تسجيل الدخولหนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก
"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"
และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้
"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน
"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า
"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
หลิวหยางที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่นิ่งอึ้ง บอกไม่ถูกเช่นกันว่าในตอนนี้เขารู้สึกเช่นไรกับการยกเลิกงานแต่งงานในครั้งนี้ เดิมทีก็เป็นเขาเองที่ต้องการให้เป็นเช่นนี้ แต่เหตุใดยามที่งานแต่งงานถูกยกเลิกจริง ๆ เขาจึงมิได้มีความรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย
"แต่เป็นข้าที่ควรรับผิดชอบต่อเจ้ามิใช่หรือ ?" หลิวหยางไม่เข้าใจว่าเหตุใดอยู่ ๆ หนิงอันจึงได้เปลี่ยนไป เหตุใดนางจึงไม่ต้องการแต่งงานกับเขาแล้ว
"ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ เดิมทีก็เป็นข้าเองที่เสนอหน้าเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวเกะกะขวางทางท่าน หากวันนั้นข้าไม่เข้าไปยุ่ง ข้าก็มั่นใจว่าท่านก็จะไม่มีทางบาดเจ็บอย่างแน่นอน ท่านแม่ทัพอย่าได้กังวล ข้าทราบดีว่าท่านนั้นเป็นคนดี บุรุษเช่นท่านสมควรได้คู่ครองที่ดีและเหมาะสม เป็นข้าเองที่ไม่คู่ควรกับท่านหากแต่ก็ยังไม่รู้จักเจียมตัว ในตอนนี้ข้ารู้ตัวแล้วเจ้าค่ะและต่อไปจะไม่เข้าไปวุ่นวายให้ท่านรู้สึกรำคาญใจอีก ขออภัยเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายนักต้องขอตัวก่อน" หนิงอันยอบกายคารวะอีกฝ่ายก่อนจะยื่นมือออกไปให้สาวใช้ทั้งสองพยุงนางเข้าเรือน
ท่ามกลางสายตาของหลิวหยางที่แม้ว่าอยากจะเอ่ย หากแต่เมื่อมองเห็นแววตาที่เฉยเมยของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาเอ่ยสิ่งใดไม่ออก คล้อยหลังจากหญิงสาวเดินจากไปไกล ในยามที่คิดถึงใบหน้าที่เย็นชาของหนิงอันก็ทำให้หลิวหยางรู้สึกหัวใจบีบรัดจนแน่น ความเจ็บปวดทำให้เขาต้องออกอาการทางสีหน้าอย่างที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
ท่ามกลางสีหน้าที่สับสนของสาวใช้คนสนิท จะไม่ให้พวกนางสับสนได้อย่างไร คุณหนูของนางนั้นรักใคร่ชอบพอท่านแม่ทัพมานานหลายปีตั้งแต่ยังไม่ทันปักปิ่นเสียด้วยซ้ำ สิ่งใดที่เป็นความชอบของท่านแม่ทัพคุณหนูล้วนแต่ใส่ใจทั้งสิ้น มาวันนี้หลังจากที่คุณหนูฟื้นขึ้นมาก็กลับยกเลิกงานแต่งงานเสียอย่างนั้น แล้วทีนี้จะไม่ให้พวกนางตกใจได้อย่างไร
"คุณหนู..."
"พวกเจ้าออกไปเถิด ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก"
"เจ้าค่ะ"
หนิงอันทรุดตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง ก่อนที่สายตาของนางจะทอดมองออกไปไกลแล้วได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่านางย้อนเวลากลับมาแล้วจริง ๆ งั้นหรือ ? แล้วเหตุใดสวรรค์จึงได้ให้โอกาสคนเช่นนางเล่า ? นางมีดีอันใดให้สวรรค์ต้องรู้สึกเมตตาสงสารนางกัน แต่จะอย่างไรก็ช่างอย่างน้อยครั้งนี้นางก็จะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิมอีก ในเมื่อเขาไม่ต้องการนางก็จะไม่ฝืนใจ
ข้าควรได้ใช้ชีวิตที่เป็นของข้าเสียบ้าง เพราะเหน็ดเหนื่อยกับการใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นมามากพอแล้ว หนิงอันคิดในใจ ต่อไปนี้นางจะใช้ชีวิตเพื่อตัวเอง ก่อนจะยกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างสบายใจ คงต้องเริ่มจากการรักษาตัวเองให้หายดีเสียก่อน
ทางด้านหลิวหยางที่ถูกหญิงสาวทอดทิ้งให้ยืนอยู่เพียงลำพังก่อนที่นางจะหันกลับเข้าเรือนโดยที่ไม่สนใจเขา ชายหนุ่มมีท่าทีไม่ยินยอม ความเจ็บปวดที่เขาได้รับนั้นดูเหมือนว่ามันจะเริ่มรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในวันหนึ่งที่เขากำลังซ้อมกระบี่อยู่ที่ชานเรือน ยามนั้นเขาเพียงนึกถึงใบหน้าของหนิงอันแค่ชั่วครู่ก็รู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกขึ้นมาอีก หากแต่ครั้งนี้มันบีบรัดรุนแรงมากจนทำให้เขาถึงกับเป็นลมล้มพับไป เมื่อเหล่าองครักษ์เห็นก็เกิดอาการตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะรีบพาร่างสูงของชายหนุ่มเข้าไปพักในเรือนพร้อมกับรีบตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการในทันที
"ท่านแม่ทัพ ! ท่านแม่ทัพ !"
"พวกเจ้ารีบนำท่านแม่ทัพเข้าเรือนเร็วเข้า แล้วให้ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวงมาที่จวนเดี๋ยวนี้ !" ทุกคนในจวนต่างพากันแตกตื่นเป็นอย่างมากเมื่ออยู่ ๆ ชายหนุ่มที่ดูเหมือนแข็งแรงกำยำกลับเป็นลมล้มพับไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าที่เป็นห่วงกังวลว่าหลานชายจะเกิดเหตุร้ายจึงสั่งให้สาวใช้อาวุโสคนสนิทของนางพามายังเรือนที่พักของหลิวหยางโดยเร็ว
เมื่อมาถึงก็พบผู้คนที่ยืนออกันที่หน้าประตูเรือน นางจึงได้สอดส่องสายตาเพื่อตามหาผู้ที่นางสามารถสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน เมื่อทุกคนเห็นฮูหยินผู้เฒ่าต่างก็รีบทำความเคารพก่อนจะไปยืนอยู่ในจุดเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ
"คารวะท่านแม่"
"คารวะท่านย่า"
"คารวะฮูหยินผู้เฒ่า"
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวหรืออีกนามก็คือองค์หญิงเซิ่งหนาน ผู้เป็นพระขนิษฐาขององค์ฮ่องเต้พระองค์ก่อน มีศักดิ์ฐานะเป็นเสด็จน้าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน นางได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่หลิวหยวนก่อนจะมีบุตรชายหญิงด้วยกันสามคนก็คือ หลิวฟางผู้เป็นบุตรชายคนโตหรือก็คือเซิ่งกั๋วกง ส่วนบุตรชายคนรองหลิวอี้ที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองจิ้งโจว และบุตรสาวคนสุดท้ายมีนามว่าหลิวหลีที่ออกเรือนไปกับติ้งโหวแม่ทัพแดนเหนือก่อนจะย้ายทั้งครอบครัวไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ
หลิวฟางมีบุตรธิดาไม่มาก บุตรชายมีเพียงหลิวหยาง ส่วนบุตรสาวก็คือหลิวซีที่พึ่งผ่านวัยปักปิ่นมาไม่นาน
"เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ ?" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น
"เรียนท่านแม่ ข้าเองก็มิทราบได้เจ้าค่ะ เห็นองครักษ์กล่าวว่าอยู่ ๆ หยางเอ๋อก็หมดสติไปตอนที่กำลังซ้อมกระบี่"
"ทำไมจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ หรือว่าจะถูกพิษ" ฮูหยินผู้เฒ่าคาดการณ์หากแต่คำพูดของนางกลับทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่ง
"หากเป็นเช่นนั้นจริงจะทำเช่นไรดี ?" เจียวซื่อผู้เป็นมารดาได้แต่ตกใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก พวกนางได้แต่รอให้หมอหลวงตรวจอาการของชายหนุ่มจนแล้วเสร็จ ในขณะเดียวกันท่านหมอหลวงก็เดินออกมาพอดี
"ท่านหมอหลานชายข้าเป็นเช่นไรบ้าง"
"ทูลองค์หญิง อย่าได้ทรงเป็นกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพร่างกายแข็งแรงดี เพียงแต่ช่วงนี้อาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอเท่านั้น ประเดี๋ยวผู้น้อยเขียนใบสั่งยาให้ดื่มสักเทียบก็หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"ขอบคุณท่านหมอมาก" เมื่อกล่าวขอบคุณแล้วฮูหยินผู้เฒ่าก็สั่งให้คนของนางมอบรางวัลให้ท่านหมอหลวง เมื่อหมอหลวงรับไปแล้วก็ได้แต่เอ่ยขอบคุณและกลับไป
"ร่างกายแข็งแรงดีแท้ ๆ เหตุใดจึงพักผ่อนไม่เพียงพอเสียได้ ?" หญิงชรากล่าวขึ้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
"หรือว่าพี่ใหญ่จะเสียใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับที่ถูกยกเลิกงานแต่งงานกันเจ้าคะ ?" หลิวซีเอ่ยขึ้น นางได้ยินท่านพ่อกับท่านแม่คุยกันอยู่ ๆ คุณหนูใหญ่หนิงผู้นั้นก็ลุกขึ้นมาขอยกเลิกงานแต่งงานเสียอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้นางใช้แผนการมากมายเพื่อได้แต่งงานกับพี่ชายนาง ไม่รู้ว่าเพราะอันใดกัน ?
"เป็นเรื่องจริงหรือ ?"
"เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่หนิงผู้นั้นเป็นคนขอยกเลิกงานแต่งงานด้วยตัวเองเลยเจ้าค่ะท่านแม่" เจียวซื่อเอ่ยกับแม่สามี
"เช่นนั้นก็หมายความว่าหลิวหยางถูกนางทอดทิ้งเช่นนั้นหรือ ?" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยสีหน้าขบขัน นี่เป็นเรื่องที่ตลกที่สุดเท่าที่นางเคยได้ยินมาเลย ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าลูกสะใภ้นางเล่าให้ฟังว่าหญิงสาวผู้นั้นอยากจะแต่งกับหลิวหยางมากไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดอยู่ ๆ นางจึงเปลี่ยนใจได้เล่า
"แต่หยางเอ๋อก็บอกเองว่ามิชอบนางไม่ใช่หรือเจ้าคะ ? เหตุใดจะต้องทุกข์ใจจนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนทำให้ตนเองล้มป่วยเช่นนี้ด้วยเล่า ?"
"เฮ้อ ! เรื่องของหนุ่มสาว ข้าแก่แล้วไม่อยากจะสนใจ ในเมื่อคนไม่เป็นอันใดก็ดีแล้วข้ากลับไปพักผ่อนก่อนล่ะ" ฮูหยินผู้เฒ่าหันหลังเดินกลับเรือนด้วยที่มีคนสนิทของนางคอยประคอง
คล้อยหลังท่านย่าจากไปแล้วหลิวซีที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็กล่าวกับมารดาของนาง
"ท่านแม่ แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรเจ้าคะ ? พวกเราลองส่งเทียบเชิญไปจวนตระกูลหนิงให้คุณหนูใหญ่หนิงผู้นั้นมาเยี่ยมพี่ใหญ่ดีหรือไม่ ?"
"เป็นเด็กเป็นเล็กยุ่งไม่เข้าเรื่อง" เจียวซื่อหันไปดุบุตรสาว หากแต่ในใจของนางก็ยังคงคิดวนเวียนไปมา หรือว่าบุตรชายของนางจะตรอมใจเพราะเรื่องคุณหนูหนิงผู้นั้นจริง ๆ เฮ้อ ! นางไม่ขอรับรู้ด้วยแล้ว ใครเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ด้วยตัวเองก็แล้วกัน
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







