Mag-log inตอนแรกเอกสิทธิ์งงว่าน้องสะใภ้ทำไมสูงเลยเข่าตัวเองมานิดเดียว หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วยจริง แต่มัดแกละกระจายทั่วศีรษะด้วย ใบหน้ากลม แก้มย้อยแถมแดงแป๊ด น่าหยิกให้หายหมั่นเขี้ยว ตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยว สวมชุดแขนตุ๊กตา สะพายกระเป๋ามาด้วยนี่แปลก ๆ
ความสูงระดับนี้ไม่น่าจะทำอาหารได้หรือเปล่า
ฟันขึ้นครบหรือยัง เอาอย่างนี้ดีกว่า
“มาทำยัย" (มาทำอะไร) เด็กหญิงพิมพ์ประภายืนจ้องผู้มาเยือนแววตาจริงจัง ในบรรดาผู้ชายสี่คน เด็กหญิงตัวน้อยรู้จักแค่น้าอาทิตย์คนเดียว คนอื่นไม่รู้จัก กติกรก็ไม่ยกเว้น
เด็กหญิงตัวน้อยชอบคนหน้าตาใจดี คุณสมบัตินั้นมีอยู่ในตัวอาทิตย์ ชายหนุ่มจึงเป็นที่จดจำ
เจ้าตัวเล็กยืนบนสนามหญ้า ย่ำเท้าท่าทางนักเลงทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกเดียว ขายังไม่แข็งพอจะวิ่งเร็ว ๆ ได้ด้วยซ้ำ แต่ความมั่นใจแก่นแก้วเกินร้อย รอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ
“มากินข้าวค่ะ คุณแม่หนูอยู่มั้ย” อาทิตย์ย่อตัวลงบอก อดหยิกแก้มขาวเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้
“โต๊ะเจ็ม" เด็กน้อยยิงฟันโชว์ เลียนแบบคำพูดของพนักงานในร้านที่ชอบกระซิบกันเวลาเร่งด่วน ร้านดาวเดือนมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มเป็นที่รู้จักทำให้ช่วงกลางวันกับเย็นโต๊ะมักจะเต็ม เวลามีลูกค้ามา พนักงานจึงมักกระซิบกันว่า 'โต๊ะเต็ม' ทำไงดี เจ้าตัวชอบแอบฟัง นานวันไปก็เลียนการออกเสียงจนพูดคำว่า ‘โต๊ะเจ็ม’ ได้เต็มปาก เดินไปที่ไหนก็โต๊ะเจ็มทั้งนั้น
“ข้างในยังเห็นว่างอยู่เลย เข้าไปดูอีกทีสิคะ"
อชิรวิชย์ชี้ให้เด็กน้อยมองเข้าไปข้างใน เด็กหญิงพิมพ์ประภาวิ่งเข้าไปในร้านแล้ววิ่งกลับออกมาเงยหน้าสบตาเขาพร้อมกับพูดอีกครั้ง บอกว่า
“โต๊ะเจ็ม”
ดวงตาไร้เดียงสาเป็นประกายวาววับด้วยความมั่นใจ แน่ใจว่าตัวเองพูดไม่ผิด เวลามีลูกค้ามาต้องบอกว่า ‘โต๊ะเต็ม’ เป็นเรื่องถูกแล้ว เจ้าตัวกลมยืนปักหลักขวางทวงไม่ยอมให้สี่หนุ่มเข้าไปข้างใน แววความมั่นใจนี้มันช่างเหมือน...
อชิรวิชย์ส่ายศีรษะ เขาคิดเพ้อเจ้อไป เป็นไปไม่ได้หรอก ความบังเอิญอาจจะเกิดขึ้นกับคนอื่น ทว่าสำหรับอชิรวิชย์แล้วเขาไม่เชื่อสิ่งนั้น เด็กที่ไหนก็แววตาไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความมั่นใจทั้งนั้น เด็กคนนี้ก็คงเหมือนกัน
“โต๊ะไม่เต็มนะคะ น้องพลอยเข้าไปเรียกพี่พนักงานให้หน่อย บอกว่ามีลูกค้ามากินข้าว” อาทิตย์บอกซ้ำอีกครั้ง “พวกพี่ ๆ มาไกลมาก ถ้าไม่ได้กินข้าวต้องหิวตายแย่ ๆ โอ้ย !
เด็กหญิงพิมพ์ประภาอึ้งไปอึดใจ หลังได้ยินอาทิตย์บอก คล้ายว่าสมองเด็กต้องใช้เวลาประมวลผลนานสักหน่อย กว่าเจ้าตัวจะวิ่งทั้งกระเป๋าที่หลังเข้าไปข้างใน ตรงไปยังห้องครัว หยุดยืนข้างหญิงสาวผิวขาวราวกับหยวก
"จุนแม่ขา น้าทิตย์ มากินข้าว"
พิมพ์ดาวเรียกพนักงานที่กำลังล้างจานให้ออกไปต้อนรับแขกคนนึง แล้วก็เรียกอีกคนให้มาพาลูกสาวตัวน้อยออกไป
"แม่บอกแล้วไงคะว่าอย่าเข้ามาในครัว มันอันตราย หม้อร้อน ๆ เต็มไปหมดเลย"
"น้าทิตย์บอกโต๊ะไม่เจ็ม"
"ไม่เต็มหรอกค่ะ" พิมพ์ดาวเดินไปล้างมือแล้วรีบอุ้มลูกสาวส่งให้เด็กในร้าน "คอยดูแลแขกให้แม่จนกว่าคุณยายจะกลับนะคะ โอเคมั้ย"
"น้องปอยอยากฉับปัก" (น้องพลอยอยากสับผัก)
"ยังไม่ได้ค่ะ" พิมพ์ดาวส่ายหน้า ส่งเสียงเรียกพนักงานในร้านให้ออกมาเอาลูกสาวออกไป
ช่วงนี้พิมพ์ดาวมีปัญหาว่าพนักงานน้อย เธอกำลังติดต่อให้แก้วกานต์มาช่วย แต่เพื่อนบอกว่าแจ้งออกต้องรอเดือนนึง
แถวนี้ลูกค้าเยอะแต่พนักงานหายาก ขนาดว่าพิมพ์ดาวให้เรตเงินเดือนสูงกว่าร้านอื่น แต่ด้วยสไตล์อาหารอิสานแบบฟิวชั่น ยังไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลูกค้าที่มาเน้นกินข้าว ทิปไม่หนักเท่าลูกค้าเน้นดื่ม พนักงานหลายคนขอลาออกไปร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากจะได้ส่วนแบ่งแล้ว ยังได้ทิปหนัก ๆ อีกด้วย
คงต้องรอแก้วกานต์มาดูแลเรื่องเครื่องดื่มนู่นแหละ สถานการณ์ถึงจะดีขึ้น
เจ้าตัวยุ่งออกไปแล้ว พนักงานในร้านที่รับออเดอร์โต๊ะของอาทิตย์ก็เดินสวนเข้ามาพร้อมรายการสั่งอาหารในมือ
หญิงสาวอ่านรายการอาการ เมนูที่สั่งมีส้มตำทอดปูนิ่ม ลาบปลาหมึกกรอบ ไก่ทอดตะไคร้ อ่อมเกี๊ยวหมูและข้าวเหนียว
พิมพ์ดาวสวมผ้ากันเปื้อน ใส่หน้ากากกันน้ำลาย ก่อนจะเรียกแม่ครัวอีกคนมาช่วยด้วย
หญิงสาวอ่านรายการอาหารอีกครั้งสั่งให้ละเอียดอีกครั้ง คิ้วสีน้ำตาลขมวดเข้าหากัน เมื่อพบว่ามีรายการเพิ่มเติมยิบย่อยด้านหลังเต็มไปหมด
*ส้มตำทอดปูนิ่ม ไม่เผ็ด พริกครึ่งเม็ด ไม่ใส่กระเทียม ไม่ใส่ถั่วฝักยาว ไม่ใส่ปลาร้า
*ลาบปลาหมึกกรอบ ไม่เผ็ด ไม่ใส่ผักกลิ่นแรง
* ไก่ทอดตะไคร้ เอาส่วนอกไก่ แยกหนังกับเนื้อ
* อ่อมเกี๊ยวหมู ไม่ใส่ปลาร้า และผักชีลาว
*ข้าวเหนียว ขอข้าวใหม่
นี่ถ้าไม่เลิกกันไปแล้ว พิมพ์ดาวจะนึกว่าลูกค้าคือผัวเก่าจริง ๆ นะ ให้ตายสิ
พนักงานพาเด็กหญิงตัวน้อยกลับออกมาข้างนอกเหมือนเดิม เจ้าตัวมาเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบ ๆ ประหนึ่งเป็นเจ้าของร้านผู้มีอิทธิพล ต้นหอมผู้เป็นทั้งพนักงานและพี่เลี้ยงจำเป็นจึงเอาหน้ากากกันน้ำลายอันเล็กพร้อมหมวกคลุมผมใส่ให้ จากนั้นชวนเด็กหญิงไปตักออเดิร์ฟเสิร์ฟให้ลูก
“ตักมะพร้าวแก้วให้ลูกค้าก่อนนะคะน้องพลอย เดี๋ยวลูกค้าไม่ได้กินของอร่อย”
เด็กหญิงฟีนขึ้นเก้าอี้ ขอทัพพีจากพี่เลี้ยงจำเป็นแล้วตักมะพร้าวแก้วฝีมือคนเป็นยายใส่จนพูนจาน
“หูย เยอะไปค่ะน้องพลอย เอาพอดี ๆค่ะ”
ต้นหอมถือจานไว้รอจนกระทั่งเจ้าตัวยุ่งปีนลงจากเก้าอี้จึงส่งจานให้ เด็กหญิงพิมพ์ประภาจึงยกจานเอน ๆ เอียง ๆ กะเท่เร่เดินตรงไปยังโต๊ะของอาทิตย์
จังหวะนั้นอชิรวิชย์หันมามองพอดี ใจเขาหายวาบ เพราะภาพมันช่างเหมือนใครบางคนยามที่พยายามจะยกจานอาหารมาให้ไม่มีผิด
“ออเจิ๊บค่า" (ออเดิร์ฟค่า)
อาทิตย์รับจานมะพร้าววางลงบนโต๊ะ อชิรวิชย์ขมวดคิ้ว ไม่เคยเห็นร้านไหนใช้มะพร้าวแก้วเป็นออเดิร์ฟมาก่อน ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาชิม
“เอาไว้ตัดรสเผ็ดครับ" อาทิตย์อธิบาย หน้าเขายิ้มจนเหมาะจะเป็นฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์มากกว่าสถาปนิกเสียอีก "อาหารที่นี่ถ้าเป็นพวกต้มยำ ส้มตำ จะรสจัดมาก แม่ครัวมาจากอิสาน กินพริกเหมือนกินขนมเลยครับ"
“คุณยุงลองกินมั้ย" เด็กหญิงตัวน้อยจิ้มเนื้อมะพร้าวแก้วส่งให้อชิรวิชย์ ยิ่งสบตากลมโตไร้เดียงสาความรู้สึกยิ่งชัดเจน ดวงตากลมโต จมูกรั้น ประกายตาแสนดื้อ
หากไม่ใช่เด็กก็คงเป็นพิมพ์ดาวจริง ๆ อชิรวิชย์ลอบถอนหายใจ จินตนาการในหัวมันเหมือนนิยายเหมือนละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งมากเกินไป จะให้คิดว่าเจ้าของร้านอาจจะเป็นพิมพ์ดาวอย่างนั้นเหรอ เธอจะเอาเงินที่ไหนมากพอมาเปิดร้านอาหารในซอยพื้นที่สุขุมวิทขนาดนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเป็นหลักล้าน พิมพ์ดาวที่เขารู้จักช่วยแม่ขายมะพร้าวแก้ว ช่วยพี่สาวขายอาหารตามสั่นงจากนั้นก็แต่งงานมาช่วยงานบริษัทออกแบบของเขา
ไม่เคยทำงานของตัวเองสักที จะเปิดร้านอาหารได้อย่างไร
มัวแต่คิดเรื่องเก่า อชิรวิชย์จึงนั่งนิ่งไม่กินมะพร้าวแก้วของเด็กหญิง
เจ้าตัวน้อยเมื่อยมือจึงเบนเข็มไปหาอาทิตย์แทน คนหน้ายิ้มก้มลงจะกินมะพร้าว อชิรวิชย์สะดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา จับข้อมือเล็ก ๆ ให้เอากลับมาก่อนงับมะพร้าวแก้วตัดหน้าอทิตย์ไปชั่วเสี้ยววินาที
ทำลูกน้องหน้าเหวอ ส่วนตัวเองเคี้ยวมะพร้าวกรุบ ๆ สีหน้าท่าทางครุ่นคิดสงสัย
รสชาติของมะพร้าวแก้วคุ้นปากจนชวนให้นึกถึงมะพร้าวแก้วหอมนวลของเชียงคานที่เคยได้กิน
#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #นิยายหย่าร้าง #นางเอกท้อง #นิยายมีเด็ก
"ขอสงวนสิทธิ์ในการบริการถ้าหากว่าลูกค้ายังยืนยันจะใช้โต๊ะที่จองไว้ให้แขกท่านอื่นนะคะ""มันจะเรื่องมากอะไรนักหนาเล่า" คนเอาแต่ใจแสนจะหงุดหงิด ความดัง ชื่อเสียง เงินทองทำให้เชื่อว่าตัวเองต้องได้ทุกสิ่งตามใจไปทั้งหมด อีกอย่างโม้กับอชิรวิชย์ไว้เยอะด้วยว่าไม่มีปัญหา หากเจรจาต่อรองไม่ได้ โดนฏิเสธก็หน้าแหกพอดี แล้วใครจะยอมให้เป็นอย่างนั้นเล่า“คนที่จองไว้ยังไม่มานี่คะ นั่งไปก่อนจะเป็นอะไร" ไอยวรินทร์ว่า อยากจะยียวนกวนประสาทให้สาแก่ใจ ถ้ารู้ก่อนว่าที่นี่เป็นร้านของพิมพ์ดาวจะชวนอชิรวิชย์มากินทุกวัน ผู้หญิงบ้านนอกคอกนามันจะได้รู้ว่าตัวเองน่ะเป็นแค่ของเก่าผู้ชายไม่เอาไปแล้วพิมพ์ดาวพรูลมหายใจระบายความอัดอั้น แม้เพียงนิดเดียวก็ไม่อยากกระทบกระทั่ง ทำร้านอาหารเกิดเหตุขึ้นมามีแต่เสียกับเสีย แต่ผู้ชายผู้หญิงสองคนนี้ก็มารยาททรามเกินกว่าจะยอมลงให้ได้“ขอความกรุณาใช้บริการโต๊ะที่ยังไม่มีการจองด้วยนะคะ ยังมีโต๊ะว่างสำหรับสามที่อยู่ทางด้านหลังอีกสองสามโต๊ะค่ะ" หญิงสาวทวนทางเลือกที่ถูกต้องอีกครั้งเชฟอดิสรตบโต๊ะดังปัง ! ดังจนสะเทือนลั่นร้าน พิมพ์ดาวเองย
"พิมพ์"เข้ามาถึงเขาก็ตรงไปหาพิมพ์ดาวทันที หญิงสาวเพิ่งฟังเรื่องจากต้นหอมว่ามีลูกค้ากำลังวางท่ากร่างด้านนอก โยนป้ายจองของลูกคนรายอื่นทิ้งอย่างเสียมารยาท แล้วก็เรียกให้เจ้าของร้านออกไปพบ ความวัวไม่ทันหายความควายอย่างเขาก็โผล่เข้ามาอีกพอดี ตอนแรกพิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องลูกค้ากร่างกับการมาถึงของอชิรวิชย์เป็นคนละเรื่องกัน แวบแรกหญิงสาวจึงไม่สนใจอดีตสามี ทำเป็นอากาศธาตุไม่เห็นไม่สนใจ ถอดผ้ากันเปื้อนจะออกไปจัดการลูกค้ามากเรื่องด้านนอก"พิมพ์คุยกันก่อน" อชิรวิชย์เข้ามาขวาง "พิมพ์จะขายร้านเหรอ"พิมพ์ดาวนิ่วหน้าขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด ไม่เข้าใจว่าอชิรวิชย์หมายถึงเรื่องอะไร จู่ ๆ ทำไมมาถามว่าเธอจะขายร้านเหรอ เธอไม่ได้ติดป้ายประกาศขายอะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าอชิรวิชย์เอาความคิดนี้มาจากไหน แล้วเธอจะขายร้านได้อย่างไรก็เพิ่งเรียกแก้วกานต์มาทำในส่วนบาร์น้ำเพิ่มเติมไปเองหญิงสาวไม่เคยคิดจะขายร้าน ตรงกันข้าม พิมพ์ดาวกำลังขยายร้านนี้ให้เติบโตขึ้นไปอีก ร้านนี้พี่สาวเธอมีหุ้นอยู่ด้วย จะขายจะทำอะไรก็ต้องปรึกษากันหลายคน ไม่ใช่ว่าคิดจะทำอะไรก็
พิมพ์ดาวนั่งกอดอกหน้าเครียดหลังจากเพ่งมองภาพบนหน้าจอจากกล้องวงจรปิด ผู้ชายในภาพสวมฮู้ดกับหมวกปิดบังใบหน้า ทำให้มองไม่ออกว่าเป็นใคร พิมพ์ดาวยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองสลับกับถอยห่างออกมา ซูมเข้าไปใกล้ เปลี่ยนมุมมองไปมาก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นใครอยู่ดี"หรือจริง ๆ อาจจะเป็นคนแถวนี้ที่บังเอิญเห็นมือถือแกหล่นลงน้ำเลยมาแอบหยิบไปขายหรือเปล่า แกก็ไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหนนี่นา"แก้วกานต์คิดว่าพิมพ์ดาวเพิ่งมาไทยได้ไม่ถึงปีดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีเวลาไปสร้างศัตรูที่ไหน แล้วก็ดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ชายในภาพจะแอบมาเก็บโทรศัพท์มือถือของพิมพ์ดาวไปด้วยดูแล้วน่าจะเป็นพวกขโมยกิ๊กก็อกมากกว่า"ไม่ใช่หรอก" เรื่องว่าหัวขโมยบังเอิญเห็นว่าเด็กหญิงทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ แล้วอาศัยจังหวะไม่มีคนเข้ามาหยิบ น่าจะเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นร้านอาหาร แต่รั้วรอบขอบชิด การจะบังเอิญมาเห็นและบังเอิญแต่งตัวปกปิดใบหน้ามาหยิบ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปในความคิดของพิมพ์ดาวในใจหญิงสาวตอนนี้คิดไปถึงสามีเก่า จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาแอบมาหยิบหลังจากเดินตามเธอไปที่คลินิก  
ท้องฟ้ากรุงเทพ ฯ ตอนกลางคืนยังสว่าง ยิ่งบนพื้นที่แห่งความบันเทิงอย่างสุขุมวิท ต่อให้ปิดไฟหน้าร้านแต่ไฟร้านอื่นก็ยังส่องสว่างมาอยู่ดี พิมพ์ดาวก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในบ่อน้ำตกหน้าร้าน พยายามหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่หายไป ทว่ามองทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ยังไม่เห็น บ่อขนาดเล็กนิดเดียวมันจะหายไปไหนกันหญิงสาวอยากได้มือถือกลับคืน ในนั้นมีข้อมูลสำคัญมากมาย อย่างน้อยเอามาเก็บไว้ให้มั่นใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไม่หลุดรั่วออกไปก็ยังดี ถ้ามันพอจะซ่อมได้ก็จะซ่อม อันที่จริงมือถือเธอเป็นแบบกันน้ำ แต่แช่อยู่นานขนาดนี้ไม่รู้ว่ามันจะพังไปหรือยังเหมือนกัน"หรือไปตกตรงซอกหินหรือเปล่าคะ" ต้นหอมเพิ่งเก็บร้านเสร็จ กำลังจะกลับบ้านแวะมาก้ม ๆ เงย ๆ ช่วยเจ้านายหา ทว่าอย่างไรก็ไม่เจอ แต่เธอจำได้แม่นว่ามือถือกระเด็นจากมือของเด็กหญิงไปตกยังบ่อน้ำจริง ๆ หอมนวลเองก็มาช่วยด้วย แก้วกานต์แวะมาดูความเรียบร้อยจุดตั้งเคาเตอร์สำหรับเครื่องดื่มเห็นเพื่อนก้ม ๆ เงย ๆ กับแม่และเด็กในร้านก็มาชะเง้อชะแง้ด้วยอีกคน“ทำอะไรน่ะพิมพ์”พิมพ์ดาวเงยหน้าจากบ่อน้ำ ยืดตัวถอนหายใจระบายความเห
ห้องโดยสารภายในรถที่เอกสิทธิ์เป็นพลขับเงียบมาตลอดทาง ถึงอาคารจอดรถออฟฟิศอชิรวิชย์ก็เปิดประตูลงไปไม่พูดไม่จา อาทิตย์ขอตัวกลับบ้านไปก่อนหน้าบอกว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์กินอาหารฟิวชั่นแล้ว บอกด้วยว่าจะกลับไปพิจารณาเรื่องของอชิรวิชย์อีกทีว่าจะทำยังไงกับความผิดหวังของตัวเองอชิรวิชย์ตรงไปยังห้องทำงาน ปิดประตูได้ก็พรูลมหายใจออกมายืดยาว ระบุความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลยว่าเป็นอย่างไร เหมือนคนโดนหมอฉีดยาชาไม่ทันตั้งตัว มันช็อก มันอึ้ง มันทำอะไรไม่ถูก เขาเอนหลังพิงกับพนักหลับตานิ่ง สีหน้าแววตาเหมือนคนจะขาดใจตาย ที่เคยคิดว่าตัวเองแน่ตัวเองเจ๊งพังทลาลงไปทั้งหมด แท้จริงเขาอ่อนแอเกินกว่าจะจัดการทุกเรื่องราวในชีวิตได้ด้วยตัวเองเอกสิทธิ์ตามเพื่อนเข้ามาพลางล็อกห้อง คนช่างเผือกนั่งลงตรงข้ามก่อนจะพูดขึ้นว่า“จริง ๆ ก็ดีนะ” บรรยากาศห้องทำงานกว้างกว่าในรถน่าจะทำให้เพื่อนผ่อนคลายลง เขาจึงกล้าพูด “เขาก็ดูสบายดี มีร้านอาหารใหญ่โตแถวสุขุมวิท แสดงว่าก็ไม่น่าจะลำบากนะ จริงมั้ยวะ”เรื่องนี้ก็จริง อชิรวิชย์ไม่เถียง แต่การไม่ลำบากของพิมพ์ดาวมันกระแทกความรู้สึกบางอย่างมันเหมือนเขาจะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น ไม่มีอะไรให้เธอพึ
พิมพ์ดาวตัดใจจากความทรงจำเก่า ๆ ถ้าถืออดีตเอาไว้ชีวิตก็เดินหน้าลำบาก เธอเลือกจะเดินออกมาแล้ว จากอดีตทั้งของเขาและของตัวเอง ไม่มีเหตุผลอะไรต้องอาลัยอาวรณ์ การพบกันเป็นเรื่องบังเอิญ เธอเปิดร้านอาหาร จะบังเอิญเจอเขามาเป็นลูกค้าก็ไม่แปลก พิมพ์ดาวไม่คิดว่าอชิรวิชย์จะมาตามหาตัวเองอะไรขนาดนั้น คนอย่างเขาไม่ให้ค่าอะไรเธอนักหนาหรอกพิมพ์ดาวไม่คิดด้วยว่าเขาจะเกิดอยากจะรับผิดชอบลูกขึ้นมา ก็ในเมื่อเขาบอกชัดเจนว่า ‘ไม่เอา’ มาตั้งแต่แรก และคนอย่างเธอก็มีศักดิ์ศรีพอจะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ในเมื่อน้องพลอยเป็นลูกเธอ เธอก็จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกไปเรียกร้องขอความรักจากใคร ความรักของเธอมากมายและเพียงพอแล้วสำหรับจะเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตมา พิมพ์ดาวไม่อยากหวนไปเรียกร้องเอาผู้หญิงที่ตายไปแล้วเข้ามาในชีวิต ในเมื่ออชิรวิชย์อยากให้ชีวิตที่เหลือกับคนตายก็ให้เขาใช้ไป ! เธอจะไม่มีทางยอมให้ลูกเธอต้องใช้ชีวิตกับคนตายไปแล้วเด็ดขาด !คนเป็นแม่อุ้มเจ้าตัวแสบเดินกลับร้านด้วยความเด็ดเดี่ยว คนตัวยุ่งวุ่นวายกับแผลตัวเองด้วยความตื่นเต้น สัมผัสไม่ถึงความรู้สึกไม่มั่นคงของคนเป็นแม่ เพราะที่ผ่าน







