Masuk“เมื่อกี้ไอ้สวะนั่นมันพูดถึงของขวัญ... ของขวัญอะไร? ผมว่าไม่น่าใช่ของขวัญดีๆ แน่”
เขตต์นทีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้น ราวกับครูฝ่ายปกครองที่กำลังซักไซ้นักเรียนที่ทำความผิด แววตาของเขาจ้องมองเธออย่างไม่ลดละ
อาภาไม่อยากให้เรื่องยืดยาวและบานปลายไปมากกว่านี้ หล่อนจึงตัดสินใจตัดบท
“ไม่มีอะไรหรอก... มันคงพูดไม่รู้เรื่องเองแหละ”
เขตต์นทีจ้องหน้าหญิงสาว สายตาคู่นั้นดูนิ่งเยือกเย็นแต่กลับซ่อนพลังบางอย่างที่ทำให้น่าเกรงขามจนอาภาต้องเป็นฝ่ายหลบตา ก่อนที่เขาจะย่อตัวลงไปนั่งซ่อมซิงค์ล้างจานตามเดิม
ทว่า อาภาไม่ได้รู้สึกโล่งใจอย่างที่ควรจะเป็น อาการนิ่งเฉยของเขาบอกให้รู้ว่า... เขาคงโกรธ
“ฉันไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนเพราะฉัน” หล่อนพูดเสียงแผ่ว
เขตต์นทีถอนหายใจยาว ก่อนจะวางท่อและอุปกรณ์ซ่อมลงกับพื้นเสียงดัง 'เคร้ง'
“ผมเห็นไอ้สองตัวนี่ขี่มอเตอร์ไซค์มาวนเวียนอยู่แถวบ้านคุณสองสามวันแล้ว... ก็แล้วแต่นะ ถ้ามีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น ผมถือว่าผมพยายามช่วยคุณแล้วแต่คุณไม่ร่วมมือเอง ยังไงก็อย่าให้พี่ต่ายหรือผมต้องมาพลอยซวยกับความไม่สู้คนของคุณก็แล้วกัน”
เขาพูดจบก็หันกลับไปสนใจงานซ่อมตรงหน้าต่อ ทิ้งให้อาภายืนหน้าถอดสีอยู่กลางร้าน ความเงียบอึดอัดโรยตัวลงมาอีกครั้ง พร้อมกับความจริงที่หล่อนพยายามหนีมาตลอด... ว่าเรื่องวุ่นวายจากกรุงเทพฯ ได้ตามมาถึงที่นี่แล้ว และกำลังจะทำให้คนบริสุทธิ์รอบตัวเธอต้องเดือดร้อน
อาภาหยิบกล่องใบหนึ่ง ที่มีโลโก้ของบริการส่งสินค้า แต่มันไม่ได้ถูกส่งผ่านบริษัทใดๆมา เพราะไม่มีชื่อผู้รับบนกล่อง มันถูกนำมาวางไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และอาภาก็ได้เห็นเปิดมันออกครั้งแรกตอนที่มาเปิดร้านเมื่อเช้า
ตอนนี้หล่อนวางมันใกล้ๆเขตต์นที
"นี่ค่ะ... สิ่งที่คุณอยากรู้" หล่อนพูดพลางวางกล่องใบนั้นลงบนเคาน์เตอร์ใกล้ๆ มือของเขตต์นที"มันถูกเอามาวางทิ้งไว้ น่าจะตั้งแต่ก่อนร้านเปิด พอฉันมาเห็นเข้าก็เลยลองเปิดดู..."
เขตต์นทีละสายตาจากซิงค์ล้างจาน ดึงกล่องเข้ามาใกล้ก่อนจะเปิดฝาออก และสิ่งที่เห็นข้างในก็ทำเอาชายหนุ่มหน้านิ่งถึงกับตะลึงวูบ
ภายในกล่องคือตุ๊กตาสัตว์ดีไซน์ประหลาด—รูปทรงผสมผสานระหว่างกระต่าย แมว และคาปิบาร่า ตัวสีขาวสะอาดน่ารัก ทว่าสภาพของมันกลับน่าสยดสยอง หัวของมันถูกเฉือนจนเกือบหลุดออกจากลำตัว มีไซรัปน้ำหวานสีแดงสดราดชุ่มไปทั่วร่าง พร้อมกับมีดเล่มเล็กปักคาอยู่กลางอก
ที่ฝากล่องด้านใน มีข้อความเขียนด้วยนิ้วมือจุ่มน้ำสีแดงขู่ขวัญว่า...
'อย่าคิดว่าจะหนีพ้น'
และที่มุมบนของกระดาษแผ่นนั้น ปรากฏตราสัญลักษณ์ของบริษัทผลิตสื่อชื่อดัง... บริษัทที่อาภาเคยเป็นหุ้นส่วนใหญ่และโดนหักหลังจนชีวิตพังทลาย!
เขตต์นทีมองสิ่งของในกล่องสลับกับใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาว ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งร้าน ก่อนที่ชายหนุ่มจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา สายตาที่เคยกระด้างเปลี่ยนเป็นความจริงจังและนิ่งสงบ
"ทีนี้คุณจะยอมเล่าความจริงทั้งหมดให้ผมฟังได้รึยัง”
สำนักงานทนายความแห่งนั้นตั้งอยู่ในอาคารสูงหกชั้น ที่หน้าตาดู ‘ล้ำสมัย’ มาก หากวันนี้คือช่วงยุค 80 ต้นๆ บนถนนสายหนึ่งที่เคยเฟื่องฟูในยุคนั้น ถึงแม้ในยามนี้ความสำคัญของมันจะลดน้อยถอยลงไปมากแล้วก็ตาม อาภาสังเกตว่าทนายความท่านนี้น่าจะมีอายุเกินหกสิบ นายตินอบน้อมต่ออีกฝ่ายถึงขั้นยกมือไหว้พร้อมเรียก ‘คุณลุง’ อย่างเคารพ ทว่าสิ่งแปลกประหลาดคือท่าทีของผู้ใหญ่ กลับดูเกรงใจและยำเกรงเขาอยู่กลายๆ คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างลูกน้องกับเจ้านายอย่างไรอย่างนั้น ทั้งคู่ทักทายกันเพียงไม่กี่คำ ก็ปล่อยให้อาภากางเอกสารเพื่อเริ่มเล่าเรื่องราวอย่างรายละเอียดอีกครั้งกันสองต่อสองภายในห้องรับรอง “หนูขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่นะคะ” อาภาบอกชายสูงวัยเมื่อเล่ารายละเอียดจบ และให้ทนายอาวุโสดูเอกสารทุกฉบับแล้ว “ครับ ออกจากออฟฟิศแล้วเลี้ยวขวา สุดทางเดินเลยครับ” หลังจัดการธุระเสร็จ อาภาเดินกลับออกมาแล้วต้องชะงัก สายตาปะทะเข้ากับแผ่นหลังของนายติที่ยืนอยู่ตรงหน้าลิฟต์ เขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่กำลังสนทนากับชายฉกรรจ์ชุดดำสองนาย บุคลิกน่าเกรงขามราวกับการ์ดคุมหน้าผับยามค่ำคืน อาภารีบถอยก้าว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง โทรศัพท์มือถือของอาภาก็มีสายเข้า ปลายสายแนะนำตัวว่าเป็นทนายความของภัทรดนัยและลินท์ศศิกานต์ ต้องการขอนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับเธอในสัปดาห์หน้า “ช่วงนี้ดิฉันไม่ค่อยว่าง มีเวลาจำกัดเสียด้วยสิ” อาภาลากเสียงกวนประสาทเล็กน้อย “มะรืนนี้ต้องไปนราธิวาสสองคืน เสร็จแล้วจะบินกลับกรุงเทพฯ ต่อเครื่องไปเชียงใหม่ทันที คงไม่ได้ออกจากสนามบิน ก่อนจะขึ้นไปแม่ฮ่องสอนต่ออีกสามสี่วัน คุณสะดวกเจอที่ไหนล่ะคะ หรือจะสะดวกที่นครพนมดี พอดีเดินสายทำบุญล้างซวยน่ะค่ะ อ้อ...เกือบลืมแน่ะ พรุ่งนี้บ่ายฉันพอจะว่างเข้ากรุงเทพฯ สามสี่ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นก็คงต้องรออีกยาวนาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่” “งั้นผมขอปรึกษาลูกความก่อนก็แล้วกันครับ” ปลายสายอึกอัก ก่อนจะขอวางสายไป “น้ำเสียงยังกวนตี- น้อยไปหน่อย แต่ก็... ถือว่าใช้ได้” เสียงกระซิบนี้มาจากเขตต์นที ซึ่งนั่งลุ้นและคอยกำกับบทอยู่ข้างๆ เธอเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ พอวางสาย อาภาก็หันไปมองหน้าเขาด้วยความสงสัยระคนหมั่นไส้ “นี่... พรุ่งนี้เลยเนี่ยนะ ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ” “ไม่หรอก ตอนนี้เรากำลังได้เปรียบ ต้อ
ภาพนายติผู้ชายทรงเถื่อน ลุคนิ่งๆ แต่ดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด กำลังเอาอกเอาใจสาวใหญ่ในสถานที่อโคจร ลอยเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ หล่อนอดขำให้ความเรื่อยเปื่อยของตัวเองไม่ได้ ‘ทำไมต้องไปฟุ้งซ่านเรื่องของนายนั่นด้วย เขาจะไปทำงานบริการมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย แค่กลัวว่าจะไปจัดการไอ้อีสองตัวนั่นจนตายแล้ว พลอยทำให้ฉันต้องติดร่างแหติดคุกไปด้วยนี่สิ! โอ๊ยไหวมั๊ยนี่’ อาภาถอนหายใจออกมาแรงๆ พยายามข่มตาลง พลิกหันหลังให้หน้าต่างที่ยังไร้ซึ่งแสงไฟจากบ้านฝั่งตรงข้าม จนกระทั่งความอ่อนล้าจากการแบกรับปัญหามาทั้งวัน ค่อยๆ ดึงหล่อนให้จมดิ่งลงสู่ความหลับใหลไปในที่สุด... เช้าวันใหม่ อาภาตื่นนอนตอนหกโมงเช้าตามปกติ หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ หล่อนก็เตรียมจะออกไปหาอะไรกินในตลาด แต่ในหัวยังคงสลัดความสงสัยเรื่องนายติไม่พ้น อยากรู้เหลือเกินว่าเขากลับมาหรือยัง อาภาเลยทำทีเป็นเดินถือสายยาง ตรงไปแถวแนวกระถางต้นไม้ทำเนียนๆ เหมือนออกมารดน้ำต้นไม้ยามเช้า เพื่อให้มองเห็นหน้าบ้านเช่า สายตากลับแอบมองไปที่ประตู ก่อนจะพบว่ากุญแจยังคงคล้องล็อกอยู่จากด้านนอก ‘ยังไม่กลับมาอ
'นายสันติ' กลายเป็นผู้สร้างเซอร์ไพรส์ซ้อนเซอร์ไพรส์ให้อาภาครั้งแล้วครั้งเล่าในวันนี้ หนึ่งเขาเปิดปากพูดกับหล่อนยาวนานที่สุดตั้งแต่รู้จักกันมา... การที่เขาโพล่งเรื่องกฎหมายธุรกิจออกมาได้อย่างฉลุยอีกหนึ่ง และเรื่องสุดท้ายที่ทำให้อาภาอึ้งที่สุด ก็คือคำอ้างว่าเคยเป็นหนุ่มบาร์โฮสต์มาก่อน ไม่ใช่ว่าเขาหล่อไม่พอจะทำอาชีพนั้น... เอาเข้าจริง ถ้าจับนายนี่ไปตัดผมโกนหนวดโกนเครา เซ็ตทรงดีๆ เขาจัดว่าเป็นผู้ชายที่ 'หล่อ' มากคนหนึ่งเลยทีเดียว แถมอาภาเองก็พอจะรู้ว่าความชอบของลูกค้ารับบริการประเภทนี้มีหลากหลาย ลูกน้องของหล่อนเคยรับบรีฟจากสาวใหญ่ระดับมหาเศรษฐินีว่าต้องการหนุ่มๆ สไตล์ดิบเถื่อน แนวจิ๊กโก๋ แก๊งสเตอร์มาช่วยเอนเตอร์เทนในงานวันเกิดที่ทุ่มงบพอๆกับงานเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เพียงแต่เป็นไพรเวทปาร์ตี้ โดยลูกค้ารายนั้นปฏิเสธหนุ่มๆ แนวไอดอล หล่อใส หรือหนุ่มตี๋แนวพระเอกซีรีย์ส์อย่างสิ้นเชิง... เพียงแต่คนหน้าตึง พูดน้อย และดูไม่น่าจะไปเอาอกเอาใจใครเป็นอย่างนายติเนี่ยนะ? อาภามองตามร่างสูงของเขตต์นทีที่เดินข้ามถนนกลับไปยังบ้านพักท่ามกลางไอแดดร้อนจัดยามบ่าย ปล่อยให้หล่อนเฝ้
แววตาคมกริบเมื่อครู่พลันเหวอไปวูบหนึ่ง เขาหลบสายตาหล่อนทันที ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาหยิบประแจขึ้นมาถือไว้ ทำทีเป็นง่วนกับการขันน็อตซิงค์ล้างจานต่อแก้เก้อ แต่ในใจมันกลับวุ่นวาย! เขตต์นทีหยุดมือจากงานที่ทำอยู่ เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาราบเรียบ แววตาเลิกลั่กเหวอแบบเมื่อครู่ลง สายตาคมกริบและจริงจังถูกส่งกลับมาที่อาภาอีกครั้ง "ผมถามคุณสองข้อ" น้ำเสียงของเขาต่ำและหนักแน่นจนบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที อาภานิ่งไป หล่อนตั้งใจฟัง "ข้อแรก... ตอนนี้คุณมีทนายความฝีมือดีที่ไว้ใจได้หรือยัง?" เขายกนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว "และข้อสอง... คุณอยากให้เรื่องนี้มันจบลงบนศาล ให้กฎหมายลากพวกมันมาลงโทษตามขั้นตอน หรืออยากจบ นอกศาล แบบเร็วตัดฉับ เอาสิ่งที่ควรเป็นของคุณคืนมาให้ได้มากที่สุด?" คำถามสองข้อของเขาเรียบง่าย แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้อาภารู้สึกเหมือนมีแสงสว่างเล็กๆ จุดขึ้นในความมืดมนที่หล่อนแบกรับมา “ฉันยังไม่มีทนายหรอก จะรอดูว่าสุดท้ายพวกนั้นจะเอายังไง จะเล่นฉันถึงไหน อีกอย่างช่วงนี้ฉันเหนื่อยเกินกว่าจะเริ่มขยับอะไรจริงๆ ว่ากันตรงๆแบบไม่แ
อาภานั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา แววตาสับสนและเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด หล่อนประสานมือไว้บนตัก แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ก่อนจะเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตุ๊กตาตัวนี้มันเคยวางอยู่ในห้องทำงานฉัน เป็นของต้นแบบที่สั่งทำเพื่อเสนอลูกค้า” อาภาหยุดไป ก่อนจะเริ่มเล่า “บริษัทที่ฉันเคยทำ... มีผู้ถือหุ้นสามคน คือฉัน แฟนเก่า แล้วก็เพื่อนสนิทอีกคน เราช่วยกันเปิดขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย" อาภาหยุดพักหายใจครู่หนึ่ง "ฉันเป็นคนออกหน้าหาลูกค้า รับผิดชอบงานทั้งหมด และชื่อฉันก็เป็นคนเซ็นค้ำประกันเอกสารการเงินทุกอย่างในบริษัท" เขตต์นทีหยุดมือที่กำลังหยิบอุปกรณ์ เขามองหน้าหล่อน ตั้งใจฟัง "แต่พอทุกอย่างเริ่มไปได้ดี สองคนนั้นกลับแอบไปจดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่กันเองสองคน แล้วเริ่มแอบเอาพนักงานเก่งๆ ย้ายเครื่องมือ ย้ายของ ย้ายเงินจากบริษัทเดิมไปไว้ที่นั่น... หนักที่สุดคือ พวกเขาไล่โทรหาลูกค้ารายใหญ่ๆ ของฉัน หลอกทุกคนว่าบริษัทเรากำลังปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ ให้ย้ายไปทำสัญญากับบริษัทใหม่ของพวกเขาแทน" “ให้เดานะ สองคนนั่นก็แอบกิ๊กกันด้วยดิ่” เขตต์นทีถามโพล่งออกมา







