تسجيل الدخولเสียงร้องเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอกเรือนของหนิงอัน หญิงสาวในตอนนี้ไม่ได้รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว นางหวังเพียงในตอนสุดท้ายตนเองไม่ต้องกลายมาเป็นภาระของชายหนุ่มและไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นเครื่องมือเพื่อต่อรองของหลิวหยาง จึงได้ลงมือเผาเรือนแห่งนี้ไปพร้อมกับร่างของนางเสียเลย หนิงอันสูญสิ้นทุกอย่างไปหมดแล้ว ในตอนนี้นางไม่เหลือสิ่งใดแล้ว ได้แต่หวังให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางจะได้ไม่เจ็บปวดทุกข์ทรมานอีก
"ฮูหยิน ! ท่านอยู่ที่ใดเจ้าคะ ฮูหยิน ! ฮือ ๆ บ่าวไปตามหมอมาช่วยท่านแล้ว ฮูหยิน !"
"ซินอี๋..." เสียงที่ออกมาจากริมฝีปากแห้งผากนั้นช่างเบาเหลือเกิน หนิงอันยกยิ้มมุมปากพร้อมกับอวยพรให้สาวใช้ของนางได้พบกับความสุข
เสียงเปลวไฟที่ลุกโชนไปทั่วเรือนทั้งหลัง เป็นเพราะเรือนของหนิงอันนั้นอยู่ห่างไกลเกือบท้ายจวนทำให้ไม่สามารถระงับไฟที่ไหม้ได้ทัน ก่อนที่ทุกอย่างจะมอดไหม้ไปกับเปลวไฟทั้งหมด
หลิวหยางที่ย้อนกลับมาที่จวนทำได้เพียงแค่ยืนมองเปลวเพลิงที่ลุกโชน ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับกำลังนำทางส่งวิญญาณของหญิงสาวขึ้นสู่สวรรค์
ร่างสูงตัวแข็งทื่อ ดวงตาแดงก่ำของเขาทอดมองไปยังเรือนที่กำลังมอดไหม้ด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ มือหนาทั้งสองข้างกำเข้าหากันจนแน่น เขาไม่เคยคิดที่จะให้หนิงอันมีจุดจบเช่นนี้ นางไม่ควรจะมีจุดจบเช่นนี้ ขณะนั้นเองหัวใจของเขาก็บีบรัด ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจนกระทั่งต้องยกมือขึ้นมากุมบริเวณหน้าอกของตนเองเอาไว้ ก่อนที่ในเวลาต่อมาร่างสูงจะล้มลงและแน่นิ่งไป
เสียงพูดคุยกันของใครบางคนทำให้หนิงอันรู้สึกตัว ก่อนที่หญิงสาวจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมองไปรอบกายหนิงอันก็ต้องรู้สึกแปลกใจเมื่อสิ่งที่นางมองเห็นกลับกลายเป็นสถานที่ที่แสนคุ้นเคย
หญิงสาวพยายามฝืนตัวเองเพื่อที่จะลุกขึ้นนั่ง หากแต่ในเวลาต่อมานางก็ต้องส่งเสียงครางออกมาอย่างเจ็บปวด
"โอ๊ย !"
"คุณหนูฟื้นแล้ว เร็วเข้าไปแจ้งนายท่านกับฮูหยินใหญ่เร็วเข้า !" เมื่อหนิงอันมองเห็นสาวใช้คนสนิทจึงได้เอ่ยเรียกชื่อนางออกมา
"คุณหนูเจ็บที่ใดหรือไม่เจ้าคะ บ่าวเป็นห่วงท่านแทบแย่"
"ซินอี๋..."
"เจ้าคะ คุณหนูท่านต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ คุณหนูทำบ่าวตกใจยิ่งนัก ท่านพึ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้วท่านแม่ทัพก็มาเยี่ยมท่าน แต่พอท่านแม่ทัพกลับไปอยู่ ๆ คุณหนูก็เป็นลมสลบไป คุณหนูท่านสลบไปตั้งสามวันเจ้าค่ะ บ่าวใจคอไม่ดีเลยสักนิด"
"ข้าสลบไปสามวันอย่างนั้นหรือ ?"
"เจ้าค่ะ คุณหนูท่านพูดคุยอันใดกับท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ" ซินอี๋รู้สึกตกใจมาก สามวันก่อนคุณหนูพึ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ อยู่ ๆ สาวใช้ก็มาแจ้งว่าท่านแม่ทัพหลิวมาเยี่ยมคุณหนูของนางจึงได้ออกไปพบชายหนุ่ม ทั้งคู่พูดคุยกันไม่นานท่านแม่ทัพก็กลับไป หลังจากนั้นคุณหนูของนางก็มีอาการเศร้าซึมก่อนจะเป็นลมล้มพับไปนานถึงสามวัน
"ข้า...ข้าเองก็จดจำไม่ได้แล้ว" หนิงอันทบทวนความทรงจำก่อนจะแสร้งกล่าวว่านางจดจำไม่ได้ เพราะไม่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ให้ใครได้รู้
เมื่อสามวันก่อนหลิวหยางมาหานาง เขามาเพื่อข่มขู่มากกว่าจะเรียกว่าเยี่ยมเยือน ชายหนุ่มไม่ต้องการแต่งงานกับนาง เขากล่าวกับนางว่า…
"หากเจ้าคิดที่จะใช้แผนการนี้เพื่อบีบคั้นให้ข้ารับเจ้าเข้าจวน เช่นนั้นข้าก็จะทำตามนั้น หากแต่เจ้าจะไม่มีวันได้หัวใจของข้า ! หากเจ้าคิดว่าตนเองสามารถอดทนอยู่กับบุรุษที่ไม่รักเจ้าได้แล้วละก็ เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ความต้องการของเจ้าก็แล้วกัน"
ในตอนนี้หนิงอันเชื่อแล้วว่าตนเองนั้นได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ ในชีวิตก่อนนางก็ถูกเขาข่มขู่ให้กลัวเช่นนี้ หากแต่หญิงสาวก็ยังคงดื้อดึงไม่ยอมปล่อยวาง นางยังดึงดันที่จะแต่งเข้าจวนตระกูลหลิวให้ได้ สุดท้ายคนที่เจ็บปวดก็มีเพียงแค่นาง
"คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ" สาวใช้คนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาในเรือนก่อนจะหยุดเพื่อพักเหนื่อย
"เอะอะเสียงดังเรื่องอันใดกัน ไม่เห็นหรือว่าคุณหนูป่วยอยู่"
"ขออภัยเจ้าค่ะพี่ซินอี๋ แต่เรื่องนี้สำคัญมาก ข้าต้องรีบมารายงานคุณหนูให้ทราบเจ้าค่ะ"
"เรื่องสำคัญอันใด ? มิใช่ว่าข้าสั่งให้เจ้าไปแจ้งเรื่องที่คุณหนูฟื้นแล้วแก่นายท่านและฮูหยินใหญ่หรอกหรือ ?"
"ข้าแจ้งแล้วเจ้าค่ะ แต่นายท่านและฮูหยินใหญ่กำลังติดรับแขกสำคัญอยู่เจ้าค่ะ"
"ผู้ใดมางั้นหรือ ?" ซินอี๋เอ่ยถามสาวใช้ตัวน้อย
"ตระกูลหลิวนำแม่สื่อและสินสอดมามอบให้คุณหนูเจ้าค่ะ"
"เจ้าว่าอันใดนะ ?" หนิงอันที่รอฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้วเป็นปมแน่นด้วยความสงสัย เหตุใดพวกเขาจึงได้มากันรวดเร็วนัก มิใช่ว่า... ช่างเถิด อย่างไรในตอนนี้นางก็ต้องออกไปพบพวกเขาให้ได้
"ซินอี๋มาช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า ข้าจะออกไปพบเขาด้วยตนเอง"
"คุณหนูแต่ท่านพึ่งฟื้นนะเจ้าคะ ปล่อยให้นายท่านและฮูหยินใหญ่จัดการเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรท่านย่อมได้แต่งเข้าจวนตระกูลหลิวเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ" ซินอี๋กล่าวพร้อมกับแย้มยิ้ม หากแต่หนิงอันไม่รู้สึกดีใจสักนิด ใครบอกว่านางจะออกไปเจอหน้าเขากัน นางจะออกไปปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้ด้วยตัวนางเองต่างหากเล่า
"รีบมาแต่งตัวให้ข้า !"
"เจ้าค่ะ ๆ" สาวใช้ทั้งสองที่เห็นท่าทางรีบร้อนของนายสาวก็ส่งยิ้มให้แก่กัน โดยที่พวกนางหารู้ไม่ว่าหนิงอันไม่คิดที่จะแต่งเข้าจวนตระกูลหลิวอีกแล้ว การได้มีโอกาสย้อนเวลากลับมาในครั้งนี้นางย่อมไม่เดินตามเส้นทางเดิมอีก ต่อให้เขามาคุกเข่าต่อหน้าให้นางแต่งงานกับเขานางก็จะไม่สนใจสักนิด
ร่างบางที่ยังติดใบหน้าซีดเซียวถูกสาวใช้ทั้งสองพยุงก่อนจะมุ่งตรงไปยังเรือนรับรองใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล เมื่อมาถึงหนิงอันก็ได้พบกับหลิวหยางที่นั่งหลังตรงพร้อมกับใบหน้าเย็นชาที่นางคุ้นเคย หนิงอันยอบกายคารวะนายท่านตระกูลหลิวผู้เป็นบิดาของหลิวหยาง และฮูหยินใหญ่ผู้เป็นมารดา ก่อนจะยอบกายคารวะชายหนุ่มที่อายุมากกว่านางถึงห้าปี พร้อมกับหันกลับมาทำความเคารพบิดามารดาของตนเอง
"ท่านพ่อ ท่านแม่"
"อันเอ๋อ เจ้าควรพักผ่อนอยู่ที่เรือน เหตุใดจึงได้เดินตากลมออกมาเช่นนี้เล่า" จางซื่อเอ่ยกับบุตรสาวของนางด้วยความห่วงใย แม้จะรู้ว่าบุตรสาวผู้นี้ของนางช่างดื้อรั้นนัก หากแต่เพราะว่ารักบุตรสาวมากจึงได้ยินยอมทำตามความต้องการของหญิงสาว ใช้เรื่องบุญคุณที่ช่วยชีวิตมาบีบคั้นให้หลิวหยางแต่งบุตรสาวของนางเข้าจวน
"ที่ลูกมาในวันนี้ก็เพราะมีเรื่องสำคัญอยากจะกล่าวกับทุกท่านเจ้าค่ะ"
"เรื่องอันใดงั้นหรือ ? เอาไว้ค่อยพูดคุยกันภายหลังไม่ได้หรือ ?" ผู้เป็นบิดากล่าวขึ้น จะมีอันใดที่สำคัญไปกว่าการหารือเรื่องแต่งงานของบุตรสาวเขาได้อีกเล่า
"มิได้เจ้าค่ะ ลูกจำเป็นต้องกล่าวในวันนี้และในตอนนี้เจ้าค่ะ"
"เอาเถิดใต้เท้าหนิง ในเมื่อนางมีเรื่องจะกล่าวเช่นนั้นก็ให้นางกล่าวเถิด ท่านอย่าได้เกรงใจเลย อย่างไรพวกเราก็จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้ว"
"ขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ"
"เจ้ามีสิ่งใดอยากจะกล่าวงั้นหรือ ?" เป็นครั้งแรกที่หลิวหยางเอ่ยขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน
"ข้าขอยกเลิกงานแต่งงานนี้เจ้าค่ะ" หนิงอันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"จะ…เจ้ากล่าวอันใดน่ะ ?" หนิงฟงผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุตรสาว เมื่อครู่เขาได้ยินไม่ผิดใช่หรือไม่ ?
"ท่านพ่อ ลูกอยากจะขอยกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพเจ้าค่ะ ลูกจะไม่แต่งงานแล้ว ขอท่านพ่อได้โปรดทำให้ความปรารถนาของลูกเป็นจริงด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
"นะ…นี่เจ้า กำลังเอ่ยสิ่งใดออกมา..." หนิงฟงหันไปมองหน้าภรรยาของตนก่อนจะมีสีหน้าสับสน เขาและภรรยารู้ดีว่าบุตรสาวผู้นี้เอาแต่ใจเป็นอย่างมาก ในตอนที่นางมาขอร้องพวกเขาให้นางได้แต่งกับแม่ทัพหลิวพวกเขาก็พอจะเข้าใจเพราะรู้ดีว่าบุตรสาวนั้นมีใจให้อีกฝ่ายมานาน แต่ในครั้งนี้นางกลับมาบอกว่าจะยกเลิกงานแต่งงานงั้นหรือ ?
"ลูกคิดดีแล้วเจ้าค่ะ แต่เดิมท่านแม่ทัพก็มิได้มีใจปรารถนาในตัวลูกเป็นลูกที่บีบบังคับเขา บุญคุณที่ลูกได้ช่วยเหลือเขาก็ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึง เทียบมิได้กับที่ท่านแม่ทัพได้ออกรบฆ่าฟันข้าศึกเพื่อปกป้องพิทักษ์แคว้นเลยสักนิด ลูกรู้ตัวแล้วว่าตนเองนั้นมิได้เหมาะสมหรือคู่ควรกับท่านแม่ทัพเลยแม้แต่น้อย" หนิงอันกล่าวจบจึงได้คุกเข่าลงก่อนจะทำความเคารพผู้อาวุโสของตระกูลหลิว
"ผู้อาวุโสทั้งสองได้โปรดรับการคารวะจากผู้น้อยด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยที่ข้าเอาแต่ใจจนทำให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โตเช่นนี้" หลิวฟางหันหน้าไปมองภรรยา แม้ว่าเขาและภรรยาจะมิใคร่ชมชอบหนิงอันเท่าใดนัก หากแต่ติดที่ว่าหญิงสาวได้สละเสียชีวิตเพื่อช่วยเหลือบุตรชายจึงมิอาจกล่าวสิ่งใดได้ ส่วนเจียวซื่อผู้เป็นมารดาของหลิวหยางที่ได้เห็นท่าทีของหนิงอันในวันนี้ก็นึกเห็นใจหญิงสาวมากขึ้น ความไม่พอใจนางในตอนแรกก็ลดลงกว่าครึ่ง ถึงอย่างไรหนิงอันก็เป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ นางต้องมีความกล้าหาญมากเพียงใดจึงกล้าวิ่งเข้าไปรับคมดาบแทนบุตรชายของนาง หากไม่เพราะรักชายหนุ่มมากก็คงไม่ทำถึงเพียงนี้
เมื่อนึกได้เช่นนั้นนางจึงได้ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปพยุงร่างของหนิงอันขึ้นมาพร้อมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"คุณหนูหนิงอายุยังน้อย หากทำผิดพลาดไปบ้างย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย"
"ขอบคุณหลิวฮูหยินเจ้าค่ะ"
ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องเริ่มคลี่คลาย หากแต่มีใครบางคนในที่นี้กลับไม่เข้าใจในการกระทำของหญิงสาวแม้แต่น้อย ภายในใจของเขาได้แต่คิดวกไปวนมาว่าอีกฝ่ายคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ ? หรือนางคิดที่จะวางแผนปล่อยเพื่อจับเช่นนั้นหรือ ?
"เจ้าคิดว่าคำพูดและวาจาของผู้อาวุโสจะสามารถกล่าววาจากลับไปกลับมาได้ง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ ?" หลิวหยางเอ่ยออกมาอย่างมีโทสะ ก่อนที่หนิงอันจะหันไปคารวะเพื่อขออภัยแก่เขาอีกครั้ง
"ต้องขออภัยอีกครั้งเจ้าค่ะที่ทำให้ท่านแม่ทัพเสียเวลา แต่ข้าคิดดีแล้วและข้าก็พึ่งเข้าใจคำพูดของท่านที่ได้กล่าวกับข้าไปเมื่อหลายวันก่อนอย่างชัดแจ้ง เป็นข้าเองที่เอาแต่ดื้อดึงไม่สนใจความรู้สึกของท่าน ข้ารู้ดีว่าท่านมิได้รู้สึกอันใดกับข้า ทั้งยังเกลียดข้า... ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ" ประโยคสุดท้ายทั้งแผ่วเบาและดูเจ็บปวดไม่น้อยเมื่อนางเอ่ยออกมา
"เอาละ ! ในเมื่ออันเอ๋อต้องการเช่นนั้นก็ทำตามที่นางว่าเถิด จะได้ไม่เกิดการบังคับจิตใจผู้ใด ส่วนเรื่องที่ผ่านมาก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไม่ติดใจ" หนิงฟงที่ได้ทีจึงได้รีบตัดบท เดิมทีเขาก็ไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อยที่บุตรสาวจะแต่งเข้าจวนตระกูลหลิว ที่นั่นไม่เหมือนกับจวนตระกูลหนิงของพวกเขา เพราะตระกูลหลิวนับได้ว่าเป็นพระญาติ ฮูหยินผู้เฒ่ามีฐานะเป็นถึงองค์หญิงในรัชกาลก่อน มีศักดิ์เป็นท่านน้าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ในช่วงนี้การแข่งขันกันระหว่างองค์ชายก็เริ่มรุนแรง หนิงฟงไม่ต้องการให้บุตรสาวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะตระกูลหนิงของพวกเขาวางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด แต่หากหนิงอันแต่งเข้าจวนตระกูลหลิวไปแล้ว ผู้ใดจะยังคิดว่าตระกูลหนิงของพวกเขาจะสามารถวางตัวเป็นกลางได้อีก
"พวกเจ้าพาคุณหนูกลับไปพักผ่อน"
"เจ้าค่ะ"
หนิงอันทำความเคารพทุกคนอีกครั้งก่อนจะหันหลังกลับโดยไม่แม้แต่จะชายตามองหลิวหยางด้วยซ้ำ ชายหนุ่มที่แต่เดิมมักจะอยู่ในสายตาของหญิงสาวมาโดยตลอด มาวันนี้นางกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา ทำให้หลิวหยางรู้สึกวูบโหวงในอกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ต่อมาเขาก็รู้สึกเจ็บปวดที่หน้าอกข้างซ้ายจนแทบทนไม่ไหว ก่อนจะยกมือขึ้นกุมมันเอาไว้พร้อมกับเม้มริมฝีปากหนาจนห้อเลือด
หนิงอันถึงกับสำลักน้ำชาเมื่อได้ยินว่ามารดาจะพานางไปพบกับไต้ซือหวงผู้นั้นอีก ก่อนที่หญิงสาวจะคิดในใจว่าให้นางไปพบไต้ซือผู้นั้นอีกงั้นหรือ ไม่รู้ว่าไปคราวนี้จะได้พบเคราะห์กรรมอันใดอีก ? น่ากลัวว่าจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาอีกกระมัง แต่เพราะต้องการให้บิดามารดาสบายใจจึงได้ทำตามนั้นหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาหนิงอันก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือน ทุกคนคิดว่าเป็นเพราะนางเสียโฉมจึงทำให้หญิงสาวอับอายจนกระทั่งไม่กล้าสู้หน้าผู้ใด แต่...ในความเป็นจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ !หนิงอันสำนึกได้ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องแล้วว่าหากครั้งนี้นางรอดมาได้ต้องพบกับอุปสรรคบางอย่างเป็นแน่ และเมื่อฟื้นขึ้นมาจริง ๆ แล้วพบว่าใบหน้าเสียโฉม แม้ว่าจะทำใจไว้แล้วก็เถิดหากแต่ก็ยังเสียใจอยู่นิด ๆ ก่อนจะตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้ไม่ต้องไปงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อ ไม่ต้องคอยพบปะผู้คนที่เอาแต่ตีสองหน้าใส่หน้ากากเข้าหากัน และที่สำคัญที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในเรือนก็เพื่อศึกษาแผนที่เพื่อที่จะได้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวให้ทั่วแผ่นดิน ด้วยใบหน้าเช่นนี้รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง ไม่มีใครกล้าทำอันใดนางเป็นแน่ ! หญิ
เมื่อไต้ซือหวงหันมาพบกับหนิงอันก็ได้ยกมือพนมขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า"ประสกกับอาตมามีวาสนาต่อกันยิ่งนัก" หนิงอันตกใจที่อยู่ ๆ ไต้ซือหวงก็เอ่ยทักนาง ด้วยเพราะกลัวว่าทุกคนจะล่วงรู้ความลับของตนเองจึงได้หันไปมองผู้คนที่อยู่โดยรอบ หากแต่สิ่งที่ทำให้นางได้แต่แปลกใจเป็นอย่างมากนั่นก็คือทั้งมารดาของนางและหลิวฮูหยินดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นนางที่กำลังพูดคุยอยู่กับไต้ซือหวง ราวกับอยู่กันละโลกก็มิปาน"พวกเขาไม่เห็น มีเพียงอาตมาและประสกเท่านั้น""คารวะไต้ซือเจ้าค่ะ""ประสกได้มีโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง เหตุใดจึงได้สร้างกรรมให้ตนเองอีกเล่า ?" หนิงอันตกใจ นางเข้าใจว่าไต้ซือหวงหมายถึงสิ่งใดก่อนจะก้มหน้ายอมรับโดยไม่ปฏิเสธ"ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ""หากประสกทำเช่นนี้จะไม่อาจหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้ได้อีก ปล่อยวางเถิดหนา พันธนาการนี้หากว่าประสกต้องการหลุดพ้นก็จำเป็นจะต้องตัดสิ้นความสัมพันธ์ทั้งหลาย" ไต้ซือหวงกล่าวก่อนที่จะยื่นกำไลด้ายแดงให้นางหนึ่งเส้น หนิงอันรับมันมาก่อนจะกำไว้ในมือ"อยู่ที่ประสกว่าจ
หนิงอันตั้งใจที่จะเอ่ยเรื่องที่นางไม่อยากไปไหว้พระกับมารดาตามตรง หากแต่หญิงสาวกลับบังเอิญไปได้ยินในเรื่องที่ไม่ควรเข้าเสียก่อน"ข้ารู้ว่าเดิมทีพวกเรายกเลิกงานแต่งงานไปแล้วก็ควรอยู่ในห่างจากตระกูลหลิว แต่ท่านพี่ข้าคิดว่าทำเช่นนั้นก็มิเป็นผลดีกับพวกเราในตอนนี้ ท่านก็รู้ดีว่าหลังจากที่อันเอ๋อของเรายกเลิกงานแต่งงานกับท่านแม่ทัพหลิวไปแล้วก็มีองค์ชายหลายคนจับจ้องนางอยู่ การที่พวกเรายังคงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหลิวก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปนะเจ้าคะ"จางซื่อเอ่ยกับสามีอย่างตรงไปตรงมา นางชั่งน้ำหนักแล้วว่าการที่นางยังผูกสัมพันธ์กับหลิวฮูหยินผู้นั้นจะกลายเป็นเกราะป้องกันบุตรสาวของนางได้ แม้จะไม่ตลอดไปหากแต่ก็ยังสามารถถ่วงเวลาไปจนกระทั่งหนิงอันสามารถหมั้นหมายกับใครสักคนหนึ่งอย่างจริงจังเสียก่อน
"ท่านแม่ทัพ !" หนิงอันที่เห็นชายหนุ่มในสภาพนั้นหากกล่าวว่าไม่ได้รู้สึกอันใดเลยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อยเพราะนางเองก็รู้สึกตกใจมากเช่นกันก่อนจะให้สาวใช้ของตนเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ แทนตนเอง "ท่านแม่ทัพของท่านเป็นอันใดไปหรือ ?" "ท่านไม่ทัพป่วยหนัก หากแต่วันนี้กลับยังห่วงเรื่องค่ายฝึกจึงได้เดินทางออกมาทั้ง ๆ ที่ยังป่วยเช่นนี้น่ะสิ" "พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดมากอยู่เลย พาท่านแม่ทัพของเจ้าขึ้นมาบนรถม้าเสียก่อนเถิด" หนิงอันออกคำสั่ง ในขณะนั้นเองรถม้าคันใหม่ก็มาถึงพอดี ก่อนที่นางจะให้บ่าวรับใช้และองครักษ์ของเขาพยุงร่างของชายหนุ่มขึ้นไปบนรถม้า พร้อมกับมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองก่อนจะมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลหลิวเพื่อไปส่งชายหนุ่มที่จวนเป็นอันดับแรก ร่างสูงนอนราบอยู่บนเก้าอี้ยาวด้านข้าง ด้วยความเร็วของรถม้าทั้
หลิวหยางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเป็นเวลามืดค่ำแล้ว ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ใบหน้ากลับปกคลุมไปด้วยหยาดเหงื่อราวกับเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่ง หางตายังมีบางอย่างไหลซึมออกมาก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเช็ดมันออกไป ดวงตาดำขลับหวนนึกไปถึงเรื่องในความฝันที่ราวกับมันเกิดขึ้นจริง ๆในความฝันของเขาก็คือตัวเขากำลังยืนอยู่หน้าเรือนแห่งหนึ่ง ในขณะที่เรือนแห่งนั้นกำลังมีไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ในความฝันเขาพยายามที่จะเข้าไปด้านในเพื่อช่วยใครบางคน หากแต่เพราะไฟที่ลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ หลิวหยางรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมารวมถึงความเสียใจที่ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือใครบางคนได้ทัน และเมื่อเขาพยายามที่จะนึกถึงใบหน้าของคนผู้นั้นหากแต่เขากลับนึกไม่ออกชายหนุ่มเกิดความฝันซ้ำ ๆ เช่นนี้มาเกือบเดือนแล้ว แต่ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามหาคำตอบเท่าใดก็ไม่อาจหาคำตอบได้เสียที ว่าแท้จริงแล้วคนที่อยู่ในกองเพลิงนั้นคือผู้ใดกันแน่ ! เหตุใดหัวใจเขาจึงได้รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเข้าไปในกองเพลิงแห่งนั้น"ท่านแม่ทัพฟื้นแล้วหรือขอรับ ?""นี่ข้าเป็นอันใดไป""ท่านแม่ทัพอยู่ ๆ ก็สลบไปขอรับ ท่านหมอหลวงบอกว่าท่
หนิงอันถูกสาวใช้พาเดินออกมาจากเรือนรับรองได้กว่าครึ่งทางแล้ว ก่อนที่นางจะได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินตามมาจากด้านหลัง จึงได้หันหลังกลับไปมองเมื่อได้ยินเสียงอีกฝ่ายเอ่ยเรียก"ช้าก่อน คุณหนูหนิง"และเมื่อหนิงอันหันกลับไปก็เผชิญกับร่างสูงของหลิวหยางที่ตามมาติด ๆ ชายหนุ่มมีใบหน้าที่ซีดต่างจากตอนแรก แม้ว่าหนิงอันจะสังเกตเห็นหากแต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยถาม นางคิดว่าเขาคงจะไม่ชอบใจนักหากว่านางยังวุ่นวายกับเขาไม่เลิก ซ้ำยังอาจจะคิดว่านางปฏิเสธงานแต่งงานครั้งนี้อาจเป็นเพราะนางนั้นมีแผนการบางอย่างก็เป็นได้"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอันใดกับข้าอีกงั้นหรือเจ้าคะ ?" หนิงอันเอ่ยกับเขา ดวงตาของทั้งคู่จ้องมองกันก่อนที่ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายหลบสายตาคู่นั้นก่อน"เจ้าต้องการจะล้มเลิกงานแต่งงานนี้จริง ๆ น่ะหรือ ?" หนิงอันได้ยินคำถามของเขาก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจทั้งระคนสงสัย ก็เป็นเขาเองมิใช่หรือที่ต้องการยกเลิกมันเสียเต็มประดา รังเกียจเดียดฉันท์กันปานนั้นผู้ใดจะยังทนฝืนอยู่ได้อีก ไม่สู้แยกย้ายกันทางใครทางมันไม่ยุ่งเกี่ยวเสียยังดีกว่า"เป็นความต้องการของข้าจากใจจริงเจ้าค่ะ" หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นหลิวหยา







