแฟ้มที่เอาติดมาด้วยให้จางเหลียนได้ตรวจสอบ “ผมจะไปดูสัมปทานที่พม่าประมาณสองสัปดาห์ ที่ปางไม้มีราตรีอยู่ เธอจะคอยรายงานเรื่องต่างๆ ให้ท่านทราบระหว่างที่ผมไม่อยู่” หนึ่งในเรื่องสำคัญที่จางเหลียนนัดเขามาคุยคือเรื่องสัมปทานที่พม่า หากการเจรจาดำเนินการเป็นไปได้อย่างเรียบร้อย เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะไหลเข้าสู่กระเป๋าราวกับสายน้ำ “อืม...เอกสารทำได้ดี ดำเนินการตามที่เห็นสมควรได้เลย” จางเหลียนคิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกชิงพลบมาบริหารปางไม้ต่อจากชัชชาติ รายนั้นก็ทำงานดี แต่ก็ไม่ถึงกับถูกใจ รับคำสั่งเป็นอย่างเดียว คิดทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแบบนี้ไม่ได้หรอก “ครับท่าน” นัยน์ตาขีดเดียวแต่คมกริบลอบมองชิงพลบที่รินน้ำชาให้ตน นิ้วมือของเขามีผ้าพันไว้ จางเหลียนจึงเอ่ยถาม เมื่อชิงพลบยื่นถ้วยน้ำชาให้ “ลื้อกำลังจะเข้าป่า แบบนี้จะไหวรึ” “ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ แผลเล็กน้อย” เย็บไปสิบเข็ม ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ไกลหัวใจเยอะ “ไปโดนอะไรมาล่ะ” ชิงพลบยิ้มน้อยๆ “กระต่ายกัดนะครับ เอาเรื่องเลยตัวนี้ ดูใสๆ แต่แอบร้ายไม่เบา” จางเหลียนทราบว่ากระต่ายตัวนั้นคือละพอ ทว่าเพราะชิงพลบดูไม่อยากพูดถึง จึงไม่ปริปาก “เอาเถอะ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วย เอกสารนี้ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเรื่องงบประมาณเบิกได้ไม่อั้น” “ขอบคุณครับท่าน ผมจะทำให้เต็มที่” จางเหลียนจิบน้ำชาพลางพินิจมองชิงพลบที่เห็นกันมาสองปีอย่างใคร่รู้ ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนฉลาด ฉลาดมากจนบางทีจางเหลียนก็อดระแวงไม่ได้ ชิงพลบไม่เคยบอกว่าจัดการชัชชาติและพวกยังไง แม้ชายชราจะอนุญาตให้ชิงพลบจัดการได้ตามที่เห็นควร….แต่เขาจัดการอย่างไรกันนะ “อาพลบ” จางเหลียนเอ่ยต่อ “ได้ข่าวว่ามีเด็กคนหนึ่งที่รอดจากหมู่บ้านรื่นรมย์มาร้องทุกข์ ลื้อคิดจะจัดการกับอียังไง” ชิงพลบไม่ได้ตอบในทันที เขารู้ว่าจางเหลียนชอบความสมบูรณ์แบบ และการที่ละพอรอดมาจนถึงทุกวันนี้ถือเป็นร่องรอยของตำหนิ …ตำหนินี้ทำให้เรื่องบางอย่างไม่สมบูรณ์แบบ “อั๊วแปลกใจทุกทีที่รู้ว่าอีรอดมาได้…ทั้งๆ อีควรจะตายไปกับกองเพลิงในคืนนั้นเหมือนทุกคน” “เธอเป็นแค่เด็กใบ้คนหนึ่ง ไม่มีตำรวจคนไหนรับเรื่องร้องทุกข์จากเธอหรอกครับ” เขาคุมตำรวจทั้งจังหวัดไว้อย่างดี “ลื้อดูห่วงใยอี” ชายชราจ้องนิ่ง ชิงพลบไม่ชะงักแม้เพียงนิด พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “เธอสวยดีนะครับ” “งั้นก็ตามใจลื้อ เสร็จแล้วจะฆ่าปิดปากหรือจะเก็บไว้บำเรอกามก็ย่อมได้” จางเหลียนทราบว่าชิงพลบมีรสนิยมส่วนตัวที่ไม่เหมือนใครจึงไม่คาดคั้นอีก “แล้วเจ้าของฟาร์มดอกไม้ล่ะ ชื่อดินใช่มั้ย อีชอบมาขัดแข้งขัดขาเราอยู่เรื่อย” เมื่อก่อนจางเหลียนส่งชัชชาติไปจัดการอดีตตำรวจเก่าคนนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ จางเหลียนจึงหวังว่าชิงพลบจะจัดการอีกฝ่ายได้ แต่ชิงพลบกลับไม่ลงมืออะไรมากนัก “เห็นทีช่วงนี้คงจะไม่เหมาะครับท่าน รอให้ข่าวทุกอย่างซาลงก่อน ไม่งั้นคนคงสงสัยว่าทำไมจู่ๆ เจ้าของฟาร์มดอกไม้ถึงมาตายเสียได้” หัสดินทร์เป็นที่รู้จักมากขึ้นจากงานดอกไม้ที่เขาจัดไปเมื่อสี่เดือนก่อน หากสังหารอีกฝ่ายตอนนี้ เรื่องคงบานปลาย “นั่นสินะ อั๊วก็ลืมคิดไป” ชิงพลบรินชาให้อีกถ้วย “เช่นนั้นได้จังหวะเมื่อไหร่ อย่าลืมเก็บกวาดให้เรียบร้อยล่ะ” “ครับท่าน” ชิงพลบรับคำ ก่อนจะขอตัวกลับปางไม้ หากเป็นคนอื่นคงไม่กล้าขอกลับก่อน แต่เขาคือชิงพลบ ไม่มีอะไรที่ไม่กล้าหรอก ปางไม้มีอาณาเขตเทียบเท่าอำเภอหนึ่ง พื้นที่ส่วนมากติดชายแดน และเป็นป่าลึก ชิงพลบจอดรถตรงลานพักไม้ซึ่งอดีตเคยเป็นลานเลี้ยงช้างลากท่อนซุง พอเขาเข้ามาบริหาร เขาเปลี่ยนจากแรงงานสัตว์ไปเป็นเครื่องจักร สองเท้าเดินลึกเข้าไปในป่าโดยมีพินิจเดินตามอยู่ด้านหลังพร้อมกล่องข้าวและน้ำ ต้นไม่สูงชะลูดอยู่ท่ามกลางความมืดมิด บางครั้งดูน่าพิศวง บางครั้งดูน่ากริ่งเกรง ในป่าเงียบสงัดเพราะการตัดไม้กวาดล้างสัตว์ป่าไปหมด ทางเดินเล็กๆ แฝงเร้นอยู่ในพุ่มเฟิร์น ป่าส่วนนี้เสื่อมโทรมอย่างเห็นได้ชัด “นายครับ เรามาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” “มาเยี่ยมเพื่อนเก่า” พินิจไม่เข้าใจ แต่ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก เดินมาได้ราวๆ หนึ่งชั่วโมง จุดหมายปลายทางก็อยู่ตรงหน้า เสียงน้ำตกดังเข้าโสตประสาทก่อนเป็นอันดับแรก น้ำตกทอดตัวไหลลงมาจากชะง่อนผาสูงชัน ตกกระทบกับพื้นหินด้านล่างจนเกิดเสียง หยาดละอองน้ำสาดกระเซ็น อากาศโดยรอบเย็นกว่าบริเวณอื่น ชิงพลบวักน้ำเย็นๆ มาลูบหน้าและคอคลายอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาไกล ดึกมากแล้ว แสงจันทร์หรุบหรู่อยู่กลางหมู่เมฆ ริมฝั่งน้ำตกมีบ้านหลังหนึ่งสร้างหยาบๆ จากไม้ไผ่และหญ้าคา ตัวบ้านยกสูงมีใต้ถุน รอบบ้านมีกลุ่มชายฉกรรจ์คอยเฝ้า ครั้นได้สัญญาณจากชิงพลบ พวกเขาปล่อยสะพานลงมา พินิจเขม้นมองบ้านทรงกระท่อมอย่างสงสัยใคร่รู้ หรือว่าเจ้านายเขาขังใครบางคนไว้ที่นี่? สะพานทอดตัวนำคนจากอีกฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่งได้อย่างสวัสดิภาพ ชิงพลบเดินนำหน้าอย่างมั่นคง ใบหน้าเรียบสนิท กลุ่มคนที่รอต้อนรับอยู่หน้าบ้านรายงาน “ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับนาย” “อืม ขอฉันคุยกับพวกมันหน่อย” “เชิญครับนาย” เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบกับร่างของคนสองคนที่ถูกมัดมือมัดเท้าอยู่มุมหนึ่งของบ้าน ผนังบ้านไม่มีหน้าต่าง มีเพียงประตูบานหนึ่ง บนพื้นไม้มีฟูกเก่าๆ ผ้าห่มผืนบางที่คงไม่พอจะคลายหนาวยามค่ำคืนถูกทิ้งไว้ตรงมุม คนที่ถูกขังพร้อมใจกันจ้องมองชิงพลบด้วยสายตาเกลียดชัง สภาพของทั้งสองที่ปรากฏต่อสายตาทำให้พินิจกลืนน้ำลายลงคอทีหนึ่ง เขามองกล่องข้าวในมือ ชัดแจ้งแล้วว่าเป็นของสองคนนี้ “ไอ้พลบ!” เผด็จขยับโซ่ที่ล่ามเอาไว้สามจุดอย่างเคียดแค้น นี่ถ้าพวกเขาฆ่ามันสำเร็จล่ะก็ ชิงพลบไม่มีวันมายืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ได้หรอก! ชัชชาติมีท่าทางอิดโรย แต่น้ำหนักไม่ได้ลดลงมากเพราะไม่ได้อดอยากเท่าไหร่ “เอาข้าวมา” พินิจส่งกล่องข้าวของทั้งสองให้ชิงพลบ ชิงพลบแกะกล่องข้าวแล้วเทลงพื้น พร้อมใช้เท้าเหยียบย่ำ “ไอ้เหี้ยพลบ! มึงเทข้าวทิ้งแล้วเหยียบแบบนี้ได้ไง!” “เป็นหมาขี้เรื้อนก็ต้องกินแบบนี้สิ” “ไอ้สัตว์! ข้าวกูนะเว้ย!” ชัชชาติและเผด็จก่นด่า ทว่าความหิวโหยชนะทุกอย่าง พวกเขาใช้มือโกยข้าวจากพื้นกินอย่างหิวโหย อย่างไรต้องเอาชีวิตรอดก่อน ทั้งสองกำข้าวเข้าปากอย่างอดสู เมื่อก่อนพวกเขาได้กินข้าววันละสามมื้อบ้าง สองมื้อบ้าง แล้วแต่อารมณ์ชิงพลบ แต่เพราะเมื่อสิบวันก่อนกล้าลองดีพยายามหลบหนี ชิงพลบจึงสั่งให้งดข้าวงดน้ำ จนพวกเขาคิดว่าจะต้องหิวตายซะแล้ว “ค่อยๆ กินสิ เดี๋ยวก็สำลักข้าวตายก่อนจะได้แหกปากอีกรอบหรอก”‘วันนี้มีสัมภาษณ์งาน อาจจะกลับค่ำหน่อยนะคะ’ ชิงพลบอ่านทวนข้อความเธอนับสิบครั้งได้ตั้งแต่ที่เธอส่งมาตอนเย็นๆ ไม่รู้ว่านาฬิกาคนเราไม่เท่ากันหรือเปล่า ทำไมตอนนี้เข็มสั้นเขามันชี้ไปที่เลขสิบสองแล้วแต่ละพอยังไม่กลับมา ครั้นจะโทรไปตามหรือส่งข้อความไป เขาก็กลัวเธอคิดว่าเขาจู้จี้ ดังนั้นจึงได้แต่นั่งรอเงียบๆ ในบ้าน จวบจนเขาได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นผ่านรั้วบ้านเข้ามา เขารีบไปรอที่บันไดพร้อมกับซ่อนตัวในความมืด ด้วยนัยน์ตาวาววับ ละพอผลักประตูเข้ามาด้วยความระมัดระวัง เธอแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงทับเสื้อสูทสีครีม ชิงพลบหรี่ตา เพราะดูเหมือนวันนี้เธอจะสวยน่ารักเป็นพิเศษ ความรู้สึกหึงหวงพุ่งขึ้นมากลางอก เขาค่อยๆ เผยตัวออกมาในความมืด รวบร่างเธอมาไว้ในอ้อมกอด “พี่พลบ! เล่นอะไรคะเนี่ย” ละพอตกใจจึงปล่อยของร่วงหมด “ทำไมกลับดึกขนาดนี้ แน่ใจนะว่าแค่ไปสัมภาษณ์งาน” น้ำเสียงเขาเข้มงวด พลางรัดเธอแรงๆ “ก็ใช่สิ หนูก็บอกแล้วไง แล้วทำไมพี่ยังไม่นอนอีก มันดึกแล้วนะคะ” ชิงพลบเคาะหน้าผากเธอ พอได้กลิ่นน้ำหอมหวานๆ ก็แอบกลืนน้ำลาย “รู้ว่าดึกแล้วทำไมยังกลับดึกขนาดนี้” “หนูนอนดึกได้ไม่เป็นไร แต่พี่นอนดึกไม่ได้ พี่อา
“แล้วยังไงคะ พี่ไปเจอเขาทำไม” ละพอเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรกับผู้มีอิทธิพลอีก (เรื่องนี้คุยทางโทรศัพท์ไม่สะดวก เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาถามได้มั้ย) “โถ ไม่เอาสิ หนูกำลังอยากรู้เลย อ่านกระทู้บนเน็ตอยู่เนี่ย เรื่องของบริษัทของเอริคที่ถูกฟ้องร้อง ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่มาก” (ทำไมต้องสนใจเขาขนาดนั้นด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราหรอกเขาก็แค่มาสะสางเรื่องในอดีต) “แสดงว่าเขาแค่มาและจะไปใช่มั้ยคะ” เธอละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเขามาเพื่อเก็บกวาดอิทธิพลที่หลงเหลือของจางเหลียนโดยเฉพาะแล้วจะไปเอง (ไม่แน่ใจเหมือนกัน เอริคเป็นคนเดายาก) “เขาไม่ได้คิดร้ายอะไรกับพี่ใช่มั้ย?” (ไม่จ้า) แม้จะไม่นับเป็นมิตร แต่ก็ไม่ใช่ศัตรูแน่นอน “ดีแล้วค่ะ ได้ยินแบบนี้หนูก็สบายใจ” (พี่ไม่ทำกายภาพแล้ว เดี๋ยวพี่ไปหา) “พี่มาหาไม่ได้ หนูอยู่หอ” ชิงพลบหัวเราะ (ถ้าพี่ต้องการสะอย่าง ไม่มีอะไรขวางพี่ได้หรอก) ละพอเฝ้ารอการมาเยือนของชิงพลบด้วยใจจดจ่อ เธออาบน้ำแต่งตัว อยู่ในชุดน้อยชิ้นที่เขาชื่นชอบ “สวยขนาดนี้ คิดจะทำให้พี่คลั่งตายเหรอครับ” นัยน์ตาโลมเลียมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ค่ะ หนูจะทำให้พี่คลั่งตาย” ละ
“ก็ได้ค่ะ สัปดาห์หน้าหนูจะไปหาพี่แน่ๆ สัญญาเลย” ละพอวางสาย เดินกลับเข้าไปหาเพื่อน กลางเดือนกรกฎาคม ละพอมีนัดทานข้าวกับพี่รหัส เธอส่งข้อความไปบอกชิงพลบเพื่อรายงานเขา เขาตอบกลับมาทันที ‘ทานให้อร่อยนะ’ “รอนานมั้ยคะพี่ ขอโทษที่สายนะคะ” ถึงจะรีบมาแค่ไหน แต่ก็สายจนได้ “ไม่เลย มาสิ มานั่งทานกันเถอะ คงจะหิวกันมากแล้ว” เขาผายมือไปเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เพราะข้างๆ มีเจจับจองแล้ว “งั้นไม่เกรงใจแล้วนะคะพี่ เร็วๆ พอนี่ รีบๆ นั่ง ฉันหิวจนแทบจะกินช้างม้าวัวควายได้ทั้งครอกแล้ว” “เจ เธอพึ่งผ่าไส้ติ่งนะ กินอาหารอ่อนๆ ได้อย่างเดียว” ละพอห้ามเมื่อเพื่อนตักน้ำจิ้มสามรสมารอท่า “แต่มาร้านชาบูแล้วไม่กินหมูกับน้ำจิ้มแซ่บๆ ได้ยังไงล่ะพอนี่” เจนจบกระเง้ากระงอด “เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวก็ได้กลับไปนอนหยอดน้ำเกลือเหมือนเดิมหรอก” เธอเปลี่ยนถ้วยน้ำจิ้มให้ทันที “โถพอนี่ ขอสักวันเถอะ เธอไม่รู้หรอกว่าตลอดสัปดาห์มานี่ฉันชอกช้ำแค่ไหน กินแต่ข้าวต้มก็ไม่ไหวปะ ใช่มั้ยคะพี่” คนที่ร้องโอดครวญว่ากำลังจะตายตอนไส้ติ่งแตกน่ะ หายไปแล้ว “เอาแค่พอประมาณแล้วกัน” เธอเลื่อนถ้วยน้ำจิ้มกลับไปให้ เจนจบกระดี๊กระด๊าดีใจยกใหญ่ รถยนต์คันห
เช้าวันถัดมาข่าวการปลิดชีพตัวเองภายในเรือนจำของจางเหลียนติดหน้าหนึ่งทุกสำนักข่าว พัศดีผู้เห็นศพคนแรกให้การว่าช่วงเวลาประมาณตีสามกว่าๆ เห็นความผิดปกติของจางเหลียนจากกล้องวงจรปิด ครั้นพอเร่งรีบไปดูก็พบว่าจางเหลียนเสียชีวิตแล้ว เขาตายเพราะโขกศีรษะกับพื้นแข็งๆ ในห้องขังจนตาย ตำรวจไม่คิดจะสืบสวนหาสาเหตุต่อ สรุปคดีเพียงว่าจางเหลียนเครียดจนฆ่าตัวตาย “พ่อคะ อาหารพร้อมแล้วพี่อาชิให้มาตามค่ะ” ละพอขึ้นมาเรียก บ้านหลังใหญ่ครึกครื้นขึ้นมากเมื่อคนในครอบครัวเดินทางมาเยี่ยมหา “แล้วหนูล่ะ?” “หนูทานทีหลังค่ะ ตอนนี้ต้องป้อนข้าวพี่พลบก่อน” พี่พลบ! ฟังแล้วหัสดินทร์แสลงหูนัก อย่างชิงพลบนะ แก่เกินจะเรียกพี่แล้ว! “ไอ้พลบแขนด้วนเหรอ หนูจะต้องไปปรนนิบัติพัดวีอะไรขนาดนั้น” หัสดินทร์รู้สึกว่าชิงพลบมันแอบปิดบังอะไรบางอย่างอีกแล้ว แต่เขายังไม่มีหลักฐานเลยไม่กระโตกกระตาก “โธ่ ก็พี่พลบยังไม่หายดีนี่ค่ะ ไปก่อนนะคะ” ละพอจับถาดอาหารตรงไปหาชิงพลบ เธอยกมือเคาะสองสามทีให้เขาทราบว่าเธอมาแล้ว ชิงพลบนั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มกว้าง “ขอบคุณครับ” เขาอ้าปากรับอาหารอย่างสุขใจ กระทั่งละพอป้อนเรียบร้อยแล้วถ
ระยะเวลายี่สิบนาทียาวนานไม่รู้จบสิ้น ละพอลงจากรถแท็กซี่อย่างรีบเร่งก่อนจะวิ่งฉิวเข้าบ้านชิงพลบโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ชิงพลบต้องอยู่ในบ้านแน่ๆ พวกจิ๊กซอว์เหล่านั้นพึ่งถูกวางขายไม่นานนี่เอง “มีอะไรกันหนู ทำไมวิ่งหน้าตั้งมาแบบนั้น” พฤกษ์เดินออกมารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เขาอยู่ไหนคะ?!” ละพอจับมือคุณอาหมอมากุม “บอกหนูมาเถอะค่ะ เขาอยู่ที่ไหน หนูอยากเจอเขา ให้หนูเจอเขาเถอะนะคะ!” “หนู พลบเขา…” “หนูไม่เชื่อ! เขายังอยู่ หนูรู้สึกได้” คุณอาพฤกษ์มีท่าทีอึกอัก แต่สุดท้ายก็ยิ้มพ่ายแพ้แล้วเอ่ย “ดอกกุหลาบยังบานอยู่ ไปดูสักหน่อยสิ” กลิ่นดอกกุหลาบหอมระริน ละพอก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปทางสระ พุ่มดอกสีแดงสดยังคงบานสะพรั่งอย่างงดงาม ชิงพลบนั่งรับลมอยู่บนศาลา เขาสวมชุดสบายๆ ในมือแกร่งมีอาหารเม็ด ครั้นเขาโยนลงไปในน้ำ ฝูงปลาแหวกว่ายกันเข้ามาแย่งชิงอาหารกันจนน้ำสาดกระเซ็น ละพอผ่อนฝีเท้า เพื่อสังเกตการณ์ ก่อนจะพบว่านัยน์ตาชิงพลบไม่มองสิ่งใดเลย เหมือนเขามองไม่เห็น “คุณอาหรือครับ?” ละพอไม่ตอบ เธอยืนร้องไห้มองเขาเหมือนคนโง่ “ปล่อยผมไว้แบบนี้สักครู่เถอะ ผมไม่เซ่อซ่าตกสระหรอก” เพราะไม่มีเสียงตอบกลับ ช
ละพอได้ยินมาว่าชิงพลบไม่ใช่หลานชายคนโปรด ความดื้อรั้นและหัวแข็งของเขาสร้างความบาดหมางให้เขาและคุณตา สุดท้ายชิงพลบออกจากบ้านไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เด็ก ทว่าด้วยความเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมคน ทำให้ชิงพลบไปได้สวยในเส้นทางที่เลือกเดิน บางทีหากไม่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับน้องชายของเขา ชิงพลบคงกลายเป็นซีอีโอหนุ่มไฟแรง หรืออภิมหาเศรษฐีไปแล้ว ชิงพลบยอมทิ้งชีวิตที่เขาก่อร่างสร้างตัวมาอย่างอุตสาหะเพื่อกลับมาแก้แค้นให้น้องชาย และเพื่อเธอ ละพอเดินมาหยุดอยู่ตรงห้องนอน ความเป็นชิงพลบยังคงซึมลึกอยู่ในเตียงและข้าวของเครื่องใช้ ราวกับเขาอยู่ที่นี่ และจากไปก่อนเธอจะมาเพียงไม่กี่นาที บนโต๊ะยังมีจิ๊กซอว์ที่เล่นค้างไว้ เขาคงชอบเล่น ในห้องมีงานที่เขาต่อครบถ้วนแล้ววางไว้สองสามภาพ “สวัสดีจ้ะ” ละพอหันไปตามเสียง ชายวัยประมาณห้าสิบปลายๆ แต่ดูอิ่มเอิบและสุขภาพดียืนยิ้มจนเห็นเส้นตีนกาอยู่ตรงกบประตู “สวัสดีค่ะคุณหมอ” ละพอพนมมือไหว้ “เรียกว่าอาก็ได้ อาเป็นอาของพลบกับเพลิง” ศาสตราจารย์พฤกษ์เป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของชิงพลบ เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นจิตแพทย์ชื่อดัง “พลบเล่าเรื่องหนูให้อาฟังบ่อยๆ







