Masukบทที่ 6
น้องชายจะมาหา
กริ่ง!
เสียงกระดิ่งดังขึ้น สองแม่ลูกมองหน้ากันอย่างรู้ดีว่านี่เป็นสัญญาณการมาเยือนของบางสิ่ง
“เดี๋ยวข้าไปดูเองเจ้าค่ะ”
ล้างไม้ล้างมือพร้อมซับน้ำกับผ้าแห้งเสร็จ นางก็เดินออกจากเรือนครัวไปที่หน้าเรือน
จวนหลังนี้มีอยู่เพียงแค่สามเรือนเท่านั้นคือเรือนรับแขก เรือนนอนและเรือนครัว ทั้งสามเรือนตั้งอยู่ห่างกันไม่มากเพราะพื้นที่มีขนาดจำกัด รอบเรือนมีแปลงต้นไม้ดอกไม้ปลูกไว้มากมาย ตรงทางเข้าหน้าเรือนรับแขกมีบ่อน้ำอันเล็กเอาไว้เลี้ยงปลาสวยงาม
ทั้งหมดนี้แน่นอนว่าล่าเจียวกับล่าซูซูไม่ใช่ผู้ที่จัดการตกแต่ง แต่เป็นของที่ได้มาจากเจ้าของจวนคนเดิม
“ภาพนี้อีกล่ะ”
ล่าเจียวรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่ค่อนข้างหวาดเสียว เมื่อมีเหยี่ยวส่งสารขนาดใหญ่ยืนอยู่กับราวไม้ด้านบนบ่อปลา ดวงตาดุร้ายของมันจ้องปลานิ่ง ทำคนมองรู้สึกเสียวแทนเจ้าปลาตัวน้อย
“เฮ้อ~บ้านอื่นเขาใช้นกพิราบหน้าตาบ๊องแบ๊วกัน ท่านพ่อก็ชอบใช้เหยี่ยวไปอีก กลัวเขาไม่รู้หรือไงว่าอาชีพเสริมคือขายนก”
ครั้งแรกที่ต้องเข้าใกล้เหยี่ยว มือไม้นางสั่นขนาดที่ไม่กล้าเอื้อมไปจับปลายเชือกที่ผูกติดสารไว้กับข้อเท้านก แต่ตอนนี้นางใจแข็งขึ้นแล้ว เพราะท่านพ่อของนางเล่นส่งมาบ่อยจนเริ่มคุ้นเคยกันดี อย่างเช่นตอนนี้ที่พอยื่นเนื้อแห้งให้เป็นรางวัลเสร็จ นางก็จัดการถอดเชือกที่ผูกติดกับปล้องไม้ไผ่ออก
“เก่งมาก บินมาไกลขนาดนี้ก็พักที่นี่สักวันเถอะนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะฝากจดหมายกลับไปให้ท่านพ่อด้วย เป็นเด็กดีแล้วอย่าแอบไปกินปลาในบ่อเล่า น้องยังเล็กนัก เข้าใจหรือไม่”
ล่าเจียวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะอยากให้มันรู้ว่านางไม่ได้กำลังดุอยู่ เหยี่ยวตัวใหญ่รับรู้ อ้าปากส่งเสียงตอบรับในทันที
“แสนรู้” ลูบปีกป้อนอาหารมันอยู่สักพัก นางก็ถือปล้องไม้ไผ่อันเล็กเดินกลับเข้าไปหามารดาในเรือนครัว จัดการถอดจุกออกแล้วคลี่กระดาษยื่นให้มารดา “จดหมายจากท่านพ่อเจ้าค่ะ”
ล่าซูซูเพียงปรายตามองชั่วครู่เท่านั้นก็ก้มหน้าเด็ดข่วนพริกต่อไป ท่าทางเหมือนไม่ได้สนใจ แต่คนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดสองปีมีหรือจะเดาท่าทางเช่นนี้ไม่ออก
มารดาของข้าก็เยอะสิ่ง! ขนาดท่านพ่อไม่ได้อยู่ต่อหน้ายังวางท่าได้ถึงเพียงนี้
“เช่นนั้นให้ข้าอ่านให้ฟังนะเจ้าคะ”
เมื่อไม่มีเสียงคัดค้านจากมารดา ล่าเจียวจึงได้เริ่มอ่านจดหมาย พร้อมยังปรับเสียงให้เข้มขึ้น เลียนแบบน้ำเสียงของบิดาตน
‘จื้อเอ๋อร์จะลงใต้
ทางใต้อากาศอบอุ่นดีใช่หรือไม่ ทางเหนือหิมะตกหนักแล้ว กายหนาวยังขจัดด้วยผ้าห่มอุ่น เตาผิงร้อนได้ แต่หนาวใจไม่รู้จะใช้สิ่งใดปัดเป่า ขอน้องหญิงจงรักษาสุขภาพด้วย พี่เองก็จะรักษาตัวให้ดีเช่นกัน จะไม่ให้เนื้อตัวที่เป็นของเจ้าได้รับราคีใด ๆ ทั้งสิ้น รักและคิดถึงเจ้า
ฝากความคิดถึงจากบิดาคนนี้ถึงเจียวเอ๋อร์ด้วย’
เมื่ออ่านจบล่าเจียวก็กลอกตาไปมาอย่างไม่ปิดบัง นี่มันจดหมายรักใช่หรือไม่ เท่าที่นางอ่านมา มีเพียงแค่ประโยคแรกและประโยคสุดท้ายเท่านั้นที่ท่านพ่อเขียนถึงบุตรชายหญิง ที่เหลือเขียนถึงภรรยาตัวเองล้วนๆ
“เหอะ! ใครจะอยากรู้กันว่าท่านจะหนาวกายหนาวใจหรือไม่ จุดประสงค์แค่บอกว่าลูกจะมาหา พร่ำเสียยืดยาว ดีหน่อยที่ไม่เขียนกาพย์กลอนระคายหูนั่นมาอีก น่ารำคาญ”
ล่าเจียวยิ้มขำเมื่อรู้ว่ามารดาแกล้งกลบเกลื่อนความอายไปอย่างนั้น หน้าแดงก่ำยังปฏิเสธเสียงแข็ง
“ครั้งนี้ท่านพ่อไม่เขียนเป็นกลอนมา ค่อยแปลความง่ายหน่อย ท่านพ่อคงอยากให้ท่านแม่กลับสู่อ้อมอกใจจะขาดแล้วกระมังเจ้าคะ”
“ก็แค่สารฉบับเดียวเอง เอาอะไรมามั่นใจว่าข้าจะกลับไปหาเขา” นางเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี ครู่ต่อมาก็คิดได้ถึงจุดประสงค์หลักที่สารฉบับนี้มาถึงนาง “คงใช้เวลาเดินทางไม่นานมาก”
ล่าเจียวพยักหน้ารับ น้องชายวัย 15 หนาวของนางกำลังจะเดินทางมาหา อย่าว่าแต่คนเป็นแม่ที่ดีใจจะได้พบหน้าบุตรชายเพียงคนเดียวเลย
พี่สาวคนนี้ก็ดีใจไม่แพ้กัน
“ว่าแต่ ท่านปู่กับท่านย่ายอมปล่อยเขามาได้อย่างไรกันเจ้าคะ ดูไม่สมกับเป็นพวกท่านเลย”
สองแม่ลูกช่วยกันวิเคราะห์ แต่สุดท้ายก็พากันถอนหายใจแล้วส่ายหน้าให้กัน
เป็นอันรู้ว่าเรื่องใดที่ต้องใช้สมองใช้การคาดเดาเรื่องราวไม่ใช่แนวของพวกนางจริง ๆ
“ช่างเถอะ เจ้าดูแลน้องดี ๆ ก็แล้วกัน เดือนนี้ทั้งเดือนแม่คงวุ่นอยู่กับการซ้อม เดี๋ยวเย็นนี้ก็จะเก็บตัวฝึกแล้ว อยู่คนเดียวได้นะ”
“ได้เจ้าค่ะ อยู่คนเดียวได้สบายมาก ข้าจะไปเตรียมรถเข็นไว้ เวลากลับจะได้ขนเงินกลับมาด้วย”
ล่าซูซูลงประชันยุทธ์ครั้งไหน มักจะมีล่าเจียวขนเงินไปวางเดิมพันด้วยทุกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็มักจะเป็นท่านแม่ของนางที่ชนะเสียด้วย แล้วเงินจะไปไหนได้
“มั่นใจในฝีมือมารดาของเจ้าเหลือเกินนะ!”
ล่าเจียวเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจ “แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าแม้ยามอยู่หน้าเตาหน้าจะมันแผล็บ ความงามเหลือน้อย แต่เมื่ออยู่บนสังเวียนแล้วละก็ ฮอตไม่มีใครเกิน”
ก่อนที่ล่าเจียวจะตื่นมาอยู่ในร่างนี้ ได้หลับนานไปถึงสามเดือนเต็ม ๆ ร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคใด เหมือนคนที่นอนหลับไปเท่านั้น
วันแรกที่รู้ว่าวิญญาณตัวเองได้โบยบินมาอยู่ที่ร่างของล่าเจียว แน่นอนว่ามันต้องมีทั้งความงุนงงและรับไม่ได้ ล่าเจียวไม่ยอมคุยกับท่านแม่เลย ไม่ยอมกินดื่มอะไรเลยนอกจากนอนน้ำตาไหลอยู่เงียบ ๆ กว่าจะทำใจยอมรับความจริงได้ เล่นเอาทั้งแม่ทั้งลูกผอมลงไปตาม ๆ กัน
แม้ตอนนี้ล่าซูซูจะพูดกับบุตรสาวราวกับว่าไร้ซึ่งความรักต่อกัน แต่นางรู้ดี สตรีผู้นี้รักบุตรสาวสุดหัวใจ
ทุกครั้งเวลาที่ล่าเจียวใช้ความรู้จากโลกที่จากมาหรือพูดภาษาที่นางไม่คุ้นเคย ล่าซูซูจะไม่สงสัยจะไม่ซักถามว่าล่าเจียวพูดถึงเรื่องอะไร เพียงแค่อธิบายความหมายของมันให้นางฟังเท่านั้น นางก็จะพยักหน้ารับเข้าใจอย่างทันที พร้อมกับเอ่ยคำพูดที่ว่า ‘ไม่เป็นไร ขอเพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น ไม่เป็นไร’ ลับหลังบุตรสาวเสมอ
“อยู่เป็น! เช่นนั้นทำซอสไปคนเดียวนะ แม่จะไปสมาคมแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
หากสโมสรฟุตบอลในโลกปัจจุบันสามารถทำให้เมือง ๆ หนึ่งมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นได้ บอกเลยว่าสมาคมจอมยุทธ์ก็ไม่ต่าง
ที่นี่ขายตั๋วเข้าชมการประลอง ทั้งยังเปิดรับสมัครชาวยุทธ์เข้าสู่สังกัดเพื่อรับงานจ้างต่าง ๆ มีกิจการเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้อยู่มากมาย ทั้งสำนักฝึก โรงหลอมอาวุธ ฐานฝึกซ้อมหรือแม้แต่จะเป็นสำนักปรุงโอสถ ไม่แปลกหากตงไฮ้จะมีระบบเศรษฐกิจที่เจริญกว่าเมืองอื่นหรือบางแคว้น
เจ้าเมืองตงไฮ้ได้รับการยกย่องจากฮ่องเต้แห่งแคว้นถังไฮ้เป็นอย่างมาก เพราะสมาคมจ่ายภาษีให้กับทางการปีหนึ่งมากมายหลายตำลึง ผู้ก่อตั้งสมาคมก็คือตระกูลไช่ ตระกูลที่ปกครองเขตตงไฮ้นั่นเอง
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ







