Masukตอนแรกเอกสิทธิ์งงว่าน้องสะใภ้ทำไมสูงเลยเข่าตัวเองมานิดเดียว หน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวขาวเหมือนหยวกกล้วยจริง แต่มัดแกละกระจายทั่วศีรษะด้วย ใบหน้ากลม แก้มย้อยแถมแดงแป๊ด น่าหยิกให้หายหมั่นเขี้ยว ตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อยว สวมชุดแขนตุ๊กตา สะพายกระเป๋ามาด้วยนี่แปลก ๆ
ความสูงระดับนี้ไม่น่าจะทำอาหารได้หรือเปล่า
ฟันขึ้นครบหรือยัง เอาอย่างนี้ดีกว่า
“มาทำยัย" (มาทำอะไร) เด็กหญิงพิมพ์ประภายืนจ้องผู้มาเยือนแววตาจริงจัง ในบรรดาผู้ชายสี่คน เด็กหญิงตัวน้อยรู้จักแค่น้าอาทิตย์คนเดียว คนอื่นไม่รู้จัก กติกรก็ไม่ยกเว้น
เด็กหญิงตัวน้อยชอบคนหน้าตาใจดี คุณสมบัตินั้นมีอยู่ในตัวอาทิตย์ ชายหนุ่มจึงเป็นที่จดจำ
เจ้าตัวเล็กยืนบนสนามหญ้า ย่ำเท้าท่าทางนักเลงทั้งที่ตัวกะเปี๊ยกเดียว ขายังไม่แข็งพอจะวิ่งเร็ว ๆ ได้ด้วยซ้ำ แต่ความมั่นใจแก่นแก้วเกินร้อย รอฟังคำตอบด้วยใจจดจ่อ
“มากินข้าวค่ะ คุณแม่หนูอยู่มั้ย” อาทิตย์ย่อตัวลงบอก อดหยิกแก้มขาวเบา ๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยวไม่ได้
“โต๊ะเจ็ม" เด็กน้อยยิงฟันโชว์ เลียนแบบคำพูดของพนักงานในร้านที่ชอบกระซิบกันเวลาเร่งด่วน ร้านดาวเดือนมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนเริ่มเป็นที่รู้จักทำให้ช่วงกลางวันกับเย็นโต๊ะมักจะเต็ม เวลามีลูกค้ามา พนักงานจึงมักกระซิบกันว่า 'โต๊ะเต็ม' ทำไงดี เจ้าตัวชอบแอบฟัง นานวันไปก็เลียนการออกเสียงจนพูดคำว่า ‘โต๊ะเจ็ม’ ได้เต็มปาก เดินไปที่ไหนก็โต๊ะเจ็มทั้งนั้น
“ข้างในยังเห็นว่างอยู่เลย เข้าไปดูอีกทีสิคะ"
อชิรวิชย์ชี้ให้เด็กน้อยมองเข้าไปข้างใน เด็กหญิงพิมพ์ประภาวิ่งเข้าไปในร้านแล้ววิ่งกลับออกมาเงยหน้าสบตาเขาพร้อมกับพูดอีกครั้ง บอกว่า
“โต๊ะเจ็ม”
ดวงตาไร้เดียงสาเป็นประกายวาววับด้วยความมั่นใจ แน่ใจว่าตัวเองพูดไม่ผิด เวลามีลูกค้ามาต้องบอกว่า ‘โต๊ะเต็ม’ เป็นเรื่องถูกแล้ว เจ้าตัวกลมยืนปักหลักขวางทวงไม่ยอมให้สี่หนุ่มเข้าไปข้างใน แววความมั่นใจนี้มันช่างเหมือน...
อชิรวิชย์ส่ายศีรษะ เขาคิดเพ้อเจ้อไป เป็นไปไม่ได้หรอก ความบังเอิญอาจจะเกิดขึ้นกับคนอื่น ทว่าสำหรับอชิรวิชย์แล้วเขาไม่เชื่อสิ่งนั้น เด็กที่ไหนก็แววตาไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความมั่นใจทั้งนั้น เด็กคนนี้ก็คงเหมือนกัน
“โต๊ะไม่เต็มนะคะ น้องพลอยเข้าไปเรียกพี่พนักงานให้หน่อย บอกว่ามีลูกค้ามากินข้าว” อาทิตย์บอกซ้ำอีกครั้ง “พวกพี่ ๆ มาไกลมาก ถ้าไม่ได้กินข้าวต้องหิวตายแย่ ๆ โอ้ย !
เด็กหญิงพิมพ์ประภาอึ้งไปอึดใจ หลังได้ยินอาทิตย์บอก คล้ายว่าสมองเด็กต้องใช้เวลาประมวลผลนานสักหน่อย กว่าเจ้าตัวจะวิ่งทั้งกระเป๋าที่หลังเข้าไปข้างใน ตรงไปยังห้องครัว หยุดยืนข้างหญิงสาวผิวขาวราวกับหยวก
"จุนแม่ขา น้าทิตย์ มากินข้าว"
พิมพ์ดาวเรียกพนักงานที่กำลังล้างจานให้ออกไปต้อนรับแขกคนนึง แล้วก็เรียกอีกคนให้มาพาลูกสาวตัวน้อยออกไป
"แม่บอกแล้วไงคะว่าอย่าเข้ามาในครัว มันอันตราย หม้อร้อน ๆ เต็มไปหมดเลย"
"น้าทิตย์บอกโต๊ะไม่เจ็ม"
"ไม่เต็มหรอกค่ะ" พิมพ์ดาวเดินไปล้างมือแล้วรีบอุ้มลูกสาวส่งให้เด็กในร้าน "คอยดูแลแขกให้แม่จนกว่าคุณยายจะกลับนะคะ โอเคมั้ย"
"น้องปอยอยากฉับปัก" (น้องพลอยอยากสับผัก)
"ยังไม่ได้ค่ะ" พิมพ์ดาวส่ายหน้า ส่งเสียงเรียกพนักงานในร้านให้ออกมาเอาลูกสาวออกไป
ช่วงนี้พิมพ์ดาวมีปัญหาว่าพนักงานน้อย เธอกำลังติดต่อให้แก้วกานต์มาช่วย แต่เพื่อนบอกว่าแจ้งออกต้องรอเดือนนึง
แถวนี้ลูกค้าเยอะแต่พนักงานหายาก ขนาดว่าพิมพ์ดาวให้เรตเงินเดือนสูงกว่าร้านอื่น แต่ด้วยสไตล์อาหารอิสานแบบฟิวชั่น ยังไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ลูกค้าที่มาเน้นกินข้าว ทิปไม่หนักเท่าลูกค้าเน้นดื่ม พนักงานหลายคนขอลาออกไปร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากจะได้ส่วนแบ่งแล้ว ยังได้ทิปหนัก ๆ อีกด้วย
คงต้องรอแก้วกานต์มาดูแลเรื่องเครื่องดื่มนู่นแหละ สถานการณ์ถึงจะดีขึ้น
เจ้าตัวยุ่งออกไปแล้ว พนักงานในร้านที่รับออเดอร์โต๊ะของอาทิตย์ก็เดินสวนเข้ามาพร้อมรายการสั่งอาหารในมือ
หญิงสาวอ่านรายการอาการ เมนูที่สั่งมีส้มตำทอดปูนิ่ม ลาบปลาหมึกกรอบ ไก่ทอดตะไคร้ อ่อมเกี๊ยวหมูและข้าวเหนียว
พิมพ์ดาวสวมผ้ากันเปื้อน ใส่หน้ากากกันน้ำลาย ก่อนจะเรียกแม่ครัวอีกคนมาช่วยด้วย
หญิงสาวอ่านรายการอาหารอีกครั้งสั่งให้ละเอียดอีกครั้ง คิ้วสีน้ำตาลขมวดเข้าหากัน เมื่อพบว่ามีรายการเพิ่มเติมยิบย่อยด้านหลังเต็มไปหมด
*ส้มตำทอดปูนิ่ม ไม่เผ็ด พริกครึ่งเม็ด ไม่ใส่กระเทียม ไม่ใส่ถั่วฝักยาว ไม่ใส่ปลาร้า
*ลาบปลาหมึกกรอบ ไม่เผ็ด ไม่ใส่ผักกลิ่นแรง
* ไก่ทอดตะไคร้ เอาส่วนอกไก่ แยกหนังกับเนื้อ
* อ่อมเกี๊ยวหมู ไม่ใส่ปลาร้า และผักชีลาว
*ข้าวเหนียว ขอข้าวใหม่
นี่ถ้าไม่เลิกกันไปแล้ว พิมพ์ดาวจะนึกว่าลูกค้าคือผัวเก่าจริง ๆ นะ ให้ตายสิ
พนักงานพาเด็กหญิงตัวน้อยกลับออกมาข้างนอกเหมือนเดิม เจ้าตัวมาเดินสำรวจความเรียบร้อยรอบ ๆ ประหนึ่งเป็นเจ้าของร้านผู้มีอิทธิพล ต้นหอมผู้เป็นทั้งพนักงานและพี่เลี้ยงจำเป็นจึงเอาหน้ากากกันน้ำลายอันเล็กพร้อมหมวกคลุมผมใส่ให้ จากนั้นชวนเด็กหญิงไปตักออเดิร์ฟเสิร์ฟให้ลูก
“ตักมะพร้าวแก้วให้ลูกค้าก่อนนะคะน้องพลอย เดี๋ยวลูกค้าไม่ได้กินของอร่อย”
เด็กหญิงฟีนขึ้นเก้าอี้ ขอทัพพีจากพี่เลี้ยงจำเป็นแล้วตักมะพร้าวแก้วฝีมือคนเป็นยายใส่จนพูนจาน
“หูย เยอะไปค่ะน้องพลอย เอาพอดี ๆค่ะ”
ต้นหอมถือจานไว้รอจนกระทั่งเจ้าตัวยุ่งปีนลงจากเก้าอี้จึงส่งจานให้ เด็กหญิงพิมพ์ประภาจึงยกจานเอน ๆ เอียง ๆ กะเท่เร่เดินตรงไปยังโต๊ะของอาทิตย์
จังหวะนั้นอชิรวิชย์หันมามองพอดี ใจเขาหายวาบ เพราะภาพมันช่างเหมือนใครบางคนยามที่พยายามจะยกจานอาหารมาให้ไม่มีผิด
“ออเจิ๊บค่า" (ออเดิร์ฟค่า)
อาทิตย์รับจานมะพร้าววางลงบนโต๊ะ อชิรวิชย์ขมวดคิ้ว ไม่เคยเห็นร้านไหนใช้มะพร้าวแก้วเป็นออเดิร์ฟมาก่อน ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาชิม
“เอาไว้ตัดรสเผ็ดครับ" อาทิตย์อธิบาย หน้าเขายิ้มจนเหมาะจะเป็นฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์มากกว่าสถาปนิกเสียอีก "อาหารที่นี่ถ้าเป็นพวกต้มยำ ส้มตำ จะรสจัดมาก แม่ครัวมาจากอิสาน กินพริกเหมือนกินขนมเลยครับ"
“คุณยุงลองกินมั้ย" เด็กหญิงตัวน้อยจิ้มเนื้อมะพร้าวแก้วส่งให้อชิรวิชย์ ยิ่งสบตากลมโตไร้เดียงสาความรู้สึกยิ่งชัดเจน ดวงตากลมโต จมูกรั้น ประกายตาแสนดื้อ
หากไม่ใช่เด็กก็คงเป็นพิมพ์ดาวจริง ๆ อชิรวิชย์ลอบถอนหายใจ จินตนาการในหัวมันเหมือนนิยายเหมือนละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งมากเกินไป จะให้คิดว่าเจ้าของร้านอาจจะเป็นพิมพ์ดาวอย่างนั้นเหรอ เธอจะเอาเงินที่ไหนมากพอมาเปิดร้านอาหารในซอยพื้นที่สุขุมวิทขนาดนี้ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีเป็นหลักล้าน พิมพ์ดาวที่เขารู้จักช่วยแม่ขายมะพร้าวแก้ว ช่วยพี่สาวขายอาหารตามสั่นงจากนั้นก็แต่งงานมาช่วยงานบริษัทออกแบบของเขา
ไม่เคยทำงานของตัวเองสักที จะเปิดร้านอาหารได้อย่างไร
มัวแต่คิดเรื่องเก่า อชิรวิชย์จึงนั่งนิ่งไม่กินมะพร้าวแก้วของเด็กหญิง
เจ้าตัวน้อยเมื่อยมือจึงเบนเข็มไปหาอาทิตย์แทน คนหน้ายิ้มก้มลงจะกินมะพร้าว อชิรวิชย์สะดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา จับข้อมือเล็ก ๆ ให้เอากลับมาก่อนงับมะพร้าวแก้วตัดหน้าอทิตย์ไปชั่วเสี้ยววินาที
ทำลูกน้องหน้าเหวอ ส่วนตัวเองเคี้ยวมะพร้าวกรุบ ๆ สีหน้าท่าทางครุ่นคิดสงสัย
รสชาติของมะพร้าวแก้วคุ้นปากจนชวนให้นึกถึงมะพร้าวแก้วหอมนวลของเชียงคานที่เคยได้กิน
#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #นิยายหย่าร้าง #นางเอกท้อง #นิยายมีเด็ก
อชิรวิชย์ใช้เวลาช่วงเย็นไปจนถึงค่ำคิดเรื่องพิมพ์ดาว ร้านอาหาร ลูกน้องและบริษัทออกแบบ ขนาดว่าลูกน้องและเอกสิทธิ์กลับไปทั้งหมดแล้วก็ยังนั่งไตร่ตรองอยู่อย่างนั้นสายวันรุ่งขึ้นอชิรวิชย์ไม่เข้าออฟฟิศ ชายหนุ่มขับรถออกจากบ้านเลยไปยังร้านเดือนดาว คนตัวสูงยืนหลบเลี่ยงอยู่ด้านนึงของประตูรั้วมองเข้าไปข้างในเห็นเจ้าตัวยุ่งสะพายกระเป๋าราคาพันล้านเดินไปเดินมารอบ ๆ บ่อน้ำตก“จบ” " (กบ) ในบ่อมีไข่กบลอยเป็นแพ เด็กหญิงพิมพ์ประภานั่งยอง ๆ มองด้วยความสนใจอยู่อย่างนั้น วันนี้เจ้าตัวอยู่ในชุดกางเกงผ้าสีดำกับเสื้อยืดสีส้ม เกล้าผมแกละสามจุกรัดด้วยหนังยางสีสันสดใส ที่สดใสกว่าหนังยางก็เห็นจะมีแค่แววตากับใบหน้าเท่านั้นแหละ"ป้อแม่ยูก พี่หอมขา จบป้อแม่ยูกว่ายน้ำ น้องปอยอยากไหว้ด้วย" ( พ่อแม่ลูก พี่หอมขา กบพ่อแม่ลูกว่ายน้ำ น้องพลอยอยากว่ายด้วย )ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังยืดมือประกบกันทำท่าจะกระโจนลงไปในน้ำ ต้นหอมร้องว้าย ! อชิรวิชย์ยังตกใจเกือบถลาออกไปดึงตัวคนที่เตรียมสวมบทเงือกสาวกระโดดลงบ่อ ดีกว่าต้นหอมคว้าตัวเอาไว้ได้ทัน เจ้าตัวยุ่งจึงไม่ทันได้เป็นเมอร์เมด กลับมานั่
น้ำอีกแก้วสาดมาเต็มหน้า เจ้าตัวเล็กห่อปากอย่างนึกสนุก เข้าใจว่าคนเป็นยายเล่นสงกรานต์กับคุณลุง ถึงกับชูมือร้องเย้สนุกสนาน"ออกไปเลย ไป๊" สามปีผ่านไปคนเป็นแม่ไม่หายโกรธ ไม่ดีขึ้นเลยสักนิด การต้องทนเห็นลูกสาวที่เคยฝากฝังกับผู้ชายคนนึงไว้ด้วยเชื่อว่าเขาจะดูแลลูกตัวเองได้ดีกลายเป็นแม่ม่ายลูกติดเหมือนตัวเองสร้างความเจ็บปวดให้กับนางหอมนวลเป็นอย่างยิ่ง ก็ตอนมาขอรับปากจะดูแล ไม่ทิ้งไม่ขว้าง ถึงเวลาเอาเข้าจริง ๆ ก็ทำไม่ได้อย่างที่พูดไอ้เฮงซวย !คนเป็นแม่ใช้คำด่าเดียวกับลูกสาวเปี๊ยบ ทำร้ายตัวเองยังไม่เจ็บเท่าทำร้ายแก้วตาดวงใจ ใครมันทำลูกแม่เจ็บ แม่เจ็บกว่าหลายเท่านัก"แม่" พิมพ์ดาวตกใจ เห็นลูกอยู่ด้วย ไม่อยากให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมไม่ดีตอนอยู่ออสเตรเลีย แม่ของพี่เขยเธอช่วยสอนหลายอย่าง ทั้งการใช้ชีวิต การเลี้ยงลูก การวางตัวโลกของพิมพ์ดาวที่เคยเป็นเพียงผู้หญิงบ้าน ๆ คิดว่าชีวิตก็ทำงาน มีสามี มีลูก ได้รับมุมมองใหม่ ๆ ทำให้รู้ว่าหนทางการใช้ชีวิตมีมากมาย เปลี่ยนผู้หญิงบ้าน ๆ ให้วางตัวได้อย่างมีชั้นเชิงมากขึ้น ไม่ได้ตรงไปตรงมาใ
ตำรวจเชิญตัวเชฟอดิศรกับไอยวรินทร์ออกไป อชิรวิชย์เดินตามพิมพ์ดาวมายังพื้นที่ด้านหน้าครัว ชายหนุ่มรั้งแขนภรรยาเอาไว้ พิมพ์ดาวกระชากมือออกแสดงท่าทางรังเกียจเปิดเผย“อย่ามาจับฉัน”เพราะเขาเธอถึงเสียเวลาวุ่นวาย แล้วเขายังพาผู้หญิงคนที่ทำร้ายความรู้สึกเธอเมื่อสามปีก่อนมาที่นี่อีก อชิรวิชย์ใจร้ายกับเธอเกินไป เขาทำอะไรไม่เคยเกรงใจ ไม่เคยแคร์เลยว่าเธอจะคิดจะรู้สึกยังไงไอ้ผู้ชายเฮงซวยเอ้ย !“ก็คุยกันก่อนสิพิมพ์” “จะคุยอะไร” พิมพ์ดาวไม่เห็นว่ามีเรื่องอะไรจะต้องคุยสักหน่อยพิมพ์ดาวโกรธจนหน้าแดงจัด เห็นเป็นปื้นแดงบนโหนกแก้มขาว ๆ ชัดเจนเธอพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้ตัวเองอาละวาดโวยวายกรีดร้องทั้งที่ความจริงอยากจะใช้มือตะกุยหน้าทั้งสามคนให้เลือดซิบ คนอะไรไม่มีมารยาทไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเลยสักนิด ถึงเธอจะเป็นคนต่างจังหวัด แต่ไม่เคยไปโวยวายทำตัวกร่างทุบโต๊ะในร้านอาหารคนอื่นปัง ๆ ไม่เกรงใจอย่างนี้แล้วเธอก็ไม่เคยไปแก้ผ้าเหลือแต่เสื้อในต่อหน้าผัวคนอื่นเหมือนผู้หญิงคนนั้นด้วย“เรื่องของเชฟอดิสรกับรินทร์ ไม่ต้องหนักใจนะ ผมจะจัดการให้เอง”“จัดการอะไรเหรอคะ” พิมพ์ดาวฟังแล้วระคายหู เขาจะมาจัดการอะไรได้ เ
"ขอสงวนสิทธิ์ในการบริการถ้าหากว่าลูกค้ายังยืนยันจะใช้โต๊ะที่จองไว้ให้แขกท่านอื่นนะคะ""มันจะเรื่องมากอะไรนักหนาเล่า" คนเอาแต่ใจแสนจะหงุดหงิด ความดัง ชื่อเสียง เงินทองทำให้เชื่อว่าตัวเองต้องได้ทุกสิ่งตามใจไปทั้งหมด อีกอย่างโม้กับอชิรวิชย์ไว้เยอะด้วยว่าไม่มีปัญหา หากเจรจาต่อรองไม่ได้ โดนฏิเสธก็หน้าแหกพอดี แล้วใครจะยอมให้เป็นอย่างนั้นเล่า“คนที่จองไว้ยังไม่มานี่คะ นั่งไปก่อนจะเป็นอะไร" ไอยวรินทร์ว่า อยากจะยียวนกวนประสาทให้สาแก่ใจ ถ้ารู้ก่อนว่าที่นี่เป็นร้านของพิมพ์ดาวจะชวนอชิรวิชย์มากินทุกวัน ผู้หญิงบ้านนอกคอกนามันจะได้รู้ว่าตัวเองน่ะเป็นแค่ของเก่าผู้ชายไม่เอาไปแล้วพิมพ์ดาวพรูลมหายใจระบายความอัดอั้น แม้เพียงนิดเดียวก็ไม่อยากกระทบกระทั่ง ทำร้านอาหารเกิดเหตุขึ้นมามีแต่เสียกับเสีย แต่ผู้ชายผู้หญิงสองคนนี้ก็มารยาททรามเกินกว่าจะยอมลงให้ได้“ขอความกรุณาใช้บริการโต๊ะที่ยังไม่มีการจองด้วยนะคะ ยังมีโต๊ะว่างสำหรับสามที่อยู่ทางด้านหลังอีกสองสามโต๊ะค่ะ" หญิงสาวทวนทางเลือกที่ถูกต้องอีกครั้งเชฟอดิสรตบโต๊ะดังปัง ! ดังจนสะเทือนลั่นร้าน พิมพ์ดาวเองย
"พิมพ์"เข้ามาถึงเขาก็ตรงไปหาพิมพ์ดาวทันที หญิงสาวเพิ่งฟังเรื่องจากต้นหอมว่ามีลูกค้ากำลังวางท่ากร่างด้านนอก โยนป้ายจองของลูกคนรายอื่นทิ้งอย่างเสียมารยาท แล้วก็เรียกให้เจ้าของร้านออกไปพบ ความวัวไม่ทันหายความควายอย่างเขาก็โผล่เข้ามาอีกพอดี ตอนแรกพิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องลูกค้ากร่างกับการมาถึงของอชิรวิชย์เป็นคนละเรื่องกัน แวบแรกหญิงสาวจึงไม่สนใจอดีตสามี ทำเป็นอากาศธาตุไม่เห็นไม่สนใจ ถอดผ้ากันเปื้อนจะออกไปจัดการลูกค้ามากเรื่องด้านนอก"พิมพ์คุยกันก่อน" อชิรวิชย์เข้ามาขวาง "พิมพ์จะขายร้านเหรอ"พิมพ์ดาวนิ่วหน้าขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด ไม่เข้าใจว่าอชิรวิชย์หมายถึงเรื่องอะไร จู่ ๆ ทำไมมาถามว่าเธอจะขายร้านเหรอ เธอไม่ได้ติดป้ายประกาศขายอะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าอชิรวิชย์เอาความคิดนี้มาจากไหน แล้วเธอจะขายร้านได้อย่างไรก็เพิ่งเรียกแก้วกานต์มาทำในส่วนบาร์น้ำเพิ่มเติมไปเองหญิงสาวไม่เคยคิดจะขายร้าน ตรงกันข้าม พิมพ์ดาวกำลังขยายร้านนี้ให้เติบโตขึ้นไปอีก ร้านนี้พี่สาวเธอมีหุ้นอยู่ด้วย จะขายจะทำอะไรก็ต้องปรึกษากันหลายคน ไม่ใช่ว่าคิดจะทำอะไรก็
พิมพ์ดาวนั่งกอดอกหน้าเครียดหลังจากเพ่งมองภาพบนหน้าจอจากกล้องวงจรปิด ผู้ชายในภาพสวมฮู้ดกับหมวกปิดบังใบหน้า ทำให้มองไม่ออกว่าเป็นใคร พิมพ์ดาวยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองสลับกับถอยห่างออกมา ซูมเข้าไปใกล้ เปลี่ยนมุมมองไปมาก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นใครอยู่ดี"หรือจริง ๆ อาจจะเป็นคนแถวนี้ที่บังเอิญเห็นมือถือแกหล่นลงน้ำเลยมาแอบหยิบไปขายหรือเปล่า แกก็ไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหนนี่นา"แก้วกานต์คิดว่าพิมพ์ดาวเพิ่งมาไทยได้ไม่ถึงปีดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีเวลาไปสร้างศัตรูที่ไหน แล้วก็ดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ชายในภาพจะแอบมาเก็บโทรศัพท์มือถือของพิมพ์ดาวไปด้วยดูแล้วน่าจะเป็นพวกขโมยกิ๊กก็อกมากกว่า"ไม่ใช่หรอก" เรื่องว่าหัวขโมยบังเอิญเห็นว่าเด็กหญิงทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ แล้วอาศัยจังหวะไม่มีคนเข้ามาหยิบ น่าจะเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นร้านอาหาร แต่รั้วรอบขอบชิด การจะบังเอิญมาเห็นและบังเอิญแต่งตัวปกปิดใบหน้ามาหยิบ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปในความคิดของพิมพ์ดาวในใจหญิงสาวตอนนี้คิดไปถึงสามีเก่า จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาแอบมาหยิบหลังจากเดินตามเธอไปที่คลินิก  







