Masukบทที่ 5
สถานที่ตั้งและอาชีพ
ล่าเจียวอยู่แคว้นถังไฮ้มาได้สามเดือนแล้ว ที่นี่เป็นแคว้นเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจักรวรรดิจงกวาน ประชากรมีอยู่เพียงล้านเศษเท่านั้น หากเทียบกับคริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว แทบไม่ต่างอะไรจากเมือง ๆ หนึ่งเลย
การปกครองของที่นี่มีฮ่องเต้เป็นประมุขสูงสุด มีเจ้าเมืองปกครองอยู่สามเมืองใหญ่ ซีไฮ้ ตงไฮ้และหนานไฮ้ โดยมีเมืองหลวงอันเป็นที่ประทับของฮ่องเต้อยู่กึ่งกลางระหว่างสามเขตนี้
ซีไฮ้ทะเลตะวันตกปกครองโดยตระกูลซุน มีพื้นที่ราบลุ่ม ภูเขาน้อยใหญ่และมีฝนชุก ประชาชนสามารถปลูกข้าวพืชผักผลไม้ สามารถทำนาเกลือและเหมืองไข่มุก ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของแคว้นถังไฮ้
ตงไฮ้ทะเลตะวันออกปกครองโดยตระกูลไช่ เป็นที่ตั้งของสมาคมจอมยุทธ์แห่งถังไฮ้ ประชาชนที่อาศัยในเมืองนี้ส่วนมากจะเป็นชาวยุทธภพผู้ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจ ล่าซูซูชอบไปเยือนเมืองแห่งนี้มาก แต่ก็ไม่เคยลงหลักปักฐานจริง ๆ สักครั้ง
หนานไฮ้ทะเลใต้ปกครองโดยตระกูลซวี๋ แน่นอนว่าอาชีพหลักคือการทำประมง บ้านเรือนของประชาชนตั้งอยู่ตามเกาะน้อยใหญ่โดยมีเกาะที่ใหญ่ที่สุดอยู่สามเกาะ เหลาหู่ เฟิ่งหวง ป๋ายหลง
เล่ากันว่าชื่อของเกาะตั้งตามพื้นที่รูปทรงของเกาะ หากมองในมุมสูง จะเห็นว่ารูปทรงของเกาะเป็นดังสัตว์ทั้งสามชนิด
ล่าเจียวไม่ทราบว่าตนจินตนาการไม่ล้ำลึกพอหรือว่าแท้จริงแล้วรูปทรงของเกาะไม่ได้เป็นตามที่เล่าลือกันจริง ๆ เพราะสามเดือนที่อาศัยอยู่หนานไฮ้ นางยังมองไม่ออกเลยว่ามันเป็นเสือ ฟินิกส์ มังกรขาวได้อย่างไร อีกอย่างคือมังกรขาว มังกรมีหลายสีแล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นมังกรขาว
“ห้าว~วันนี้อากาศดียิ่ง”
เสียงหาวที่ดังขึ้นทำให้ล่าเจียวหลุดออกจากภวังค์ความคิด นางเอ่ยทักทายสตรีวัยสามสิบปลาย ๆ ที่กำลังเดินผมฟูออกมาจากเรือนนอน ชุดคลุมเนื้อบางกระโปรงสั้นเหนือเข่า แขนเสื้อข้างหนึ่งหลุดลงมาจากไหล่เผยไหล่ใสขาวเนียน การแต่งกายเช่นนี้คงไม่เหมาะหากอยู่เรือนตระกูลสามี
แต่เพราะที่เรือนแห่งนี้นอกจากสองแม่ลูกแล้วก็ไม่มีใครอาศัยอยู่อีกเลย ล่าซูซูจึงไม่ได้สนใจสายตาใครทั้งนั้น
“อะไรกัน เพิ่งตื่นเองก็ง่วงอีกแล้วหรือเจ้าคะ เป็นเจ้าครองเมืองไปแล้วหรือยัง”
ล่าเจียวไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’ แต่เลือกจะเอ่ยเย้าแหย่มารดาเป็นการต้อนรับเช้าวันใหม่แทน
“ถ้าข้านอนแล้วกินบ้านกินเมืองได้ก็คงดีสิ แล้วนี่จะทำซอสพริกอีกแล้วหรือ”
เอ่ยถามไปเช่นนั้น เพราะมือเรียวบางก็เอื้อมมาช่วยบุตรสาวอยู่ดี
พริกสีแดงที่โดนเด็ดข่วนแล้วถูกจัดใส่ในตะกร้าไม้สารแยกเอาไว้ เพื่อจะได้เตรียมล้างและแกะเม็ดออก จากนั้นค่อยสู่กระบวนการทำต่อไป
“กินไม่หมดอยู่แล้วก็ช่วยแปรรูปเขาหน่อย ข้าไปตีซี้ร้านเครื่องเทศได้แล้วนะเจ้าคะ เกาะเหล่าหู่กับเฟิ่งหวงยอมเอาซอสของเราลงร้านค้าแล้ว เหลือป๋ายหลงที่ยังจัดการไม่ได้”
ความเป็นมาก่อนที่จะเริ่มทำซอสพริก เรื่องของเรื่องคือนางกินพริกสดไม่ทัน ครั้นจะให้เอาไปตากแห้งแล้วบดเป็นพริกป่นไว้หมักกิมจิสูตรช่องสะใภ้เกาหลีในยูทูบอย่างเดียวมันก็กระไรอยู่ เลยลองผิดลองถูกทำซอสพริกดู ซึ่งลองผิดอยู่ตั้งนานกว่าจะได้ซอสพริกแสนอร่อยนี้มาได้ เล่นเอาซะแขนออกร้อนออกแสบไปทุกวัน
“อย่าให้เสียชื่อมารดาเล่า จัดการให้อยู่หมัดนะลูกแม่…หมั่นไส้”
สีหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันของล่าซูซูทำให้ล่าเจียวหลุดขำออกมา ใบหน้าของตัวต้นเรื่องผุดขึ้นมาในหัวทันที
เรื่องมันมีอยู่ว่าบุตรชายผู้ไม่เอาอ่าวของเหลาป่านเหนียง(1)ร้านเครื่องเทศบนเกาะป๋ายหลงเคยมาจีบล่าซูซูตอนที่ไปตั้งร้านขายบะหมี่อยู่ที่เกาะนั้นได้เพียงแค่สามวัน
นิสัยขี้ตื๊อของเขาไม่เป็นสองรองใคร อีกทั้งยังหน้าด้านหน้าทน สตรีเขาไม่เล่นด้วยก็ยังตามติดไม่เลิก มาตามวอแวล่าซูซูจนนางรำคาญ เลยได้เผยสกิลปากแซ่บด่าเขาไปจนเจ้าตัวหาทางกลับบ้านไม่ถูก
‘ไอ้ลูกแหง่ คิดอยากจะแต่งเมียก็เลิกแบมือขอเงินมารดาเจ้าให้ได้ก่อน งานการไม่ทำ เข้าแต่หอนางโลมไปวัน ๆ ตัวเองยังไม่มีปัญญาเลี้ยงดูแล้วมีหน้ามาขันอาสาขอเลี้ยงดูคนอื่น ถ้ามารดาเจ้ามีเงินเหลือเฟือนักก็เอาไปซื้อตะกร้าครอบหัวเวลาออกจากบ้านเถอะไป อยู่ไปก็รกโลก!’
คำพูดของล่าซูซูทำให้เหลาป่านเหนียงโกรธจนเป็นลม หนึ่งเลยคือนางรักบุตรชายมาก อีกอย่างที่บุตรชายของนางมีนิสัยเช่นนี้ทั้งหมดก็มาจากการเลี้ยงดูของนาง ด่าบุตรก็ไม่ต่างอะไรกับด่ามารดา
ดังนั้นเมื่อเหลาป่านเหนียงเห็นหน้าล่าซูซูที่ไหนเป็นได้ผรุสวาทใส่กันตลอดจนล่าซูซูเริ่มหมดความอดทน กลัวว่าจะเผลอลงไม้ลงมือกับสตรีแก่เสียก่อน ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจปิดร้านที่ป๋ายหลงมาเปิดร้านบะหมี่แค่ที่เหล่าหู่กับเฟิ่งหวงเท่านั้น
“ต้องได้อยู่แล้ว เชื่อมือข้าเถิด”
“จะรอดู ส่วนแบ่งเจ็ดส่วนกับสามส่วน…ไม่สิ! เก้าส่วนกับหนึ่งส่วนพอนะ”
ล่าเจียวพยักหน้ารับ ไม่ได้ตกใจเมื่อมารดากดส่วนแบ่งของคนร่วมทำธุรกิจด้วยราคาต่ำถึงเพียงนี้ ปกติแล้วร้านค้าที่นางนำของไปวางขายจะแบ่งส่วนแบ่งกันที่เจ็ดส่วนกับสามส่วนต่อหนึ่งขวด หรือก็คือแบ่งกำไรจากการขายให้นั่นเอง
และด้วยซอสพริกยังเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับคนที่นี่ ร้านค้าจะซื้อสินค้าจากนางมาขายก็เสี่ยงเกินไป จึงได้เป็นการฝากขายแล้วก็แบ่งกำไรให้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้นั่นเอง
ถามว่าทำไมนางไม่เปิดร้านขายเองเลยทั้ง ๆ ที่ยังสามารถเปิดร้านขายบะหมี่ได้
คำตอบคือขี้เกียจ!
อีกทั้งล่าซูซูก็เปิดร้านตามอารมณ์ นางเองก็ไม่ได้อยากทำอาชีพใดตายตัว มิสู้ไปฝากคนอื่นขาย
ล่าเจียวทำงานเพราะอยากฆ่าเวลาเท่านั้น ไม่ได้อยากสร้างธุรกิจใหญ่โตอะไร ไม่ได้อยากเป็นคนอายุน้อยร้อยล้าน ในหัวมันมีแค่ภารกิจกินเท่านั้น อีกทั้งก็ไม่ใจกว้างพอจะให้ใครรู้สูตรในการทำด้วย
“วันนี้ไม่เปิดร้านใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ดูจากการที่มารดาตื่นสายขนาดนี้ ล่าเจียวมั่นใจว่าลูกค้าคงได้รอเก้ออีกเป็นแน่ แล้วคำตอบก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อล่าซูซูพยักหน้ารับ
น้ำซุบบะหมี่ของล่าซูซูอร่อยมาก แต่จะเปิดร้านเฉพาะวันที่อยากขายเท่านั้น สองแม่ลูกไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน ต่อให้ไม่ทำงานก็ยังมีเงินจากท่านพ่อส่งมาให้อยู่ตลอด ซึ่งล่าซูซูไม่เคยใช้เงินจำนวนนั้นสักแดงเดียว มีเท่าไรก็เก็บเอาไว้ให้บุตรสาวเป็นสินเจ้าสาว
ทุกวันนี้ที่มีเงินกินเงินใช้ก็มาจากเงินรางวัลของผู้ชนะที่ล่าซูซูได้รับจากการประชันยุทธ์ที่สนามประลองของสมาคม ชนะครั้งหนึ่งไม่ใช่เงินน้อย ๆ ไหนจะเงินพนันที่ได้มาจากการตั้งวงอีก
“อีกไม่กี่วันท่านแม่คนงามของเจ้าจะขึ้นสังเวียนแล้ว ลงพนันเยอะ ๆ เล่า อย่างไรก็ต้องชนะให้ได้”
“หากท่านแม่มั่นใจข้าจะลงให้หมดหน้าตักเลย”
เรื่องพนันแน่นอนว่าท่านพ่อของล่าเจียวไม่ได้รับรู้ด้วย หากทราบว่าเงินที่ตนส่งให้บุตรสาวทุกเดือนถูกนำมาใช้ในทางนี้ล่ะก็…
ข้าโดนเอ็ดแน่
*****
เหลาป่านเหนียง ใช้เรียกหญิงจีนที่เป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นภรรยาของเถ้าแก่
บทที่ 130 ส้มส้มโต้วฟุพาภรรยากลับจวนตระกูลไช่ทำการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุดให้นางโดยไม่เรียกใช้สาวใช้ การกระทำนี้ทำเอาล่าเจียวมีความรู้สึกว่าเขากำลัง ‘ทำดีหวังผล’“พูดมาเถิดเจ้าค่ะฟูจวิน เอาใจข้าเช่นนี้กำลังห(จบวังผลอยู่ใช่หรือไม่”มือที่กำลังนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้นางอยู่ชะงัก ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มสมใจที่ต่อให้ล่าเจียวไม่หันไปมองก็รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นไรอยู่“ต่อให้วันนี้จะได้รับชัยชนะมา แต่ตามเนื้อตามตัวเจ้ามีรอยฟกช้ำแถมมาด้วย ฟูจวินเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”คนที่สนับสนุนให้นางเดินทางสายจอมยุทธ์นักประลองมีเพียงล่าซูซูเท่านั้น วันนี้มารดาของนางไม่ได้มาชมการประลองด้วยเพราะฮุ้ยจื้อมีสอบหน้าพระที่นั่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ล่าเจียวประลองยุทธ์ ต่อให้บิดามารดาไม่มาให้กำลังใจนางก็พอเข้าใจได้“กำลังจะขอให้ข้าเลิกการประลองยุทธ์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”ล่าเจียวเข้าสู่สายจอมยุทธ์มาได้สองปีแล้ว ประลอง 12 ครั้งชนะรวด ใช้ทั้งอาวุธธรรมดาไปจนถึงท่าไม้ตาย‘ไม้ตาย’ ที่ว่าเป็นการแช่แข็งตัวคู่ต่อสู้ให้ไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ นานทีนางจะแสดงวิชานี้ต่อหน้าผู้คน ถือว่าเป็นจุดขายที่ทำให้คนตีตั๋วเข้าชมเต็มทุกรอบ สร้างรายได้ให
บทที่ 129เมื่อห้าปีผ่านไปทุกคนมีสิ่งที่ต้องการทำในอนาคต ฮุ้ยจื้อเตรียมตัวสอบขุนนางในปีนี้ โต้วฟุเตรียมตัวขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลไช่แทนไช่หลุนซึ่งจะต้องรับตำแหน่งผู้นำเมืองตงไฮ้ต่อจากบิดา ส่วนล่าเจียวนั้น...“และผู้ชนะในวันนี้ก็คือเถี่ยล่าเจียวเจียว~”“เฮ!”เป็นจอมยุทธ์สาวผู้เลื่องชื่อ!เมื่อประกาศชัยชนะ เสียงผู้คนโดยรอบก็เฮสนั่นด้วยสมใจเป็นอย่างยิ่ง นาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเถี่ยล่าเจียวเจียว จอมยุทธ์สาวที่สามารถแช่แข็งคู่ต่อสู้ได้ด้วยการซัดลมปราณใส่“เฮ ท่านแมะ…” คำว่า ‘แม่’ หายไปในทันทีเมื่อถูกมือใหญ่ของผู้เป็นบิดาปิดปากเอาไว้ใบหน้างดงามกระซิบลงข้างหูเล็กของบุตรชายที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาถึงเจ็ดส่วน“ถังถั่ง อยู่ตรงนี้เรียกแม่ไม่ได้นะ”เด็กน้อยวัยสี่หนาวเชื่อฟังบิดายิ่งแล้ว ยกมือเล็กปิดปากตนเองไว้ พยักหน้าเชื่อฟังบิดาแต่โดยดี“ขอรับ ถังถั่งจะไม่เรียกว่ามะ…จอมยุทธ์เจียวเจียวเก่งที่สุดเลย”โต้วฟุเอ็นดูลูกน้อย หอมแก้มซาลาเปาฟอดใหญ่ แววตาที่มองร่างเล็กจ้อยมีแต่ความรักใคร่ฉายอยู่ในนั้น“เก่งมาก ให้กำลังใจเจียวเจียวอยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวเจียวเจียวก็ขึ้นมาแล้ว เมื่อนั้นถังถังจะเรียกเสียง
บทที่ 128คุณสามีคุณภรรยาเช้านี้เป็นเช้าแรกที่ล่าเจียวรู้สึกไม่อยากตื่นขึ้นมานั่ง ไม่อยากเดิน ไม่อยากขยับร่างกายเยอะ ด้วยเมื่อคืนเพิ่งผ่านประสบการณ์สุดวาบหวามกับสามีเขาไปหาเวลาศึกษาท่วงท่ามาจากไหน เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้“ตื่นแล้วหรือ…ฟอด~”ถามภรรยาด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะก้มลงหอมแก้มนางฟอดใหญ่ แขนแกร่งสอดเข้ากับเอวเล็กดึงนางเข้ามาใกล้มากขึ้น แนบกายเปลือยเปล่าเข้ากับร่างบาง ก่อนที่จะจุมพิตบนเปลือกตากลมโต“เหนื่อยเจ้าค่ะ”ดวงตากลมโตจับจ้องไปยังร่างกายท่อนบนของเขา หากไม่ได้เป็นสามีภรรยากัน นางก็คงไม่ทราบว่าภายใต้อาภรณ์เนื้อดีนั้นมีมัดกล้ามแข็งแกร่งซ่อนอยู่ที่สำคัญคือเขายังโตได้อีก ไม่อยากจะคิดสภาพตัวเองเมื่อถึงยามนั้น ยามค่ำคืนที่เขา…“หน้าแดงเชียว คิดอะไรทะลึ่งอยู่ใช่หรือไม่”โดนเขาจับได้ไม่พอยังโดนอีกฝ่ายพลิกตัวให้ขึ้นมานอนบนร่าง ล่าเจียวหลุดเสียงกรี๊ดออกมาแผ่วเบา แต่หลังจากนั้นเสียงก็เงียบหายไปเมื่อโดนริมฝีปากของสามีกลืนกินเสียงไปทั้งหมดแล้วเช้าวันนี้คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ทำกิจกรรมบนเตียงกันต่อโดยไม่สนใจเลยว่าหน้าเรือนหอนั้นกำลังมีบ่าวรับใช้ถืออ่างน้ำรออยู่ ติงตงที่มาหาเจ้านายแต่เ
บทที่ 127วิวาห์สายฟ้าไม่ฟาด“หนึ่ง....คำนับฟ้าดิน สอง....คำนับบิดามารดา สาม....คำนับกันและกัน ส่งตัวเข้าห้องหอ!”เพียงจบประโยคนี้เท่านั้นล่าเจียวก็มีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ร่างเล็กในชุดเจ้าสาวถูกพาตัวมาในห้องหอรอเจ้าบ้านร่ำสุรากับแขกเหรื่อ ปรกตินางไม่สวมเครื่องประดับหนักศีระอยู่แล้ว เมื่อสวมมงกุฏเจ้าสาวน้ำสามกิโลกรัมพลันมีความรู้สึกว่า…หัวจะแตกวันนี้ให้ได้เลยใช่ไหม หนักเว้ย!ป๋องแป๋ง ป๋องแป๋ง~“อันใดกัน บ่าวสาวยังไม่ทันได้เข้าห้องหอเลย มีคนมาก่อกวนแล้วเช่นนั้นหรือ”สาวใช้ตัวน้อยที่ถูกเลือกให้เป็นสาวใช้คนสนิทของฮูหยินน้อยคนใหม่เอ่ยขึ้นมาด้วยความฉงนการละเล่นอีกอย่างหนึ่งในพิธีแต่งงานคือการก่อกวนห้องหอของบ่าวสาว ทว่าตอนนี้เจ้าบ่าวยังไม่ได้เข้าห้องหอก็มีคนมาคอยแกล้งแล้ว หากสาวใช้นางนี้จะรู้สึกแปลกใจก็ไม่ผิดหรือเกอเกอสั่งให้คนมาแกล้งไปตามธรรมเนียมก่อน เข้าห้องหอจริง ๆ จะได้ไม่่โดนขัดจังหวะล่าเจียวเพิ่งมาตกผลึกได้ว่าสามีป้ายแดงของนางนั้นเจ้าเล่ห์ชอบวางแผนเป็นที่สุด เขาตบตาทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท่านย่าของเขา การที่นางได้เข้าพิธีแต่งงานกับเขาในวันนี้แท้จริงแล้วคือความมุมานะของเขาทั้งส
บทที่ 126 สิ่งที่อยากจะทำเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วหลังจากที่ร่วมรับประทานอาหารกับแขกเหรื่อเสร็จ ญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุและล่าเจียวก็ทำการพูดคุยเรื่องพิธีสำคัญที่เชื่อมสองตระกูลเอาไว้ด้วยกัน ส่วนเจ้าของงานทั้งสองคนนั้นได้เดินจับมือกันมานั่งเล่นที่เรือนไผ่ สถานที่โปรดของคนทั้งสอง“เกอเกอรู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ กับการเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบตามที่สังคมกำหนดเอาไว้”โต้วฟุยิ้ม เอ่ยตอบอย่างที่ใจรู้สึกมาตลอด“รู้สึกดีเป็นที่สุด เรื่องดีของการได้สวมกวานแล้วคือแต่งเจ้าเข้าจวนได้ ตรงข้ามกัน การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำให้รู้สึกว่าไหล่ทั้งสองข้างหนักมาก”ล่าเจียวพยักหน้าเข้าใจไม่แปลก กิจการร้านค้าเยอะขนาดนี้แต่ช่วยกันดูแลไม่กี่คนเท่านั้น หรือข้าจะต้องมีลูกให้เขาเยอะ ๆ แต่ว่าหากมีลูกเยอะแล้วจะแย่งสมบัติกันเองไหมนะท่าทางครุ่นคิดของล่าเจียวทำหว่างคิ้วทั้งสองมุ่นเข้าหากัน โต้วฟุจึงยื่นมือไปช่วยคลายปมตรงหว่างคิ้วให้“คิดอันใดอยู่ เหตุใดทำหน้าเครียดเชียว”“อ้อ แค่กำลังคิดเจ้าค่ะว่าจะมีบุตรให้ท่านกี่คนดี ต้องสอนลูกอย่างไรลูกถึงจะได้ไม่ทะเลาะกัน”นางก็วางแผนถึงอนาคตของเราหรือนี่“สองคนดีหรือไม่ ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง บ
บทที่ 125สวมกวานครั้งแรกสามเดือนผ่านไปพิธีการที่โต้วฟุเฝ้ารอมาตลอดสุดท้ายก็มาถึง โดยปรกติแล้วฝ่ายชายมักรอฝ่ายหญิงปักปิ่น มีเพียงล่าเจียวเท่านั้นที่รอฝ่ายชายเข้าพิธีสวมกวานในห้องโถงยามนี้มีญาติผู้ใหญ่ของโต้วฟุอยู่รายล้อม ล่าเจียวและครอบครัวตระกูลช่านได้รับเกียรติให้อยู่ในพิธีการนี้ด้วย ผู้ที่จะทำการสวมกวานให้แก่โต้วฟุคือเจ้าเมืองไช่ช่านจิ่งผู้เป็นบิดา“คุณชายเล็กมาถึงแล้ว”ทุกคนอยู่ในความสงบ สายตามองไปยังประตูรอรับการมาของเจ้าของงานในวันนี้ ฝ่าเท้าภายใต้รองเท้าปักเย็บเป็นลวดลายเต่าสัญลักษณ์ประจำตระกูลไช่ไม่นานร่างสูงในชุดสีดำปักดิ้นลายเมฆาก็ได้ก้าวเข้ามาในห้องโถงเต็มร่าง ดวงตาคู่งามกวาดสายตามองคนในห้องโถง“เจอแล้ว” ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่ที่สตรีใบหน้าน่ารักในชุดสีชมพูอ่อนดูน่ารักสมวัยเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมา ล่าเจียวก็ส่งยิ้มหวานให้เขา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเจินที่เห็นเช่นนั้นก็กลอกตามองไปทางอื่นเพียงแค่นึกถึงถ้อยคำด่ากราดอย่างรุนแรงของพี่สาวเมื่อสองเดือนก่อน ใจก็ร้อนรุ่มดังถูกไฟสุม ยามนั้นนางมาหาพี่สาวที่จวนตระกูลไช่เพราะได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าประกาศว่าคุณชายเล็กมีคู่หมายอย่างเป็นทางการ







