LOGIN“ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”
“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด
“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”
หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่อต่อชีวิตพวกท่าน”
“แล้วเหตุใดเขาไม่ถอนพิษให้เราทั้งที่เขาก็ทำได้!” ซงจื่อกำมือแน่น
“เพราะเขารอวันนี้อย่างไรเล่า วันที่ข้าจะมาหาพวกท่าน”
“เขาส่งท่านกลับมาเพื่อแก้แค้นราชสำนักหรือ” หยวนชางขมวดคิ้วดวงตาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด “จักรพรรดิแคว้นเว่ยเมื่อก่อนมีเขี้ยวเล็บอย่างไร ตอนนี้ก็ยิ่งคมกริบยิ่งกว่า เรื่องนี้...”
“ข้าจะไม่นำพวกท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก ท่านไม่ต้องกังวล”
“เช่นนั้นแล้ว...”
“ข้าอยากให้พวกท่านช่วยเหลือข้าเปิดโปงตระกูลเยี่ย ส่วนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับราชสำนักข้าจะออกหน้าเอง”
“เยี่ยตงเจียงหรือ” อู๋โปพลันโพล่งขึ้นด้วยเสียงอันดัง
“อู๋โป อย่าบอกนะว่าแม้แต่เจ้าก็มีบุญคุณความแค้นกับเขาเช่นกัน” ลี่จวินมองเห็นความเกลียดชังวูบขึ้นมาในดวงตาของอีกฝ่ายจึงเลิกคิ้วถาม
“ก็...ไม่เชิง” เอ่ยจบก็หลบตาอีกฝ่ายทันที
“หรือว่าเด็กสองคนนั้นที่เจ้ารับมาอุปการะ...”
“หุบปาก!!” อู๋โปถลึงตาใส่ลี่จวินทั้งยังตวาดออกมาดังลั่น นี่ไม่คล้ายเป็นตัวนางเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลี่จวินเอ่ยหลิวผิงอันก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม นางสังเกตตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าเด็กแฝดไม่มีสิ่งใดที่ดูคล้ายอู๋โป ทว่าก็ได้แต่คิดว่าพวกเขาอาจคล้ายผู้เป็นบิดามากกว่าจึงไม่ได้คิดมาก ครานี้ได้ยินในสิ่งที่ลี่จวินเอ่ย อีกทั้งอู๋โปก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทำให้เรื่องนี้กระจ่างแล้วว่าเสี่ยวฮวนฮวนและเสี่ยวหยู หาใช่บุตรที่แท้จริงของอู๋โปไม่
“บังเอิญขนาดนั้นเลยหรือ” หลิวผิงอันพึมพำเสียงเบา
“พวกท่านอย่าสนใจเรื่องของข้าเลย เล่าเรื่องของอาจารย์ไป๋หู่ต่อไปเถิด เขามีบุญคุณความแค้นใดกับเยี่ยตงเจียงหรือ” อู๋โปพยายามเลี่ยง
หลิวผิงอันถอนใจก่อนจะเริ่มกลับเข้าเรื่องอีกครั้ง “ยี่สิบสองปีก่อนหน้านี้ ในเมืองหยวนเฉิงยังมีบัณฑิตยากจนผู้หนึ่ง ข้างกายมีฮูหยินที่กำลังตั้งครรภ์ และบุตรชายวัยหนึ่งขวบ ในครานั้นมีขบวนพ่อค้าลำเลียงสินค้ามาถึงเมืองหยวนเฉิง ทั้งที่รู้ว่านางเป็นฮูหยินของผู้อื่นกลับวางแผนฆ่าบัณฑิตผู้นั้นโดยมีฮูหยินของอีกฝ่ายสมรู้ร่วมคิด คนทั้งสองลอบใส่ยาพิษกร่อนกระดูกลงไปในอาหาร ก่อนจะทิ้งบัณฑิตยากจนลงไปในแม่น้ำ จากนั้นพ่อค้าผู้นั้นก็แต่งฮูหยินบัณฑิตเป็นอนุเข้าตระกูล โดยเขาจำต้องรับบุตรชายและบุตรในครรภ์ของนางด้วย”
“ยี่สิบสองปีหรือ...ตอนนี้ผ่านไปบุตรชายวัยหนึ่งขวบผู้นั้น ก็น่าจะอายุได้ยี่สิบสามปีแล้ว ส่วนเด็กในครรภ์ผู้นั้นปีนี้น่าจะอายุยี่สิบเอ็ด เยี่ยเผิงเย่...เยี่ยซูเหยา” ลี่จวินตระหนักทันทีว่าหญิงสาวหมายถึงผู้ใด
“ไม่ผิด เด็กสองคนนั้นคือเยี่ยเผิงเย่ ส่วนเด็กในครรภ์ก็คือเยี่ยซูเหยา” หลิวผิงอันพยักหน้า “หลังจากถูกโยนลงไปในแม่น้ำ ไม่คาดว่าบัณฑิตยากจนผู้นั้นจะสามารถรอดชีวิตมาได้ เขาได้รับการช่วยเหลือจากชาวยุทธ์ท่านหนึ่งที่กำลังท่องยุทธภพ เพราะสำนึกในบุญคุณจึงตัดสินใจแต่งงานกับบุตรสาวของชาวยุทธ์ผู้นั้น ระหว่างที่ใช้ชีวิตกับนางเขาก็รักษาตัวไปด้วย กระทั่งสี่ปีต่อมาเขามีบุตรสาวกับนาง แต่เพราะร่างกายของเขาไม่ค่อยแข็งแรงเนื่องจากพิษที่ได้รับจึงจากโลกนี้ไป”
“บุตรสาว... หรือว่าเด็กคนนั้นคือเจ้ากระมัง” เหม่ยจื่อขัดขึ้นทันที
“ไม่ผิด”
“เหตุใดผ่านไปนานเพียงนี้จึงเพิ่งมาคิดแก้แค้น” เป็นซงจื่อที่สงสัย
ทันทีที่ผู้เป็นสามีสงสัย เหม่ยจื่อเองก็รีบเสริมขึ้น “ข้าเห็นด้วยกับท่านพี่”
“ผู้อาวุโสทั้งสองช่างมีสายตาแหลมคม มองทะลุถึงรายละเอียดเล็กน้อยยิ่ง”
ถ้อยคำของหญิงสาวเรียบนิ่งไร้ซึ่งแววแห่งการเสียดสี ทั้งเจ็ดดวงดาวจึงไม่อาจล่วงรู้ว่านางหมายความตามนั้นหรือกำลังประชดประชัน พวกเขามองหญิงสาวที่มีรอยยิ้มที่มุมปากลุกขึ้นแล้วมองไปยังประตูห้องโถงก่อนจะเอ่ยถ้อยคำ
“ในตอนที่ฮูหยินสามแต่งเข้าตระกูลเยี่ยนั้น นางกำลังตั้งครรภ์กับบิดาของข้า ช่วงที่ตั้งครรภ์ได้หกเดือนนางถูกวางยาพิษจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เรื่องที่บุตรสาวคนเล็กของนางป่วยกระเสาะกระแสะตั้งแต่เยาว์วัย จุดเริ่มต้นก็มาจากตอนนั้น”
“ท่านมาที่นี่เพราะพี่สาวต่างมารดา ทั้งยังคิดว่าเยี่ยตงเจียงคือผู้ที่วางยากระมัง” ลี่จวินคือผู้ที่เอ่ยถามขึ้น “แต่เขารักฮูหยินผู้อื่นจนวางแผนต่างๆ นานา เพียงเพื่อให้ได้นางมา แล้วเหตุใด...”
“นั่นเพราะมีคนสลับตัวยา ความจริงเขาตั้งใจวางยานางเพื่อให้นางแท้งบุตร แต่มีคนซ้อนแผนของเขาโดยการใส่ยาพิษลงไป ที่นางยังมีชีวิตเพราะเยี่ยตงเจียงมียาถอนพิษ แต่ถึงอย่างนั้นยานั่นก็ส่งผลต่อสุขภาพของคุณหนูซูเหยา”
“แต่หากจะแก้แค้นไยต้องลำบากวางแผนยึดตระกูลเยี่ยเล่า บุกเข้าไปลากเจ้าเยี่ยตงเจียงออกมาสับเป็นหมื่นชิ้นก็น่าจะสาสมแล้ว” อู๋โปกัดฟันอย่างเดือดดาล
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ
“อันเอ๋อร์ ข้าไม่อยากกลับเลย” เยี่ยซูเหยายังคงจับมือหลิวผิงอันเอาไว้แน่น ใบหน้ามีเหงื่อผุดพราย อาการหอบหายใจยิ่งมายิ่งดูน่าเป็นห่วง“พี่เหยาเหยา วันนี้ท่านเหนื่อยมากแล้วกลับไปผักผ่อนก่อนเถิด” หลิวผิงอันตบลงบนหลังมือขาวซีดนั้นเบาๆ“แต่ข้าเพิ่งจะรู้สึกสนุกเช่นนี้ ข้าไม่เคยได้ออกมาเที่ยวเช่นนี้บ่อยนัก
“เรียกข้าว่าอู๋เฉิงซวี่” เอ่ยพร้อมกับสะบัดพัดในมืออย่างคล่องแคล่ว “ตอนนี้ข้าคือคุณชายอู๋ผู้ร่ำรวย”“คุณชายอู๋ เรื่องการลงทุนร้านสมุนไพรและใบชากับเยี่ยจิ้งเสียนราบรื่นดีหรือไม่เจ้าคะ” หลิวผิงอันกลอกตาจู๋จื่อซึ่งสวมหน้ากากใบหน้าอู๋เฉิงซวี่แย้มยิ้มออกมา “คุณชายใหญ่ตระกูลเยี่ย ใช้ร้านแพรพรรณค้ำประกันใ
ตอนที่เห็นหน้าอู๋โปหลิวผิงอันได้แต่ยืนอึ้งอย่างใช้ความคิด ยังไม่ทันได้เรียกอีกฝ่ายออกมาสอบถามเจ้าหน้าที่ก็มาเสียก่อน“อย่างไรข้าต้องขอบคุณคุณชายเฉินมากที่ช่วยเหลือ เมื่อครู่หากไม่ได้ท่านเชื่อว่าท่านมือปราบคงไม่คล้อยตามง่ายๆ”“หาต้องขอบคุณไม่ ข้าเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาพาตัวคนไป เพราะอย่างไรเสียท
อีกครั้งที่หลิวผิงอันต้องขมวดคิ้วให้กับความพร้อมเพรียงอันสมควรตายนั้น “พวกท่านเบาเสียงลงหน่อย”แม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ทำให้สามผู้อาวุโสของเจ็ดดวงดาวเดือดดาล แต่อย่างไรเสียหลิวผิงอันก็ตำหนิพวกเขาไม่ได้ เพราะการที่มีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวเข้าไปพัวพันกับคดีความของทางการ ในยามที่พวกเขาทั้งเจ็ดมารวมตัวกัน ทั้ง







