تسجيل الدخولเขารับไปอย่างไม่อิดออด เห็นได้ชัดว่ากล่องนั้นคือกล่องใส่อาหารที่นางซุกซ่อนเอาไว้อย่างดี มั่นใจว่าหญิงสาวคงลำบากมากกว่าที่นางจะได้มันมากระมัง เพราะอู๋โปหรือจะพลาดโอกาสในการเอาคืนเขาเล็กๆ น้อยๆ นางไม่ชอบหน้าเขามาแต่ไหนแต่ไร เพราะในอดีตที่กำลังฝึกวิชาอยู่นั้น นางไม่เคยวางยาเขาสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว
“ข้าได้พบพี่ลี่แล้ว แต่ข้าให้เขากลับมาอีกครั้ง ในยามที่ดวงดาวทั้งเจ็ดมาครบ ตอนนี้ตามกลับมาได้สี่คน เหลืออีกสามคน”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ในเจ็ดดวงดาวที่อยู่ที่เมืองกุ้ยโจวมีข้าน้อย ลี่จวิน อู๋โป ต้องเหลืออีกสี่คน หรือว่ามีหนึ่งในเจ็ดดวงดาวมาที่นี่แล้ว”
“อ้อ ข้าลืมบอกท่านไปสินะ ข้ามีศิษย์อยู่คนหนึ่ง เขาก็คือหนึ่งในดวงดาวทั้งเจ็ด ท่านเองก็เคยพบเขามาแล้วแต่ท่านจำเขาไม่ได้ เนื่องจากเขามีความสามารถในการพรางตัวเป็นอย่างดี”
“ไม่มีทาง จู๋จื่อ...ปีศาจพันหน้าไม่มีทางเป็นศิษย์ของท่าน เขาเป็นถึงผู้อาวุโสสุดของเจ็ดดวงดาว” ตงหลิวอ้าปากค้างเมื่อมองเห็นสีหน้าจริงจังของหลิวผิงอัน
“ไม่จริง!!” เขาอุทานออกมาแขนขารู้สึกหมดแรงขึ้นมากะทันหัน
“ท่านจะไปชำระความกับเขาอีกคนก็ได้นะ เขาอยู่ที่นี่แล้ว ในห้องปีกตะวันออกของคฤหาสน์ ท่านเองก็สมควรเลือกห้องพักได้แล้ว เสี่ยวฮวนฮวนอยู่ห้องติดกับข้าที่เรือนใหญ่ พี่อู๋โปเลือกห้องหนึ่งในเรือนสาวใช้ไว้พรางตัว แต่นางจะมานอนกับเสี่ยวฮวนฮวนในตอนกลางคืน เสี่ยวหยูเลือกเรือนปีกตะวันตก ข้าว่าท่านน่าจะอยู่กับเขา พวกเขาต่างก็เลือกห้องเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น เว้นเรือนครัวที่พี่อู๋โปห้ามไม่ให้พวกท่านเหยียบเข้าไป”
“เหมาะสมแล้ว อู๋โปจะดูแลท่านได้ดีกว่าข้าในขณะที่อยู่ในคฤหาสน์ เรือนด้านตะวันออกจู๋จื่อจะเป็นผู้ดูแล ส่วนเรือนปีกตะวันตกข้าจะดูแลเอง พวกเราทุกคนจะรับรู้ทันทีหากมีคนลอบเข้ามา จากนี้ก็แยกกันดูแลในแต่ละส่วนหมุนเวียนกันไปด้วย”
“นั่นสินะ” หลิวผิงอันเห็นด้วย
“ท่านคิดดีแล้วหรือว่าจะดึงพวกเราดวงดาวทั้งเจ็ดกลับมารวมตัว กัน”
“ข้าคิดรอบคอบแล้ว”
“เอาเถิด เช่นนั้นท่านจะทำอย่างไรต่อ”
“ข้าจะให้พี่ลี่อยู่ที่ตระกูลเฉินต่อไป จะอย่างไรในอนาคตข้ายังมีเรื่องที่ต้องพึ่งพิงตระกูลเฉินอยู่แล้ว”
“นี่คือสาเหตุที่ท่านมั่นใจในการเลือกคฤหาสน์ขนาดใหญ่แห่งนี้กระมัง เพราะที่นี่อยู่ใกล้ตระกูลเฉิน” ตงหลิวพยายามเดาใจหญิงสาว ทว่าเขากลับได้รับเพียงรอยยิ้มบางๆ
“อาจใช่ และอาจไม่ใช่ ข้ายังมีวิธีอื่นที่จะเข้าถึงเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งวิธีของข้าง่ายกว่าการเป็นเพื่อนบ้านของเขามากนัก” หลิวผิงอันเหลือบไปมองต้นเฟิงสองต้นด้านหลังคฤหาสน์ นางเพียงแค่ชอบต้นเฟิงมาก...
“อะไรหรือขอรับ”
“ของขวัญ”
คำตอบของนางทำให้ตงหลิวขมวดคิ้ว แต่นางกลับไม่ได้ขยายความ
“ท่านจะเข้าใจในไม่ช้า เรื่องของจู๋จื่อ เขากลายเป็นติงฝูไห่มานานแล้ว ไม่มีผู้ใดสงสัยตัวตนของเขาตั้งแต่แรก เขาจะเข้าออกในยามที่จำเป็นเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละข้ารับปากท่านไม่ได้เพราะเขาทำอะไรตามใจตัวเองอยู่แล้ว พี่อู๋โปยิ่งกว่าเต็มใจที่จะเป็นแม่ครัวของคฤหาสน์ ลูกๆ ของนางจะเป็นเพียงเด็กที่ข้ารับอุปการะในสายตาคนนอก ส่วนที่เหลือข้าแล้วแต่ท่านเพราะข้ายังไม่เคยพบพวกเขามาก่อน”
“ขอรับ”
“อีกสองวันป้ายตระกูลหลิวจะถูกส่งมา ท่านช่วยจัดการให้ข้าด้วย ทำเช่นไรก็ได้ให้คนทั้งเมืองรู้ว่ามันถูกส่งมาจากเฮยหลาง”
“เช่นนั้นควรจะส่งไปให้ร้านหงเติงหลง จากนั้นค่อยให้คนที่ร้านส่งมายังคฤหาสน์ขอรับ”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น หากจะเปิดตัวก็ทำครั้งเดียวให้คนทั้งเมืองหันมาสนใจ”
“แล้วเรื่องที่ท่านคือเฮยหลาง...”
“ปิดเอาไว้ก่อน ข้ายังสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ดึงดูดคุณชายเฉินให้เขาสนใจข้าได้ อย่างไรเสียตระกูลเฉินก็เป็นตัวแปรสำคัญของข้า ท่านไปเถิด ข้าเองก็จะกลับห้องแล้วเช่นกัน”
“ขอรับ”
ข่าวซุบซิบเรื่องหลิวผิงอันมีให้ได้ยินน้อยลง เนื่องจากชาวเมืองต่างก็เห็นแล้วว่าคฤหาสน์ตระกูลหลิวมีคนเข้ามาอยู่เพิ่ม แม้ว่าจะเป็นเพียงแม่ครัว แต่อย่างไรเสียการที่มีคนเข้ามาอยู่ก็สามารถกันคำครหาได้เช่นกัน ซึ่งนอกจากแม่ครัวแล้ววันนี้ยังมีสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้ม และคนสวนอีกสองคนเพิ่มเข้ามา
นั่นคือสิ่งที่คนนอกต่างพากันมองเห็น เพราะแท้จริงแล้วสามคนที่มาใหม่ก็คือ ซงจื่อ[1] เหม่ยจื่อ[2] และหยวนชาง สามในเจ็ดดวงดาวที่เพิ่งจะมาถึง
ในยามนี้ภายในห้องโถงของคฤหาสน์ที่เงียบกริบ เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดที่แผ่ออกมาจากร่างของผู้มีวรยุทธ์ เว้นแต่หลิวผิงอันที่ยังคงนั่งนิ่งเฉย ภายใต้การคุ้มครองปกป้องของตงหลิวและจู๋จื่อ
“ข้าจะไม่อ้อมค้อม” หลิวผิงอันกล่าวด้วยรอยยิ้มหลังจากที่ตงหลิวพยักหน้ารับรองว่าเจ็ดดวงดาวพร้อมที่จะฟังแล้ว
ก่อนหน้านี้พวกเขาทำห้ำหั่นกันด้วยกำลังภายในเงียบๆ จนแม้ตัวนางที่ไม่เป็นวรยุทธ์ ยังรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่พวกเขาใช้ทดสอบกันและกันภายในห้องโถงกว้าง ทั้งนี้หากไม่ได้จู๋จื่อและตงหลิวคอยขวาง ตัวนางหรือจะยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ถึงตอนนี้
“ข้ารู้ว่าพวกท่านอาจทำใจยอมรับได้ยาก เรื่องที่ข้าคือประมุขวังเจ็ดดาว และข้าจะไม่บังคับพวกท่านให้ร่วมมือกับข้า แต่ข้ามีข้อเสนอที่ผลตอบแทนน่าสนใจมาเสนอ”
หลังจากมอบยาเม็ดโลหิตนิทราให้ครบทุกคน หญิงสาวก็เริ่มเปิดบทสนทนา “หากพวกท่านช่วยเหลือข้า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจ็ดดวงดาวจะรวมตัวกัน ข้าจะมอบประคำทั้งเจ็ดคืนให้พวกท่าน ทั้งยังจะช่วยหาวิธีปรุงยาถอนพิษให้พวกท่านคนละเม็ด ปลดปล่อยพวกท่านจากวังเจ็ดดาว หลังเสร็จเรื่องราวจะไม่มีวังเจ็ดดาวและพิษโลหิตนิทราหรือหนอนโลหิตอีกต่อไป”
[1] ต้นสน
[2] ต้นเหมย
“เจ้าเป็นถึงปราชญ์แคว้นเว่ย ฮูหยินของเจ้าเองก็เป็นบุตรสาวของท่านปราชญ์ไป๋หู่ ตระกูลเฉินเรามีวาสนาได้ทายาทของท่านปราชญ์มาดูแลกิจการเช่นนี้ ยังจะให้พ่อกังวลอะไรอีกเล่า”“ฮูหยินปราชญ์แห่งแผ่นดิน จะเป็นสตรีที่เพียงอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือนได้อย่างไรจริงหรือไม่” เฉินฮูหยินกุมมือของฟางอันหนิงขึ้นมาแล้วตบเบาๆ ลงไปบนหลังมือของนาง “อาจมีบางครั้งที่เจ้าต้องพบสตรีสูงศักดิ์และท่านหญิงจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นตระกูลเฉินเราจะน้อยหน้าพวกนางได้หรือ แม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลเฉินเราต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”สิ่งที่เฉินฮูหยินพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เพราะหลังจากนั้นไม่นานฟางอันหนิงก็ถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องจากฐานะของนางที่เป็นถึงฮูหยินแห่งปราชญ์ แน่นอนว่าพระราชเทวีและเหล่าพระสนม ย่อมต้องการผูกมิตรกับนางเป็นพิเศษอยู่แล้ว เรื่องการวางตัวที่เหมาะสมเป็นกลางของนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิยังทรงเคยรับสั่งชมเชยทางหนึ่งฟางอันหนิงคือสตรีหนึ่งเดียวของเมืองกุ้ยโจวที่เป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดในเรื่องของการค้า อีกทางหนึ่งนางก็คือฮูหยินท่านปราชญ์ที่มีแต่คนนับถือ ทว่าในยามที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน นางก็ยังคง
“เขาไหนเลยจะกล้าตำหนิท่านแม่เจ้าคะ” ฟางอันหนิงกล่าวเช่นนั้นก็จริง แต่นางก็เชื่อฟังแม่สามีแล้ววางมืออย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายออกมาจากห้องครัว“เจ้าไปอาบน้ำแล้วค่อยออกมาห้องโถง แม่มีของจะมอบให้เจ้า”“เจ้าค่ะ” ฟางอันหนิงเดินกลับเรือนเซี่ยเทียนไป ด้านหลังของนางยังมีฝูหลินสาวใช้คนสนิทที่ยังคงอยู่ข้างกายนางเช่นกันกับลี่จวินที่ไม่ยอมไปไหน เขายังคงอยู่ข้างกายเฉินเซี่ยเฟิง ซึ่งนั่นก็ทำให้นางวางใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับเมืองกุ้ยโจวครั้งนี้ เฉิงเซี่ยเฟิงต้องก้าวเข้าสู่ราชสำนักเต็มตัว เขาไม่เพียงเป็นปราชญ์ของแผ่นดิน แต่เขายังเป็นถึงราชครูซึ่งรับภาระสอนหนังสือให้กับองค์ชาย องค์หญิงเชื้อพระวงศ์ของแคว้นเว่ยอีกด้วย“ท่านพี่” ฟางอันหนิงที่ยืนรออยู่ที่หน้าเรือนเซี่ยเทียนยิ้มสดใส ทันทีที่มองเห็นเฉินเซี่ยเฟิงเดินผ่านประตูเข้ามา“ฮูหยินเจ้าออกมาทำไม หิมะตกอากาศหนาวเช่นนี้รีบกลับเข้าข้างในเร็วเข้า” เฉินเซี่ยเฟิงถอดเสื้อคลุมของตนออกสวมให้นางทันที พร้อมกับโอบรอบไหล่กลมมนแล้วพานางกลับเข้าเรือน เตาพกถูกตระเตรียมเอาไว้แล้วและมันถูกยัดใส่มือของฟางอันหนิง“ข้าไม่หนาว”“อย่างไรก็ต้องระวัง หากล้มป่วย
“ข้าไม่เคยร้องขอความรักจากท่านพ่อ ท่านแม่บอกว่านางรักข้า แต่นางก็ยังเลือกที่จะจากไปกับบุรุษที่นางรักผู้นั้น ข้าไม่เคยศรัทธาในความรักเรื่องนี้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว เจ้าบอกให้ข้าพยายามรักเจ้า เช่นนั้นเจ้าทำให้ข้าเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าเรียกว่ารักนั้น... หมายความรวมไปถึงว่าเจ้าจะอยู่ข้างกายข้า ซื่อสัตย์ต่อข้าเพียงคนเดียว ไม่ทอดทิ้ง และเชื่อใจข้า”เงียบอยู่นานในที่สุดเยี่ยซูเหยาก็สบตากับเขา มือของนางกุมมือของเขาเอาไว้แน่น “ข้า...” นางพูดไม่ออกเพียงอยากกุมมือเขาเอาไว้เช่นนั้น “เพราะแบบนี้ท่านจึงไม่อยากรัก...หรือ”“ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากให้ข้ารักหรือไม่” เขาเอ่ยพร้อมกับขยับเข้าหานาง “แต่ข้าขอเตือนเจ้าอย่างหนึ่ง คิดจะให้ข้ารักค่าตอบแทนที่เจ้าต้องจ่ายย่อมสูง ข้าเป็นคนที่ไม่ชอบให้ผู้ใดยุ่มย่ามกับสิ่งที่เป็นของข้า ทั้งยังเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวไม่ชอบแบ่งปันสิ่งที่ข้าหวงแหนกับผู้ใด” เอ่ยจบเขาก็ก้มหน้าลงมาชิดใบหน้าของเยี่ยซูเหยา “เจ้าจะคิดว่าข้ามองเจ้าเป็นสิ่งของหรืออะไรก็ตาม แต่หากเจ้ากล้า...”“ท่านเองก็กลัวการที่จะรักใครสักคนใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามเขาขึ้นทั้งยังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ใบหน้าที่อยู
มองเผินๆ นี่คือการกอดนางจากด้านหลัง แม้ว่าเขาจะกำลังสอนนางคั่วใบชาอยู่ก็ตาม เยี่ยซูเหยาที่กำลังเพลิดเพลินกับสิ่งแปลกใหม่ตรงหน้าไม่ได้สนใจความใกล้ชิดนี้ ผิดกับเหล่าคนงานและสาวใช้ที่ติดตามอยู่ด้านหลัง พวกเขาต่างก็แอบอมยิ้มก่อนจะลอบเดินหลบออกไปทีละคนสองคนอู๋เฉิงซวี่เหม่อมองใบหน้าตั้งอกตั้งใจของเยี่ยซูเหยาด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับนางด้วย เพราะยามปกติที่เขามายังไร่ชา เขาก็จะลืมสิ้นทุกอย่าง ทำทุกสิ่งด้วยตัวเองไปทีละอย่าง กระทั่งตะวันตกดินไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่วันนี้ดูเหมือนนอกจากชาแล้ว ความสนใจของเขาทั้งหมดถูกนางดึงดูดเอาไว้จนอยู่มือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีวันนี้กว่าชั่วยามที่อู๋เฉิงซวีขลุกอยู่ที่โรงเก็บชากับเยี่ยซูเหยา หญิงสาวเพลิดเพลินกระทั่งลืมไปว่านางเตรียมขนมของว่างมาด้วย เสี่ยวโถวรีบกระซิบบอกเพราะทั้งนางและอู๋เฉิงซวี่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง ดังนั้นอู๋เฉิงซวี่และเยี่ยซูเหยาจึงกลับมายังรถม้าเสี่ยวโถวจัดสำรับเอาไว้ยังศาลาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นเขา ซึ่งศาลาแห่งนี้เป็นอู๋เฉิงซวี่ให้คนสร้างขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อนั่งจิบชาและชมทิวทัศน์อันสวยงามของไร่ชาเมื่อถ
“เรื่องข่าวดีนั้นคงต้องแล้วแต่ท่านพี่ เพราะเขาบอกข้าว่าต้องการอยู่กับข้าให้นานหน่อยจึงไม่รีบ ข้าก็ได้แต่...ตามใจเขาแล้ว” กล่าวจบเยี่ยซูเหยาก็ทำท่าเอียงอายท่าทีเช่นนี้นางเคยเห็นอนุของบิดาบุญธรรม แสดงออกมาเพื่อยั่วยุโทสะของฮูหยินใหญ่บ่อยๆ นางเห็นจนชินตากระทั่งเลียนแบบได้ในวันนี้ เรียกได้ว่าตัวนางเองยังแอบตกใจมองเห็นเสี่ยวโถวที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังกลั้นหัวเราะ นางก็แทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้ใบหน้าของญาติผู้น้องทั้งสองของอู๋เฉิงซวี่ยิ่งมายิ่งไม่น่าดู แรกๆ ทั้งสองนางก็สุภาพอ่อนหวานและดูหวังดี หลังๆ เมื่อเห็นแล้วว่าไม่ว่าจะอย่างไรเยี่ยซูเหยาก็หาคล้อยตามไม่ พวกนางจึงถอยเพื่อกลับไปตั้งหลัก ทั้งยังบอกว่าอยากจะมาเยี่ยมนางเพื่ออยู่เป็นเพื่อนนางอีกด้วยเยี่ยซูเหยาไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ นางเพียงมองส่งหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้ม กระทั่งทั้งสองนางจากไป นางจึงเดินเข้าครัว “ข้าอยากทำขนมบัวหิมะ[1] ตอนบ่ายจะไปยังโรงเก็บชา ข้าจะทำขนมไปให้ท่านพี่ด้วย ให้คนเตรียมกับข้าวสักสองสามอย่าง คิดว่าท่านพี่คงกินอาหารเที่ยงที่นั่น ข้าเองก็จะไปกินเป็นเพื่อนท่านพี่” เยี่ยซูเหยาสั่งการกับเสี่ยวโถวก่อนจะให้แม่ครัวทำกับข้าว
นางไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าสตรีทั้งสองที่อยู่ข้างๆ มีหน้าตาเช่นไร เพราะมัวแต่สนใจใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิดเขา...กำลังใช้ใบหน้าหล่อเหลานี้ล่อลวงนาง!!!“เหยาเหยานี่คือซูเหม่ยกับเลี่ยงหรง นางทั้งสองเป็นญาติผู้น้องของข้าเอง เหม่ยเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์ นี่เหยาเหยาพี่สะใภ้ของพวกเจ้า” อู๋เฉิงซวี่แนะนำด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คารวะพี่สะใภ้เจ้าค่ะ” เด็กสาววัยไม่น่าจะเกินยี่สิบย่อกายให้นางอย่างแช่มช้อย ใบหน้างดงามสะคราญตา ท่วงท่าหรือก็อ่อนหวาน รอยยิ้มราวกับแสงอันอบอุ่นของแดดยามเช้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เลือกสรรมาอย่างดีทำให้พวกนางทั้งสองดูงดงามโดดเด่นเยี่ยซูเหยายิ้มก่อนบอกให้พวกนางทำตัวตามสบาย นางเหลือบไปมองอู๋เฉิงซวี่ ก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เพียงแต่อู๋เฉิงซวี่กลับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน เขานั่งลงและผายมือเชิญญาติผู้น้องของเขานั่ง มือใหญ่รั้งเยี่ยซูเหยาให้นั่งลงข้างๆ จากนั้นก็รินชาหอมกรุ่นส่งให้“เหม่ยเอ๋อร์กับหรงเอ๋อร์เป็นหลานสาวของท่านแม่รอง พวกนางมาในวันนี้เพราะเมื่อวานไม่ได้มาร่วมงานแต่งงาน ข้าก็บอกพวกนางแล้วว่าเจ้าอาจจะออกมาช้า เพราะเมื่อคืนเจ้านอนดึกทั้งยังร่างกายอ่อนเพลีย” กล่าวจบก็ยกมือใหญ
เฉินเซี่ยเฟิงมองใบหน้าสหายด้วยความตื่นตะลึง “หรือว่าเจ้าคิดจะให้คนของกรมตุลาการสืบสวนคดีนี้จนถึงที่สุด เจ้าไม่กลัวหรือว่าเรื่องนี้คนตระกูลเยี่ยอาจเกี่ยวข้อง”“ข้าถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าอยากให้ท่านแม่กับเหยาเอ๋อร์ไปจากเมืองกุ้ยโจว ภายใต้ความดูแลของคนตระกูลอู๋ข้ามั่นใจว่าพวกนางจะปลอดภัย”“แล้วเจ้าเล่
ข่าวใหม่ที่กำลังเป็นที่ฮือฮาของในเมืองกุ้ยโจวในยามนี้ คงหนีไม่พ้นคดีโครงกระดูกยังที่ดินนอกเมือง อีกทั้งผู้ต้องสงสัยก็คือคนสนิทของหัวหน้าตระกูลเยี่ย มือปราบซึ่งตรวจสอบที่เกิดเหตุสันนิษฐานว่าพ่อบ้านไปเยี่ยมเยียนฮูหยินของหยางไห่ฉวนที่กำลังป่วย ทั้งสองมีปากเสียงกันกระทั่งลงไม้ลงมือ จากนั้นหยางไห่ฉวนจึง
“ปล่อยให้ท่านเจ้ากรมตุลาการรับไปข้าจะจัดการเอง ส่วนบุตรชายของเจ้าเพราะเขาไม่รู้เรื่องนี้ตั้งแต่แรก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพียงควบคุมมารดาของเขาไว้ให้ดี ทางที่ดีให้นางไปอยู่ที่อื่น อย่าให้นางเข้ามาก่อความวุ่นวายอีก”“ข้าน้อยรับทราบ ขอบคุณท่านเสนาบดีที่ให้ความช่วยเหลือ”“กลับไปได้แล้ว”“เช่นนั้นข้าน้อย
หลังจากกลับมายังโรงทอกับบิดา เฉินเซี่ยเฟิงก็แทบไม่มีสมาธิที่จะตรวจสมุดบัญชี เขาได้แค่ครุ่นคิดวนเวียนไปมาเกี่ยวกับคดีที่ดินนอกเมืองของเยี่ยเผิงเย่ และพยายามหาความเกี่ยวพันที่อาจโยงไปถึงเรื่องของหลิวผิงอัน แต่กระนั้นคนของเยี่ยเผิงเย่ที่เร่งร้อนมาแจ้งให้เขาทราบกลับยิ่งทำให้เรื่องราวของตระกูลเยี่ยซับซ้







