تسجيل الدخولหลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆ
ในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออก
ชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น
"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?"
"นี่ข้าเป็นอันใดไป"
"ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่านพักผ่อนไม่เพียงพอ"
"ข้าไม่ได้เป็นอันใด" ชายหนุ่มกล่าวด้วยใบหน้าปกติ ในขณะที่เจียวซื่อผู้เป็นมารดาได้รับข่าวว่าบุตรชายฟื้นแล้วจึงได้เข้ามาถามไถ่อาการ
"หยางเอ๋อเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง ?"
"ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านแม่เป็นห่วงแล้ว"
"อกตัญญูอันใดกัน หมอหลวงบอกว่าเจ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ คงไม่ใช่เพราะถูกคุณหนูใหญ่หนิงยกเลิกงานแต่งงานกระมัง" หลิวหยางได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น เหตุใดเขาต้องเสียใจจนถึงขั้นล้มป่วยด้วยเล่า ? ไปกันใหญ่แล้ว
"หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ขอรับ ท่านแม่คิดมากไปแล้ว" ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แม้เจียวซื่อจะไม่ค่อยเชื่อในคำพูดของบุตรชายเท่าใดนักหากแต่นางก็ทำอันใดไม่ได้ ความรักใช่เรื่องที่จะสามารถบังคับกันได้เสียเมื่อไหร่ ในตอนแรกนางเองก็ไม่ชอบหนิงอันเพราะอีกฝ่ายใช้เล่ห์เหลี่ยมบังคับให้หลิวหยางแต่งนางเข้าจวน พอต่อมานางก็พอเข้าใจดี หญิงสาวมีความรักที่ลึกซึ้งต่อบุตรชายของนาง หากแต่ในตอนนี้คิดได้ว่าความรักไม่ควรบังคับใจกันจึงได้ยกเลิกงานแต่งงาน แต่กลับกลายมาเป็นบุตรชายของนางเองเสียมากกว่าที่เสียใจหากแต่ยังไม่รู้ตัว
"เอาละ เรื่องนี้แม่จะไม่ยุ่งด้วยแล้ว เจ้าเองก็พักผ่อนให้ดีเถิด"
"ขอให้ท่านแม่วางใจ ลูกไม่ได้เป็นอันใดมาก"
"อีกสามวันที่วัดเซิ่งเซียนจะมีงาน แม่กับน้องสาวแล้วก็ท่านย่าก็จะไปด้วย หากว่าเจ้าอยากจะไปกราบขอพรก็ไปด้วยกันดีหรือไม่ ?"
"ท่านแม่กับท่านย่าแล้วก็น้องสาวไปกันเถิด ข้าไม่ไปขอรับ"
"งั้นหรือ ? เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า แม่เองก็นัดกับหนิงฮูหยินไว้ว่าจะไปพบปะกันที่นั่น พอดีว่านางรู้จักคุ้นเคยกับไต้ซือผู้หนึ่ง แม่กับท่านย่าของเจ้าอยากจะทำนายชะตาเสียหน่อย"
"หนิงฮูหยิน ? นี่ท่านแม่สนิทสนมกับหนิงฮูหยินตั้งแต่เมื่อไหร่กันขอรับ ?"
"ก็สักพักแล้ว แม่เห็นว่าหนิงฮูหยินเองก็อัธยาศัยดีไม่น้อย คุณหนูใหญ่หนิงเองก็น่าเอ็นดู" หลิวหยางเลิกคิ้ว ก่อนหน้านี้มารดาของเขาไม่พอใจตระกูลหนิงมากมิใช่หรือ ?
"เจ้าอย่ามาทำสีหน้าราวกับแม่ผิดนะ ! ก่อนหน้านี้ที่แม่ไม่ค่อยพอใจเพราะเห็นว่านางใช้วิธีการสกปรก แต่พอได้ลองคิดทบทวนดูแล้วแม่ก็เข้าใจได้ จะมีสตรีสักกี่คนที่ยินดีใช้ตัวเองเพื่อปกป้องผู้อื่น ช่างน่าชื่นชมนัก แต่ว่าเจ้าไม่ชอบนางเจ้าเองก็ไม่ได้ผิด ต่อให้ไม่ได้แต่งงานกันแม่กับหนิงฮูหยินก็ยังสามารถเป็นสหายกันได้เจ้าว่าจริงหรือไม่ ?" เจียวซื่อเอ่ยกับบุตรชายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สายตาของนางยังคงคอยจับสังเกตในท่าทีของชายหนุ่มอยู่ตลอดเวลา
"ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ"
"นั่นสิ เอาละแม่ไม่รบกวนเจ้าแล้ว เจ้าพักผ่อนให้มาก ๆ เถิด แม่ไปละ"
"ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง" เจียวซื่อโบกไม้โบกมือร่ำลาบุตรชายก่อนจะเดินออกจากเรือนมา นางถอนหายใจก่อนจะหันไปมองเรือนของบุตรชายด้วยท่าทางครุ่นคิด บุตรชายผู้นี้อันใดก็ล้วนแต่ไม่แย่ หากแต่ติดนิสัยเย็นชาทั้งยังทึ่มทื่อความรู้สึกช้า
"ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ"
"อันใดงั้นหรือจูหมัวมัว ?"
"ฮูหยินลองใจคุณชายเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ ?"
"เฮ้อ ! เรื่องของคนหนุ่มสาวข้าเองก็ไม่อยากจะยุ่งจริง ๆ" เจียวซื่อเอ่ยขึ้นก่อนจะยกพัดทรงกลมขึ้นพัดเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ นางได้แต่หวังว่าบุตรชายจะรู้ใจตนเองในเร็ววัน คุณหนูหนิงผู้นั้นงดงามน้อยเสียเมื่อไหร่กัน หากได้รับเทียบเชิญงานเลี้ยงบ่อยเข้าย่อมมีผู้คนหมายตานางไม่น้อย แม้ว่าจะมีเรื่องราวที่นางเคยหลงรักบุตรชายของนางจนปักจิตปักใจ ยินยอมเอาความตายของตนเองเข้าแลกก็เถิด คนที่ไม่ถือสาย่อมชื่นชมในความกล้าหาญของนาง จะว่าไปตระกูลหนิงก็ใช่อยากจะเกี่ยวดองกับตระกูลหลิวของนางเสียเมื่อไหร่ มิเช่นนั้นในยามที่คุณหนูหนิงผู้นั้นบอกขอยกเลิกใต้เท้าหนิงคงไม่รวบรัดตัดสัมพันธ์อย่างรวดเร็วปานนั้น อีกนัยหนึ่งตระกูลหนิงก็คงอยากจะรักษาความเป็นกลางของตนเองที่ยืนหยัดมาโดยตลอด เพียงแต่หากว่าหนิงอันแต่งเข้าตระกูลหลิวเช่นนั้นตระกูลหนิงก็ย่อมเกิดความเอนเอียงขึ้นมา ผู้ใดจะรู้ว่าภายหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้นอีก แน่นอนว่าผู้รู้รักษาตัวรอดย่อมเป็นยอดคน
คล้อยหลังมารดาจากไปชายหนุ่มก็หันไปสั่งกับองครักษ์คนสนิทในทันที
"เตรียมตัวให้พร้อม ข้าจะไปค่ายฝึก"
"วันนี้เลยหรือขอรับ ? แต่ท่านแม่ทัพพึ่งจะฟื้น..."
"อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ข้ามิได้เป็นอันใดเสียหน่อย"
"ขอรับ ๆ" อาตงเหลือบมองสีหน้าซีดเซียวของเจ้านายก็ได้แต่ถอนหายใจ ในตอนแรกที่ได้ยินฮูหยินใหญ่กับฮูหยินผู้เฒ่าสนทนากันเขาก็คิดว่าเรื่องนี้ช่างไร้สาระยิ่งนัก ท่านแม่ทัพเกลียดชังคุณหนูหนิงผู้นั้นออกปานนั้นจะเสียใจเพราะนางได้อย่างไรกัน ? มาตอนนี้เขาเองก็ชักจะเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว
สองคนนายบ่าวควบม้ามุ่งหน้าออกไปนอกประตูเมืองในช่วงบ่ายของวันนั้น ก่อนจะมุ่งตรงไปยังนอกเมืองที่อยู่ห่างจากกำแพงเมืองหลวงไปราวห้าสิบลี้ซึ่งเป็นค่ายฝึกของกองทัพตระกูลหลิว
เป็นความบังเอิญหรือว่าโชคชะตาช่างกลั่นแกล้งนัก เมื่อชายหนุ่มเดินทางไปได้ราวสามลิบลี้ก็มองเห็นว่าทางข้างหน้านั้นมีรถม้าคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่และเมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าเป็นเพราะล้อของรถม้านั้นมีปัญหา ข้าง ๆ รถม้ามีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่กับสาวใช้ของนาง ใบหน้าของหญิงสาวถูกคลุมด้วยหมวกคลุมหน้าทำให้หลิวหยางมองเห็นใบหน้าของนางได้ไม่ชัดเจนนัก ก่อนจะพยักหน้าให้อาตงเข้าไปสอบถาม
"รถม้าของพวกท่านเป็นอันใดงั้นหรือ ?" ซินอี๋มิได้เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายเพราะอาตงนั่งอยู่บนหลังม้า ทั้งแดดวันนี้ก็ยังแรงมากทำให้นางไม่ได้สังเกตว่าชายหนุ่มคือผู้ใด เห็นเพียงแต่ว่าอีกฝ่ายนั้นน่าจะเป็นคนในกองทัพที่อยู่ไม่ไกลนี้
"เอ่อ เรียนใต้เท้า รถม้าของพวกเราล้อของมันมีปัญหาเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังรอให้คนนำมาเปลี่ยนเจ้าค่ะ"
"แล้วคนที่จะเอามาเปลี่ยนมาแล้วหรือยังเล่า ?" เป็นเสียงของหลิวหยางเอ่ยขึ้นแทน เขาจดจำสาวใช้ผู้นี้ได้ นางคือสาวใช้คนสนิทของหนิงอัน
"คงกำลังจะมาเจ้าค่ะ"
"นี่ก็ปลายยามเว่ยแล้ว อีกไม่นานก็มืดเช่นนี้พวกเจ้าจะทำเช่นไร ?" ชายหนุ่มเอ่ยถามออกมาอย่างมีน้ำใจ หนิงอันที่นิ่งเงียบอยู่นานจึงได้เอ่ยตัดบทขึ้นมาทันที
"ไม่รบกวนใต้เท้าให้ลำบากเจ้าค่ะ ข้าสั่งให้บ่าวรับใช้นำรถม้าคันใหม่มาเปลี่ยนให้แล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมาถึงเจ้าค่ะ" หนิงอันกล่าวจบก็ยอบกายคารวะอีกฝ่ายเพื่อเป็นการขอบคุณก่อนจะเบือนหน้าหนีไม่สนใจเขาอีก หลิวหยางที่เดิมคิดจะเอ่ยบางอย่างก็ทำเพียงเงียบก่อนจะพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปเอ่ยกับคนสนิทของตน
"เช่นนั้นเจ้ารออยู่ที่นี่เป็นเพื่อนพวกนางจนกว่ารถม้าคันใหม่จะถูกนำมาเปลี่ยนแล้วค่อยตามไปยังค่ายฝึกก็แล้วกัน" อาตงที่ได้ยินคำสั่งของเจ้านายก็ถึงกับเลิกคิ้วก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"ขอรับท่านแม่ทัพ" หนิงอันที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินคำสั่งของเขาเช่นกันหากแต่นางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดทั้งยังไม่คิดปฏิเสธก็เพราะในใจนางเองก็รู้สึกหวาดกลัว หากมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ด้วยสักคนก็คงจะทำให้สามารถวางใจได้มากขึ้น ในเมื่อสิ่งนั้นเป็นประโยชน์กับนาง หญิงสาวก็ไม่คิดปฏิเสธนางทำเพียงเอ่ยขอบคุณเขาเท่านั้นก่อนจะแสร้งทำเสมือนว่าเขากับนางไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน หนิงอันทำเหมือนกับว่าเขาคือคนแปลกหน้าผู้หนึ่งที่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น ความรู้สึกเย็นชาเหินห่างเช่นนี้ทำให้อาการปวดใจของเขากำเริบขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยกมือขึ้นกุมที่หัวใจเพราะมันค่อย ๆ บีบรัดจนกระทั่งเกิดความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไปอีกครั้ง ร่างสูงก็ค่อย ๆ โอนเอนแล้วหล่นลงจากหลังม้าตกกระทบพื้นดินเสียงดังตุ้บ ! ท่ามกลางสีหน้าตกใจของคนทั้งหมด
"ท่านแม่ทัพ !"
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







