เข้าสู่ระบบ“ลองจานนี้ดูสิ” ปรเมศวร์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เมื่อพนักงานเสิร์ฟวางอาหารจานแรกพรีเซนเทชันสวยงามลงบนโต๊ะ เขาส่งยิ้มบางๆ พลางเลื่อนจานสเต๊กเนื้อปลาสีนวลกรุ่นกลิ่นสมุนไพรเคียงคู่กับขนมปังแป้งแบนเนื้อนุ่มมาตรงหน้าเธอ
“ทานอะไรสักหน่อยเถอะพลอย จะได้เรียกน้ำย่อย”
พลอยนภัสพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เธอบิขนมปังและตักปลาเข้าปากเพียงสองสามคำ ก่อนจะเริ่มเขี่ยชิ้นปลาในจานไปมาอย่างใจลอย ความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในอกทำให้รสชาติอาหารที่ควรจะเลิศรสกลับจืดชืดไม่ต่างจากกระดาษ
ปรเมศวร์ลอบสังเกตท่าทีนั้นเงียบๆ เขาเห็นนิ้วเรียวที่ถือส้อมเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย และแววตาที่หม่นแสงลงของหญิงสาวตรงหน้า จนในที่สุดเขาก็วางช้อนของตัวเองลง
“เป็นอะไรไป... อาหารไม่ถูกปาก หรือว่าไม่หิว?”
“ฉัน... ฉันแค่กังวลเรื่องเพชรค่ะ” พลอยนภัสสารภาพด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบขาดหาย เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและเหนื่อยล้า
“ฉันกลัวว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราหวัง”
ปรเมศวร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้น แววตาของเขาที่เคยดูนิ่งสงบกลับแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวและร้อนแรงขึ้นมาฉับพลัน มันคมปลาบราวกับใบมีดที่พร้อมจะกรีดผ่านทุกอุปสรรคเพื่อเธอ
“ฉันให้สัญญา...” เขาย้ำคำด้วยกระแสเสียงที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยอำนาจ
“ฉันรับรองว่าน้องชายของเธอจะได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน และใครก็ตามที่มันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้... มันจะต้องชดใช้อย่างสาสม”
คำยืนยันของเขามาพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจ้องเขม็งมาที่เธออย่างมีความหมายลึกซึ้ง พลอยนภัสรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง ความร้อนแรงจากสายตาของเขาทำให้เธอหายใจติดขัด มันไม่ใช่แค่คำสัญญาจากผู้มีพระคุณ แต่มันคือการประกาศอาณาเขตและความเป็นเจ้าของที่เขามีต่อเธอ... เป็นความมั่นคงที่ทำให้เธอหวาดกลัวและโหยหาไปพร้อมๆ กัน
“ขอบคุณค่ะคุณเมศวร์...” เธอพึมพำหลบสายตาที่ดูเหมือนจะแผดเผาเธอได้ทุกเมื่อ
“ทานต่อเถอะ พลอย” เขาเปลี่ยนสีหน้ากลับมาอ่อนโยนลงหนึ่งระดับ แต่ยังคงจ้องมองเธอไม่วางตา “หลังจากนี้... เธอมีหน้าที่แค่เชื่อใจฉันเท่านั้นก็พอ”
พลอยนภัสไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะน้ำเสียงหรือคำพูดของเขากันแน่ที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงจนต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ปรเมศวร์ในวันนี้ช่างต่างจากที่เธอเคยรู้จัก เขาทำให้เธอทั้งกระวนกระวายและทำตัวไม่ถูกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในจังหวะที่เธอยกขาขึ้นไขว่ห้าง หัวเข่าของเธอกลับไปสัมผัสถูกขาของเขาโดยบังเอิญ แม้จะรีบชักเท้ากลับทันที แต่กระแสความร้อนวูบวาบกลับแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งความขัดเขินและหยิกแกมหยอกในใจทำให้เธอทำหน้าไม่ถูก
ดูเหมือนโต๊ะตัวนี้จะเล็กเกินไป บรรยากาศรอบกายก็สลัวรางและเต็มไปด้วยความอึดอัดจนหายใจลำบาก โชคดีที่อาหารจานใหม่ถูกลำเลียงเข้ามาเสิร์ฟอย่างต่อเนื่อง พลอยนภัสหวังเพียงว่ามันจะช่วยดึงความสนใจของชายหนุ่มไปจากเธอได้บ้าง
หญิงสาวลอบถอนหายใจเมื่อเห็นเขาเริ่มตั้งหน้าตั้งตารับประทานอาหารตรงหน้า เธอหวังจะใช้ช่วงเวลานี้รวบรวมสมาธิที่กระเจิดกระเจิงให้กลับมา แต่แล้วปรเมศวร์ก็ทำลายความเงียบและโยนความกดดันกลับมาให้เธออีกครั้งด้วยคำสั่งสั้นๆ
“ฉันอยากให้เธอป้อน...” น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและจริงจังจนพลอยนภัสหน้าร้อนผ่าว เธอจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างโทสะและการถูกท้าทาย
“มือคุณเป็นอะไรไปหรือคะ?” เธอถามกลับเสียงแข็ง พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ระเบิดออกมา
“ไม่ได้เป็นอะไร... แต่เธอแค่ต้องทำตามที่ฉันบอก”
“พนักงานที่นี่จะเห็นเอาได้นะคะ แล้วถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูภรรยาคุณ... คุณจะว่ายังไง” หญิงสาวรีบเตือนสติเขา หวังว่าสถานะชายแต่งงานแล้วจะทำให้เขาหยุดพฤติกรรมคุกคามนี้
“แต่ตอนนี้เธอทำงานให้ฉัน” เขาแทรกขึ้นเสียงเรียบแต่ทรงอำนาจ
“และในฐานะผู้ช่วย... เธอก็แค่ต้องทำหน้าที่ป้อนอาหารให้เจ้านาย มันแปลกตรงไหน?”
พลอยนภัสเชิดหน้าขึ้น จ้องมองนัยน์ตาคมกริบนั้นด้วยความเดือดดาล เธอรู้ดีว่าปรเมศวร์กำลังสนุก... เขาสนุกกับการได้ใช้มวลอำนาจที่มีบีบคั้นให้เธอจำนน ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาว สายตาเจ้าเล่ห์ดั่งผู้ชนะทอดมองเธออย่างเหนือกว่า
“เธอก็น่าจะรู้ดีนี่พลอย... ว่าจริงๆ แล้วฉันต้องการอะไรจากเธอ”
“ฉันยอมสอนหนังสือให้หลานคุณในช่วงที่ฉันฝึกงานอยู่ที่นี่เท่านั้นค่ะ!” เธอโต้แย้งทันควัน
“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าฉันต้องยอมทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ไปพร้อมกัน!” ปรเมศวร์นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยประกายความร้อนและอารมณ์บางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง
“นี่ฉันทำให้เธอไม่พอใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” พลอยนภัสกำหมัดแน่นใต้โต๊ะ เธอพยายามสะกดกลั้นใจไม่ให้ยกแก้วน้ำขึ้นทุ่มใส่ศีรษะที่โอหังนั่น หญิงสาวกลืนคำผรุสวาทลงคอ พลางเบือนหน้าหนีไปมองแสงไฟระยิบระยับนอกหน้าต่างเพื่อดับโทสะ
“คุณทำให้ฉันรู้สึกแย่ค่ะ...” เธอพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความอัดอั้น
“คุณพยายามบังคับให้ฉันทำเหมือนเมื่อสามปีที่แล้วไม่มีผิด”
“ก็นั่นคือตอนที่เรายังอยู่ด้วยกัน...” เขาแย้งเสียงแผ่ว
“แต่ตอนนี้คุณไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนตอนนั้น คุณแต่งงานแล้ว... และฉันก็ไม่อยากให้ใครตราหน้าว่าเป็นมือที่สาม!” พูดจบพลอยนภัสก็ยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารครู่หนึ่ง ปรเมศวร์ใช้ส้อมจิ้มเนื้อแกะในจานอย่างเชื่องช้า ก่อนจะตักข้าวผัดทะเลใส่จานแล้วเลื่อนมันมาตรงหน้าเธอ
“เอาเถอะ... ค่ำคืนนี้ฉันจะให้เธอเป็นผู้ชนะ”
พลอยนภัสกะพริบตาถี่ๆ ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาจุกที่อกพร้อมกับรสชาติขมปร่าในใจ ปรเมศวร์คนเดิมที่เธอเคยรักหายไปแล้ว... คนที่เคยอ่อนโยนสุภาพและแสนดีคนนั้นตายจากไปพร้อมกับกาลเวลา
ทว่า... ท่าทางของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้า ราวกับเขารู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ปรเมศวร์ขยับยิ้มบางที่ดูร้ายกาจกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า...
“ฉันอยากให้เธอรู้ ฉันแต่งงานเพราะความจำเป็น” เขาอยากให้เธอรับรู้เรื่องราวที่เจ็บปวดของเขาบ้าง
“คุณช่วยเล่าเรื่องหนูนาให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว... ฉันต้องรับมือกับอะไรอีกบ้าง” พลอยนภัสเอ่ยถามเพื่อดึงความสนใจไปที่เรื่องงาน
ปรเมศวร์นิ่งไปครู่ใหญ่ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดูหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด “ผมเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าปัญหามันเริ่มจากตรงไหน... หลังจากที่พ่อกับแม่ของหนูนาเสีย ชีวิตแกก็เปลี่ยนไป แกมีปัญหากับเพื่อนที่โรงเรียนประจำอยู่เป็นปีโดยที่ผมไม่เคยรู้ จนกระทั่งครูเรียกพบ ผมเลยตัดสินใจย้ายโรงเรียนให้แกทันที แต่ปรากฏว่าแกเรียนอ่อนมากเกือบทุกวิชา”
เขาวางช้อนลงและผลักจานออกห่างตัว ราวกับความเครียดทำให้รสชาติอาหารหายไปสิ้น “แกเสียพ่อกับแม่ไปพร้อมๆ กัน... มันคงเป็นแผลใหญ่ในใจที่ทำให้แกปิดกั้นตัวเอง” พลอยนภัสพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเศร้าใจ
“เด็กแปดขวบ... มันกะทันหันเกินกว่าที่จะรับไหวจริงๆ ค่ะ บางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของสติปัญญา แต่น่าจะเป็นเรื่องของสภาพจิตใจ”
“ฉันก็สงสัยแบบนั้น เลยเชิญจิตแพทย์เด็กมาตรวจ คุณหมอแนะนำว่าหนูนากำลังอยู่ในช่วงปรับตัวเพื่อจัดการกับความสูญเสีย ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้แกคงจะดีขึ้นเอง...” ปรเมศวร์ทอดถอนใจยาว “ด้วยเหตุนี้ผมถึงได้มาหาเธอ พลอย”
“แต่คุณเมศวร์คะ... ฉันไม่ใช่จิตแพทย์ ฉันเป็นแค่ครูฝึกสอน” เธอทักท้วง
“ฉันรู้... แต่ฉันอยากให้เป็นเธอ” ปรเมศวร์พูดแทรกขึ้นมาทันที “เธอทำได้อยู่แล้วพลอยนภัส ผมเตรียมคู่มือการสอนและอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือถ้าเธอต้องการผู้ช่วย ผมก็พร้อมจะจัดหามาให้ทันที ขอเพียงแค่เธอบอกมา”
ความทุ่มเทที่เขามีต่อหลานสาวทำให้พลอยนภัสรู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เธอเริ่มกลัว... กลัวว่าหากเธอทำล้มเหลว มันจะยิ่งซ้ำเติมเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้น
“ฉันไม่ใช่ครูที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้หรอกค่ะ ฉันยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ มีครูอีกหลายพันคนที่มีคุณสมบัติพร้อมกว่าฉันตั้งเยอะ...”
“แต่ไม่มีใครเหมาะสมไปมากกว่าเธออีกแล้ว”
เขายื่นมือมาแตะหลังมือของเธอแผ่วเบา เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสผิว ความเย็นเยียบกลับกลายเป็นกระแสความร้อนวูบวาบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง พลอยนภัสขนลุกซู่ด้วยความรู้สึกที่แสนคุ้นเคย สัมผัสนี้เองที่เธอพยายามลบออกจากความจำมาตลอดสามปี แต่เพียงแค่วินาทีเดียว เขากลับยึดพื้นที่ในใจของเธอคืนไปได้ทั้งหมด
“อะไรทำให้คุณคิดว่าฉันเหมาะกับงานนี้คะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงพร่าสั่น ท่ามกลางพายุอารมณ์ที่พัดกระพือ ทั้งความโกรธ ความสงสาร และความปรารถนาที่ซ่อนลึกอยู่ภายใน
เธอพยายามย้ำเตือนตัวเองว่าเขาไม่ใช่ของเธอ และเธอก็ไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป แต่ดูเหมือนกำแพงในใจจะพังครืนลงอย่างง่ายดายเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมกริบสีดำสนิทคู่นั้น
ปรเมศวร์เหลียวมองไปรอบห้องอาหารหรูหราที่พร่ามัวในสายตาของเธอ เขาคือชายเพียงคนเดียวที่สลักลึกอยู่ในความทรงจำมาตลอด และในตอนนี้... เขาก็ยังคงเป็นคนเดียวที่มีอำนาจเหนือหัวใจเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“อย่าค่ะพี่เมศวร์... นี่มันระเบียง...” เสียงของพลอยนภัสสั่นพร่า แม้แต่เจ้าตัวยังไม่แน่ใจว่าเสียงประท้วงที่หลุดรอดริมฝีปากออกมานั้นเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือเป็นเพียงการห้ามปรามตามสัญชาตญาณกันแน่ ลมทะเลที่พัดจัดอยู่เบื้องนอกกลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนระอุในกายที่กำลังถูกปลุกปั่นลดน้อยลงเลย“ไม่มีใครเห็นหรอกน่า...” ชายหนุ่มยังคงเอาแต่ใจตามประสานักรักผู้เชี่ยวชาญ เขาซุกใบหน้าลงกับผิวเนื้อนวลละเอียด ไต่นำร่องด้วยจุมพิตร้อนแรงไปตามลำคอระหง กลิ่นหอมกรุ่นจากผิวกายสาวผสานกับกลิ่นไอทะเลกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้ลุกโชน พลอยนภัสพยายามยกมือขึ้นผลักไสแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแข็งแกร่งนั้นออกอย่างอ่อนแรง ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่กำลังลูบไล้บีบเค้นช่วงเอวคอดกิ่วกลับทำให้เรี่ยวแรงของเธอละลายหายไปประดุจฟองคลื่น“ไม่เอาค่ะ... หยุดเถอะนะคะ พี่เมศวร์... เดี๋ยวก็มีคนแอบถ่ายไปลงโซเชียลกันพอดี” ถ้อยคำแกมขอร้องที่ปนเปมากับเสียงหอบสะท้านในตอนท้ายทำให้ปรเมศวร์ชะงักการกระทำลง เขาขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ เป็นการคาดโทษ ก่อนจะครางเสียงแหบพร่าในลำคอคล้ายคนเจ็บปวดนักที่ถูกขัดจังหวะกลางคัน“ต่อจากนี้... พี่จะไม
ดวงตะวันรำไรสีส้มแก่ค่อยๆ เคลื่อนคล้อยลงต่ำจนเกือบจะจมหายไปในผืนน้ำสีคราม เมื่อทุกคนขึ้นจากน้ำทะเลที่เริ่มเย็นจัด หนูนาหันกลับไปมองผืนน้ำกว้างด้วยสายตาครุ่นคิดฉงนสงสัย จนพลอยนภัสต้องเอ่ยทัก“มองอะไรเหรอคะหนูนา?”“ทำไมในทะเลไม่เห็นมีปลาซักตัวเลยล่ะคะ ไม่เหมือนในทีวีเลย” ปรเมศวร์ที่เดินตามมาหัวเราะจนเห็นฟันเรียงสวย“มีสิครับ แต่เขาอยู่ลึกๆ ไว้หนูนาโตกว่านี้อีกหน่อย ลุงจะพาไปดำน้ำดูปลาตัวเป็นๆ เลยนะ”“จริงนะค้า!” เด็กน้อยตาโตด้วยความตื่นเต้น“จริงซี” ปรเมศวร์รับคำพลางหิ้วถังของเล่น ปล่อยให้ห่วงยางอยู่ในมือพลอยนภัส ภาพของทั้งสามคนที่เดินจูงมือกันกลับที่พัก โดยมีเด็กน้อยเดินกึ่งกระโดดอยู่ตรงกลางกุมมือลุงเมศวร์และครูพลอยไว้คนละข้าง ดูไม่ต่างจากภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกที่แสนอบอุ่นหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า กลิ่นหอมสะอาดของสบู่และแชมพูอบอวลไปทั่วห้องพัก ปรเมศวร์ในชุดลำลองสวมสบายกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนกายอยู่บนเตียงหนานุ่ม สายตาคมกริบที่มักจะดูเคร่งขรึมเสมอ บัดนี้กลับฉายแววอ่อนโยนขณะทอดมองภาพตรงหน้าพลอยนภัสกำลังใช้ไดร์เป่าผมให้หนูนาอย่างเบามือ เสียงไดร์ดังหึ่งๆ สลับกับเสียงหัว
ยิ่งเห็นอาการเขินอาย ปรเมศวร์ก็ยิ่งได้ใจ เขาเริ่มแกล้งหยิบชุดที่ทวีความเซ็กซี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชุดบิกินี่ตัวจิ๋วหรือวันพีซแหวกหลังลึก จนในที่สุดพลอยนภัสก็ทนไม่ไหว แจกค้อนวงโตให้เขาไปหนึ่งทีใหญ่ๆ“พี่เมศวร์! เลือกดีๆ สิคะ ชุดพวกนั้นพลอยใส่ไม่ได้หรอกค่ะ!”ชายหนุ่มหัวเราะเสียงต่ำในลำคออย่างมีความสุข แววตาที่เขาทอดมองหญิงสาวในเวลานี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนลึกซึ้งที่ซ่อนไว้ไม่มิด ปรเมศวร์เองก็แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน นอกจากมารดาแล้ว เขาไม่เคยเสียเวลาเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือใส่ใจรายละเอียดเล็กน้อยให้ผู้หญิงคนไหนเลย แม้แต่อดีตภรรยาอย่างนิรนาทที่เขาก็ปล่อยให้เธอจัดการเองทุกอย่างแต่กับพลอยนภัส... เขากลับรู้สึกอยากเอาอกเอาใจ อยากเห็นเธอสวมชุดสวยๆ ที่เขาตั้งใจเลือกให้ด้วยมือตัวเอง ความรู้สึกปกป้องและทะนุถนอมมันเอ่อล้นจนชัดเจนขึ้นทุกทีว่า... เขาไม่ได้มองเธอเป็นเพียงแค่ครูของหลานสาวอีกต่อไป แต่เขาปรารถนาให้เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มครอบครัวของเขาให้สมบูรณ์อย่างแท้จริงปรเมศวร์ค้นพบความจริงอย่างหนึ่งว่า การเลือกซื้อเสื้อผ้ากับผู้หญิง
บรรยากาศภายในบ้านของปรเมศวร์คึกคักและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าตรู่ แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องผ่านผ้าม่านลูกไม้เข้ามา ดูเหมือนจะสดใสกว่าทุกวันที่ผ่านมา กิจกรรมการเรียนการสอนที่เคยเคร่งครัดถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้กับทริปท่องเที่ยวทะเลหัวหินที่ทุกคนเฝ้ารอคอยหลังจากส่งปรเมศวร์ออกไปทำงาน หนูนา ตัวน้อยที่อยู่ในชุดลำลองพร้อมลุย ก็รีบจูงแขนพลอยนภัสขึ้นมาขลุกอยู่ในห้องนอนทันที กระเป๋าเดินทางใบเล็กสีหวานถูกเปิดกางหราอยู่บนเตียงกว้าง โดยมีเจ้าของกระเป๋ายืนวุ่นวายอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าไม้แกะสลักกับพี่เลี้ยง เพื่อเลือกสรรอาภรณ์ชิ้นที่สวยที่สุดสำหรับการเดินทางครั้งสำคัญนี้“เอาชุดนั้นด้วยค่า! สีชมพูๆ ที่มีโบว์ใหญ่ๆ” นิ้วเล็กป้อมชี้ไปยังชุดกระโปรงตัวเก่งที่แขวนอยู่ใกล้มือพี่เลี้ยง แววตาของเด็กน้อยเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น“แหม... ชุดนี้น่ารักเชียวค่ะหนูนา ไว้ใส่เดินเล่นบนชายหาดคู่กับคุณครูพลอยน่าจะเหมาะที่สุดเลยนะคะ” พี่เลี้ยงเอ่ยแซวพลางคลี่ชุดออกโชว์“เอาด้วย! เอาด้วย! หนูนาจะใส่คู่กับครูพลอย”พลอยนภัสยืนกอดอกยิ้มละไมมองดูภาพนั้นด้วยความเอ็นดูลึกๆ ในหัวใจ ความสดใสของ
เสียงไซเรนของรถตำรวจดังกึกก้องไปทั่วบริเวณบ้านพักตากอากาศ แรงกระแทกจากการพังประตูจู่โจมทำให้นิรนาทที่กำลังขวัญผวาถึงกับสะดุ้งสุดตัว ทันทีที่เจ้าหน้าที่บุกเข้ามาถึงห้องกักขัง ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือหญิงสาวที่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงด้วยสภาพที่บอบช้ำอย่างหนัก เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและตามผิวกายขาวนวลเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงจากการถูกตีตราจองอย่างป่าเถื่อนนิรนาทถูกช่วยเหลือออกมาจากขุมนรกของเสี่ยมงคลในสภาพกึ่งมีสติ แววตาที่เคยถือดีบัดนี้เลื่อนลอยและเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนเพื่อตรวจร่างกายและเฝ้าระวังอาการช็อกที่อาจเกิดขึ้นจากความเครียดสะสมการประชุมเครียดของปรเมศวร์สิ้นสุดลงในช่วงเวลาใกล้เลิกงาน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องประชุม เขาก็ได้รับสายจากนายตำรวจเพื่อนสนิท“เมศวร์... เราช่วยนิรนาทออกมาได้แล้วนะ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วก็กำลังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”ปรเมศวร์ยืนกำโทรศัพท์แน่น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองอยู่นานเพื่อจะโทรแจ้งคุณหญิงนาถลดา แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะคิดว่าตำรวจคงจัดการแล้ว สุดท้ายเยื่อใยจางๆ ในฐานะอดีตคนเคยรักก็ทำให้เขาเ
เสี่ยมงคลไม่รอช้า เขากระชากอาภรณ์ของตนทิ้งจนหมดสิ้น เผยร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็นจางๆ จากอดีตที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเจ้าพ่อผู้โหดเหี้ยม เขาตามลงไปทาบทับร่างเล็กที่นอนหอบสะท้าน ก่อนจะโน้มกายลงไปฝังจมูกสูดดมกลิ่นอายสาวจากกลีบกุหลาบที่บอบช้ำจากการผ่านศึกหนักมาอย่างโชกโชนมงคลใช้ลิ้นร้อนละเลียดชิมน้ำหวานที่รินไหลออกมาจนชุ่มโชก ปลายลิ้นที่ช่ำชองสอดแทรกเข้าไปทักทายภายในโพรงเนื้อนุ่มที่เริ่มผลิบานสั่นระริกตามจังหวะการปรนเปรอที่ดุดัน มือข้างหนึ่งขยับไปบี้เค้นเกสรน้อยที่แข็งชันจนมันชูชันขานรับสัมผัสอย่างเร่าร้อน“อ๊ะๆๆ อื้อออ... พอแล้ว! อย่าพอ ฮื้อๆๆ!” นิรนาทเม้มปากแน่น พยายามกลั้นเสียงครางที่น่าอับยศสุดกำลัง ร่างกายบิดเร่าส่ายหน้าไปมาด้วยความทรมานจากการขัดแย้งระหว่างศีลธรรมที่ยังหลงเหลือกับความต้องการที่พุ่งสูงจนแทบคลั่ง ยามที่ปลายลิ้นของมงคลตวัดรัวเร็วอยู่บนจุดอ่อนไหวที่สุด“เธอยั่วฉันเองนะมิ้น... ตอนนี้จะมาร้องไห้ทำไม ในเมื่อเธอเป็นคนบอกให้ฉันทำเอง ชั้นในเธอก็ถอดเองกะมือ” มงคลเงยหน้าขึ้นจากร่องรักพลางกระซิบเสียงพร่าชิดผิวเนื้อนุ่มที่เปียกชื้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหิ







