Masukเช้าวันนี้ บรรยากาศในสวนดูจะตึงกว่าทุกวันที่ผ่านมา แดดเจ็ดโมงเช้าเริ่มแรงขึ้นตามลำดับ ตะวันยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยคุณนายดูแลสวนดอกไม้ ช่วยเอาต้นไม้ใหม่ลงดิน รวมไปถึงการถือร่มคันยักษ์เมื่อคุณนายต้องลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตัวเอง แต่ที่ต่างไปจากทุกวันก็คือ วันนี้คุณนายสายสมรดูจะถามคำตอบคำ แถมยังจิ้มพลั่วลงดินด้วยจังหวะที่รุนแรงกว่าปกติ
“วันนี้คุณนายเป็นอะไรรึเปล่าคะ ดูเครียดแต่เช้าเลย หรือว่า หมูปิ้งเมื่อคืนทำพิษเหรอคะ”
ตะวันแกล้งเอ่ยแซวเพื่อทำลายความเงียบ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือน้ำเสียงเรียบเฉยที่ฟังดูไม่คุ้นหูเอาซะเลย
“เปล่า”
คำตอบสั้นกุดจนตะวันสะดุ้ง
“ถ้าไม่ได้หงุดหงิดอะไร ทำไมหน้านิ่วคิ้วขมวดขนาดนั้นคะ ดูสิ ดอกไม้ในสวนวันนี้เหี่ยวไปด้วยเลย”
สายสมรวางพลั่วลง พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันมามองหน้าหญิงสาวที่ยืนทำหน้าซื่ออยู่ข้างกัน
“เมื่อเช้ามืดฉันไปตลาด” สายสมรเกริ่นด้วยน้ำเสียงเบาหวิว
“ค่ะ แล้วไงคะ” ตะวันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันเห็นเธอคุยกับลูกสาวร้านขายปุ๋ยที่หน้าตลาด คุยอะไรกันนานสองนาน เธอสนิทกับเค้าเหรอ”
ตะวันกลอกตาไปมาช้า ๆ เหมือนกำลังครุ่นคิด แล้วก็อุทานออกมา
“อ๋อออออ ยัยหนูนาเหรอคะ เธอมาถามว่าช่วงนี้ว่างมั้ย ทำงานอะไรรึเปล่า เธอจะชวนไปกินไอติมค่ะ”
“แล้วเธอตอบว่ายังไง?” สายสมรถามทันควัน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“ฉันก็ตอบว่า...” ตะวันลากเสียงยาวอย่างนึกสนุก เมื่อเริ่มจับอาการบางอย่างของคนตรงหน้าได้ “อาจจะว่างน้า ถ้าวันนี้ไม่มีงานอะไรที่ต้องทำล่วงเวลา”
“หึ งานล่วงเวลางั้นเหรอ?” สายสมรแค่นหัวเราะ “เธอคงเบื่องานที่ต้องทำกับฉันเต็มทีสินะ ถึงได้อยากไปกินของหวานกับเด็กวัยรุ่น”
ตะวันคลี่ยิ้มมุมปากเบา ๆ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายหน้าตาบึ้งตึงมากกว่าเดิม เธอกลับชอบใจในท่าทีนั้น
“คุณนาย... นี่อย่าบอกว่าคุณกำลังหึงฉันนะคะ” ตะวันถามออกมาตรง ๆ พร้อมรอยยิ้มกริ่ม
“เพ้อเจ้อ!” สายสมรรีบสะบัดหน้าหนี “ฉันแค่ไม่อยากให้คนสวนจำเป็นของฉันเสียสมาธิ งานปลูกดอกไม้ต้องใช้ความประณีต ถ้าใจเธอไปอยู่ที่ร้านไอติม ดอกไม้ฉันก็ตายพอดี”
“เหรอคะ? ถ้าเหตุผลแค่นี้ คุณนายคงไม่กระฟัดกระเฟียดแต่เช้ามั้งคะ ดูสิ หน้าแดงหมดแล้ว ร่มก็ออกจะคันใหญ่ คงไม่ใช่เพราะแดดแน่ ๆ โกรธอะไรขนาดนี้คะ หืม”
ตะวันแกล้งขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่ชนไหล่
สายสมรนิ่งไป ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมีความขัดเขินปนหวานจาง ๆ เธอเอ่ยเสียงเบาราวกับพึมพำคนเดียว
“ฉันแค่...ไม่ชอบให้คนของฉัน ไปสนิทสนมกับคนอื่นแบบนั้น” สายสมรเอ่ยตะกุกตะกัก หลุบสายตาลงต่ำ ไม่กล้ามองคนเด็กกว่า
“คนของคุณนายเหรอคะ?” ตะวันทวนคำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ “ไม่ยักรู้แฮะ ว่าฉันเป็นของคุณนายแล้ว”
คราวนี้สายสมรเงยหน้าขึ้นสบตา สายตาที่เคยดูนิ่งเฉยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น
“ตั้งแต่วันที่เธอเข้ามาที่นี่ ตั้งแต่ที่เธอยอมรับข้อแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ที่เธอพาฉันไปเดินตลาด ตั้งแต่ที่เธอได้เห็นใบหน้าของฉันแบบที่ไม่ต้องใส่หน้ากาก ทั้งหมดนั่นก็ถือว่าเธอเป็นคนของฉันแล้ว”
ตะวันนิ่งอึ้ง คำพูดของคุณนายเหมือนเป็นการประกาศอาณาเขตที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา ความรู้สึกที่มากกว่านายจ้างกับลูกจ้างมันเบ่งบานขึ้นเร็วกว่าดอกคุณนายตื่นสายเสียอีก
แต่ก่อนที่ตะวันจะได้พูดอะไรต่อ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงตะโกนที่ทำเอาทั้งคู่สะดุ้ง
“ตะวัน! อยู่ในบ้านคุณนายรึเปล่า แม่สร้อยให้มาตามไปอยู่ร้าน กลับไปเฝ้าร้านเดี๋ยวนี้เลย”
เสียงของเด็กผู้ชายวัยประถมที่อยู่แถวบ้านตะวัน มาตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านของคุณนาย เมื่อได้ยินประโยคนั้น ตะวันถึงกับขมวดคิ้ว
“สงสัยแม่จะรู้เรื่องที่ฉันมาบ้านคุณนายบ่อย ๆ แล้วล่ะ”
สายสมรมองไปทางประตูรั้วด้วยสายตากังวล เธอรู้ดีว่าในตลาดแห่งนี้ ความลับไม่มีในโลก และความสัมพันธ์ระหว่าง 'คุณนายเจ้าของตลาด' กับ 'ลูกแม่ค้า' อาจกลายเป็นหัวข้อซุบซิบที่แผดเผายิ่งกว่าแสงแดด
“ไปเถอะ” สายสมรเอ่ยพลางก้มหน้าลงพรวนดินต่อ “แม่เธอตามแล้ว”
“แล้วคุณนาย...” ตะวันมองอีกฝ่ายด้วยสายตาละห้อย เธอไม่ได้อยากทิ้งอีกฝ่ายไว้คนเดียว แต่ก็ไม่อยากขัดคำสั่งแม่เช่นกัน เพราะตะวันเองก็รู้ดีว่า ระหว่างเธอและคุณนายสายสมร ยังไม่มีคำตอบใดที่ชัดเจน
แม้แต่เรื่องความสัมพันธ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้
“ฉันจัดการตัวเองได้... ร่มเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ”
ตะวันพยักหน้าแล้วเดินออกจากรั้วบ้านไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอหันกลับไปมองเห็นสายสมรนั่งอยู่เพียงลำพังภายใต้ร่มคันใหญ่กลางสวนกว้าง
ภาพนั้นดูเงียบเหงาอย่างจับใจ ตะวันรู้ดีว่าแสงแดดข้างนอกรั้วอาจจะร้อนแรง แต่ความจริงของสังคมที่เธอกำลังจะไปเจอนั้น... อาจจะแรงยิ่งกว่า และมันพร้อมแผดเผาได้ทุกเมื่อ
ที่สำคัญคือ ตะวันไม่ได้ห่วงตัวเอง
เธอเป็นห่วงคุณนายมากกว่า หากมีใครมาพูดจาทำลายเกียรติผู้หญิงคนนี้ ตะวันคงทนไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อเสียงรถมอเตอร์ไซค์ของตะวันลับหายไปพร้อมกับเงาของเด็กชายตัวเล็ก สายสมรยังคงนั่งนิ่งอยู่บนม้านั่งตัวเดิม ร่มคันใหญ่ที่ตะวันวางทิ้งไว้ข้าง ๆ ดูไร้ประโยชน์ในทันที เพราะแสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว แต่ความรู้สึกภายในใจของสายสมรกลับร้อนรุ่มอย่างประหลาด
หญิงสาววางช้อนพรวนดินลงข้างตัวช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามที่เริ่มมีเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่ง เธอสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นดินและกลิ่นดอกไม้ที่เคยทำให้เธอรู้สึกสงบ บัดนี้กลับมีกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของตะวันที่ทิ้งไว้ในอากาศ
“คุณนายเจ้าของตลาดกับลูกแม่ค้า...”
สายสมรพึมพำกับตัวเองเบา ๆ รอยยิ้มขมขื่นผุดขึ้นที่มุมปาก คำซุบซิบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ เธอได้ยินมาตั้งแต่เด็กจนโต และเธอรู้ดีว่ามันสามารถทำลายชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งให้ป่นปี้ได้ในพริบตา
แต่แปลก...แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวเหมือนเมื่อก่อน แทนที่จะรีบคิดหาวิธีปกป้องตัวเองจากสายตาและคำพูดของคนอื่น เหมือนอย่างที่เธอเคยทำมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
วันนี้สายสมรกลับรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องปล่อยให้ตะวันกลับไปเผชิญหน้ากับโลกภายนอกเพียงลำพัง ความรู้สึกหงุดหงิดที่มาพร้อมกับความไม่สบายใจที่แล่นเข้าจับหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เธอหันไปมองร่มคันใหญ่ที่วางอยู่ข้าง ๆ มันเป็นร่มคันเก่าที่ตะวันใช้บังแดดให้เธอในวันแรก ๆ ที่มาที่นี่ ร่มที่เคยเป็นเกราะป้องกันร่างกาย แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องที่ตะวันมีให้เธอมากกว่า
และไม่ใช่แค่ร่างกาย... แต่คือหัวใจ
สายสมรเอื้อมมือไปลูบไล้ด้ามร่มอย่างแผ่วเบา เธอจำได้ว่าตะวันเคยยืนกางร่มให้เธอท่ามกลางแสงแดดจ้า มือเล็ก ๆ ที่กุมร่มไว้แน่น มือที่สั่นเทาเพราะความกลัวว่าคุณนายจะร้อน ใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
นึกถึงคำพูดของตะวันที่บอกว่า
“ฉันจะช่วยคุณนายดูแลสวนดอกไม้อย่างเต็มที่ แล้วก็จะคอยอยู่เป็นเพื่อนเพื่อดูดอกคุณนายตื่นสายบานไปพร้อมกัน”
สายสมรหลับตาลง ภาพของตะวันในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวคลุมทับ ผมสั้นประบ่าที่มักจะปลิวไหวเมื่อลมพัด ใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาที่เปล่งประกายด้วยความจริงใจ รอยยิ้มสว่างไสวราวกับดวงตะวันจริง ๆภาพเหล่านั้นฉายชัดอยู่ในห้วงความคิดของเธอไม่มีที่สิ้นสุด
เธอรู้ดีว่าสังคมตลาดที่ตะวันอยู่ไม่ได้ใจดีเหมือนกับโลกส่วนตัวในบ้านของเธอ หากเรื่องราวของทั้งคู่ถูกลือกระฉ่อนออกไป หรือมีการเสริมเติมแต่ง ตะวันจะต้องเป็นฝ่ายที่โดนหนักกว่าเธออย่างแน่นอน เพราะตะวันเป็นเพียงลูกแม่ค้าคนหนึ่ง ขณะที่เธอคือคุณนายเจ้าของตลาดผู้มีอำนาจ
แต่สิ่งที่ทำให้สายสมรประหลาดใจที่สุดคือ แทนที่จะรู้สึกอยากตัดขาดเพื่อปกป้องตัวเองจากคำครหานินทา เธอกลับรู้สึกอยากปกป้องตะวันมากกว่า
อยากปกป้องรอยยิ้มสดใส อยากปกป้องดวงตาที่จริงใจคู่นั้น ความกลัวต่อสายตาคนอื่นที่เคยเป็นเหมือนกำแพงสูงที่กั้นเธอออกจากโลกภายนอก บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความกลัวว่าตะวันจะต้องเจ็บปวดเพราะเธอ
สายสมรไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะสามารถแคร์ใครได้มากเท่านี้ แคร์จนถึงขั้นที่ยอมที่จะก้าวออกจากร่มเงาที่คุ้นเคย เพื่อยืนเคียงข้างอีกคนในแสงแดดจ้าที่เธอเคยหวาดกลัว
ฉันจัดการตัวเองได้
สายสมรนึกถึงประโยคสุดท้ายที่เอ่ยบอกกับคนเด็กกว่า เธอรู้ดีว่าคำยืนยันหนักแน่นนั้นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด
สายสมรลืมตาขึ้นมองดอกคุณนายตื่นสายที่บานสะพรั่งเต็มสวน มันยังคงชูช่อรับแสงแดดสุดท้ายของวันอย่างงดงาม เธอนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบงัน แต่หัวใจของเธอไม่ได้เงียบงันอีกต่อไป
แสงแดดที่เคยแผดเผา ตอนนี้กลับดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
ต้นคุณนายตื่นสาย ไม่เจอแดดก็คงเฉาตาย
ฉันก็คงเหมือนกัน ถ้าปล่อยให้ดวงตะวันดวงนี้หลุดมือไป ชีวิตของฉันอาจจะต้องเงียบเหงาไปตลอดชีวิต
เย็นวันเสาร์ที่อากาศเป็นใจ สายสมรตัดสินใจทำเรื่องที่ท้าทายที่สุดในชีวิตนั่นคือการ เข้าครัวปกติหน้าที่นี้จะเป็นของป้าจันทร์หรือไม่ก็ตะวัน แต่วันนี้คุณนายคนสวยยืนกรานว่าอยากจะทำมื้อพิเศษตอบแทนตะวันที่เหนื่อยกับการคิดโปรเจกต์ปรับปรุงตลาดใหม่มาทั้งอาทิตย์“พี่แน่ใจนะคะว่าไม่อยากให้ตะวันช่วย”แฟนเด็กของสมรยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องครัว มองดูคุณนายในชุดผ้ากันเปื้อนลูกไม้สีหวานที่ดูขัดกับมีดทำครัวในมือซะเหลือเกิน“แน่ใจค่ะ! ตะวันไปนั่งรอที่โต๊ะเลย พี่อ่านสูตรมาอย่างดี วันนี้เราจะกินแกงส้มชะอมกุ้งฝีมือสายสมรกันค่ะ”สายสมรตอบด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น แม้จะดูเก้ ๆ กัง ๆ ตอนหยิบหอมแดงขึ้นมาปอกก็ตามและผ่านไปเพียงสิบนาที“โอ๊ย!”เสียงอุทานเบา ๆ ทำให้ตะวันที่แอบลุ้นอยู่ห่าง ๆ ต้องรีบพุ่งตัวเข้าไปหาทันที“เป็นอะไรคะ มีดบาดเหรอ?” ตะวันคว้ามือเรียวมาดูด้วยความตกใจ“เปล่าค่ะ พี่แค่แสบตา หอมแดงนี่ไม่น่ารักเลยนะคะ ทำพี่ร้องไห้”สายสมรตอบพลางขยี้ตาจนแดงก่ำ น้ำตาคลอเบ้าดูน่าเอ็นดูเสียจนตะวันหลุดขำ“โถ่พี่สมร มาค่ะ มานี่เลย ตะวันทำเองดีกว่า พี่ไปเป็นลูกมือคอยชิมรสก็พอ”ตะวันแย่งมีดมาถือไว้เองอย่างแคล่วคล่อง เธอเร
แสงแดดยามบ่ายที่เคยแผดเผาดูจะอ่อนแรงลงเมื่อลอดผ่านม่านลูกไม้สีนวลเข้ามาในห้องนั่งเล่นส่วนตัวของคุณนายสายสมร กลิ่นหอมสะอาดของน้ำมันสกัดจากดอกมะลิอบอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับเสียงเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่เปิดคลอไว้เพื่อสร้างความผ่อนคลายบนโซฟากำมะหยี่ตัวยาว สายสมรเอนกายพิงหมอนใบนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมพริ้วไหว เธอหลับตาลงพริ้ม ปล่อยให้ความเครียดเรื่องงานที่แบกมาทั้งอาทิตย์มลายหายไป เพียงเพราะสัมผัสจากมืออุ่น ๆ ของคนข้างกาย“ผ่อนคลายนะคะที่รัก พี่อย่าเกร็งนะ”ตะวันนั่งอยู่บนพรมที่พื้นข้างโซฟา เธอกำลังใช้หัวแม่มือนวดคลึงไปตามฝ่าเท้าเรียวสวยของคุณนายอย่างเบามือ สลับกับน้ำหนักที่มั่นคงในจุดที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายมักจะปวดเมื่อยจากการสวมรองเท้าส้นสูงเดินเก็บค่าแผง“อืม...ตะวันนวดเก่งจังเลย ไปหัดมาจากไหน”สายสมรครางพึมพำทั้งที่ยังหลับตา รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าสวย“ตะวันดูจากยูทูบค่ะ บางครั้งก็ถามแม่สร้อยเอาบ้าง” ตะวันเงยหน้าขึ้นมายิ้มแป้น แววตาเต็มไปด้วยความทะนุถนอม “ก็พี่เอาแต่ทำงาน ถ้าตะวันไม่ดูแล ใครจะดูแลคะ”ตะวันค่อย ๆ เลื่อนมือนวดขึ้นมาถึงช่วงน่อง กดเน้นเบา ๆ ตามจุดสะท้อนกลับที่ช่วยให้ระบบห
ค่ำคืนในบ้านหลังโตเงียบสงัดกว่าปกติ ป้าจันทร์ลากลับไปพักผ่อนที่บ้านพักด้านหลังตั้งแต่หัวค่ำ ทิ้งให้พื้นที่กว้างขวางมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบา ๆ และเสียงลมพัดใบไม้ไหวกระทบหน้าต่างภายในห้องนอนใหญ่ของคุณนายสายสมร เทียนหอมอโรม่ากลิ่นลาเวนเดอร์และกุหลาบอบอวลไปทั่วห้อง แสงจากดวงจันทร์สีนวลนิ่งที่ลอดผ่านม่านลูกไม้เข้ามาทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายกว่าที่เคยเป็นสายสมรนั่งอยู่บนเตียงกว้างในชุดนอนผ้าไหมสายเดี่ยวสีแชมเปญ ผิวขาวละเอียดของเธอสะท้อนกับแสงสลัวดูราวกับสลักจากหินอ่อนชั้นเลิศ มือเรียวสวยกำลังลูบไล้โลชั่นลงบนแขนอย่างใจเย็น แต่ทว่าดวงตาคมกลับคอยชำเลืองมองไปที่ประตูห้องน้ำที่เพิ่งเปิดออกตะวันก้าวออกมาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้ม ผมสั้นประบ่าของเธอเปียกชื้นเล็กน้อยหยดน้ำเกาะตามลำคอระหงและไหปลาร้าดูมีเสน่ห์แบบดิบ ๆ ตามสไตล์หญิงสาวชาวตลาดที่ตอนนี้ดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ” ตะวันเอ่ยเสียงนุ่มพลางเดินเข้ามาช้า ๆสายสมรวางขวดโลชั่นลงพลางยกยิ้มที่มุมปาก“พี่รอคนแถวนี้มาเป่าผมให้ค่ะ หรือว่า...เราจะทำอย่างอื่นกันดีล่ะ”คำพูดกึ่งเชิญชวนนั้นทำให้ตะวันหน้าร้อนผ่าว เธอเดิ
เช้าวันอาทิตย์ที่แสนสดใส อากาศในต้นฤดูหนาวพัดพาความเย็นสบายมาสู่บ้านหลังใหญ่ท้ายซอย แต่ที่แตกต่างไปจากทุกวันคือความคึกคักที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก่อนรุ่งสางสวนดอกไม้ฝั่งซ้ายที่เคยรกร้าง บัดนี้กลายเป็นทุ่ง คุณนายตื่นสาย หลากสีสันที่ชูช่อรอรับแสงอรุณ เพื่อเป็นประจักษ์พยานให้กับงานทำบุญใหญ่และพิธีเปิด สวนตะวันของคุณนาย อย่างเป็นทางการกลิ่นหอมของอาหารคาวหวานตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ป้าจันทร์หัวเรือใหญ่ของงานกุลีกุจอจัดเตรียมอาสนะสงฆ์ โดยมีตะวันในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา กางเกงผ้าสแล็คสีครีม ดูภูมิฐานผิดหูผิดตา คอยช่วยยกถังน้ำแข็งและจัดเรียงเก้าอี้อย่างคล่องแคล่ว“ตะวัน มาช่วยแม่ยกถาดขนมตรงนี้หน่อย มัวแต่ไปยืนเก๊กหล่ออยู่หน้าสวนนั่นแหละ”เสียงของแม่สร้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างท้วมที่เดินออกมาจากครัว วันนี้แผงขนมของแม่สร้อยที่ตลาดมนตรีหยุดการขายหนึ่งวัน และยกอุปกรณ์ทุกอย่างมาที่บ้านคุณนายเพื่อทำขนมเลี้ยงแขกในงานวันนี้“มาแล้วจ้ะแม่ วันนี้ใส่ผ้าซิ่นสวยจังเลยนะจ๊ะ ตัวนี้คุณนายซื้อให้ใช่มั้ย” ตะวันเย้าแหย่พลางเข้าไปโอบไหล่แม่แม่สร้อยสะบัดหน้าหนีแต่แอบยิ้มมุมปาก “เออ...ของดีก็ต้องใส่สิ เดี๋ยวจะเสียห
หลายสัปดาห์ผ่านไป พื้นที่รกร้างฝั่งซ้ายของบ้านหลังใหญ่ถูกพลิกฟื้นจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ตะวันใช้หยาดเหงื่อและแรงกายทั้งหมดที่มีเนรมิตให้มันกลายเป็น อาณาจักรของคุณนายตื่นสาย อย่างที่เธอฝันไว้แผงไม้ไผ่ถูกยกขึ้นเป็นชั้นวางกิ่งพันธุ์ที่จัดเรียงตามเฉดสีอย่างสวยงาม ป้ายไม้เขียนด้วยลายมือบรรจงว่า สวนตะวันของคุณนาย ตั้งตระหง่านอยู่หน้าทางเข้าแต่ในขณะที่ดอกไม้กำลังชูช่อรับแสงแดดจัดจ้า ความสัมพันธ์ระหว่างคุณนายสายสมร กับตะวัน ดูเหมือนจะหลบอยู่ในร่มเงาที่มืดครึ้มกว่าเดิมสายสมรยืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง มองลงมายังเบื้องล่าง เธอเห็นเงาร่างของตะวันในชุดเสื้อยืดสีซีดและหมวกปีกกว้างใบเก่า กำลังง่วนอยู่กับการผสมดินอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เช้ามืดตะวันแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมามองที่หน้าต่างห้องนอนของเธอเหมือนแต่ก่อน ไม่มีการส่งสายตาหวานซึ้ง หรือเดินเข้ามาขอออดอ้อนกินน้ำเย็น ๆ จากมือเธอความภาคภูมิใจในตัวหญิงสาวคนนี้มีอยู่เต็มอก แต่ความอ้างว้างกลับมีมากกว่า“คุณนายคะทานมื้อเช้าเถอะค่ะ เดี๋ยวจะเย็นหมด” ป้าจันทร์เอ่ยเรียกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ตะวันล่ะป้า เข้ามาทานข้าวรึยัง?” สายสมรถามโดยไม่ละสายตาจากสวน“น้องบอกว่
มื้อเที่ยงที่แผงขนมวันนั้นจบลงด้วยความอิ่มเอมใจ แต่มันกลับทิ้งตะกอนบางอย่างไว้ในใจของตะวันความรักที่เบ่งบานกลางตลาดมนตรีกลายเป็นข่าวใหญ่ที่แพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แม้คุณนายสายสมรจะประกาศกร้าวเพื่อปกป้องเธอเพียงใด แต่ความจริงที่ว่า ลูกแม่ค้า กับ เจ้าของตลาด มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ก็ยังเป็นสิ่งที่สังคมรอบข้างหยิบมาเคี้ยวซ้ำอย่างสนุกปากสามวันต่อมา บรรยากาศในตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติในสายตาคนนอก แต่สำหรับตะวัน มันคือการเผชิญหน้ากับความอึดอัดรูปแบบใหม่ ขณะที่เธอกำลังก้มหน้าล้างถ้วยขนมอยู่หลังร้าน เสียงซุบซิบจากกลุ่มแม่ค้าที่ยืนอยู่หน้าแผงขายผลไม้ก็ลอยมาเข้าหู“ฉันล่ะอิจฉาคนมีความรักจริงจริ๊ง ตั้งแต่มีแฟนรวย หน้าตาก็อิ่มเอิบจริงเชียว” แม่ค้าคนหนึ่งเปรยขึ้น“ก็แน่ล่ะสิ มีบ่อเงินบ่อทองให้เกาะขนาดนั้น ไม่ต้องตื่นมาโม่แป้งเองยังได้เลยมั้ง ป่านนี้คุณนายคงประเคนเงินให้ใช้ไม่ขาดมือ แผงขนมนี่ก็เปิดบังหน้าไปงั้นแหละ ใครจะไปรู้...ลับหลังอาจจะอ้อนเอาโฉนดที่ดินไปกี่ใบแล้วก็ไม่รู้”ตะวันชะงักมือที่กำลังขัดถ้วยขนม ความร้อนวูบแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความละอายที่เธอไม่ได้ก่อ







