LOGINธุรกิจของบิดาที่ล้มละลาย พ่อหนีหายเข้ากลีบเมฆ ทิ้งหนี้สินไว้ให้เธอและแม่ที่ป่วย เธอจึงเลือกหันหน้าเข้าสู่วงการ ประมูลพรหมจรรย์ ในคลับลับระดับวีโอพี
View Moreแสงสีนวลจากโคมไฟแชนเดอเลียร์ระย้าภายในห้องรับรองที่ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง ไม่ได้ช่วยให้ความหนาวเหน็บในใจของเธอเจือจางลงเลยแม้แต่น้อย
ร่างบางในชุดเดรสสีขาวมุกเรียบหรูทว่าดูเปราะบางราวกับตุ๊กตาหุ่นเชิด กำลังยืนกอดตัวเองแน่น มือเรียวเล็กที่สั่นเทาเล็กน้อยพยายามขยุ้มชายกระโปรงเพื่อระบายความหวาดหวั่นที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววสดใสของอดีตคุณหนูผู้มั่งคั่ง บัดนี้กลับคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา เธอพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้มันไหลออกมาประจานความอ่อนแอ
“จำไว้นะมายด์... ยิ้มเข้าไว้ เพื่อแม่ของเธอ” เสียงเย็นเยียบของหญิงวัยกลางคนในชุดเดรสผ้าไหมเนี้ยบกริบดังขึ้นที่หน้าประตู คุณอรุณรัศมีเอเย่นต์ผู้กว้างขวางในแวดวงสังคมไฮโซ ไม่ได้มองเธอด้วยความสงสารแม้แต่นิดเดียว
สายตาคู่นั้นประเมินวริศราเหมือนกำลังตรวจสอบสภาพสินค้าเกรดพรีเมียมที่กำลังจะทำกำไรมหาศาลให้เธอในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
“ค่ะ...” วริศราตอบเสียงแผ่ว พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น
เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้า ชื่อของ วริศรา คือนิยามของความสมบูรณ์แบบ ในฐานะทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลอัครโภคิน อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค เธอเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดท่ามกลางแสงสปอตไลท์และผู้คนที่พร้อมจะศิโรราบให้เพียงแค่เธอกระดิกนิ้ว
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกราวกับผลักกุหลาบงามให้ตกจากสวรรค์ลงสู่ขุมนรก เมื่อเสาหลักของบ้านหายตัวไปอย่างลึกลับ ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของความมั่งคั่งและหนี้สินมหาศาลที่กัดกินทุกอย่างจนหมดสิ้น
ซ้ำร้าย... เธอยังต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายเมื่อมารดาล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ลมหายใจที่แผ่วเบานั้นต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วเกินกว่าที่อดีตคุณหนูผู้ตกอับจะหาได้
“มายด์!!! ถึงเวลาขึ้นเวทีประมูลของเธอแล้ว”
เสียงนั้นราวกับกรีดลงบนกลางใจของวริศราจนเลือดซิบ เธอจำต้องเดินออกไปเพื่อให้ผู้ชายแปลกหน้าที่มองเธอเป็นเพียงของเล่น และทุ่มเงินซื้อเธอเหมือนเป็นสิ่งของ โดยที่เธอไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... คนที่กำลังรอขยี้ เธออยู่ในเงามืดคนหนึ่ง คืออดีตคนคุ้นเคยที่เธอสร้างบาดแผลในใจให้เขาอย่างเลือดเย็นเมื่อห้าปีก่อน
ห้องประมูลลับ
บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นซิก้าราคาแพงและกลิ่นแอลกอฮอล์เข้มข้น แสงไฟสลัวขับเน้นให้เห็นเพียงเงาร่างของเหล่านักธุรกิจและผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งประจำที่ภายใต้หน้ากากหลากสีสัน
สายตาคู่นับสิบจ้องมองไปยังเวทีทรงกลมตรงกลางห้องด้วยความกระหาย... ราวกับฝูงหมาป่าที่กำลังรอคอยลูกแกะมาเสิร์ฟถึงที่
“และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกท่านรอคอย... อัญมณีน้ำหนึ่งที่งดงามที่สุดในค่ำคืนนี้ หญิงสาวผู้มาพร้อมกับความงามที่บริสุทธิ์ และยังไม่มีชายใดได้สัมผัสเธอมาก่อน!” เสียงของพิธีกรประกาศบนเวที
สิ้นเสียงประกาศก้อง วริศราถูกพาออกไปอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ที่สาดส่องลงมาจนแสบตา ความสว่างจ้าทำให้เธอพร่ามัวไปชั่วขณะ ร่างบางสั่นสะท้านภายใต้สายตาแทะโลมที่มองมาเหมือนเธอเป็นเพียงก้อนเนื้อราคาแพง เสียงซุบซิบและเสียงฮือฮาดังระงมเมื่อความงามระดับนางเอกของอดีตคุณหนูไฮโซปรากฏแก่สายตาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ และชายสูงวัยที่ต้องการความบริสุทธิ์ของเธอ
“เริ่มการประมูลที่ห้าล้านบาทครับ!”
“เจ็ดล้าน!” ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยยกป้ายขึ้นทันที
“สิบล้าน!” อีกมุมหนึ่งเกทับอย่างไม่ยอมกัน
ตัวเลขที่ขยับขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้ทำให้วริศรารู้สึกภูมิใจ แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำความไร้ค่าของศักดิ์ศรีที่เธอกำลังสูญเสียไป ไม่อยากรับรู้ว่าใครจะเป็นคนที่จะพาเธอขึ้นเตียงในค่ำคืนนี้... จนกระทั่ง เสียงทุ้มลึกที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจหนึ่งดังขึ้นจากมุมมืดด้านหน้าสุด
“สามสิบล้าน!!!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทั้งห้องทันที ราวกับมีใครมากดปุ่มหยุดเวลา ตัวเลขที่สูงลิ่วเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปยังชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาเข้มที่นั่งไขว่ห้างอย่างสง่าผ่าเผย เขาเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่สวมหน้ากาก ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่วริศราโดยไม่ละสายตา
“คีรินทร์!!!...”
หัวใจของวริศรากระตุกวูบจนแทบหยุดเต้น ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทำร้ายเธออย่างรุนแรง... ผู้ชายคนนี้คือคนที่เธอเคยหักอกและทิ้งเขาไว้อย่างไม่ใยดีเมื่อหลายปีก่อน คนที่พ่อของเธอเคยตราหน้าว่า กระจอก และสั่งให้รปภ. ลากตัวออกไปเหมือนสิ่งของไร้ค่า
คีรินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าของเขาดูสง่างามในเวลาเดียวกันเขาก้าวเดินขึ้นมาบนเวทีอย่างช้าๆ วริศราจนเธอแทบจะเป็นลมทั้งยืน ขณะที่เขาเดินหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างที่ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมที่แสนคุ้นเคย
มุมปากหยักลึกยกยิ้มเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงนุ่มนวล
“ไม่เจอกันนานเลยนะ...มายด์” เขาพูดเสียงเบาพอให้ได้ยินกันเพียงสองคน แต่มันกลับสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ ก่อนจะลงจากเวที...เขากระซิบที่ข้างใบหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
“รู้มั้ยว่าผมรอวันนี้มานานแค่ไหน... วันที่อัญมณีล้ำค่าอย่างคุณ จะร่วงหล่นลงมาอยู่แทบเท้าของผม”
“คีรินทร์!!!...” วริศราครางชื่อเขาออกมาด้วยความหวาดหวั่น
มือหนาแหวกขาเนียนสวยให้แยกออกพ้นทาง แสงจันทร์ตกกระทบลงบนร่างเปลือยเปล่าที่ไร้การปกปิด คีรินทร์จ้องมองความงดงามเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ก่อนจะโน้มใบหน้าลงสู่ใจกลางความเป็นสาวที่ยังคงฉ่ำแฉะไปด้วยหยาดอารมณ์“อ๊ะ... พี่คีรินทร์... อื้มมม” โอปอลแอ่นกายขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อสัมผัสอ่อนนุ่มและร้อนชื้นจากปลายลิ้นของเขาเริ่มปรนเปรอจุดกระสันอย่างเชี่ยวชาญ ความเจ็บช้ำเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหฤหรรษ์ที่แล่นพล่านไปตามกระดูกสันหลัง มือเล็กขยุ้มผ้าปูเตียงจนยับย่นคีรินทร์สอดแขนแกร่งเข้าใต้ขาพับเนียนนุ่ม ยกร่างบางที่สั่นสะท้านขึ้นมาจนก้นอวบอัดแนบพิงอยู่กับแผงอกกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ท่านี้ทำให้ร่องสวาทสีหวานที่ยังคงฉ่ำชื้นเปิดอ้ารับสัมผัสอย่างไร้การป้องกัน ปลายลิ้นร้อนที่เชี่ยวชาญสนามรักเลื่อนลงมาจดจ่ออยู่ตรงจุดกระสันที่ไวต่อความรู้สึกที่สุด“พี่อย่า!!... เลียตรงนั้นทีไร หนูเสร็จพี่ทุกรอบเลย อร๊ายย!!”โอปอลหวีดร้องเสียงหลง ร่างกายสะดุ้งสุดตัวเมื่อปลายลิ้นร้อนชื้นแตะลงบนติ่งเนื้อนุ่มเบาๆ ก่อนจะเริ่มรัวละเลงอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง ความเสียวซ่านพุ่งพล่านจากกึ่งกลางกายกระจายไปทั่วทุกเ
เมื่อเครื่องบินร่อนลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ลมร้อนที่คุ้นเคยพัดผ่านมากระทบกาย ราวกับเป็นสัญญาณว่าบททดสอบอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว คีรินทร์และโอปอลเดินจูงมือกันออกจากอาคารผู้โดยสารด้วยความรู้สึกที่เบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนภายในห้องนั่งเล่นที่แสงแดดยามบ่ายสาดส่องเข้ามาอย่างอบอุ่น บรรยากาศที่เคยดูเงียบเหงาและเต็มไปด้วยร่องรอยของความขัดแย้งในอดีต บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิและความสดใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“สองคนกลับมาถึงวันนี้ก็ดีแล้วล่ะ แม่มีเรื่องสำคัญจะบอก” คุณมลฤดีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สดใสอย่างที่โอปอลไม่ค่อยได้ยินนัก เธอผุดลุกขึ้นจากโซฟาหลุยส์ ใบหน้าที่เคยเคร่งเครียดและหมองเศร้าดูนวลเนียนและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้างกายของเธอมีบุรุษวัยกลางคนในชุดสูทสีสุภาพ ท่าทางภูมิฐานและมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา“แม่ขอแนะนำให้โอปอลรู้จักนะ นี่คุณจักรพงษ์... เขาจะเข้ามาช่วยเรื่องโรงงานขนมไทยของแม่ และที่สำคัญ...” มลฤดีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองชายข้างกายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย“เขามาขอแม่แต่งงาน ลูกจะว่ายังไงโอปอล?” คำถามนั้นทำให้ห้องทั้
ทันทีที่ย้ายเข้ามา คุณมลฤดีไม่ได้นิ่งดูดายในฐานะผู้อาศัย แต่เธอกลับหยิบจับดูแลความเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้ว ประหนึ่งหยาดฝนที่ชโลมให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เธอเอาใจใส่คีรินทร์และโอปอลราวกับลูกแท้ ๆ เปลี่ยนบรรยากาศที่เคยตึงเครียดให้กลายเป็นบ้านที่แท้จริงเวลาผ่านไปหลายเดือน คีรินทร์เปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ เขาถอดหัวโขนมหาเศรษฐีจอมปลอมและเลิกพึ่งพามนต์ดำไสยศาสตร์อย่างเด็ดขาด ธุรกิจเงินกู้นอกระบบถูกปิดตัวลงแทนที่ด้วยธุรกิจใหม่ที่ขาวสะอาด นั่นคือ บริษัทนำเข้าและแปรรูปสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเขาตั้งใจปั้นมันขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทุกเช้าเขาจะขับรถธรรมดาไปทำงานด้วยตัวเอง ไม่มีขบวนรถติดตาม ไม่มีปาร์ตี้หรูหรา ชีวิตที่เคยฟุ่มเฟือยถูกแทนที่ด้วยความเรียบง่ายที่ยั่งยืน“คุณแม่ครับ ขนมไทยวันนี้หอมฟุ้งไปถึงหน้าบ้านเลยนะ” คีรินทร์เดินยิ้มเข้ามาในครัวพลางสูดกลิ่นหอมชื่นใจ เห็นคุณมลฤดีกำลังหยอดทองหยิบอย่างประณีต“ขอบใจจ้ะคีรินทร์ แม่ก็ทำแก้เหงาน่ะ เห็นพวกเรากินได้แม่ก็ดีใจ” คุณมลฤดีตอบด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม“แม่ทำอร่อยระดับแบบนี้ ผมว่าเปิดร้านเถอะครับ” คีรินทร์เสนอด้วยสายตามุ่งมั่น“ผมดูทำเ
หยาดน้ำตาที่อัดอั้นมานานไหลอาบแก้มสากอย่างไม่อายสายตาใครต่อใครที่เดินผ่านมา ในตอนนี้คีรินทร์ไม่ใช่เจ้าพ่อเงินกู้ที่น่าเกรงขามอีกต่อไป แต่เขาเป็นเพียงชายคนหนึ่งที่ล้มเหลวในชีวิตของเพราะความหลงผิด“พี่มันโง่เอง... พี่มันเลวเองที่มองไม่เห็นความทุกข์ทรมานของมายด์เลย พี่มัวแต่หลงอยู่กับอำนาจเงินจนลืมตัวลืมดูแลเขา!” โอปอลมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกสงสาร เธอเห็นความเศร้าโศกเสียใจในแววตาคู่นั้น“หนูก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าตอนนี้พี่มายด์ไปอยู่ที่ไหน รู้แค่ว่าเดินทางไปเมืองนอก มีเพื่อนเก่าที่เป็นหมออยู่ที่นั่นแนะนำให้ไปรักษา... พี่มายด์คงไม่อยากให้พี่ตามหา พี่เขาเคยบอกกับหนูว่า...อยากไปใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในที่ที่สงบ” โอปอลตัดสินใจพูดออกมา“แล้วพี่มายด์สั่งอะไรไว้อีกหรือเปล่าโอปอล... เขาคงเกลียดพี่มากใช่ไหม”“พี่มายด์ขอร้องให้... โอปอลให้อภัยพี่ค่ะ” เด็กสาวมองหน้าเขาตรงๆ อย่างเด็ดเดี่ยว“พี่มายด์เคยพูดกับหนูว่า อยากให้พี่คีรินทร์ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”“แล้วโอปอล... จะให้อภัยพี่ อย่างที่พี่มายด์บอกหรือเปล่า”“มันก็ขึ้นอยู่กับตัวพี่ค่ะ...” โอปอลตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงแต่ยังคงความหนักแน่น“หนูจะร
ความอ่อนเพลียจากการเสียเลือดประจวบเหมาะกับโรคร้ายที่รุมเร้า รวมไปถึงการทำพิธีสะกดวิญญาณผีพรายที่ผ่านมาเมื่อสักครู่ ก็ทำให้ทัศนวิสัยในการขับรถของวริศราลดลงบนท้องถนนที่เงียบเหงายามดึก แสงไฟจากสองข้างทางทอดเงายาววูบวาบผ่านกระจกหน้ารถ เธอพยายามตั้งสติของตนเองให้จับพวงมาลัยอย่างมั่นคงที่สุด ทว่า... รถ
ไม่นานวิญญาณของพรายนุ่นก็ถูกพลังบางอย่างสูบลงหม้อดินอย่างช้า ๆ เมื่อวริศราเริ่มร่ายพระคาถาที่พ่อเคยสอนไว้ในนิมิต เสียงของเธอสะท้อนก้องอย่างทรงพลัง ผ้ายันต์ในมือเปล่งประกายแสงสีทองพุ่งเข้ามัดร่างผีพรายดุจโซ่ตรวน นางพรายสิ้นฤทธิ์ดิ้นพล่านส่งเสียร้องโหยหวนด้วยความทรมาน ร่างกายที่เคยจำแลงเป็นหญิงไทยโบ
บรรยากาศภายในเพนต์เฮาส์ที่เคยอบอวลไปไฟราคะอันร้อนแรงพลันมลายหายไปในพริบตา ทันทีที่เสียงทุบประตูอย่างบ้าคลั่งดังสนั่นถล่มทลายความเงียบขึ้น คีรินทร์สะดุ้งสุดตัว ร่างแกร่งที่เคยคุมเกมกามารมณ์อยู่บนร่างเด็กสาวสบถออกมาอย่างหัวเสียพร้อมกับหัวใจที่ร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม“ตายห่า! อย่าบอกนะว่ามายด์มาที่นี่
แรงดูดดึงที่เน้นย้ำสร้างความวูบวาบที่ท้องน้อยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ร่างกายของเธอบิดเร้าตามสัญชาตญาณ มือที่ถูกรวบไว้พยายามขัดขืนแต่กลับไร้เรี่ยวแรงเมื่อถูกลิ้นร้อนสัมผัสจู่โจมซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ คีรินทร์ยังคงปรนเปรอความเสียวซ่านให้เด็กสาวอย่างไม่รู้จักอิ่ม เขารุกคืบเข้าหาคว





