Se connecterณ บริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในเครือบวรกิจ บรรยากาศภายในห้องทำงานของประธานบริษัทเต็มไปด้วยความกดดัน เมื่อคุณนายนวลฉวีได้รับรายงานว่าลูกชายตัวดีโผล่หัวกลับมาทำงานแล้ว
“ล้มเลิกงานหมั้นได้ก็โผล่หัวมาทำงานได้เชียวนะ...” คุณนายนวลฉวีต่อว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวน นัยน์ตาคมกริบฉายแววขุ่นมัว
ภาคินัยนั่งหน้าระรื่นในขณะที่ผู้เป็นมารดาเดินเข้ามาหา รอยยิ้มประจบประแจงของชายหนุ่มที่ทำให้คนเป็นแม่ใจอ่อนได้เสมอ
“สวัสดีครับคุณแม่... อุตส่าห์เดินมาหาผมถึงห้อง มีเรื่องอะไรด่วนเหรอครับ?”
“ไม่ต้องมาทำไขสือ! เล่ามา แกหนีงานหมั้นทำไม แกรู้ไหมว่าฉันเสียหน้าแค่ไหน!”
“แม่ครับ... ผมก็บอกแม่แล้วไงว่า...ผมไม่ได้รักหนูเง็กอะไรนั่นเลย” ภาคินัยทอดเสียงนุ่มพลางเดินเข้าไปบีบนวดไหล่ให้มารดา
“และที่สำคัญ... ผมก็มีคนที่ผมรักอยู่แล้ว เอาไว้ผมเคลียร์งานเสร็จ ผมจะพาเธอมาไหว้คุณแม่นะครับ รับรองว่าสวยและเก่งกว่าหนูเง็กหลายเท่า!”
“อย่ามาหลอกแม่นะ...ภาคย์ ถ้าแกพามาไม่ได้ แกต้องกลับไปหมั้นทันทีรู้ไว้ซะ!” คุณนายนวลฉวีตั้งเงื่อนไข ถึงแม้จะอยากเห็นหน้าว่าที่ลูกสะใภ้ที่ทำให้ลูกชายคนเดียวของเธอสิ้นลายได้ขนาดนี้ก็ตาม
ทางด้านโรงพยาบาล... เจนจิราเดินบีบนวดแขนตัวเองออกมาจากวอร์ดด้วยความล้า ทำให้เธออยากล้มตัวลงนอนเสียเดี๋ยวนี้
“เจน! ออกเวรแล้วเหรอ” สุรีย์พร เพื่อนพยาบาลสาวคนสนิททักขึ้นด้วยสภาพที่อ่อนล้าไม่แพ้กัน เพราะเพิ่งออกจากห้องผ่าตัดเคสโคม่า
“เฮ่อ!!!”
“ง่วงจนจะหลับกลางอากาศแล้วเนี่ย แต่ท้องมันดันร้องประท้วงว่ะ” สุรีย์พรบ่นอุบ
“งั้นไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะปรึกษาแกพอดีเลย” เจนจิราลากแขนเพื่อนสาวออกไปทันที โดยไม่สนสายตาของบุรุษพยาบาลที่มองตามด้วยความเสียดาย เพราะสุรีย์พรถึงแม้จะเย็นชาเป็นน้ำแข็งขั้วโลกหลังเจอกับมรสุมรักเมื่อสามปีก่อน แต่ความสวยของเธอก็ยังคงเป็นที่หมายตา
ณ ร้านอาหารข้างโรงพยาบาล... ควันร้อนๆ จากโจ๊กและกลิ่นหอมของกาแฟช่วยปลุกสติของสองสาวได้เป็นอย่างดี
“ว่ามา... มีเรื่องอะไรที่ทำให้พยาบาลสาวเกียรตินิยมอย่างแกถึงกับเครียดจนคิ้วขมวดขนาดนี้” สุรีย์พร เปิดประเด็นพลางใช้ช้อนคนโจ๊กในชาม สายตาคมจ้องมองเพื่อนรักอย่างจับผิด
“ก็เพื่อนพี่ก้องน่ะสิ... คุณภาคินัย” เจนจิราเอ่ยเสียงแผ่ว ใบหน้านวลร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ เมื่อภาพเหตุการณ์ในห้องพักฟื้ที่แวบเข้ามาในหัว สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่รั้งเอวเธอไว้ยังความรู้สึกวูบวาบไม่หาย
“เขามาจ้างฉันไปเป็นแฟนหลอก ๆ เพื่อไปตบตาแม่เขาให้ยอมล้มเลิกงานหมั้นน่ะสิ”
“หือ!! จ้างเนี่ยนะ!!”
“อือ... เขาบอกว่าถ้าแม่เขายกเลิกงานหมั้นเมื่อไหร่ เขาจะจ่ายให้ฉันห้าล้านบาท!”
“ห้าล้าน!” สุรีย์พรทวนคำเสียงหลงจนโต๊ะข้าง ๆ หันมามอง เธอรีบลดเสียงลง
“แล้วแก... ชอบเขาไหมล่ะ!”
“เออ... ก็... ก็หล่อดีอยู่หรอก แต่กะล่อนไปหน่อยแถมยัง... หื่นกามสุด ๆ!” เจนจิราเม้มปากแน่น นึกถึงสายตาหิวกระหายคู่นั้นที่จ้องมองเธอราวกับจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัว
“สวัสดีครับสองสาว!” เสียงทุ้มร่าเริงดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของก้องเกียรติ ที่เดินยิ้มกริ่มเข้ามานั่งลงข้างสุรีย์พรอย่างถือวิสาสะ
“กำลังนินทาใครอยู่ครับ น้องเจน น้องพร?”
“พี่ก้อง! มาก็ดีแล้ว เพื่อนพี่ที่ชื่อภาคินัยน่ะ เขามาจีบยัยเจน แถมยังจะจ้างห้าล้านให้เป็นแฟนหลอก ๆ อีก ไหนบอกหน่อยสิว่าเพื่อนพี่คนนี้ไว้ใจได้แค่ไหนกันเชียว” สุรีย์พรยิงคำถามใส่นายแพทย์หนุ่มทันที เธอรู้ดีว่าก้องเกียรติแอบมีใจให้เธอ แต่ตอนนี้เรื่องเพื่อนสำคัญกว่า
ก้องเกียรติหัวเราะร่วน ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ไอ้ภาคย์มันบอกพี่หมดแล้วล่ะ เจน... จริง ๆ มันบอกพี่ว่ามันหลงรักเจนน่ะ ถึงกับอยากได้เป็นแม่ของลูก ไอ้เรื่องจ้างห้าล้านอะไรนั่นมันแค่ข้ออ้างที่มันอยากจะอยู่ใกล้ ๆ เจนและอยากหาเรื่องจีบเจนเท่านั้นแหละ”
“อีกอย่าง... ตอนนี้คุณแม่บังคับให้มันหมั้นกับสาวที่มันไม่ได้ชอบด้วย” ก้องเกียรติอธิบายเสริม
“อ๋อ... สรุปเพื่อนพี่ก้องคือเจ้าชู้จนแม่ไม่เชื่อใจสินะคะ เลยต้องมาลำบากคนอื่นแบบนี้” เจนจิราประชดเสียงสะบัด
“ก็น่าจะประมาณนั้นแหละครับ แต่รอบนี้มันย้ำกับพี่หนักแน่นเลยนะว่ามันจะเลิกเจ้าชู้เพื่อเจน เจนลองให้โอกาสมันหน่อยไม่ได้เหรอ” นายแพทย์หนุ่มพยายามช่วยเพื่อนสุดตัว ก่อนจะรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
“เอ่อ... มื้อนี้พี่ขอเป็นเจ้ามือนะครับ น้องพร... เดี๋ยวทานเสร็จพี่ไปส่งที่บ้านนะ”
“เสียใจด้วยค่ะ พรเอารถมา” สุรีย์พรตอบนิ่ง ๆ ใบหน้าสวยเรียบเฉยจนก้องเกียรติหน้าเสียไปนิด
“หว้า!!... เสียดายจัง พี่กะว่าจะเล่าเรื่องวีรกรรมเด็ด ๆ ของไอ้ภาคย์ให้ฟังซะหน่อย” ก้องเกียรติแกล้งทอดถอนใจ
“ถ้าเกี่ยวกับเพื่อนพี่... เล่าให้เจนฟังตรงนี้ก็ได้ค่ะ” เจนจิราพยายามดึงข้อมูล
“ไม่เอาครับ... ข้อมูลลับระดับนี้ต้องใช้เวลาเล่านานหน่อย เอางี้ถ้าน้องเจนทำให้พี่ไปส่งเพื่อนที่บ้านได้ล่ะก็ พี่จะยอมเล่าความลับไอ้ภาคย์ให้ฟังหมดเปลือกเลย โอเคมั้ย”
เจนจิราหันไปสบตาเพื่อนรักด้วยสายตาเว้าวอน
“พร... ยอมให้พี่ก้องเขาไปส่งสักวันไม่ได้เหรอ ถือว่าช่วยเอาบุญให้เพื่อนได้ตาสว่างเรื่องอีตาภาคย์นี่หน่อยนะ”
สุรีย์พรมองหน้าเพื่อนที่ทำตาละห้อยสลับกับใบหน้าลุ้นระทึกของก้องเกียรติ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“เออ ๆ ก็ได้ แค่วันนี้เดียวนะคะพี่ก้อง”
หลังจากที่ก้องเกียรติเล่าเรื่องราวพื้นฐานและนิสัยใจคอของภาคินัยให้ฟังคร่าว ๆ รวมถึงความกดดันที่ภาคินัยได้รับจากครอบครัว เจนจิราก็นั่งนิ่งงันไป เธอเปรยตามองภาพเพื่อนรักที่จำยอมเดินเคียงคู่ไปกับนายแพทย์หนุ่มไปขึ้นรถด้วยความรู้สึกที่เบิกบาน
“ห้าล้านบาทเป็นแฟนหลอก ๆ งั้นเหรอ..” เจนจิราพึมพำพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ สายลมยามเช้าพัดมาปะทะหน้าคล้ายจะเตือนให้เธอระวังหัวใจตัวเองให้ดี
ราตรีถัดมา ความลุ่มหลงในรสกามารมณ์ชั่วข้ามคืนฉุดรั้งให้เอกณัฐหวนกลับเข้าสู่กงจักรสังเวียนเดิมอีกครั้ง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความแค้นที่รอการชำระ แต่กลิ่นกายสาวและสัมผัสรัญจวนใจของนิดกลับยั่วยวนจนเขาตัดใจไม่ลง เขาแอบย่องเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่หอมฟุ้ง ท่ามกลางความเงียบงัดที่แสนอันตราย“เฮ่ย!..พี่เอก นิดตกใจหมด พี่เข้ามาได้ยังไงเนี่ย!” นิดอุทานลั่น ร่างอวบอิ่มในชุดนอนซีทรูสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นเงาร่างกำยำปรากฏกายขึ้น“ก็เข้ามาทางประตูนะสิ... คืนนี้นิดเป็นของพี่อีกนะ พี่อดใจไม่ไหวแล้วจริงๆ” เอกณัฐไม่พูดเปล่า เขาพุ่งเข้าประชิดตัว ล็อกร่างนุ่มนิ่มไว้ในอ้อมแขนพลางซุกไซ้ซอกคออย่างบ้าคลั่ง มือหนาบีบเค้นเต้าทรวงอวบหยัดผ่านเนื้อผ้าบางเบาอย่างถือดี“อย่าพี่เอก! ปล่อยนะ อื้อ!!” นิดโวยวายและพยายามดิ้นรน ทว่าเสียงของเธอกลับไปกระตุกหนวดเสือที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าบ้านมาพอดิบพอดี“ไอ้สัด! มึงทำอะไรเมียกู!”เสียงกัมปนาทของชัยดังขึ้นพร้อมกับร่างถึกทึนที่ถลันเข้ามา ชัยกระชากคอเสื้อเอกณัฐออกไปจากตัวนิด ก่อนจะระดมหมัดและเท้าเข้าใส่ร่างของเอกณัฐอย่างไม่ยั้งแรง เอกณัฐพยายามฮึดสู้แต่ด้วยกำลังที่ต่างกัน เขาพลาดท่าล้มลง
ราตรีที่ความลับกำลังจะถูกกระชากหน้ากากเริ่มต้นขึ้นด้วยบรรยากาศอันหนักอึ้ง เอกณัฐก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ทิ้งคราบชายผู้อ่อนแอไว้เบื้องหลัง เขารู้ดีว่าคืนนี้คือโอกาสทองเมื่อชัย ตัวละครลวงโลกออกไปแสวงโชคในวงพนัน ภายในห้องนอนที่หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นน้ำหอมอันเย้ายวน เอกณัฐจ้องมองนิด ในมุมมืดสายตาที่เย็นเฉียบดุจมัจจุราช เขาเดินตรงเข้าไปหาเธออย่างถือวิสาสะ“พี่เอก!!! นิดตกใจหมดเลย”“คืนนี้พี่อยากนอนที่นี่...” เสียงทุ้มพร่าแฝงอำนาจคุกคามทำให้หญิงสาวใจสั่นสะท้าน“พี่เอก! นิดบอกแล้วไงคะว่าต้องรอให้หายดีก่อน จำที่หมอสั่งไม่ได้เหรอคะ...” เธอละล่ำละลัก พยายามยกข้ออ้างเดิม ๆ มาเป็นเกราะกำบัง ทว่า...เอกณัฐกลับไม่เปิดช่องว่างให้เธอหายใจ“พี่หายดีแล้วนิด...” วงแขนแกร่งตวัดรัดเอวบางเข้าหาตัว ก่อนจะล็อกร่างอรชรให้บดเบียดกับอกกว้างจนสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดระแวงของเธอ เขาซุกไซ้ซอกคอขาวกรุ่นพลางบีบเค้นสะโพกมนอย่างจงใจ รสจูบที่เขามอบให้มันช่างป่าเถื่อนและหิวกระหาย ราวกับจะสูบเอาวิญญาณของสาวสิบหกมงกุฎออกมาเค้นความจริง นิดที่ตั้งตัวไม่ติดเริ่มโอนอ่อนตามสัมผัสอันช่ำชองอย่างไม่อาจต้านทาน“ถ้าเราเป็น
แดดยามบ่ายที่ร้อนระอุภายในห้องโดยสารของรถดูดส้วมคันเก่าที่ไม่มีแอร์ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์เข้ามาบริเวณคนขับ เอกณัฐใช้ชีวิตอยู่ในห้องเก็บของเก่าๆ ท้ายหมู่บ้านมานานถึงเจ็ดเดือนแล้ว ความทรงจำของเขายังคงเป็นหลุมดำที่ว่างเปล่า มีเพียงคำบอกเล่าของ นิด และ ชัย เท่านั้นที่คอยย้ำเตือนว่าเขาเป็นใครและเคยทำอาชีพอะไรวันหนึ่ง หลังจากเสร็จงานดูดส้วมตามหมู่บ้าน เขาแวะตลาดตามคำสั่งของนิดเพื่อซื้อหมูสดไปนิดทำกับข้าวเย็น ในจังหวะที่เร่งรีบเขาก็เดินไปชนกับชายชราคนหนึ่งเข้าอย่างจัง“ขอโทษครับคุณลุง ผมรีบไปหน่อย” เอกณัฐรีบเอ่ยขอโทษพลางพยุงลุงคนนั้นไว้ลุงคนนั้นหรี่ตามองเขาด้วยความสงสัย สำเนียงเหน่อๆ แบบคนสุพรรณขนานแท้เอ่ยถามขึ้น “ไอ้หนุ่ม... เอ็งเพิ่งมาอยู่ใหม่เร่อ!! ลุงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเอ็งเลย”“ผมชื่อเอกครับเมียชื่อนิด มีพี่ชื่อชัย บ้านผมอยู่ท้ายหมู่บ้าน เอ่อ...ว่าแต่ลุงทำไมไม่เคยเห็นผมล่ะ” เอกณัฐถามกลับด้วยความประหลาดใจ“เป็นไปไม่ได้!” ลุงโบกมือวืดวาด “บ้านลุงน่ะอยู่ติดกับไอ้ชัยกับนังนิดมาจะยี่สิบกว่าปีแล้ว เห็นแค่เจ้าชัยกับนังนิด สองผัวเมียนั่น เท่านั้นแหละ ไม่เห็นจะมีใครอื่น”คำพูดของลุงเหมือนสายฟ
เที่ยงกว่า ๆ เอกณัฐ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง สัมผัสแรกที่เขารู้สึกคือความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่กระทบผิวเนื้อเปลือยเปล่า เสียงเคาะประตูจากพนักงานโรงแรมดังรัวขึ้นพร้อมคำแจ้งเตือนที่ทำให้เขาต้องสะดุ้ง“ขอโทษนะคะคุณลูกค้า เลยเวลาเช็คเอาท์มานานแล้วค่ะ หากต้องการพักต่อกรุณาชำระค่าที่พักเพิ่มด้วยนะคะ”เขาลนลานหากระเป๋าสตางค์และเสื้อผ้า แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า เอกณัฐพยายามคาดคั้นถามพนักงานถึงเหตุการณ์เมื่อวานเย็น แต่ได้รับเพียงสายตาดูแคลน ผู้จัดการโรงแรมก้าวเข้ามาเชิญตัวเขาออกไปอย่างไม่ไว้หน้า ชายที่เคยจองหองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหวังจะพึ่งพาน้องชาย แต่ใบหน้าของเขาก็ต้องซีดเผือดทันทีเมื่อพบว่าข้อมูลในเครื่องถูกลบเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เบอร์โทรศัพท์... โลกของเขากำลังพังทลายลงในพริบตาด้วยความอับอายและสติที่เริ่มคลุ้มคลั่ง เอกณัฐในสภาพที่มีเพียงผ้าเช็ดตัวพันกายพร้อมชุดชั้นในตัวเดียว ตัดสินใจวิ่งหนีสายตาผู้คนออกไปที่ลานจอดรถ เขาเห็นรถเก๋งสีขาวคันหนึ่งสตาร์ทเครื่องทิ้งไว้ เจ้าของรถกำลังวุ่นอยู่กับการขนของด้านหลัง เขาไม่รอช้า พุ่งขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทันที
ในขณะที่ภาคินัยกำลังติดพันอยู่กับการประชุมใหญ่ เอกณัฐที่บัดนี้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดพร้อมเพลิงแค้นที่สุมอก ก็เริ่มเดินหมากตัวใหม่ เขาเฝ้ารอจังหวะกระชากหน้ากากของเมธินี นังตัวแสบที่บังอาจหักหลังเขาไปเป็นพวกศัตรูจำทำให้เขามีคดีความมาจนถึงทุกวันนี้เสียงแจ้งเตือนไลน์ในมือถือของเมธินีดังขึ้น เมื่อหล่อนเปิดดูดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว มันคือคลิปวิดีโอส่วนตัวที่หล่อนกับเขาเคยมีสัมพันธ์กับเอกณัฐในอดีต พร้อมข้อความข่มขู่“ออกมาเจอฉันที่โรงแรมเดิม ถ้าไม่อยากให้คลิปนี้ไปโผล่ในมือถือผัวของเธอภายในสิบนาที!”เมธินีใจสั่นรัว หล่อนรู้ดีว่าเอกณัฐไม่ได้ขู่เล่น ในนาทีที่มืดแปดด้าน หล่อนนึกถึงคำพูดของ เจนจิรา ที่เคยสั่งไว้ว่าหากเอกณัฐติดต่อมาให้บอกทันที... สัญชาตญาณการเอาตัวรอดบอกให้หล่อนเลือกพึ่งพาอำนาจเมียหลวง“เจน... เอกมันขู่เมย์ มันมีคลิปแบล็กเมล์เมย์...ทำไงดี” เมธินีสารภาพเสียงสั่นเครือเจนจิรานิ่งฟังด้วยสติที่มั่นคง หล่อนรู้ว่านี่คือโอกาสทองที่จะขุดรากถอนโคนความชั่วร้ายของเอกณัฐให้สิ้นซาก “เมย์ฟังเจนนะ... นัดมันเย็นนี้เลย ทำตามที่มันต้องการ เดี๋ยวเจนจะเอาของบางอย่างให้ไป”เจนจิราแอบส่งยานอนหลั
ราตรีที่แสนยุ่งเหยิงกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย้ายวนอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ภาคินัยโอบประคองภรรยาสาวทั้งสองไว้แนบกาย ความขัดแย้งที่ทั้งคู่เคยมีต่อกันถูกหลอมละลายด้วยไฟตัณหาที่ภาคินัยมอบให้อย่างเท่าเทียม“คืนนี้ไหน ๆ เจนก็ลงเวรแล้ว” ภาคินัยกระซิบเสียงนุ่มก่อนจะโน้มตัวลงหอมแก้มเจนจิราอย่างแสนรัก “คืนนี้พี่ภาคย์จะควบสองเลยเหรอคะ พี่ไหวเหรอ” เมธินีแสร้งหยิกแกมหยอก แววตาจิกกัดเลือนหายไปเหลือเพียงความซุกซนที่รุ่มร้อน“ไหวสิครับหลายคืนนี้ที่เราสามคนไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน” ชายหนุ่มหันไปหอมแก้มเมธินีอีกฟากเพื่อไม่ให้เธอน้อยหน้า ก่อนจะนำพาสองนารีขึ้นรถมุ่งหน้าสู่รังรักที่กำลังจะกลายเป็นสรวงสวรรค์ชั้นฟ้าภายในห้องพักที่อบอวลด้วยกลิ่นอายเสน่หา ภาคินัยพาทั้งสองเข้าสู่ห้องน้ำหรูหรา อ่างน้ำวนขนาดใหญ่เต็มไปด้วยฟองสบู่เนียนนุ่ม ร่างเปลือยเปล่าของสามคนสอดประสานกันท่ามกลางสายน้ำที่อุ่นกำลังดี เจนจิราที่ทนความคิดถึงไม่ไหวเป็นฝ่ายเริ่มจูบกับภาคินัยอย่างดูดดื่ม รสสัมผัสที่หวานล้ำทำเอาชายหนุ่มแทบละลาย ในขณะที่ท่อนล่างของเขาถูกเมธินีครอบครองด้วยเรียวปากอุ่นนุ่ม หล่อนใช้ลิ้นตวัดหยอกเย้าจนอาวุธร้ายแข็งขืนสู้มือ“
สุรีย์พรเร่งเครื่องยนต์ออกสู่ถนนใหญ่ได้ไม่ไกล ทันใดนั้นรถก็เริ่มออกอาการ เครื่องยนต์สะอึกรุนแรงจนร่างของทั้งคู่โยกคลอน ก่อนที่มันจะกระตุกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับวูบลงกลางถนนที่เริ่มเปลี่ยว“รถเป็นอะไรน่ะพร!” เจนจิราอุทานพลางมองซ้ายขวาด้วยความกังวล“ไม่รู้สิเจน อยู่ๆ ก็ดับไปเฉยๆ เลย” สุรีย์พรพยายามสต
หลังจากเจนจิราเดินเข้าตึกไป เอกณัฐก็หมุนตัวเดินกลับไปยังมุมมืดของลานจอดรถด้วยท่วงท่าของผู้ชนะ รอยยิ้มที่เคยดูสุภาพบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรี้ยมชวนขนลุก เขาหยุดยืนข้างรถยุโรปคันหรูที่จอดซุ่มอยู่ก่อนจะมีชายชุดดำเดินออกมารายงานตัว“รูปทั้งหมด... ส่งเข้าไลน์ให้ฉันเลยนะ” เอกณัฐเอ่ยเสียงเรียบ ทว่
เสียงหวีดร้องปนสะอื้นของเมธินีก้องอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอันบิดเบี้ยว เมื่อเอกณัฐไม่ได้ใช้ความรักนำทาง แต่ใช้ความดิบเถื่อนเข้าครอบงำเพื่อสนองตัณหาและอำนาจที่เขามีเหนือกว่าหญิงสาวตรงหน้า“โอ๊ย! อร๊าย!! พอแล้ว เสียบเข้าสิ เร็ว...ฉันไม่ไหวแล้วนะ!” หล่อนจิกนิ้วลงบนผ้าปูที่นอนจนยับย่น เมื่อใบหน้
หลังจากพายุอารมณ์ในครั้งนั้นมอดดับลง ความสัมพันธ์ของภาคินัยและเจนจิรากลับยิ่งแน่นแฟ้นราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการเผาไหม้ ทั้งคู่ใช้ความเชื่อใจเป็นเกราะกำบัง จนไม่ว่าแผนการสกปรกของใครก็ไม่อาจแทรกซึมเข้าทำลายความรักของทั้งสองได้อีก แต่ฝั่งของคนที่พ่ายแพ้... เพลิงแค้นกลับยังคงคุกรุ่นท่ามกลางแสงสีที่สาดส







