Masuk“หากว่าพวกเขายอมตกลงกับเรา ต่อไปเราก็ลดราคาสมุนไพรให้โรงหมอแห่งนั้นในราคาต่ำกว่าเดิม แต่ให้เขาเขียนเทียบยาแล้วชี้นำว่าต้องมาซื้อกับพวกเรา ท่านพ่อว่าทำเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ”
คหบดีหลัวยิ้ม ภาคภูมิใจในความฉลาดของบุตรสาว
“ดีสิ! ขอเพียงพวกหมอทั้งหลายชมว่าคุณภาพสมุนไพรร้านเราดี ยอดขายต้องเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย”
พลันคหบดีหลัวก็นึกขึ้นได้ “เผิงเผิง พ่อบ้านบอกว่าข้างนอกยังพูดกันเรื่องของเตียวซืออินอยู่”
“ให้พวกเขาพูดกันไปเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวพอมีเรื่องใหม่ให้นินทาก็เลิกพูดเรื่องข้าไปเอง”
“ไม่ได้ๆ พ่อว่าเราต้องหาทางสยบคำพูดพวกเขาให้เร็วที่สุด”
“ท่านพ่อคิดจะ...”
“ตั้งโรงทานหน้าบ้านสักครึ่งเดือน แจกอาหารอร่อยทุกวัน ทำให้ชาวเมืองมีเรื่องอื่นให้พูดถึง เขากินอาหารของเราไปแล้ว มีหรือจะกล้าให้ร้ายเรา”
“เจ้าค่ะ ข้าจะสั่งพ่อบ้านให้จัดการ”
เช้าวันต่อมาเป็นวันหยุดงานของหลัวเผิงเผิง หลังจากนางสั่งให้พ่อบ้านตั้งโรงทานและนำอาหารมาแจกคนแล้ว นางจึงได้ออกไปยังโรงหมอของท่านหมอนิ่งที่อยู่ละแวกบ้านของนาง
เงื่อนไขที่หลัวเผิงเผิงเสนอให้เป็นที่ถูกใจของหมอวัยกลางคนผู้นั้น แต่พอขยับไปยังโรงหมอแห่งอื่นๆ หญิงสาวก็ต้องพบกับความผิดหวัง
หญิงสาวตระเวนจนเย็นย่ำก็กลับไปรายงานให้บิดาได้ทราบ
“ท่านพ่อ ข้าสั่งคนให้ทำป้ายแนะนำร้านยาสมุนไพรของเราไปติดที่โรงหมอของท่านหมอนิ่งแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปคนเจ็บป่วยหากหมอนิ่งรักษาก็ต้องรับเทียบยา และมาซื้อที่ร้านของเรา”
“ดีๆ ถ้าเราตกลงกับโรงหมอได้ทุกแห่ง รายได้ของร้านยาเราก็เพิ่มขึ้น” คหบดีหลัวนั่งครุ่นคิดเรื่องนี้มาหลายวัน เขาคิดว่าหากยอมลดกำไรของตนสักหน่อย แต่ได้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นก็คุ้มค่า
“ข้าไปสืบดูแล้ว มีร้านยาหลายร้านคิดเหมือนเรา พวกเขาก็ไปเสนอรายได้ให้กับโรงหมอเช่นกัน”
“เป็นธรรมดา ในเมื่อเราคิดได้ คนอื่นก็คิดได้ เช่นนั้นเราก็แบ่งรายได้ให้พวกหมอมากหน่อยสิ พวกเขาจะได้สนใจข้อเสนอของเรา”
“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” ใบหน้าของหลัวเผิงเผิงยังคงดูยุ่งยากใจ “เพียงแต่ยาลูกกลอนของหมอฮัวหยางทำให้คนเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ต้องพึ่งพาหมออีกแล้ว”
คหบดีหลัวพยักหน้า “ยาของหมอฮัวหยางได้ผล ราคาไม่แพง จึงขายดีมาก รายได้การขายยาทั่วไปจึงลดลง”
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้เจ้าก็รีบไปตระเวนดูให้ทั่วเถิด ตกลงกับผู้ใดได้ก็รีบตกลง ทุกอุปสรรคล้วนเกิดขึ้นเพื่อทำให้เราคิดอ่านหาหนทางใหม่ๆ หากไม่มีข่าวเรื่องสกุลฮัว จะตั้งโรงหมอ เจ้าก็คงคิดวิธีการเช่นนี้ไม่ออก”
“เจ้าค่ะ ข้าจะเร่งลงมือให้เร็วที่สุด”
หลัวเผิงเผิง สามารถตกลงกับโรงหมอได้อีกสามแห่ง นางคำนวณปริมาณยาที่จะขายได้เพิ่มขึ้นหักลบกับการลดราคาที่จะให้เป็นพิเศษแก่โรงหมอเหล่านั้นแล้วก็ยิ้มออก
“วิธีการผูกขาดการค้าเช่นนี้ สร้างกำไรให้มากเหมือนกัน นี่หากตกลงกับโรงหมอได้ทุกแห่ง เห็นทีรายได้ของเราจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเจ้าค่ะ”
คหบดีหลัวยิ้ม “เจ้าสมแล้วที่ผู้นำสกุลคนต่อไป”
หลัวเผิงเผิงเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของคหบดีหลัว แม้บิดาจะมีน้องชายที่เกิดจากอนุภรรยาแต่กลับไม่ได้รับความรักใคร่เอาใจใส่เท่ากับนาง
เป็นเพราะบุตรสาวคนนี้ทั้งงดงาม เก่งกาจ มากความสามารถ และยังเกิดจากภรรยาเอกที่มีสกุลเดิมหนุนหลัง กิจการค้าของสกุลหลัวยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้
ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณการสนับสนุนของครอบครัวเดิมของภรรยา น่าเสียดายที่มารดาของหลัวเผิงเผิงอายุสั้น ต้องมาเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วยตั้งแต่ลูกสาวยังเล็ก
“โรงหมอในเมืองหลวงยามนี้มีเพียงเก้าแห่ง เจ้าไปทำสัญญาได้ถึงสี่แห่งก็นับว่าเกือบครึ่งแล้วนะ”
“เจ้าค่ะ ที่เหลือก็เป็นของร้านยาอื่นๆ แบ่งๆ กันไป ดูแล้วข้าก็ไม่หนักใจ รอดูโรงหมอสกุลฮัวเท่านั้น ด้วยชื่อเสียงของฮัวหยาง หากเขารับรองฝีมือของฮัวจิงอวี๋ ผู้คนคงจะแห่แหนมารักษากันไม่น้อย”
“เจ้าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เราดูไปก่อนก็แล้วกัน”
ระหว่างที่รอคอยให้การตกแต่งโรงหมอสกุลฮัว แล้วเสร็จ ท่านหมอฮัวจิงอวี๋หรือที่เรียกกันว่า ‘หมอฮัวใหญ่’ เพราะเป็นพี่ชายของหมอฮัวหยาง ก็ได้ยึดมุมหนึ่งของร้านยาเฉี่ยนซือสาขาใกล้คฤหาสน์สกุลฮัว เปิดทำการตรวจรักษาโรคให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน
ข่าวลือเรื่องหมอเทวดาผู้มาใหม่โด่งดังไปทั่วเมืองหลวง ที่สำคัญความเลิศเลอด้านรูปลักษณ์ของฮัวจิงอวี๋ทำให้ทวีความดังขึ้นไปอีก
กระทั่งในจดหมายข่าวของสำนักนกกระจิบยังกล่าวถึง ทำให้สตรีน้อยใหญ่ทั่วเมืองหลวงมาเข้าแถวโดยมิได้เจ็บป่วย เพียงอยากจะชมโฉมท่านหมออย่างใกล้ชิด
“เจ้าดูสิ คนเข้าแถวรอพบหลานชายของข้า ยาวไปถึงสุดถนนโน่น” ฮัวฮูหยินบอกกับอู๋เสี่ยวถงด้วยความภูมิใจ
อู๋เสี่ยวถงเป็นน้องสาวอู๋จือ นางเคยทำงานอยู่ในร้านยาของสกุลฮัว ด้วยที่อู๋เสี่ยวถงเฉลียวฉลาด ฮัวฮูหยินจึงได้ว่าจ้างนางมาเป็นผู้ติดตาม
“เจ้าค่ะ เป็นเพราะหมอฮัวใหญ่ทั้งเก่งกาจและรูปงาม ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนกล่าวขวัญกันไปทั่ว”
รถม้าคันใหญ่มาจอดที่หน้าร้านเฉี่ยนซือ บุรุษองอาจใบหน้าคมคร้ามถือพัดลงมายืนโบกเบาๆ เขามองดูแถวยาวเหยียดของคนทั้งป่วยและดูไม่ป่วยด้วยความเหนื่อยหน่าย
กุ่ยอี๋จือหันไปสั่งองครักษ์ทั้งสี่ของตน
“เจ้าไปไล่พวกที่มิได้ป่วยออกจากแถวที ข้าจะรอพบท่านหมอฮัวใหญ่”
กุ่ยอี๋จือผู้นี้มีชื่อเสียงในทางชมชอบบุรุษหน้าตาดี แม้จะแต่งงานกับสตรีแต่เขากลับเลี้ยงชายบำเรอเอาไว้ในจวนหลายคน
ไม่นานนักองครักษ์ทั้งหมดก็ทำสำเร็จ คนทั้งแถวเหลือคนป่วยไม่ถึงสิบคน กุ่ยอี๋จือยิ้มร่าชี้ให้องครักษ์ของตนไปเข้าแถวรอแทน
“เจ้าไปเข้าแถวก็แล้วกัน ข้าจะไปนั่งรอในโรงน้ำชาข้างๆ ถึงลำดับพวกเราแล้วค่อยให้คนไปเรียกข้า”
“ขอรับ”
ฮัวฮูหยินมองเหตุการณ์นี้ด้วยความประหลาดใจ
“คนผู้นั้นเป็นผู้ใด เหตุใดจึงได้มีผู้ติดตามมากมาย ”
“รอสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปสอบถามบ่าวรับใช้ของเขาเอง” อู๋เสี่ยวถงเข้าไปหาบ่าวรับใช้ของบุรุษผู้นั้น ครู่หนึ่งก็ได้คำตอบมาให้นายหญิง
“นั่นคือ ใต้เท้ากุ่ยเจ้าค่ะ เป็นขุนนางขั้นห้ากรมคลัง”
“อืม...ชื่อเสียงของเสี่ยวจิงอวี๋นับว่าไปเร็วจริง ไม่ทันไรก็มีคนมาเข้าแถวรอพบยาวเหยียดแล้ว ไม่เว้นแม้กระทั่งขุนนาง”
หลัวเผิงเผิง มองเห็นกุ่ยอี๋จือก็เริ่มมีอาการหงุดหงิด คนผู้นี้เป็นหลานชายของรองเจ้ากรมคลังสอบเข้าเป็นขุนนางก่อนนางไม่กี่ปี ด้วยความทระนงในชาติตระกูลทำให้คนผู้นี้หยิ่งผยองและมักข่มผู้อื่นอยู่บ่อยๆ
ระหว่างนางกับกุ่ยอี๋จือ มีเหตุให้ปะทะกันหลายครั้ง เป็นเพราะนางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดทุจริตรับเงินใต้โต๊ะจากพ่อค้า และเถ้าแก่ทั้งหลายเพื่อช่วยเหลือให้หลบเลี่ยงภาษี นางพยายามเตือนเขาหลายครั้ง แต่กุ่ยอี๋จือก็ยังทำหูทวนลม และหลายคราวก็ย้อนกลับมาเล่นงานนาง
ระหว่างนางกับกุ่ยอี๋จือนับเป็น ‘คู่แค้นคนสำคัญ’
เจ้ากรมคลังพยายามไกล่เกลี่ยคนทั้งสองอยู่หลายครา แต่ขุนนางรุ่นใหม่ทั้งสองก็ยังปะทะฝีปากกันครั้งแล้วครั้งเล่า
น่าเสียดายที่หลัวเผิงเผิงยังไม่มีหลักฐานเอาผิดชัดแจ้ง ไม่เช่นนั้นคงได้ส่งกุ่ยอี๋จือเข้าไปนอนคุกหลวงแล้ว
‘เจ้าสารเลวนี่ มาที่โรงหมอสกุลฮัวด้วย คงจะมาดูคนงามล่ะสินะ’
กุ่ยอี๋จือเป็นบุรุษที่ชมชอบบุรุษรูปงาม เขาเป็นชายร่างใหญ่ใบหน้าดูดีพอใช้ได้ มักจะเลี้ยงบุรุษรูปร่างผอมบางอ้อนแอ้นเอาไว้บำเรอความปรารถนาลับ
เช้าวันต่อมา คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ออกมาจากห้องหอในตอนสายเพื่อคารวะน้ำชาผู้อาวุโส จากนั้นฮัวจิงอวี๋ก็จูงมือภรรยาพาเดินเล่นทั่วคฤหาสน์ พอเดินผ่านไปยังเรือนรับรองแขก ฮัวจิงอวี๋ก็แปลกใจที่มีกุญแจปิดเอาไว้ เขาจึงถามบ่าวรับใช้ที่เดินกำลังมา “เหตุใดจึงปิดเรือนนี้เล่า” “ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ข้าน้อยไปถามพ่อบ้านเมื่อเช้า พ่อบ้านก็บอกว่าไม่ได้ส่งคนมาปิด” สองสามีภรรยาหันมาสบตากันพร้อมเลิกคิ้ว หลัวเผิงเผิงจึงบอกบ่าวผู้นั้นให้หาคนมางัดกุญแจออก “คงไม่มีคนถูกขังไว้ข้างในหรอกนะ” ฮัวจิงอวี๋ตั้งข้อสังเกต ผัวะ! ประตูของเรือนรับรองถูกเปิด เมื่อพ่อบ้านใหญ่ของคฤหาสน์สกุลหลัวเดินนำหน้าบ่าวรับใช้กับสาวใช้เข้าไปข้างใน สาวใช้ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋ที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นร่างเปลือยที่กอดก่ายกันโดยมีผ้าห่มปิดอยู่ช่วงกลางของท่อนล่างก็พากันตะลึง “กุ่ยอี๋จือ! เสี่ยวไป๋!” แผ่นหลังหนาที่มีผ้าห่มคลุมอยู่ถึงบั้นเอว ลืมตาขึ้นกลับมามองคน
“ใต้เท้า ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เสี่ยวไป๋ชะโงกไปดู “ข้า....ข้า..ร้อนรุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว เจ้าไม่เห็นหรือ” สายตาของกุ่ยอี๋จือมองไปยังเป้ากางเกงของตน เสี่ยวไป๋เห็นแล้วว่ากุ่ยอี๋จือกำลังอยู่ในสภาพตื่นตัว เขาบิดกายไปมาคล้ายงูกำลังดิ้น “ข้ารู้แล้ว มีคนวางยาเพื่อทำร้ายท่าน ข้าจับมันได้แต่ก็ต้องปล่อยเพื่อมาช่วยท่านก่อน” เสี่ยวไป๋นึกอยากจะด่าทอบุรุษที่นอนร้องครวญครางอยู่ตรงหน้า หากไม่เป็นเพราะเขากระทำเรื่องเลวทรามกับผู้อื่นก่อน มีหรือจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ “ข้าปล่อยท่านก่อนก็แล้วกัน”เสี่ยวไป๋รีบพุ่งไปที่หัวเตียง แกะเชือกที่มัดแขนทั้งสองข้างของกุ่ยอี๋จือออก ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกเวียนหัว กลิ่นหอบของกำยานที่ถูกจุดมานานกว่าสองเค่อนั้นตลบอบอวลไปทั่วห้อง เสี่ยวไป๋สูดหายใจเข้าไปพักหนึ่งก็เริ่มรู้สึกร้อนรุมราวถูกสุมไฟด้วยเช่นกัน “ห้องนี้น่าแปลกจริง” บ่าวรับใช้ร่างใหญ่รู้สึกว่าทั่วร่างคล้ายไม่ค่อยสบาย “ข้าเองก็รู้สึกร้อนด้วยเช่นกัน” กุ่ยอี๋จือที่เข้าหอหลบจันทร์อยู่บ่อยๆ รู้ดีว่าเสี่ยวไป๋กำลังถูกรมด้วยกำยานปลุกกำหนัด จึงชี้ไปยังมุมห้อ
สภาพของกุ่ยอี๋จือในตอนที่เสี่ยวไป๋นำกลุ่มมือปราบย้อนกลับไปช่วยก็ค่อนข้างสะบักสะบอม “ใต้เท้ากุ่ย เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เสี่ยวไป๋วิ่งเข้าไปประคองกุ่ยอี๋จือที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่ให้ลุกขึ้น ในขณะที่มือปราบทั้งสี่พยายามวิ่งไล่จับบุรุษสองคนที่รุมทำร้ายกุ่ยอี๋จือ เสี่ยวไป๋ก็เข้าไปนั่งยองๆ ประคองขุนนางหนุ่มให้ลุกขึ้น “เจ้าเองหรือ” เสียงของคนถามอ้อแอ้กุ่ยอี๋จือจำบ่าวรับใช้ของหลัวเผิงเผิงได้แต่ยามนี้เขาเจ็บระบมไปหมดทั้งหมด แม้จะอยากสะบัดให้หลุดจากการเกาะกุม “ใต้เท้า ใบหน้าของท่านเขียวช้ำไปหมดแล้ว” กุ่ยอี๋จือก็แทบจะทรงตัวไม่ไหว เขาพยายามยังดันตัวออกห่างจากเสี่ยวไป๋ทว่ากลับปวดแปลบที่ขา “โอ๊ย!” “ข้าบอกแล้วว่าใต้เท้าได้รับบาดเจ็บ ท่านให้ข้าช่วยดีกว่าขอรับ” เสี่ยวไป๋อุ้มร่างที่บางกว่าของกุ่ยอี๋จือลอยหวือขึ้น “เจ้าจะพาข้าไปที่ใด” “พาท่านไปหาหมอน่ะสิขอรับ” ใบหน้าของเสี่ยวไป๋เรียบเฉย เหลือบตามองกุ่ยอี๋จือเล็กน้อย หลัวเผิงเผิงกับฮัวจิงอวี๋กำลังเดินกลับมายังโรงหมอ พอมองเห็นเสี่ยวไป๋อุ้มกุ่ยอี๋จือก็พากันตะลึง
“เผิงเผิง พ่อไม่ได้คิดจะทำให้เจ้าต้องล้มเจ็บเลยจริงๆ แค่ต้องการให้เจ้าลืมบุรุษที่อยู่บนเขาคนนั้นเสีย เขาเป็นเพียงหมอชาวบ้าน เจ้ากับเขาจะใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างไร” “ท่านพ่อ ท่านไม่ได้เป็นห่วงข้า หากแต่ต้องการให้ข้าอยู่เป็นหัวหน้าตระกูลช่วยท่านต่างหาก” หญิงสาวเอียงคอมองบิดา บัดนี้ความทรงจำของนางกลับคืนมาเกือบหมดแล้ว“ข้าไม่ได้คิดจะทอดทิ้งสกุลเลยสักนิด ในตอนนั้นข้าเขียนจดหมายไปขออนุญาตท่านให้ข้าแต่งงานกับเขา คิดจะพาเขาลงจากเขามาอยู่ในเมืองหลวง แต่ท่านต้องการให้ข้าหาขุนนางมาแต่งด้วยสักคนจึงได้คิดกีดกันไม่ให้ข้ากับเขาได้อยู่ด้วยกัน ท่านให้คนเขียนจดหมายไปตัดรอนเขาแทนข้าและยังให้พ่อบ้านจูวางยาลืมอดีตให้ข้ากินอีก หากว่าข้าตายไปเพราะน้ำมือของพ่อบ้านจูคงทำให้คนรักของข้าโกรธแค้นที่ข้าไม่รักษาสัญญาไปจนวันตาย” คนทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังล้วนแล้ววิจารณ์กันขรม พวกเขาเห็นใจหลัวเผิงเผิงและมองว่าผู้อาวุโสสกุลหลัวใจร้ายใจดำยิ่งบรรดาผู้เฒ่าในสกุลหลัวที่มาร่วมฟังการไต่สวนพากันยิ้มเจื่อน ทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับพวกตนที่กดดันให้คหบดีหลัวต้องพยายามกีดกันบุตรสาวกับคนรัก จนนางแทบจะเอา
กุ่ยอี๋จือแข้งขาอ่อนแรง ต้องให้ผู้ติดตามเข้ามาหามออกจากศาลกลับที่พัก ภารกิจที่ท่านลุงใช้ให้มาทำเป็นอันว่าล้มเหลว ตอนที่มาถึงเมืองเชียนเหยาใหม่ๆ เขาได้แอบไปตกลงกับใต้เท้าพานแทนท่านลุงแล้วว่าหากไม่โยงไม่ถึงข้างบน จะช่วยดูแลครอบครัวของใต้เท้าพานให้อย่างดี ขุนนางผู้นี้ก็รับปากเขาแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าใต้เท้าพานกันใต้เท้าฟางจะแตกคอกันทำให้ความแตกกุ่ยอี๋จือกลัวว่าตนเองจะถูกลากลงน้ำขุ่นไปด้วยจึงแอบหนีกลับเมืองหลวงก่อน “ใต้เท้ากุ่ยแอบกลับไปก่อนเราเสียแล้ว” หลัวเผิงเผิงบอกกับสหายขุนนาง “ลุงของเขาถูกพาดพิงเช่นนั้นก็คงต้องรีบไปหาทางจัดการ คดีใหญ่นัก หากเป็นความจริง สกุลกุ่ยคงถึงคราวตกอับแน่” ซึงต้าลู่ยืนวิจารณ์อย่างสิ้นความเกรงใจ “เจ้าพูดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาโกรธแล้วหรือ” ซึงต้าลู่ส่ายหน้า “เจ้าไม่ได้เคยยินประโยคที่ว่าน้ำลดตอผุดหรือ คราวนี้น้ำลดแล้ว เห็นทีรองเจ้ากรมคลังกุ่ยคงหลบเลี่ยงลำบาก ที่ข้าไม่กลัวเพราะเห็นเจ้า ใต้เท้าหลัว หน้าตาของเจ้าเหมือนกับรู้อยู่แล้วว่าต่อไปจะเป็นเช่นไร หญิงสาวยิ้มน้อยๆ พยักหน้ารับ “ข้ายอมรับ ข้าพอจะรู้ เพียงแ
ยามนั้นจางเจิ้งจีกับหวังหวั่นสองสามีภรรยามือปราบก็กลับจากเมืองหลวงพร้อมกับบันทึกคดีเตียวซืออินและหลักฐานที่เพิ่งค้นพบ “จูอิ่นจือร้ายจริงๆ เขาแอบว่าจ้างเตียวซืออินให้ยอมแต่งกับท่าน ยามนั้นสกุลเตียวเป็นหนี้บิดาของท่านจำนวนมาก เตียวซืออินจึงได้รับปาก ตอนหลังจูอิ่นจือคิดจะบังคับให้เตียวซืออินวางยาท่าน เขาจึงได้คิดหนีออกจากคฤหาสน์สกุลหลัว” หลัวเผิงเผิงตะลึง “จูอิ่นจือเป็นผู้ฆ่าเตียวซืออินหรือ” “ใช่แล้ว จูอิ่นจือไปจ้างให้ซุยจี้เซิงหลอกให้อดีตสามีของท่านไปตามนัดหมาย จากนั้นตัวเขาก็ลอบเข้าไปฆ่าคนทั้งสองเสีย ข้าเข้าไปขอค้นในห้องพักเขาที่คฤหาสน์สกุลหลัวแล้ว มีเสื้อผ้าและอาวุธตรงกับบาดแผลในร่างกายของคนทั้งสอง” หลัวเผิงเผิงนั่งฟังจางเจิ้งจีที่เล่าการอำพรางคดีให้กับตุลาการเชียนเหยาด้วยความคาดไม่ถึง “พ่อบ้านจูผู้นี้ ฉลาดนัก เตรียมอาวุธมีขนาดเดียวกันเอาไว้ ทำให้มือปราบไขว้เขว ข้าเองก็มองออกเป็นสองอย่าง พวกเขาฆ่ากันเองกับมีคนบุกเข้าไปฆ่า แต่จนใจที่ไร้พยานหลักฐาน หากว่าใต้เท้าหลัวไม่เปิดเผยความจริง ป่านนี้ก็คงจะจับคนร้ายไม่ได้” จางเจิ้งจีหันไปหาหลั







