تسجيل الدخولนางสวย นางรวย และนางร้าย เพราะต้องกอบกู้สถานการณ์ของตระกูลลู่ นางจึงต้องลุกขึ้นมาร้าย คนเกลียดนางใครสนกันละ คนโกรธแค้นนางใครใส่ใจกัน ก็เพราะว่าข้าจะร้าย สตรีงดงามอ่อนหวาน ไม่ใช่ข้าอย่างแน่นอน
عرض المزيدลู่เสียนนั่งตรวจบัญชีรายรับรายจ่าย ของจวนตระกูลลู่ อยู่หลายชั่วยาม สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ กับสิ่งที่ตรวจพบในบัญชี นางหลับตาลงเพื่อพักสายตาอย่างอ่อนล้า
นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ได้หนึ่งเดือนแล้ว นางที่อยู่ในยุคปัจจุบัน ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน สุดท้ายหัวใจล้มเหลวสิ้นใจตาย แล้วทะลุมิติมาอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่ตระกูลลู่ นามว่าลู่เสียน แต่ก่อนที่นางจะมาอยู่ในร่างนี้ วิญญาณของนางได้ถูกดึงให้ไปพบกับ บรรพบุรุษของตระกูลลู่ พวกเขาบอกนางว่า ได้เฝ้ามองความเป็นไปของตระกูลอย่างกังวลและเป็นห่วง อยากได้ใครสักคนไปช่วยแก้ไขสถานการณ์ ก่อนที่ตระกูลลู่จะล่มสลาย ลู่เฉิงที่มารับช่วงต่อ ไม่มีหัวทางด้านการค้าเท่าใดนัก หนักไปกว่านั้น ลู่เฉิงยังแต่งงานกับสตรีถึงสามคน แต่ไม่มีใครให้กำเนิด บุตรชายเลยสักคน สร้างความกังวลใจ ให้กับบรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับเป็นอย่างมาก “ข้าประทับใจในตัวเจ้าที่ทำงานหนักจนสิ้นใจ” หนึ่งในชายชราของ บรรพบุรุษตระกูลลู่เอ่ยขึ้น ญาตาได้ฟังก็กลอกตามองบน นี่เป็นคำชมใช่หรือไม่? เหล่าบรรพบุรุษตระกูลลู่ เฝ้ามองญาตาสาวไทยคนขยัน ที่ทำงานจนสุดท้าย หัวใจล้มเหลวเสียชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ขยัน แต่นางยังเป็นคนที่จิตใจดีมีเมตตา พอนางเสียชีวิต พวกเขาจึงรีบไปดึงวิญญาณของนางมา เพื่อทำข้อตกลงกัน “เจ้ายินดีไปอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่หรือไม่? อย่างน้อยเจ้าก็ได้ไปเกิดใหม่” ญาตากวาดตามองพวกเขา พลางครุ่นคิดถึง ได้เกิดใหม่ก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าเหตุผลที่พวกเขา ให้นางไปอยู่ในร่างคุณหนูใหญ่ก็คือ ช่วยกอบกู้สถานการณ์ของตระกูลลู่ ที่กำลังจะถังแตก ภารกิจนี้ถือว่าหนักอยู่เหมือนกัน พวกเขาเห็นนางครุ่นคิดอยู่นานก็รีบเอ่ยขึ้น “พวกข้ามีกำไลหยก ซึ่งเป็นกำไลหยกประจำตระกูลลู่ กำไลวงนี้เป็นตัวแทน ของดวงวิญญาณ ของเหล่าบรรพบุรุษที่จากไป เมื่อเจ้าได้สวมใส่ ร่างกายของเจ้าจะแข็งแกร่ง มีพลังอย่างน่าประหลาด อย่างไรพวกข้า ก็ขอฝากตระกูลลู่ไว้กับเจ้าด้วย แล้วกันนะ” กล่าวจบพวกเขาก็โค้งให้นาง อย่างเคารพและให้เกียรติ นางรับกำไลมาสวม จากนั้นวิญญาณของนาง ก็มาอยู่ในร่างของคุณหนูใหญ่ ที่นอนป่วยอยู่บนเตียง บิดาของร่างนี้คือคหบดีลู่เฉิง ซึ่งแต่งงานกับคุณหนูตระกูลหวัง นามว่าหวังลี่ มีบุตรสาวสามคน คนโตคือคุณหนูใหญ่ลู่เสียนอายุสิบเจ็ดปี คุณหนูรองลู่อันอายุสิบหกปี คุณหนูสี่ลู่หลินอายุสิบห้าปี เนื่องจากฮูหยินใหญ่หวังลี่ ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายคนแรกได้ ท่านผู้เฒ่าลู่จึงเริ่มกังวล จึงเสนอให้แต่งฮูหยินรองเข้ามา ซึ่งสตรีที่แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรอง ก็คือคุณหนูตระกูลซู นามว่าซูเม่ย ต่อมานางได้ให้กำเนิดบุตรสาวสองคนคือ คุณหนูสามลู่เจินอายุสิบหกปี และคุณหนูห้าลู่เจียวอายุสิบห้าปี หลังจากแต่งฮูหยินรองมาแล้ว ท่านผู้เฒ่าก็ยังคงต้องผิดหวัง เพราะฮูหยินรองก็ยังให้กำเนิดเป็นบุตรสาว นางจึงเสนอให้บุตรชายแต่งอนุเข้ามาอีกคน เป็นคุณหนูตระกูลจาง นามว่าจางมี่ แต่สุดท้ายนางก็ยังคงให้กำเนิด เป็นบุตรสาวอีกเช่นกัน คือคุณหนูหกลู่ฟางอายุสิบห้าปี และคุณหนูเจ็ดลู่ฟางอายุสิบสี่ปี ฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเห็นว่าไร้วาสนา จึงล้มเลิกการหาสตรีมาให้บุตรชายอีก นางจึงตัดสินใจไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในครอบครัว ทุกอย่างปล่อยให้ฮูหยินใหญ่เป็นคนจัดการ ส่วนนางก็ปลีกตัวเข้าวัด ถือศีลสวดมนต์อย่างสงบ ตระกูลลู่นับว่าเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง และร่ำรวยตระกูลหนึ่งในแคว้นโจว กิจการมากมายตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ อาภรณ์แพรพรรณ กิจการโรงเตี๊ยมล้วนเป็นของตระกูลลู่แทบทั้งสิ้น ตามธรรมเนียมและความเชื่อในยุคโบราณ สตรีจะถูกจำกัดบทบาท ให้อยู่แต่ในเรือนเป็นหลัก โดยสังคมยุคนี้มองว่าการค้าเหมาะกับบุรุษเพียงเท่านั้น สตรีเหมาะสมกับการดูแลบ้านเรือนและดูแลสามี ดั่งคำสอนที่ว่า สามเชื่อฟังสี่คุณธรรม ในเมื่อไม่มีบุตรชาย คหบดีลู่เฉิงและฮูหยินใหญ่ จึงพยายามผลักดัน ให้คุณหนูใหญ่ลู่เสียน เรียนรู้กิจการต่าง ๆ อย่างจริงจัง แต่เป็นเพราะนางหักโหมมากจนเกินไป ลู่เสียนจึงหน้ามืดล้มศีรษะฟาดพื้น วิญญาณจึงออกจากร่าง ณ ตอนนั้น ส่วนญาตาสาวไทยในยุคปัจจุบัน ที่มีชีวิตไม่ต่างจากคุณหนูใหญ่ ที่ต้องทำงานอย่างห้ามรุ่งห้ามค่ำ และต้องเรียนหนังสือไปด้วย เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว วิญญาณจึงทะลุมิติ เข้ามาสวมร่างของลู่เสียนอย่างไม่ได้ตั้งใจ ญาตาในร่างของลู่เสียน ยามนี้ทั้งเหนื่อยใจเหนื่อยกาย เพราะหลังจากตรวจบัญชีภายในจวน นานหลายชั่วยาม นางก็พบว่าฮูหยินรอง อนุจางและเหล่าคุณหนู เบิกเงินออกไปมากมาย อีกทั้งยังไปสั่งซื้อสินค้า แล้วให้มาเก็บเงินที่จวนอีกจำนวนมาก หากขืนยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ของตระกูลลู่ ต้องถึงคราวล้มละลายหมดตัว และนางผู้ที่เห็นคุณค่าของเงินเป็นอย่างมาก ทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้มันเกิดขึ้น ลู่ฮูหยินยืนมองบุตรสาวอย่างเห็นใจและสงสาร ที่ต้องสละชีวิตของตนเอง มาศึกษางานและกิจการของตระกูลลู่ นางจึงไปตุ๋นน้ำแกงบำรุงร่างกายมาให้บุตรสาวอย่างเอาใจ เพราะตั้งแต่อาการของนางดีขึ้นจากล้มฟาดพื้น ก็ดูเหมือนนางจะดูจริงจัง ในการทำงานมากกว่าเดิมเสียอีกลู่เสียนล้มป่วยลงจริง ๆ เพราะตากฝน และก่อนหน้านั้นนางก็ถูกพิษกำหนัด และได้เปิดศึกสงครามบนเตียง กับเหว่ยอ๋องจนแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายจึงอ่อนเพลียและอ่อนล้า จึงล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ลู่เสียนนอนซมอยู่บนเตียงมาได้สองวันแล้ว นางนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้“ท่านปู่ข้ายังไม่ได้กินยาห้ามครรภ์เลยเจ้าค่ะ ข้าจะท้องหรือไม่ ข้ายังไม่อยากท้องตอนนี้” ชายชราบรรพบุรุษได้ยินก็หัวเราะออกมา“ฮ่า ๆ ตราบใดที่เจ้ายังใส่กำไลที่ข้อมือ เจ้าก็ไม่มีทางท้องอย่างแน่นอน หากเจ้าอยากท้องก็แค่ถอดกำไลออก เมื่อนั้นเจ้าได้ท้องสมใจแน่”“จริงหรือเจ้าคะ เฮ้อ!ค่อยเบาใจหน่อย ข้ายังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ยังตั้งครรภ์ตอนนี้ไม่ได้ ““อืมข้าก็เห็นด้วย แต่ว่าต่อไปเจ้าต้องระวังตัวให้ดี ดูเหมือนมีคนอยากเอาชีวิตเจ้า การวางเพลิงสี่จุดพร้อมกัน เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเลย”“ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านปู่เหมือนข้าได้รับพลังมาเลยเจ้าค่ะ ยิ่งเวลาโกรธพลังยิ่งเพิ่มมากขึ้น แล้วพอตัวข้าพอคิดว่า อยากเหาะไปให้ถึงเร็ว ๆ ก็เหมือนจะทำได้ทันทีเลย แปลกจริง ๆ เจ้าค่ะ”“ข้าก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เจ้าได้รับมาคืออะไร แต่ก็ดีแล้ว
เมื่อลู่เสียนเดินออกมา จางไห่ก็ได้นำรถม้า มาจอดรอหน้าโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว ลู่เสียนก้าวขึ้นไปทันทีตามด้วยเหว่ยอ๋อง ก่อนนางจะบอกให้จางไห่รีบไปเมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งที่สอง ลู่เสียนรีบก้าวลงมาจากรถม้าอย่างเร่งรีบ ก่อนจะกวาดสายตามองสำรวจโดยรอบ ดูเหมือนจะเสียหายไปพอสมควร สวรรค์หากนางมาไม่ทันจะเป็นเช่นไร เจ้าพวกคนชั่ว ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่เหว่ยอ๋องยกมือขึ้นมาลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา เพราะเขารับรู้ได้ถึงไอพลังสังหาร ที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของนาง“จิ้งจอกน้อยเริ่มโกรธแล้ว”“เข้าไปกันเถอเพคะ”“อืม”ลู่เสียนเดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พร้อมกวาดตามองหาผู้จัดการร้าน แต่กลับไม่เห็นเขาอยู่ที่นี่“ผู้จัดการโรงเตี๊ยมไปไหน?”“วันนี้ผู้จัดการไม่มาทำงานเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”“ไม่มาทำงานแล้วมีคนไปบอกเขาหรือไม่ว่า โรงเตี๊ยมเกิดไฟไหม้?”“มีคนไปบอกเขาแล้วเจ้าค่ะ แต่เขาบอกไม่สบายลุกไม่ไหว” ลู่เสียนกำหมัดเข้าหากันแน่น คงถึงเวลาจริง ๆ แล้วสินะ ในเมื่อจะร้ายก็ร้ายให้ทุกคนจดจำไปตลอดชีวิต! ข้าจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว“ท่านอ๋องหม่อมฉันสงสัยเขา”“จางไห่ส่งคนไปจับตัวเขา ไปขังที่คุกของทางการ”“พ่ะย่ะค่ะ”พนักงานเมื่อรู้ว่า
“เจ้าว่าอะไรนะ!” ลู่เสียนลุกพรวดขึ้นมาด้วยตกใจ เกิดเหตุพร้อมกันสี่แห่ง คงมีคนจงใจวางเพลิงเป็นแน่ มันจะมากเกินไปแล้ว! “จางไห่รีบแจ้งทหารที่อยู่ใกล้เคียง ให้มาช่วยดับไฟ ส่วนพวกเจ้าจัดการศพเหล่านี้”เหว่ยอ๋องเอ่ยขึ้น “ลู่เสียนเราจะทำอย่างไรดีลูก?” ฮูหยินใหญ่ตรงเข้ามาจับแขนลู่เสียนอย่างหวาดวิตก ลู่เสียนโกรธมากจนนัยน์ตาแดงก่ำ นางจิกเล็บลงบนฝ่ามือจนเจ็บ “ท่านปู่ บรรพบุรุษตระกูลลู่ ข้าต้องการพลัง อภินิหารอะไรก็ได้เจ้าค่ะ ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว!!” ลู่เสียนเอ่ยขึ้นอย่างอัดอั้นและโกรธแค้น “เจ้าไปนั่งตรงลาน นำเลือดของเจ้าชโลมกำไลที่เจ้าสวม จากนั้นก็คงแล้วแต่โชคชะตา ว่าจะพิจารณาเจ้าอย่างไร” ลู่เสียนไม่รีรอ รีบคว้าดาบของทหาร มาปาดไปที่ฝ่ามือ แล้วนำเลือดไปชโลมกำไลที่นางสวมทันที ทุกคนมองภาพนั้นอย่างตกตะลึงพรึงเพริด คุณหนูใหญ่นางทำอะไร! เหตุใดต้องทำร้ายตัวเอง นางเสียสติไปแล้วใช่หรือไม่ ลู่เสียนไม่สนใจสายตาผู้ใด นางก้าวไปนั่งขัดสมาดตรงลานหน้าจวน จู่ ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม เหมือนกำลังจะมีพายุฝน เสียงฟ้าร้องดังใกล้เข้ามา จากนั้นทั่วทั้งฟ้า ก็ปรากฏฟ้าแลบแปลบปลาบ และฟาดลงมาอย่างน่ากลัว เสียงฟ้าร้องฟ้
แสงสาดส่องสีท้อง ทอประกายบนท้องฟ้า บ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้มาเยือน เสียงนกร้องอยู่ด้านนอก ปลุกให้เหว่ยอ๋องงัวเงียตื่น ก่อนจะกระชับกอดร่างบางเบาไว้อย่างหวงแหน ลู่เสียนซุกใบหน้าลงบนแผ่นอกของเขาอย่างผ่อนคลายเหว่ยอ๋องยกมือมาลูบศีรษะนางอย่างเอ็นดู ลู่เสียนนอนทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้น“เมื่อคืนเราจัดไปกี่รอบเพคะ”“ทำไมเจ้ารู้สึกเจ็บหรือ?“ก็นิดหน่อยเพคะ หม่อมฉันทนไหว ที่ถามเพราะ…” ลู่เสียนยกมือมาลูบแผงอกเขาไปมา ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปช้า ๆ เหว่ยอ๋องรู้สึกเสียวซ่านขึ้นมาทันที“จิ้งจอกน้อย หากเจ้ายังไหว ข้าพร้อมเสมอ”“หม่อมฉันคิดว่า พิษกำหนัดยังคงลงเหลืออยู่เพคะ คงยังรีดพิษออกไม่หมด” ลู่เสียนเอ่ยพร้อมลูบไล้มังกรเขาเล่น เหว่ยอ๋องขยับกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะมองนางด้วยาสายตาร้อนแรง“ขอข้าสำรวจร่างกายเจ้าหน่อย ว่ายังมีพิษหลงเหลืออยู่หรือไม่” เอ่ยจบเขาก้มลงไปดูดดอกไม้งาม ที่ยามนี้แดงช้ำจากการกระทำที่รุนแรง เขาจับขาของนางให้อ้าออกกว้างขึ้น ก่อนจะก้มลงไปแล้วใช้ลิ้นตวัดดูดดึงยอดเกสร“ท่านอ๋อง งือออ”“ข้าเรียนรู้สิ่งที่เจ้าทำกับข้า”“เก่งเพคะ”พอได้รับคำชม เหว่ยอ๋องก็เดินหน้า ด้วยความมั่นใจ ก่











