Masukสองนายบ่าวตามฮัวจิงอวี๋ไปจนถึงที่หมาย อาคารสองชั้นขนาดสามคูหาที่ฮัวหยางทำสัญญาเช่าเอาไว้นั้น ช่างอยู่ในทำเลที่ดีจนหลัวเผิงเผิง รู้สึกหนักใจ
‘หากว่าพวกเขาเปิดโรงหมอที่นี่สำเร็จ ผู้คนต้องหลั่งไหลเข้ามารักษากันอย่างมากแน่ๆ’
“คุณหนูขอรับ แถวนี้ยังไม่มีโรงหมอและมีคนต่างถิ่นแวะมาพักอยู่มาก เห็นทีโรงหมอสกุลฮัวต้องเป็นที่นิยมแน่อน”
“นั่นสิ ข้าก็กำลังหนักใจอยู่”
หลัวเผิงเผิง มองโรงเตี๊ยมหลายแห่งที่เพิ่งผุดขึ้นใหม่ นางเป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีร้านค้าและกิจการต่างๆ จึงรู้ว่าในตรอกแถวนี้มีที่พักรายคืนและบ้านเช่ามากมายที่พวกพ่อค้าและคนเดินทางจากต่างเมืองและต่างแคว้นมักจะเข้ามาพักอาศัย
“หากเราคิดจะตั้งโรงหมอแข่งกับเขาในยามนี้ คงไม่ทันแน่ คงต้องอาศัยความสามารถผู้อื่นเพื่อดันตนเองเสียแล้วล่ะ”
“คุณหนูหมายถึง...”
“ไปติดต่อหมอที่เก่งๆ ให้มาอยู่ในสังกัดร้านหวนเจี่ยอย่างไรเล่า”
ฮัวจิงอวี๋รู้สึกว่ามีคนตามสะกดรอยจึงย่องออกไปประตูหลังของโรงหมอ แล้วอ้อมไปดักรอบุรุษสองคนที่เขารู้สึกว่าลอบตามเขามาได้สักพักแล้ว
แต่พอเห็นคนทั้งสองจริงๆ ชายหนุ่มกลับชะงัก คนหนึ่งก็คือสตรีที่สวมเสื้อผ้าอย่างบุรุษ นางคือคนเมื่อเช้าที่เขาเห็นอยู่ข้างกำแพงฝั่งตรงข้าม
ใบหน้านั้น คุ้นเคยอย่างยิ่ง แต่อาจจะเป็นเพราะเวลาผ่านมาหลายปี เป็นช่วงที่นางเติบโตขึ้นจึงได้ดูเปลี่ยนไป
‘หรือว่านางจะเป็น.....’
ท่านหมอหนุ่มเดินออกไปขวางหน้า “คุณชายน้อย เจ้าชอบข้ามากหรือ เหตุใดจึงได้ตามข้า”
หลัวเผิงเผิงชะงัก เมื่อเห็นฮัวจิงอวี๋มาหยุดยืนตรงหน้า ห่างจากนางเพียงสองก้าว ใบหน้าของเขางดงามประดุจเทพเซียนลอยลงมาจากฟากฟ้า
หญิงสาวแทบจะหยุดหายใจ เมื่อสบตากับแววตาหงส์ล้ำลึกคู่นั้น ยิ่งตอนที่เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น นางถึงกับลืมตัวก้าวเท้าเข้าไปหาเขาคล้ายกับถูกรั้งเข้าไป
“อะ แฮ่ม คุณชาย!” เสียงเสี่ยวไป๋ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้นางได้สติขึ้นมา
หลัวเผิงเผิงกระพริบตาถี่ ยามนี้นางกำลังเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่มรูปงามที่สุดเท่าที่เคยมีในเมืองหลวง แห่งนี้
“ข้า....”
“ข้าชื่อฮัวจิงอวี๋ แล้วเจ้าเล่า” เขายิ้มน้อยๆ
เสี่ยวไป๋เห็นท่าทางเลื่อนลอยของเจ้านายของตนแล้วก็ตะลึง เขารีบยื่นมือไปดึงแขนของหลัวเผิงเผิงให้ถอยหลัง
“เอ่อ...ขออภัยท่านด้วย พวกเราต้องรีบไปแล้ว”
“เดี๋ยวก่อน เจ้ายังไม่บอกชื่อข้าเลย” ฮัวจิงอวี๋ท้วง
หญิงสาวกระพริบตาถี่ นางจึงนึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังแอบตามสอดส่องฮัวจิงอวี๋อยู่ แต่ยามนี้กลับทำท่าเหมือนจะผวาเข้าไปหาเขา หญิงสาวพลันนึกละอายแก่ใจ
“ไปกันเถอะเสี่ยวไป๋” ใบหน้าของนางแดงก่ำแล้ววิ่งหนีนำหน้าเสี่ยวไป๋
“ช้าก่อน!” ฮัวจิงอวี๋ตะโกนไล่หลัง น่าเสียดายที่เขาตามนางไม่ทัน
สองนายบ่าวหลบหายไปท่ามกลางผู้คน ปล่อยให้ท่านหมอหนุ่มถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ฮัวจิงอวี๋กลับถึงคฤหาสน์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับญาติผู้น้องและน้องสะใภ้ฟัง
อู๋จือสอบถามรูปลักษณ์ของหญิงสาวที่แต่งกายเป็นบุรุษผู้นั้น พอฮัวจิงอวี๋บอกเล่ารายละเอียดเสร็จ นางก็ยิ้มออกมา
“น่าจะเป็นใต้เท้าหลัวเจ้าค่ะ หลัวเผิงเผิงบุตรสาวคนโตของร้านยาหวนเจี่ย”
ได้ยินชื่อนั้น ฮัวจิงอวี๋ก็ตกตะลึง
อู๋จือเห็นญาติผู้พี่ของสามีคล้ายจะสนใจใต้เท้าหญิงผู้นั้นจึงเล่าต่อ “นางเป็นขุนนางหญิงที่อายุน้อยและมีความสามารถมาก ฉายาของนางคือ จิ้งจอกขาว”
“จิ้งจอกขาว เหตุใดจึงเรียกเช่นนั้น” ฮัวจิงอวี๋ขมวดคิ้ว
“นางงดงามราวกับเซียนจิ้งจอก ฉลาดและเจ้าเล่ห์ยิ่ง นางทำหน้าที่เก็บภาษีร้านค้าในเมืองหลวงเจ้าค่ะ”
ฮัวจิงอวี๋หัวเราะนึกถึงท่าทางแก่นแก้วของหญิงสาวที่แต่งตัวเป็นบุรุษผู้นั้น “แสดงว่านางต้องรีดเอาภาษีทุกร้านได้หมดสินะ เถ้าแก่และคหบดีทั้งหลายจึงตั้งฉายาให้นางเช่นนั้น”
อู๋จือพยักหน้ารับ “เจ้าค่ะ นางแม่นเรื่องกฎหมายการเก็บภาษี นางทำให้ร้านค้าต้องยอมจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับทำให้ร้านยาหวยเจี่ยของสกุลตนเองได้จ่ายภาษีน้อยลง”
“หือ ทำเช่นนั้นได้ด้วยหรือ”
“เจ้าค่ะ ผู้คนถึงเรียกว่า จิ้งจอกขาว เพราะนางทำทุกอย่างให้ตนเองได้เปรียบ โดยไม่ผิดกฎหมาย พี่จิงอวี๋มาเมืองหลวงได้หลายวันแล้ว ไม่ได้ยินคดีของสามีใต้เท้าหลัวหรือเจ้าคะ”
คราวนี้ฮัวจิงอวี๋รู้สึกคล้ายวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง “สามีนางหรือ...นาง...นางแต่งงานแล้ว”
“ใช่เจ้าค่ะ ใต้เท้าหลัวแต่งงานแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านจะมาถึง สามีของนางกับชู้รักนัดพบกันแล้วเสียชีวิตทั้งคู่”
“นางงดงามถึงเพียงนั้น เหตุใดสามีจึงกล้ามีชู้”
“อันที่จริง นางกับสามียังไม่เคยเข้าหอกันเลยเจ้าค่ะเพราะคุณชายเตียว สามีของใต้เท้าหลัวเป็นต้วนซิ่ว เขามีคู่รักอยู่แล้ว ที่แต่งกับนางก็เพราะต้องการปลดหนี้ให้ครอบครัว”
ฮัวจิงอวี๋ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “อืม ถ้าอย่างนั้น นางก็คงจะทุกข์ตรมมากเลยทีเดียว แต่งงานทั้งทีแต่กลับได้สามีเป็นต้วนซิ่ว”
อู๋จือส่ายหน้า “ข้าว่าไม่นะเจ้าคะ ได้ยินว่าใต้เท้าหลัวมีอาการป่วยที่ไม่เปิดเผยเจ้าค่ะ”
“ป่วยอันใด”
“อดีตคนรับใช้ผู้หนึ่งบอกว่า นางแตะเนื้อต้องตัวบุรุษไม่ได้ จะรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนออกมาทันที”
“แต่ที่ข้าเห็น นางมีคนรับใช้เป็นบุรุษคอยติดตามอยู่ผู้หนึ่งมิใช่หรือ”
“อ้อ เสี่ยวไป๋ ได้ยินว่าเป็นบ่าวรับใช้ที่อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็แตะต้องตัวนางไม่ได้อยู่ดีเจ้าค่ะ” อู๋จือรีบยืนยัน “หน่วยของข้าเป็นคนทำคดีคุณชายเตียวและบัณฑิตซุย ดังนั้น ข้าจึงรู้เรื่องตื้นลึกหนาบางของใต้เท้าหลัวอยู่มาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดนางจึงป่วยเป็นโรคประหลาดนั้น”
ฮัวจิงอวี๋นั่งนิ่ง คิดถึงวงหน้างดงามของหลัวเผิงเผิง
“หัวหน้าจางเชิญตัวนางไปสอบสวนแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่มีหลักฐานว่านางเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
“ถ้าอย่างนั้น นางก็เท่ากับเป็นหม้ายแล้วน่ะสิ”
“เจ้าค่ะ”
“แต่หัวหน้าจางก็ยังไม่สรุปว่านางบริสุทธิ์นะเจ้าคะ ในเมื่อใต้เท้าหลัวเป็นสามีของผู้ตาย ไม่แน่ว่าคนที่ลงมือฆ่าสามีกับชู้อาจจะเป็นนาง เพียงแต่ตอนนี้ยังหาพยานหลักฐานไม่พบ”
“อ้อ” ฮัวจิงอวี๋พยักหน้าเบาๆ “หากเป็นสตรีทั่วไปที่สามีตายด้วยเหตุเช่นนี้ก็น่าจะมีความเศร้าโศก แต่ใต้เท้าหลัวผู้นี้กลับดูไร้ทุกข์ไร้กังวล”
“เจ้าค่ะ นี่ยิ่งเป็นเหตุให้ครอบครัวของคุณชายเตียวคิดว่าใต้เท้าหลัวเป็นคนทำ”
ฮัวจิงอวี๋มีสีหน้าสลับกันคล้ายจะโกรธเคืองและดูเศร้าสร้อย อู๋จือได้แต่นึกสงสัยว่า...ญาติผู้พี่ของสามีอาจจะรู้จักกับใต้เท้าหลัวมาก่อน
หลัวเผิงเผิง ติดตามดูฮัวจิงอวี๋จนมืดค่ำค่อยกลับคฤหาสน์ของตน พอลงจากรถม้านางก็จามออกมาหลายหน
“ฮัดเช้ย! ผู้ใดนินทาข้าอีกแล้ว”
“คุณหนูขอรับ คนนินทาท่านกันทั้งเมือง เห็นทีท่านคงไม่ทำอันใดแล้ว ต้องจามทั้งวันทั้งคืนแน่”
หญิงสาวทำตาเขียวใส่บ่าวรับใช้ “เสี่ยวไป๋ คำดีๆ เจ้าไม่คิดจะเอ่ยออกมาหรือไร”
เสี่ยวไป๋หัวเราะแหะๆ เขาอายุมากกว่าคุณหนูใหญ่สามปี รับใช้นางตั้งแต่เด็กจนโตจึงชินกับท่าทางและนิสัยที่ดูห้าวหาญเกินสตรีของนาง
หลัวเผิงเผิงตรงเข้าไปหาบิดาเรือนสวดมนต์ที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ สองพ่อลูกปรึกษากันว่าสกุลหลัวคงต้องไปติดต่อกับโรงหมอสักแห่งเพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ยาสมุนไพรที่มาจากร้านหวยเจี่ยซึ่งเป็นร้านของสกุลหลัวเท่านั้น
เช้าวันต่อมา คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ออกมาจากห้องหอในตอนสายเพื่อคารวะน้ำชาผู้อาวุโส จากนั้นฮัวจิงอวี๋ก็จูงมือภรรยาพาเดินเล่นทั่วคฤหาสน์ พอเดินผ่านไปยังเรือนรับรองแขก ฮัวจิงอวี๋ก็แปลกใจที่มีกุญแจปิดเอาไว้ เขาจึงถามบ่าวรับใช้ที่เดินกำลังมา “เหตุใดจึงปิดเรือนนี้เล่า” “ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้าน้อยไปถามพ่อบ้านเมื่อเช้า พ่อบ้านก็บอกว่าไม่ได้ส่งคนมาปิด” สองสามีภรรยาหันมาสบตากันพร้อมเลิกคิ้ว หลัวเผิงเผิงจึงบอกบ่าวผู้นั้นให้หาคนมางัดกุญแจออก “คงไม่มีคนถูกขังไว้ข้างในหรอกนะ” ฮัวจิงอวี๋ตั้งข้อสังเกต ผัวะ! ประตูของเรือนรับรองถูกเปิด เมื่อพ่อบ้านใหญ่ของคฤหาสน์สกุลหลัวเดินนำหน้าบ่าวรับใช้กับสาวใช้เข้าไปข้างใน สาวใช้ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋ที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นร่างเปลือยที่กอดก่ายกันโดยมีผ้าห่มปิดอยู่ช่วงกลางของท่อนล่างก็พากันตะลึง “กุ่ยอี๋จือ! เสี่ยวไป๋!” แผ่นหลังหนาที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ถึงบั้นเอว ลืมตาขึ้นกลับมามองคน
“ใต้เท้า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เสี่ยวไป๋ชะโงกไปดู “ข้า....ข้า..ร้อนรุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว เจ้าไม่เห็นหรือ” สายตาของกุ่ยอี๋จือมองไปยังเป้ากางเกงของตน เสี่ยวไป๋เห็นแล้วว่ากุ่ยอี๋จือกำลังอยู่ในสภาพตื่นตัว เขาบิดกายไปมาคล้ายงูกำลังดิ้น “ข้ารู้แล้ว มีคนวางยาเพื่อทำร้ายท่าน ข้าจับมันได้แต่ก็ต้องปล่อยเพื่อมาช่วยท่านก่อน” เสี่ยวไป๋นึกอยากจะด่าทอบุรุษที่นอนร้องครวญครางอยู่ตรงหน้า หากไม่เป็นเพราะเขากระทำเรื่องเลวทรามกับผู้อื่นก่อน มีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ “ข้าปล่อยท่านก่อนก็แล้วกัน”เสี่ยวไป๋รีบพุ่งไปที่หัวเตียง แกะเชือกที่มัดแขนทั้งสองข้างของกุ่ยอี๋จือออก ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว กลิ่นหอบของกำยานที่ถูกจุดมานานกว่าสองเค่อนั้นตลบอบอวลไปทั่วห้อง เสี่ยวไป๋สูดหายใจเข้าไปพักหนึ่งก็เริ่มรู้สึกร้อนรุมราวถูกสุมไฟด้วยเช่นกัน “ห้องนี้น่าแปลกจริง” บ่าวรับใช้ร่างใหญ่รู้สึกว่าทั่วร่างคล้ายไม่ค่อยสบาย “ข้าเองก็รู้สึกร้อนด้วยเช่นกัน” กุ่ยอี๋จือที่เข้าหอหลบจันทร์อยู่บ่อยๆ รู้ดีว่าเสี่ยวไป๋กำลังถูกรมด้วยกำยานปลุกกำหนัด จึงชี้ไปยังมุมห้อ
สภาพของกุ่ยอี๋จือในตอนที่เสี่ยวไป๋นำกลุ่มมือปราบย้อนกลับไปช่วยก็ค่อนข้างสะบักสะบอม “ใต้เท้ากุ่ย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปประคองกุ่ยอี๋จือที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่ให้ลุกขึ้น ในขณะที่มือปราบทั้งสี่พยายามวิ่งไล่จับบุรุษสองคนที่รุมทำร้ายกุ่ยอี๋จือ เสี่ยวไป๋ก็เข้าไปนั่งยองๆ ประคองขุนนางหนุ่มให้ลุกขึ้น “เจ้าเองหรือ” เสียงของคนถามอ้อแอ้กุ่ยอี๋จือจำบ่าวรับใช้ของหลัวเผิงเผิงได้แต่ยามนี้เขาเจ็บระบมไปหมดทั้งหมด แม้จะอยากสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม “ใต้เท้า ใบหน้าของท่านเขียวช้ำไปหมดแล้ว” กุ่ยอี๋จือก็แทบจะทรงตัวไม่ไหว เขาพยายามยังดันตัวออกห่างจากเสี่ยวไป๋ทว่ากลับปวดแปลบที่ขา “โอ๊ย!” “ข้าบอกแล้วว่าใต้เท้าได้รับบาดเจ็บ ท่านให้ข้าช่วยดีกว่าขอรับ” เสี่ยวไป๋อุ้มร่างที่บางกว่าของกุ่ยอี๋จือลอยหวือขึ้น “เจ้าจะพาข้าไปที่ใด” “พาท่านไปหาหมอน่ะสิขอรับ” ใบหน้าของเสี่ยวไป๋เรียบเฉย เหลือบตามองกุ่ยอี๋จือเล็กน้อย หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋กำลังเดินกลับมายังโรงหมอ พอมองเห็นเสี่ยวไป๋อุ้มกุ่ยอี๋จือก็พากันตะลึง
“เผิงเผิง พ่อไม่ได้คิดจะทำให้เจ้าต้องล้มเจ็บเลยจริงๆ แค่ต้องการให้เจ้าลืมบุรุษที่อยู่บนเขาคนนั้นเสีย เขาเป็นเพียงหมอชาวบ้าน เจ้ากับเขาจะใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างไร” “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้เป็นห่วงข้า หากแต่ต้องการให้ข้าอยู่เป็นหัวหน้าตระกูลช่วยท่านต่างหาก” หญิงสาวเอียงคอมองบิดา บัดนี้ความทรงจำของนางกลับคืนมาเกือบหมดแล้ว“ข้าไม่ได้คิดจะทอดทิ้งสกุลเลยสักนิด ในตอนนั้นข้าเขียนจดหมายไปขออนุญาตท่านให้ข้าแต่งงานกับเขา คิดจะพาเขาลงจากเขามาอยู่ในเมืองหลวง แต่ท่านต้องการให้ข้าหาขุนนางมาแต่งด้วยสักคนจึงได้คิดกีดกันไม่ให้ข้ากับเขาได้อยู่ด้วยกัน ท่านให้คนเขียนจดหมายไปตัดรอนเขาแทนข้าและยังให้พ่อบ้านจูวางยาลืมอดีตให้ข้ากินอีก หากว่าข้าตายไปเพราะน้ำมือของพ่อบ้านจูคงทำให้คนรักของข้าโกรธแค้นที่ข้าไม่รักษาสัญญาไปจนวันตาย” คนทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังล้วนแล้ววิจารณ์กันขรม พวกเขาเห็นใจหลัวเผิงเผิงและมองว่าผู้อาวุโสสกุลหลัวใจร้ายใจดำยิ่งบรรดาผู้เฒ่าในสกุลหลัวที่มาร่วมฟังการไต่สวนพากันยิ้มเจื่อน ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับพวกตนที่กดดันให้คหบดีหลัวต้องพยายามกีดกันบุตรสาวกับคนรัก จนนางแทบจะเอา
กุ่ยอี๋จือแข้งขาอ่อนแรง ต้องให้ผู้ติดตามเข้ามาหามออกจากศาลกลับที่พัก ภารกิจที่ท่านลุงใช้ให้มาทำเป็นอันว่าล้มเหลว ตอนที่มาถึงเมืองเชียนเหยาใหม่ๆ เขาได้แอบไปตกลงกับใต้เท้าพานแทนท่านลุงแล้วว่าหากไม่โยงไม่ถึงข้างบน จะช่วยดูแลครอบครัวของใต้เท้าพานให้อย่างดี ขุนนางผู้นี้ก็รับปากเขาแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าใต้เท้าพานกันใต้เท้าฟางจะแตกคอกันทำให้ความแตกกุ่ยอี๋จือกลัวว่าตนเองจะถูกลากลงน้ำขุ่นไปด้วยจึงแอบหนีกลับเมืองหลวงก่อน “ใต้เท้ากุ่ยแอบกลับไปก่อนเราเสียแล้ว” หลัวเผิงเผิงบอกกับสหายขุนนาง “ลุงของเขาถูกพาดพิงเช่นนั้นก็คงต้องรีบไปหาทางจัดการ คดีใหญ่นัก หากเป็นความจริง สกุลกุ่ยคงถึงคราวตกอับแน่” ซึงต้าลู่ยืนวิจารณ์อย่างสิ้นความเกรงใจ “เจ้าพูดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาโกรธแล้วหรือ” ซึงต้าลู่ส่ายหน้า “เจ้าไม่ได้เคยยินประโยคที่ว่าน้ำลดตอผุดหรือ คราวนี้น้ำลดแล้ว เห็นทีรองเจ้ากรมคลังกุ่ยคงหลบเลี่ยงลำบาก ที่ข้าไม่กลัวเพราะเห็นเจ้า ใต้เท้าหลัว หน้าตาของเจ้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร หญิงสาวยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ “ข้ายอมรับ ข้าพอจะรู้ เพียงแ
ยามนั้นจางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสองสามีภรรยามือปราบก็กลับจากเมืองหลวงพร้อมกับบันทึกคดีเตียวซืออินและหลักฐานที่เพิ่งค้นพบ “จูอิ่นจือร้ายจริงๆ เขาแอบว่าจ้างเตียวซืออินให้ยอมแต่งกับท่าน ยามนั้นสกุลเตียวเป็นหนี้บิดาของท่านจำนวนมาก เตียวซืออินจึงได้รับปาก ตอนหลังจูอิ่นจือคิดจะบังคับให้เตียวซืออินวางยาท่าน เขาจึงได้คิดหนีออกจากคฤหาสน์สกุลหลัว” หลัวเผิงเผิงตะลึง “จูอิ่นจือเป็นผู้ฆ่าเตียวซืออินหรือ” “ใช่แล้ว จูอิ่นจือไปจ้างให้ซุยจี้เซิงหลอกให้อดีตสามีของท่านไปตามนัดหมาย จากนั้นตัวเขาก็ลอบเข้าไปฆ่าคนทั้งสองเสีย ข้าเข้าไปขอค้นในห้องพักเขาที่คฤหาสน์สกุลหลัวแล้ว มีเสื้อผ้าและอาวุธตรงกับบาดแผลในร่างกายของคนทั้งสอง” หลัวเผิงเผิงนั่งฟังจางเจิ้งจีที่เล่าการอำพรางคดีให้กับตุลาการเชียนเหยาด้วยความคาดไม่ถึง “พ่อบ้านจูผู้นี้ ฉลาดนัก เตรียมอาวุธมีขนาดเดียวกันเอาไว้ ทำให้มือปราบไขว้เขว ข้าเองก็มองออกเป็นสองอย่าง พวกเขาฆ่ากันเองกับมีคนบุกเข้าไปฆ่า แต่จนใจที่ไร้พยานหลักฐาน หากว่าใต้เท้าหลัวไม่เปิดเผยความจริง ป่านนี้ก็คงจะจับคนร้ายไม่ได้” จางเจิ้งจีหันไปหาหลั







