Masukโชคชะตาที่พลิกผัน มารดาบังคับให้สาบาน บิดาบังคับให้ต้องแบกรับภาระ ‘หลิวผิงอัน’ หญิงสาวปริศนาที่นำความวุ่นวายมายังเมืองกุ้ยโจว นางมีจุดประสงค์ มีเป้าหมาย วางแผนการพร้อมกับกำหนดทุกอย่างเอาไว้แล้ว ทว่ากลับมีน้อยคนนักจะรู้ว่าแท้จริงนางต้องการสิ่งใด ‘เฉินเซี่ยเฟิง’ คุณชายตระกูลเฉินผู้สุขุมสง่างาม เขาคือความพลิกผันของแผนการอันซับซ้อน เขารักสหาย รักความถูกต้อง และรักความยุติธรรม รู้เท่าทันถึงแผนการในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจมองเห็น แม้เป้าหมายในชีวิตของหลิวผิงอันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่การพบกับชายหนุ่มคือจุดเปลี่ยนที่ไม่คาดฝัน ...แผนการอันซับซ้อน เรื่องราวมากมายในอดีต เป้าหมายที่ไม่อาจคาดเดา ทั้งหมดแม้ไม่ใช่นางที่เป็นจุดเริ่มต้น...แต่นางเท่านั้นที่สามารถหาบทสรุปได้!
Lihat lebih banyakตลาดกลางเมืองกุ้ยโจว เมืองหลวงแคว้นเว่ย
เสียงจอแจดังสลับกันไม่เว้น บ้างก็เป็นเสียงตะโกนเรียกลูกค้าที่กำลังเดินขวักไขว่ บ้างก็เป็นเสียงต่อรองราคาของชาวบ้านที่ออกมาจับจ่ายใช้สอย
ท่ามกลางผู้คนมากมายไม่มีผู้ใดสนใจหญิงสาวแปลกหน้าซึ่งเพิ่งย้ายมาจากต่างเมือง หญิงสาวรูปร่างเล็กนางสวมเสื้อผ้าตัดเย็บจากผ้าฝ้ายราคาถูกสีเทาซีดทั้งตัว ยิ่งท่าทีเฉยเมยไม่ได้มองไปยังจุดใดเป็นพิเศษ ก็ยิ่งทำให้นางมองไม่เหมือนคนต่างถิ่น
ที่สำคัญนางเดินเท้าเข้ามาโดยไร้ซึ่งสัมภาระ ทั้งที่เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าเมืองกุ้ยโจวแห่งนี้เป็นครั้งแรก
สายตาของนางมองไปรอบๆ ด้วยสีหน้าคาดเดายาก กระทั่งในที่สุดนางก็ชะลอฝีเท้า หยุดยืนนิ่งยังด้านหน้าโรงเตี๊ยมเมฆมงคล ซึ่งเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองกุ้ยโจว
ใบหน้านวลแดงเรื่อเพราะความร้อนอบอ้าว ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ หลังจากมองเห็นคนผู้หนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
บุรุษล่ำสันแต่งกายด้วยชุดมอซอดูสกปรกซอมซ่อ กระทั่งทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเดินหลบเลี่ยงอย่างรังเกียจ มองดูความหรูหราของโรงเตี๊ยม หามีผู้ใดเข้าใจไม่ว่าเหตุใดเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมจึงอนุญาตให้คนผู้นี้นั่งอยู่
หลายคนคาดเดา... อาจเพราะเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเข้าอกเข้าใจในจุดประสงค์ของอีกฝ่าย เนื่องจากข้างกายเขามีห่อผ้าสีขาวพันเอาไว้ ดูจากลักษณะก็ดูออกได้ทันทีว่าเป็นศพของคนตาย
...หนึ่งผู้ใหญ่กับอีกหนึ่งทารก พร้อมกับป้ายซึ่งเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
‘ขายตัวเป็นทาสเพื่อทำศพฮูหยินและบุตรสาว’
“หากท่านตกลงไปกับข้า ข้าจะทำสัญญากับท่านเพียงหนึ่งปีเท่านั้น และจะจ่ายค่าทำศพให้ฮูหยินกับบุตรสาวของท่านทั้งหมดตามขั้นตอนอย่างสมเกียรติ หลังจากสัญญาหนึ่งปีท่านจะเป็นอิสระไม่มีพันธะใดๆ ท่านยินดีหรือไม่” หญิงสาวเอ่ยถามบุรุษผู้นั้น
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยหนวดเครารกรุงรัง เส้นผมปล่อยยาวพะรุงพะรังไม่ได้รวบมัด อีกทั้งดวงตาวาววับดูดุร้าย ไม่ได้ทำให้หญิงสาวตื่นตกใจ ตรงกันข้ามนางกลับมองเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับฮูหยินและบุตรสาวของท่าน”
น้ำเสียงไพเราะของหญิงสาวทำให้บุรุษที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเงยหน้าขึ้นพิจารณา “นาง...หกล้มจึงคลอดก่อนกำหนดทั้งที่นางอายุครรภ์ได้แปดเดือน ข้าออกไปทำไร่ กว่าจะกลับบ้านมาก็สายไปเสียแล้ว...” น้ำเสียงตอบกลับมาฟังดูเศร้าสร้อย และสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก
“ข้าเสียใจกับท่านด้วย เช่นนี้แล้ว...ท่านก็ไปกับข้าเถิด”
“แม่นางน้อยท่านนี้ ข้าน้อยขอทราบว่าท่านจะให้ข้าน้อยทำสิ่งใดบ้าง หากเป็นเรื่องที่...” เขาถามนางออกมาด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ บ่งบอกว่ามีนิสัยซื่อตรงเปิดเผย
นางเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายคิดได้ในทันที “ท่านลุกขึ้นก่อนแล้วเราค่อยสนทนากันเถิด”
เมื่อเขาทำตามที่นางบอกอย่างว่าง่าย หญิงสาวก็ยิ้ม พร้อมกับไขข้อข้องใจทันที “ท่านวางใจเถิด ข้าเพียงต้องการคนคุ้มกันระหว่างรั้งอยู่ที่เมืองกุ้ยโจว บางครั้งท่านอาจจะต้องช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ หรือหากบางเรื่องท่านไม่เต็มใจลงมือ ท่านสามารถปฏิเสธข้าได้ แล้วข้าจะหาวิธีอื่น”
บุรุษผู้นั้นยังคงจ้องมองนางราวกับนางคือตัวประหลาด แต่เมื่อเขาสบสายตานางก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานเพื่อคำนับ “ข้าน้อยตกลง นับจากนี้จนกว่าจะครบหนึ่งปี ข้าน้อยคือคนของท่าน”
“ดี ชื่อแซ่ของท่านเล่า”
“ข้าน้อยแซ่ตง มีนามว่าหลิว[1]”
เมื่อได้ยินชื่อแซ่ของเขาหญิงสาวก็ยิ้มออกมา “...กระแสธารจากตะวันออก ...ช่างบังเอิญเหลือเกินข้าแซ่หลิว มีนามว่าผิงอัน ท่านเรียกข้าว่าผิงอัน หรือจะเรียกข้าว่าอันเอ๋อร์ก็ได้ ส่วนข้าจะเรียกท่านว่าพี่ตงก็แล้วกัน”
ตงหลิวเหลือบสายตามองหญิงสาวตรงหน้านิ่ง เขาได้แต่คิดในใจว่านาม ‘หลิวผิงอัน[2]’ ช่างเหมาะสมกับเจ้าตัวยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นการวางตัว ถ้อยคำและท่าทางการยิ้มแย้มของนาง ล้วนทำให้ผู้คนที่อยู่ใกล้ รู้สึกได้ถึงกระแสธารแห่งความสงบสุขราบรื่น
“แม่นางหลิวข้าน้อยมิบังอาจ นับแต่นี้ท่านเป็นนาย ข้าน้อยคือบ่าว ท่านเพียงเรียกชื่อข้าน้อยก็ได้” ใบหน้าที่รกเรื้อด้วยหนวดเครากระตุกเล็กน้อย เมื่อได้ยินหญิงสาวอ่อนวัยเรียกเขาว่า ‘พี่ตง’ ทั้งที่เขาน่าจะอายุห่างจากนางมาก
“ช่างเถิด ข้าจะให้เวลาท่านปรับตัวสักระยะ เมื่อคุ้นเคยท่านค่อยเปลี่ยนมาเรียกข้าว่าอันเอ๋อร์ก็ได้ ข้าเพิ่งจะอายุย่างสิบเจ็ดยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมาก ดังนั้นนับจากนี้ความปลอดภัยของข้าก็ลำบากท่านต้องดูแลแล้ว”
หลิวผิงอันมีท่าทีผ่อนคลายทั้งที่ทั้งสองเพิ่งจะได้พบและพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค และนั่นทำให้ตงหลิวเกิดความสงสัย “แม่นางหลิว หากว่าท่านจะอนุญาตข้าน้อยมีเรื่องอยากถาม”
“รีบกล่าว” นางเอ่ยถามพร้อมกับหันไปมองรอบๆ ราวกำลังมองหาใคร ทำให้คนที่กำลังเอ่ยถามกวาดสายตามองไปตาม
“เหตุใดท่านจึงไว้ใจข้าน้อย ท่านไม่เห็นหรือว่าผู้คนต่างก็รังเกียจ หวาดกลัว ...ไม่ก็หลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ข้าน้อย”
[1] ตงหลิว กระแสน้ำตะวันออก
[2] หลิว แปลว่า กระแสน้ำ ,ผิงอัน แปลว่า ความสงบสุขและความสันติ
“นอกเหนือจากแก้แค้นให้บิดา ช่วยพี่ชายกับพี่สาวต่างมารดาแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของข้าคือการผลักดันให้เยี่ยเผิงเย่เป็นหัวหน้าตระกูลเยี่ย”“ทำไม”“ตระกูลเยี่ยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ของแคว้น หัวหน้าตระกูลสามารถขอราชโองการจากองค์จักรพรรดิได้หนึ่งข้อ”“เจ้าต้องการสิ่งใดจากจักรพรรดิ”“ข้าต้องการเข้าไปในสุสานหลวงและกลับออกมาอย่างปลอดภัย”“อะไรนะ!!!”ท่ามกลางความตื่นตะลึงของดวงดาวทั้งหก มีเพียงลี่จวินที่เอ่ยถามต่อ “หรือว่าที่เจ้าทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพราะ...ตำราพิษหนอนโลหิตของท่านอาจารย์ไป๋หู่หรือ”“ตำราพิษหนอนโลหิต เจ้า...เจ้าทำได้หรือ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงบอกว่าจะปลดปล่อยพวกเราทั้งเจ็ด” เหม่ยจื่อเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย“แต่จักรพรรดิไม่มีทาง...”“ตระกูลเยี่ยเคยมีความดีความชอบใหญ่หลวง ได้ยินมาว่าอดีตจักรพรรดิทรงพระราชทานหนึ่งความประสงค์ ให้หัวหน้าโดยชอบธรรมของตระกูลเยี่ยหนึ่งคน พวกเขาจะขออะไรก็ได้”“แต่...เยี่ยตงเจียงไม่ใช่คนที่จะกำจัดง่ายๆ” อู๋โปพึมพำเสียงเบา“จะสำเร็จหรือไม่นั้นที่สำคัญคือพวกท่านทั้งเจ็ดว่าจะช่วยข้าหรือไม่” หลิวผิงอันถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จู๋จื่อท่านไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเร
“ก่อนจะพูดเจ้าสมควรพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนของท่านประมุขตัวจริง แม้เจ้าจะมีประคำเจ็ดดาวก็ไม่อาจมั่นใจได้ว่าเจ้าคือศิษย์ของท่านประมุข” ซงจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา“นั่นสินะ” หลิวผิงอันพยักหน้าราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่อีกฝ่ายค้าน “เอาเป็นว่า... อาจารย์ของข้าเคยช่วยชีวิตพวกท่านทั้งเจ็ด ทั้งยังรับพวกท่านเข้าวังเจ็ดดาวซึ่งมีเขาเป็นประมุข แต่จากนั้นไม่นานก็มีเหตุให้เขาต้องอยู่รับใช้ราชสำนัก หลังจากการกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าครั้งใหญ่ที่หุบเขาเมิ่งฮวา”“เรื่องนั้นใครๆ ก็รู้” หยวนชางเอ่ยพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด“แต่สิ่งที่คนทั่วไปไม่ล่วงรู้คืออาจารย์ของข้าได้เขียนตำราหนอนโลหิตและโลหิตนิทราซึ่งเขาเป็นผู้คิดค้นให้จักรพรรดิแคว้นเว่ย ทั้งยังรับข้อเสนอที่จะรับใช้ราชสำนักแคว้นเว่ยสองปี เพื่อแลกกับการให้ราชสำนักปล่อยมือจากพวกท่าน จากประมุขหลี่จื้อแห่งวังเจ็ดดาว หลงเหลือเพียงปราชญ์ไป๋หู่ ผู้ไร้ซึ่งวรยุทธ์แห่งราชสำนักแคว้นเว่ย”หลิวผิงอันเอ่ยจบก็มองกวาดไปยังเจ็ดดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า “ราชสำนักแม้มีตำราพิษหนอนโลหิตและโลหิตนิทรา ทว่ากลับไม่มีหมอหลวงคนใดปรุงยาออกมาได้ ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องรับศิษย์คนหนึ่ง เพื่
เขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวัน
ที่น่าหนักใจไปกว่านั้นคือ บุตรชายของนางอาจแต่งเยี่ยซูเหยาเป็นฮูหยินจริงๆ หากว่านั่นจะเป็นการช่วยเหลือเยี่ยเผิงเย่ ขอเพียงหลังแต่งงานแล้วสองพี่น้องเป็นอิสระจากตระกูลเยี่ยโดยสิ้นเชิง“ชะตาชีวิตเล่นตลกโดยแท้” เฉินฮูหยินถอนใจแล้วเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์ ในใจได้แต่ปล่อยวางให้เป็นไปตามที่สวรรค์ลิขิต...หน้าร้านหงเติงหลงยังคงมีผู้คนเข้าออกไม่ขาด หลังจากที่ผู้ดูแลร้านติดประกาศว่ามีตำราเล่มใหม่ของเฮยหลางเข้ามาใหม่ตั้งแต่เมื่อวาน ทั้งนี้ตำราที่ถูกส่งมาจะมีกำหนดระยะเวลาที่ไม่แน่นอน บางครั้งสองสามเดือนจะออกมาหนึ่งเล่มบางครั้งก็นานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหนาและเนื้อเรื่องที่ต้องคัดลอก รวมไปถึงความยากง่ายในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อความที่คัดลอกเหล่าคุณชายและปราชญ์จากสำนักศึกษาต่างๆ ที่ยังคงเดินดูชมตำรับตำรา ยังคงพยายามที่จะสอบถามกับผู้ดูแลในร้าน เพียงเพื่อให้ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของเฮยหลาง เนื่องจากหลังๆ มานี้ปราชญ์ไป๋หู่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีตำราใหม่ออกมาบ่อยเท่าใดนัก มีเพียงเฮยหลางเท่านั้นที่มีความเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ“ดูเหมือนเราจะไม่ใช่กลุ่มแรกที่อยากรู้ข่าวคราวของเฮยหลาง” เยี่ยเผิงเย่ถอนใ











