LOGINกำนันยืนกอดอกอยู่ใต้ร่มต้นมะขามใหญ่ กลิ่นดินชื้นผสมฟางหมักลอยคลุ้งไปทั่วไร่ พวกเราสี่คนยืนมองอย่างตั้งใจ บางคนถือจอบ บางคนถือสมุด
“ข้ารู้ว่าพวกเอ็งทำปุ๋ยเป็น แต่ที่นี่ไม่ได้ให้ทำส่งอาจารย์ เราทำให้ดินมันอยู่ได้ทั้งปี ปุ๋ยดี ไม่จำเป็นต้องแพง ของพวกนี้ ไร่เรามีอยู่แล้ว” เขาเริ่มจากกองแรก “ฟางข้าว นี่หลักเลย คาร์บอนสูง ย่อยช้า ทำให้ดินร่วน ไม่ต้องซื้อ” เดินไปอีกมุม “มูลวัว มูลควาย ใช้มูลแห้งเป็นหลัก เพราะย่อยสลายง่าย กลิ่นไม่แรง มีความชื้นต่ำกว่ามูลสด” กำนันชี้ที่กองผักเน่า “เศษผัก เศษผลไม้จากครัว กล้วยเน่า เปลือกแตง เปลือกผัก ไม่เอา เนื้อสัตว์ กระดูก ผลิตภัณ์จากนม พวกนี้ใส่ไม่ได้ รู้ไหมทำไม” “พวกเนื้อสัตว์ผลิตภัณ์จากนมจะดึงดูดหนูกับแมลงวัน ทำให้มีกลิ่นเหม็น” เอวาที่ถือสมุดจนตอบเสียงเรียบนิ่ง “อืม ถูก” “พวกเนย น้ำมัน ของทอด จะเข้าไปเคลือบในปุ๋ยหมักทำให้อัตราการย่อยสลายลดลง พวกพลาสติก สติกเกอร์ ก็ทำให้การย่อยสลายลดลงเหมือนกัน” ฉันตอบเพราะไม่เห็นมีใครพูดถึง “อืม เก่ง” ฉันเก็บสีหน้า แต่ความจริงคือเขินนะ ตอบคำถามง่าย ๆ กับกำนันนี่มันมีความสุขกว่าตอบอาจารย์เป็นร้อยเท่า เขาหยิบกระบอกน้ำหมักขึ้นมา “กากน้ำตาล ผสมกับน้ำ เอาไว้เลี้ยงจุลินทรีย์” เขาชี้ไปที่ถัง “น้ำหมักชีวภาพ จากผลไม้สุก หรือปลา กำนันหันกลับมามองที่พวกเราสี่คน “ดินเก่า จากป่าหรือคันนา มันมีเชื้อดีอยู่แล้ว ปุ๋ยจะเดินเร็ว ของทุกอย่างนี้หาได้ในไร่ ไม่ต้องซื้อ แค่ใช้แรง กับเวลาที่ต้องให้มัน” พวกเราสี่คนพยักหน้าหงึก ๆ “ต่อไปตาพวกเอ็ง ทำตามที่ข้าสอน ข้าจะยืนดู ผิดเดี๋ยวจะแก้ให้ แต่พวกเอ็งต้องลงมือทำ” เราสี่คนเริ่มขยับตัว ฉันหยิบจอบ บางคนหยิบฟาง กำนันหันไปพูดกับเอวา “เก็บสมุดใส่กระเป๋า มือเปื้อนคือบทเรียน” เอวายิ้มอ่อน ๆ ก่อนรีบเก็บสมุดใส่กระเป๋า ลดากับเมเปิ้ลขนกองฟางมาใส่เป็นชั้น ฉันวางจอบแล้วไปตักมูลวัวกับเอวา เอาที่แห้ง นี่แหละเนาะความเป็นจริง สีหน้าฉันกำเอวาก็พอกัน แต่ก็พอทำได้ไม่ถึงกับฝืนใจมากหรอก ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบเที่ยง เราทั้งสี่คนทำมันออกมาได้ดี กำนันไม่ได้ติอะไร พอมาทำในปริมาณเยอะ ๆ ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่ก็สนุกดี ตอนนี้เราสี่คนมาซื้อน้ำที่คาเฟ่ มันไม่ได้ไกลจากที่เราทำปุ๋ยมาก และเขาก็ฝากฉันซื้อโอเลี้ยงด้วยเพราะมีงานต้องดูต่อ “ตัวฉันเหม็นขี้วัวขี้ควายหมดแล้วมั้ง หัวเมเปิ้ลเหม็นไหมอะเอวา” “ไม่นะ ตัวยังหอมอยู่เลย” เอวาเอาจมูกไปดมใกล้ ๆ เพื่อนตัวเองก่อนจะตอบ “ฉันกับเอวาเป็นคนตักมูลสัตว์ แล้วเธอจะเหม็นได้ไง มโน” ฉันพูดออกมา แค่หมั่นไส้ยัยนี่อะ งงว่าสภาพนี้มาเรียนเกษตรได้ไง ถึงเป็นลูกเจ้าของสวน ก็คงไม่ได้แตะดินโดนแดดหรอก สภาพนี้ “งั้นก็ระวังตัวเหม็นขี้นะ เอางี้เดี๋ยวฉันเอาโอเลี้ยงไปให้กำนันเอง เผื่อตัวเธอติดกลิ่น จะได้ไม่อายกำนันไง” “อย่าแส่หารู้นักเลย” พูดจบฉันก็เดินตรงแยกตัวออกมากับลดา ยัยนี่มันทำฉันหงุดหงิดได้ตลอดเวลาจริง ๆ “เอวา ยัยนั่นมันด่าฉันอะ” เมเปิ้ลทำหน้ามุ่ยขั้นสุด อยากจะกริ๊ดมันตรงนี้ “ก็อย่าไปยุ่งกับเขาสิ กำนันฝากเจ้าขาไม่ได้ฝากเมเปิ้ลสักหน่อย” สีหน้าเดียวของเอวาทำให้อีกฝ่ายเริ่มหงุดหงิด “เพื่อนกันจริงป่ะ” ด้านของเจ้าขาสั่งโอเลี้ยงให้กำนันเรียบร้อยแล้ว ส่วนวันนี้เธอเลือกที่จะกินนมชมพู อยากกินตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว อยู่ที่นี่ประหยัดเงินได้เยอะจริง ๆ นั่นแหละ เหมือนอยู่ที่บ้านเลย ถึงเงินเดือนเราจะได้แค่ครึ่งเดียวของพนักงาน มันน้อยมากก็จริงแต่นี่ก็เป็นการฝึกงานหาความรู้ แถมยังมีห้องพักมีข้าวฟรี ฉันว่ามันโอเคเลยนะ ลดาเองก็ดูมีความสุขดี “ลดาติดใจชาเขียวนมที่นี่แล้วอะเจ๊ ไม่อยากกลับกรุงเทพเลย” “เดี๋ยวนะเพิ่งอยุ่ได้สองวัน อีกตั้งนานกว่าจะได้กลับ” “ก็ชอบที่นี่อะ เจ๊คิดถูกแล้วที่มาฝึกงานที่นี่ แถมประหยัดสุด ๆ ข้าวฟรีก็อร่อยทุกมื้อ ห้องนอนก็สบาย ฟิน” ตอนแรกคิดว่าไม่มีแอร์แล้วจะร้อนมาก พัดลมตัวเล็ก ๆ ตัวเดียวจะช่วยอะไรได้ แต่เปล่าเลย ตกดึกอากาศเย็นมาก เปิดพัดลมแค่เบอร์หนึ่งก็ต้องห่มผ้าแล้ว “คิดถูกจริง ๆ โดยเฉพาะเจ้าของไร่” ฉันทำท่าเคอะเขินจนลดามองบน “พอเลยเจ๊ เลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย ไม่มีทางสักนิด สายตาเขา ลดาก็รู้แล้ว เขามองเราเป็นเด็กน้อย รุ่นลูก” “พอ ๆ เลิกดับฝันกูเถอะนะ ให้กูได้จินตนาการก็ยังดี” ระหว่างที่ฉันเดินชิล ๆ กับลาดาสองคน อยู่ ๆ ยัยสองคนนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าฉันไป แต่ประเด็นคือฉันเห็นมันถือแก้วโอเลี้ยงไง ยัยนี่มันเอาจนได้จริง ๆ ตบกันไหมอีเตี้ย ฉันได้แต่ท่องคำนี้ไว้ในใจ ไม่อยากเป็นพวกใช้กำลังหรอกนะ แต่ยัยนี่แกว่งเท้าหาเสี้ยนสุด ๆ “ยัยเมเปิ้ลนี่แลมีปัญหากับเจ๊จริง ๆ นะ” ลดาหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ฉันไม่ขำสักนิด คันมืออยากตบคน “ตบมันได้ป้ะ” “ใจเย็นเจ๊” จังหวะที่เห็นมันยื่นแก้วโอเลี้ยงให้กำนัน อยากรู้ไหมภาพในหัวฉันเป็นยังไง อยากกระชากหัวมันจริง ๆ ฉันเดินมาถึงทีหลังแล้วก็ไม่คิดจะรีบเดินแซงยัยนั่นด้วย ไร้สาระทำตัวเป็นเด็กไปได้ กำนันทำหน้างงนิดหน่อยตอนเมเปิ้ลยื่นแก้วโอเลี้ยงให้ แต่ก็รับไป เหอะ ฉันนั่งหันหลังให้เขาอยู่กับลดาสองคน แล้วโอเลี้ยงแก้วนี้จะทำยังไง ทิ้งก็เสียดาย “เอ็งก็ซื้อมาเหรอ ข้าคิดว่าเอ็งฝากเมเปิ้ลซื้อ” เขาเดินมาอยู่ด้านหลังฉันตอนไหนไม่รู้ พร้อมกับถือโอเลี้ยงที่เมเปิ้ลซื้อให้ “ก็กำนันฝากเจ้าขาซื้อ ก็ต้องซื้อสิ ไม่รู้ว่าเมเปิ้ลก็ซื้อมาเหมือนกัน” ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเขา “ไอ้ขาม มึงมาพี่” เสียงกำนันตะโกนเรียกคนงานทำให้ฉันหันไปมองตาม “ครับกำนัน มีหยังบ่ครับ” “กูให้” กำนันยื่นโอเลี้ยงในมือให้คนงาน คนงานยิ้มรับ ขอบคุณแล้ววิ่งกลับไปทำงานต่อ “ข้าขอโอเลี้ยงของข้าหน่อย” ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก เสียงหัวใจฉันดังมาก ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินไหม มือเล็กยื่นโอเลี้ยงที่ละลายไปพอสมควรให้เขา เขารับแล้วก็เดินไปนั่งที่เดิม แค่นี้ทำไมใจมันถึงเต้นนะ ฉันบ้าไปแล้วจริง ๆ ฉันหันไปหายัยเมเปิ้ลที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง พร้อมยกคิ้วให้หนึ่งที ไม่ต้องถามว่ายัยนั่นทำหน้าแบบไหน สะใจจริง ๆ “เจ๊ หูแดงหมดแล้ว” ลดายื่นมือมาจับหูฉัน “เขาแค่รับโอเลี้ยงจากเจ๊ แค่นี้ทำเจ๊เสียอาการขนาดนี้เลยเหรอ” ก็รู้แหละว่าเจ๊ชอบ แต่พอเห็นอาการเจ๊เขินขนาดนี้ ก็รู้เลยว่าที่พูดมาทั้งหมดมันเรื่องจริง คงชอบเขามากจริง ๆ นะนั่น “หัวใจกูยังเต้นแรงไม่หยุดเลยเนี่ย มึงจับสิ” อีกฝ่ายยื่นมือมาสัมผัสก็รู้สึกได้ว่าหัวใจฉันเต้นเร็วมากจริง ๆ “เป็นเอามากนะ” วันนี้กำนันไม่ได้ไปกินข้าวด้วย ยื่นแต่ค่าข้าวให้พวกเราสี่คน ทุกคนกินร้านเดิม ยกเว้นเมเปิ้ล “อ่าว เพื่อนเอวาไม่มากินด้วยกันเหรอ” ลดาเอ่ยถาม “ไม่อ่ะ เห็นบอกว่าจะไปหาสลัดกินในห้าง” “แล้วเธอไม่ไปด้วยเหรอ เห็นปกติตัวติดกันตลอด” ฉันเอ่ยถาม จริงนะทั้งคู่ตัวติดกันอย่างกับปาท่องโก๋ ถึงจะงงก็เถอะว่าทั้งสองเป็นเพื่อนกันได้ไง นิสัยต่างกันคนละขั้ว “ไม่อะ เราไม่ชอบกินสลัด ในห้างก็แพงด้วย” เอวาตอบ แล้วก็ลุกไปสั่งผัดกะเพราหมูกรอบไข่ดาวกินเหมือนเดิม แน่นอนว่าฉันกับลดาก็กินเหมือนเดิม ความจริงเอวาก็มีตังนะ พ่อแม่ทำสวนทุเรียนเหมือนกัน แต่ไม่เคยเห็นเจ้าตัวใช้ของแบรนด์เนมหรือของแพง ๆ เลย มาเรียนก็มีคนมาส่งตลอด “ทะเลาะกันหรือเปล่าเนี่ย” ลดาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “ทะเลาะอะไรเหรอ เราไม่เคยทะเลาะกับใครเลย” ฉันเชื่อนางนะ ถึงทะเลาะก็คงเป็นอีกฝ่ายทะเลาะกับนางฝ่ายเดียว เป็นผู้หญิงที่แปลกอันดับต้น ๆ ที่เคยเจอในชีวิต ก็สวยนะ แต่เหมือนมีหน้าเดียว เหมือนคนไม่มีอารมณ์ความรู้สึก พอถึงเวลากลับมาฝึกงานทุกคนก็กลับมาตรงเวลา แม้แต่เมเปิ้ลที่ไปกินไกล ก็ยังมาทันแบบเฉียดฉิว เวลาพักกำนันให้เราชั่วโมงครึ่ง เราหมักปุ๋ยต่อจนถึงเย็น มันเยอะมากจริง ๆ แต่ช่วงเย็นมีคนงานมาช่วยก็เลยไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แค่สามโมงกว่าก็เสร็จแล้ว และก็เป็นอันจบการฝึกงานวันนี้ ความจริงต้องเลิกห้าโมง แต่เหมือนกำนันจะชิล ๆ กับพวกเรา คงเพราะไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรมากมายแหละมั้ง รถเบนซ์สีแดงมาจอดที่หน้าไร่ ผู้หญิงสวยผมสีน้ำตาลอ่อน ตาหวาน จูงเด็กผู้ชายประมาณสี่ขวบลงมาจากรถ เธอใส่ชุดคลุมท้อง พร้อมติดเข็มกลัด เอาจริงถึงจะท้องแต่สวยมากจริง ๆ เมียกำนันเหรอ ไม่นะ.... “คุณตา ต้นกล้าคิดถึงคุณตา” เด็กน้อยใส่ชุดอนุบาลวิ่งไปทางกำนัน และเขาเองก็ทำท่ายื่นแขนรอรับ เขามีลูกมีเมียแล้วตามที่ลดาบอกจริงเหรอ ไม่นะ น้ำตาฉันจะไหลแล้วเนี่ยข้อความ“เรียบจบแล้วค่า ดีใจกับเจ้าขาไหม” แนบรูปชูสองนิ้วกับชุดครุย(อืม เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าไปรับ)“เย่ คิดถึงจะตายอยู่แล้ว”(คิดถึงเอ็งเหมือนกัน)(ข้าทำงานก่อน)“ค่ะสู้ ๆ นะคะ”คนตัวเล็กหอบดอกไม้ใส่รถ พี่ ๆ กับพ่อแม่เธอก็มากันหมด ยกเว้นเขา แต่เธอไม่ได้โกรธหรอก แต่ก็แอบน้อยใจนิดหน่อย แต่ก็เข้าใจเพราะเขาบอกว่าติดงานสำคัญ ตั้งแต่เธอขึ้นมานี่เขาก็มาหาเธอแค่สองสามครั้ง แต่เจ้าขาก็เข้าใจ เขางานเยอะจะตาย ถึงอย่างนั้นเราก็โทรคุยกันทุกคืน ถึงเขาจะหลับใส่โทรศัพท์บ่อย ๆ ก็เถอะ“ลูกแม่อยากกินอะไรจ๊ะวันนี้” “อะไรก็ได้ค่ะ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เศร้าเหรอที่เขาไม่มา” “เปล่าค่ะ หนูเข้าใจ เขาติดงาน” ถึงพูดไปแบบนั้นแต่สีหน้าคนตัวเล็กเป็นอีกแบบ“พ่อก็อยู่ตรงนี้ น้อยใจจริง ๆ ที่ลูกสาวทำหน้าเศร้าเพราะผู้ชายคนอื่น” คุณธนพัฒน์ยืนกอดอกอย่างงอน ๆ จนลูกสาวคนเล็กเปลี่ยนสีหน้าแล้วรีบกอดพ่อไว้แน่นอยู่ ๆ พี่ชายที่อยู่ด้านหลังพ่อก็ยิ้มขึ้นมาดื้อ ๆ สีหน้าของคุณณิชากับคุณธนพัฒน์ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน รวมถึงสายตาคนแถวนั้นก็มองมาที่เธอแปลก ๆ จนคนตัวเล็กรีบหันหลังกลับไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เจ้าขาน้ำตาคลอ เธอรีบวิ่งไปกระโดดก
“แล้วมาหาพ่อกับแม่อีกนะ ตัวเล็กของแม่” คุณณิชาเดินเข้ามากอดลูกสาวไว้แน่น คนตัวเล็กเองก็กอดแม่ไว้แน่นไม่แพ้กัน แล้วก็เข้าไปก็คุณธนพัฒธ์ไว้แน่นเช่นกัน “ฝากดูแลลูกสาวของพวกเราด้วยล่ะ” คุณธนพัฒน์เอ่ยขึ้น “ผมจะดูแลเจ้าขาให้ดีที่สุดครับ”คนตัวเล็กหลับแทบตลอดทาง ลืมตาตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงหนองคายแล้ว เจ้าขาเป็นคนหลับลึกยิ่งถ้าสบายใจจะหลับลึกมาก“เหงาไหมคะ เจ้าขาหลับไปนานเลย”“ไม่เหงา นั่งมองหน้าเอ็งทั้งวัน”“แล้วสวยไหมคะ”“อืม สวย”คนตัวเล็กก้มไปจุ๊บมือใหญ่ด้วยความทะเล้น อีกฝ่ายก็เอียงมาหอมแก้มเธออย่างเอ็นดู“หิวไหม แวะกินข้าวก่อนไหม”“ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว กินที่เรือนก็ได้ค่ะ”“ไว้หาเวลามาใหม่ เอาวันที่เอ็งเรียนจบแล้วจะได้มาหลาย ๆ วัน” เพราะว่าตราดกับหนองคายมันไกลกันมาก เลยเหมือนได้มีเวลาให้พ่อกับแม่ได้แค่วันเดียว เวลาขับรถยังเยอะกว่าอยู่บ้านเสียอีกสุดท้ายก็ถึงเรือนสักที พี่ๆ นั่งกินข้าวกันอยู่ ลดาเองก็รีบวิ่งมาหาฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนน้องสาวรอพี่สาว ทุกคนยกมือสวัสดีทักทายกำนันเหมือนปกติ ฉันกับเขานั่งกินข้าวด้วยกัน ช่วงนี้ฉันเริ่มไม่สนใจสายตาคนอื่นตามที่เขาบอกมาตลอด ทุกคนก็รู้ถ
เวลาประมาณบ่ายโมง ตอนคุณณิชากับคุณธนพัฒน์กำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว ส่วนพี่ชายสี่คนก็นั่งเล่นเกมตะโกนใส่กันอยู่โซฟากลางบ้าน ถือว่าเป็นวันหยุด บ้านนี้มีคุณณิชา คุณธนพัฒน์ เฮียสายลม กับเฮียขุนเขา ความจริงมีฉันด้วย แต่ตอนนี้ไม่น่าจะมีฉันแล้ว เรียนจบก็คงไปอยู่กับเขาเลยนั่นแหละ ก็รักผัวนี่ ใครจะยอมห่าง ส่วนเฮียเติ้ลกับ เฮียเจคอป ก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านพ่อกับแม่มาก แต่มีเมียมีครอบครัวแล้วก็เลยแยกออกไป ส่วนเฮียสายลม กับเฮียขุนเขา มีเมียก็คงพามาอยู่ในบ้าน พ่อแม่เริ่มอายุเยอะ ทั้งสองไม่ยอมออกจากบ้านหรอก เจ้าขาเดินขึ้นไปดูว่าเขาตื่นหรือยัง แต่เตียงกลับว่างเปล่า แต่ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำ เธอเลยขึ้นไปนอนรอเสียเลยไม่นานเขาก็ออกจากห้องน้ำ ผ้าขนหนูพันต่ำ กับหยดน้ำที่ไหลผ่านซิกแพคมันฮอตเกินไปแล้ว คนตัวใหญ่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมลวก ๆ หล่อ.. หุ่นแม่เจ้าโว้ยย...“น้ำลายเอ็งจะหกแล้ว” คนตัวเล็กได้ยินแบบนั้นเลยยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำลายอัตโนมัติ แต่มันไม่มี ท่าทางนั้นทำคนตัวใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้ จนหัวเราะออกมา“นี่ แกล้งเจ้าขาเหรอคะ”“แต่เอ็งทำได้มากกว่ามองนะ รู้ไหม” คนตัวใหญ่เดินเข้ามาใกล้แล้วก้มมอบจูบอันแสนหวานให้
หลายวันผ่านไปสรุปเรื่องของน้าน้อยวันนั้นเราก็จบกันด้วยดี พอแม่ของน้าน้อยรู้ว่าน้าน้อยก็โกหก อีกวันก็เอากระเช้ามาขอโทษขอโพยกำนันถึงเรือน แต่ถึงยังนั้นเรื่องนี้ก็โดนเอาไปพูดถึงสามบ้านแปดบ้าน เมื่อวานน้าน้อยก็มาขอโทษกำนันและฉัน เธอดูมีสติขึ้นแล้ว ฉันเองก็ให้อภัยเธอ กำนันเองก็ด้วย เห็นแก่ที่ผ่านมาน้าน้อยก็ทำดี และหวังดีกับกำนันมาตลอดส่วนเรื่องที่ฉันคบกับกำนันก็คงรู้ไปทั่วหมู่บ้านเหมือนกัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนอื่นคิดยังไง แต่พี่ ๆ ในไร่ก็ยังคุยและน่ารักกับฉันเหมือนเดิม ป้าบัวบอกว่าทุกคนเขารู้กันหมดแล้ว แค่ตกใจที่กำนันจับมือเปิดตัวฉัน แล้วทุกคนก็ยินดีมากที่กำนันจะมีความรักมีความสุขกับเขาบ้าง คนตัวใหญ่เข้ามากอดเธอจากด้านหลัง แล้วหอมเธอฟอดใหญ่“เตรียมของเสร็จหรือยังครับ” เขาพูดครับทีไรเธอไม่ชินทุกที “เสร็จแล้วค่ะ ไปกัน”รถออกเวลาห้าโมงเย็นของวันศุกร์ สเปกเท่ากับ คนที่รู้ว่าฉันไม่ชอบเครื่องบินเลยยอมขับรถตั้งแต่หนองคายไปตราดได้ บนสุดถึงใต้สุดเลยนะ มันไม่ใช่ใกล้ ๆ อยู่กับเขาแล้วมันอบอุ่นเหมือนอยู่กับพี่ชาย เหมือนอยู่กับพ่อ เหมือนอยู่กับเพื่อน เหมือนเขาเป็นให้ฉันได้ทุกอย่าง“ถ้าเ
เขาจับมือฉันเดินมาถึงใต้ถุนบ้าน แน่นอนว่าสายทุกคนมองมาเป็นสายตาเดียว แต่ฉันก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นน้าน้อยกับผู้หญิงอายุประมาณเกือบหกสิบนั่งจับมือเธออยู่ “หึ บ่คิดเลย ว่ากำนันสิเป็นคนจั่งซี่ เฮ็ดหยังไว้กับลูกสาวข่อยเมื่อคืน คำขอโทษสักคำกะบ่มี บาดทีนี้มาจูงมือผู้สาวใหม่หน้าตาเฉย ได้ข่าวว่าเป็นเด็กฝึกงานซั้นบ่ สมกันคักเนาะ เจ้าของไร่กับเด็กฝึกงาน ระวังเด้อ... สิถืกเด็กน้อยต้มเอานะกำนัน” คำพูดดูถูกกับสายตาที่มองเจ้าขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แถมยังชี้หน้าด่ากำนันฉอด ๆ ทำเอาคนตัวเล็กแทบทนไม่ไหว เจ้าขาก้าวขาไปด้านหน้าอย่างเอาเรื่อง แต่ก็ถูกกำนันดึงไว้เสียก่อน แก่ก็แก่เถอะ พูดจาเหมือนรู้ดีขนาดนี้ มันหน้าตบสักฉาก“แหม ๆ สิตบกูบ่ มึงเอาสิ้ คนเขาจะได้เว้ากันให้ทั่ว ว่าเมียใหม่กำนันตบคนแก่” “พอ ผมบ่ขอเสียเวลา จะเว้าแค่เทือเดียว ผมบ่ได้ทำอีหยังลูกสาวป้าทั้งนั้น ส่วนเรื่องอื่น ผมว่าป้าอย่ามายุ่งสิดีกว่า ต่อหน้าผม กะอย่ามาเว้าดูถูกเมียผม ขีดจำกัดผมมันต่ำ”ประโยคหลังทำทุกคนอึ้ง รวมถึงคนตัวเล็กที่จับมือเขาอยู่ข้างหลัง ตกใจก็จริง แต่ก็ยอมรับว่ารู้สึกดีมากที่เขาปกป้องเธอแบบนี้“เป็นหยังอ้ายคือกล้าเว้าว่ามัน
หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงไปครึ่งชั่วโมงสุดท้ายคนตัวเล็กก็ยอมคุยกับเขาดี ๆ เพราะดูแล้วยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธอยู่ดี“จะพูดอะไรก็พูดมา... เป็นถึงกำนัน ถ้ามีคนมาเห็นว่านอนกอดกับสาวอยู่เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง” ใช่แล้ว ตอนนี้เขากำลังนอนกอดเธอไว้แน่ นอนตรงทุ่งหญ้าคัน ๆ นี่แหละ “ช่างหัวมัน ข้าไม่สน” “แล้วแต่”“ข้าไม่ได้มาแก้ตัว แล้วก็ไม่อยากแก้ตัวด้วย ข้าผิดเองเรื่องที่ปล่อยให้ตัวเองเมาจนไม่มีสติ แต่ว่า... ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ ให้ข้าไปสาบานตรงไหนก็ได้ ข้าคิดว่านั่นคือเอ็ง ข้าขอโทษ ต่อจากนี้ข้าจะไม่กินให้เมาอีกแล้ว ข้าสัญญาจากนี้จนวันตายด้วยเกียรติของไอ้พาก” คนตัวใหญ่พูดอย่างหนักแน่นพร้อมชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว“จะไม่ได้ทำได้ไง สภาพน้าน้อยเป็นแบบนั้น”“ข้าไม่รู้ ยัยนั่นจงใจกุเรื่อง พวกเพื่อนเอ็งจัดการมันแล้ว” เป็นครั้งแรกที่กำนันเรียกน้าน้อยแบบนั้น ท่าจะโกรธจริง ๆ นั่นแหละ... ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงฉันก็โกรธมากเหมือนกัน“ถ้าเจ้าขาไปตบ จะว่าไรไหม”“ไม่ ไปตบเลย เดี๋ยวข้าคอยช่วย” เธอพูดเล่น ๆ แต่เขาก็เออออตามแบบจริงจัง“ข้าขอโทษ ให้อภัยข้าได้ไหม ขอโทษเอ็งจากใจ” จากที่นอน เขาก็ลุกขึ้นมาคุกเข่าแล้วยกมือ







