Mag-log in"เราแวะหาอะไรกินก่อนมั้ยครับพี่วิชย์" อาทิตย์รวบรวมความกล้าชะโงกหน้าขึ้นมาถามเจ้านาย
ถนนเส้นเข้าสุขุมวิทแออัดเช่นดังเดิม สี่หนุ่มในรถอันประกอบด้วย เอกสิทธิ์รับหน้าที่พลขับพ่วงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป อชิรวิชย์เป็นเจ้าของ A-Chi architecture นั่งข้างกัน และสถาปนิกระดับจูเนียร์ อาทิตย์ ชายหนุ่มผิวขาวชาวเหนือผู้เขินได้ทุกสถานการณ์ และกติกร หนุ่มใต้คมเข้ม ผู้พร้อมชงทุกหัวข้อแซวเพื่อน
ทั้งหมดเพิ่งกลับจากพรีเซนต์งานลูกค้าแถวเพลินจิตเป็นงานออกแบบร้านอาหารไทยฟิวชั่นของเชฟชื่อดังจากรายการทำิาหารยอดนิยม จะสร้างแลนด์มาร์คใจกลางสุขุมวิท
ปีนี้บริษัทออกแบบ A-Chi เติบโตมั่นคงขึ้นอีกก้าว หลังจากสองปีที่แล้ว อชิรวิชย์สร้างความฮือฮาด้วยการออกแบบที่พักเล็ก ๆ ทางภาคเหนือ ทว่าโดดเด่นจนนักเดินทางหลายคนทำรีวิวชื่นชมกลายเป็นกระแสบนโลกออนไลน์ ผู้คนจองเต็มไปถ่ายรูปจนได้ชื่อว่าเป็นแลนมาร์กใหม่ของดอยม่อนแจ่ม
หลังเหตุการณ์นั้นผ่านมาหนึ่งปี ทั้งบริษัทจึงทำงานกันหัวหมุน แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
เพื่อขยับขยายธุรกิจ อชิรวิชย์จึงย้ายออฟฟิศ ซึ่งแต่เดิมอยู่ใกล้บ้านของเขา มาอยู่แถวสุขุมวิท เข้าซอยไปลึกหน่อย แต่ว่าทำเลดีมีที่จอดรถและเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้ สะดวกทั้งสำหรับลูกค้าและสำนักงาน แม้ว่าจะไกลบ้านของอชิรวิชย์สักหน่อย แต่ตัวเขาเองนาน ๆ จึงจะเข้าออฟฟิศที ส่วนใหญ่หัวแรงหลักในการคุมงานจะเป็นเอกสิทธิ์ เพื่อนสนิทสมัยเรียนของอชิรวิชย์ ที่เขาดึงตัวมาทำงานด้วย
"เอาเลย พี่ไม่หิว" อชิรวิชย์เป็นคนกินยาก เขาเลยหลบเลี่ยงการกินอาหารร่วมกับคนอื่น รวมถึงลูกน้องด้วย นอกจากจะเป็นงานสำคัญ อย่างงานเลี้ยงประจำปีบริษัท หรือถ้าหากเป็นการเลี้ยงลูกค้า ชายหนุ่มก็จะเลือกคาเฟ่ในเมืองหรือร้านกาแฟเจ้าดังอย่างสตาร์บั๊ค ซึ่งการเจาะจงออเดอร์เฉพาะบางอย่างในเครื่องดื่มเป็นเรื่องปกติสำหรับคนทั่วไป
"มันจะไปกินข้าวที่ไหน มันจะไปจีบสาว" เอกสิทธิ์แซวลูกน้องเสียงดัง ชายหนุ่มเจ้าของตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปรับหน้าที่พลขับด้วย
“พี่เอกก็พูดเกินไป" อาทิตย์ยิ้มเขิน เมื่อโดนจับไต๋ได้ว่าการชวนมื้อเที่ยงมีเจตนาแอบแฝง แม้ความจริงไม่ได้มีเจตนาปิดบังแต่การโดนแซวตรง ๆ ก็ทำเอาแก้มอุ่น ๆ ขึ้นมาเหมือนกัน
“พี่วิชช์รู้ยังคงรับ ไอ้ทิตย์มันชอบแม่ค้าร้านอาหารอิสานในซอยข้าง ๆ ออฟฟิศเรา" กั้ง หรือกติกร ยื่นหน้ามาเล่าให้หัวหน้าทั้งสองคนฟัง
“ร้านไหนเหรอ" อชิรวิชย์ถามเสียงเบา
“ร้านเดือนดาวพี่”
ชายหนุ่มไม่เคยได้ยินชื่อร้านนี้มาก่อน กติกรเหมือนจะรู้ว่าเจ้านายไม่รู้จัก รีบอธิบายเพิ่ม
“เพิ่งมาเปิดใหม่ครับ แต่ไอ้ทิตย์เพิ่งค้นเจอสองสามเดือนก่อน อื้อหือ แม่ครัวนี่อย่างแจ่ม"
“ทำอาหารอร่อยเหรอ" พอบอกว่าแม่ครัวแจ่มเขาก็คิดออกแค่เรื่องนั้นเรื่องนี้
“ก็ด้วย แต่แจ่มสุดคือผิว ขาวจั๊วะ เหมือนหิมะ"
“ทิตย์ชอบผู้หญิงขาวเหรอ" อชิรวิชย์ถามลูกน้อง
อาทิตย์ยิ้มเขิน พยักหน้าพึมพำเบา ๆ
“คุณพิมพ์เขาทำอาหารอร่อยดีครับ"
ชื่อพิมพ์สะดุดใจอชิรวิชย์หน่อย ๆ หวนให้นึกถึงพิมพ์ดาว นับตั้งแต่เธอจากไปก็สามปีแล้ว เหลือแค่ใบหย่ายังไม่ได้เซ็นเอาไว้ดูต่างหน้า
อชิรวิชย์ไม่คิดว่าพิมพ์ดาวจะใจเด็ดขนาดนี้ อย่างน้อยเธอควรจะคร่ำครวญสักหน่อย แต่ไม่เลย หลังจากเหตุการณ์วันนั้นพิมพ์ดาวไม่เคยกลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย
เดือนแรกอชิรวิชย์คิดว่าหญิงสาวแค่เรียกร้องความสนใจตามประสาคนวิตกกังวลหวาดหวั่นว่าตัวเองจะไม่ถูกเลือก เดือนที่สองเขาชักสับสนกระวนกระวายว่าพิมพ์ดาวไปอยู่ที่ไหน ไลน์ก็โดนบล็อก ทักในเฟซบุ๊ค ไอจี ติ๊กต่อก ไม่มีข้อความตอบรับ สัญญาณรักขาดหายจนอชิรวิชย์หวั่นใจ สังหรณ์ว่าการจากลาจะเป็นเรื่องจริง
ชายหนุ่มบากหน้าไปหาแม่ยาย ถามหาพิมพ์ดาว ให้เหตุผลว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระนิดหน่อย สิ่งที่ได้คือแม่ยายเอามะพร้าวแก้วโยนใส่หน้า
อชิรวิชย์หน้าม้าน จึงต้องถอยทัพกลับมากรุงเทพฯ ๆ จากนั้นไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่าพิมพ์ดาวไปอยู่ที่ไหน อชิรวิชย์ทำได้แค่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อย ๆ กลางวันทำงานหนัก ตกเย็นออกกำลังกายหนัก ๆ เพื่อให้ร่างกายอ่อนเพลียจะได้หลับไป แต่ถ้าไม่หลับก็กินยานอนหลับให้ง่วง
รู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยมาสามปีแล้ว“เหมือนไอ้วิชย์เหรอ เห็นอย่างนี้ชอบขาว ๆ อกตู้ม ๆ เหมือนกัน ชอบคนขี้อ้อน อยู่ในโอวาท ห้ามเถียง ห้ามค้าน”
“นั่นคนเหรอครับ” อาทิตย์ท้วง ความต้องการมากมายมหาศาลขนาดนั้นเขานึกออกแค่สิ่งมีชีวิตเดียว “ผมนึกว่าจะเลี้ยงแมวซะอีก”
เอกสิทธิ์ขำพรวด เออ ! ก็จริงของน้องมัน สรรพคุณเลิศเลอขนาดนี้ก็คงมีแต่แมวผู้ดีตามแบบเศรษฐีนั่นแหละ
“ต่างกันอยู่เว้ย” เอกสิทธิ์คิดอะไรขึ้นมาได้ “ไอ้วิชย์มันชอบผู้หญิงทำอาหารเก่ง แมวมันทำไม่ได้”
“อ้อ ! อย่างนั้นเหรอครับ” อาทิตย์ทำท่าเหมือนเพิ่งรู้ “ถึงว่าพี่วิชย์ไม่ค่อยไปกินข้าวข้างนอกเลย มีแฟนทำให้กินที่บ้านสินะครับ”
เอกสิทธิ์ได้หัวเราะอีกรอบ
“มันไม่มีหรอกแฟน เมียก็ทิ้ง ที่มันไม่กินข้าวนอกบ้านน่ะเป็นเพราะมันเรื่องมากร้านไหนก็ไม่ถูกใจไปหมด ไปกินครั้งเดียวก็ไม่ไปซ้ำ ตระเวณหาร้านอร่อยมาเจ็ดย่านน้ำแล้ว แต่ยังไม่เจอ”
อีกครั้งที่อาทิตย์ต้องทำหน้าสงสัย
“อย่างนั้นที่ผมชวนวันนี้พี่วิชย์คง...”
“ลองไปดูก็ได้นะ" อชิรวิชย์แทรกขึ้นมาก่อนลูกน้องจะตัดสินใจแทน
เอกสิทธิ์ตกใจเรื่องเพื่อนยอมไปกินข้าวนอกบ้านถึงกับเหยียบเบรกจนรถคันหลังบีบแตรด่ายาว ๆ
“มึงพูดจริงเหรอไอ้วิชย์” ก็สามสี่ปีที่ผ่านมาไอ้เพื่อนคนนี้เอาแต่ปฏิเสธเรื่องไปกินข้าวนอกบ้านท่าเดียว นอกจากจำเป็นลูกค้านัดเท่านั้นถึงจะได้ แล้วส่วนใหญ่ก็ดื่มแต่เครื่องดื่ม อาหารแทบไม่แตะ กินทีทำหน้าเหมือนเกลียดโลก จนเจ้าของร้านจะเกลียดหน้า การตกลงรับนัดกินข้าวนอกบ้านครั้งนี้ของอชิรวิชย์จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่ง
"อืม ทำไมเหรอ" อชิรวิชย์ไม่เคยรู้เลยว่าการรับนัดกินข้าวตามปกติเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับทุกคน
“ไอ้ห่า ฝนจะตกมั้ยวะ กูโทรบอกเมียให้เก็บผ้าก่อน”
แล้วเอกสิทธิ์ก็กดโทรหาภรรยาให้เก็บผ้าจริง ๆ ติดแต่บังเอิญโทรไปกวนตอนภรรยานอนกลางวันเลยโดนแว้ดกลับมา ทำเอาคนในรถหัวเราะครืนกันยกใหญ่
“งั้นบอกทางมาเลยไอ้ทิตย์ ไหนกูไปดูว่าที่น้องสะใภ้หน่อยซิ จะขาวเหมือนหยวกขนาดไหน"
พูดแล้วเอกสิทธิ์ก็หมุนหัวรถเลี้ยวตามคำบอกของกติกรแบบไม่ลังเลเลยสักนิดเดียว
#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #นิยายหย่าร้าง #นางเอกท้อง #นิยายมีเด็ก
"ขอสงวนสิทธิ์ในการบริการถ้าหากว่าลูกค้ายังยืนยันจะใช้โต๊ะที่จองไว้ให้แขกท่านอื่นนะคะ""มันจะเรื่องมากอะไรนักหนาเล่า" คนเอาแต่ใจแสนจะหงุดหงิด ความดัง ชื่อเสียง เงินทองทำให้เชื่อว่าตัวเองต้องได้ทุกสิ่งตามใจไปทั้งหมด อีกอย่างโม้กับอชิรวิชย์ไว้เยอะด้วยว่าไม่มีปัญหา หากเจรจาต่อรองไม่ได้ โดนฏิเสธก็หน้าแหกพอดี แล้วใครจะยอมให้เป็นอย่างนั้นเล่า“คนที่จองไว้ยังไม่มานี่คะ นั่งไปก่อนจะเป็นอะไร" ไอยวรินทร์ว่า อยากจะยียวนกวนประสาทให้สาแก่ใจ ถ้ารู้ก่อนว่าที่นี่เป็นร้านของพิมพ์ดาวจะชวนอชิรวิชย์มากินทุกวัน ผู้หญิงบ้านนอกคอกนามันจะได้รู้ว่าตัวเองน่ะเป็นแค่ของเก่าผู้ชายไม่เอาไปแล้วพิมพ์ดาวพรูลมหายใจระบายความอัดอั้น แม้เพียงนิดเดียวก็ไม่อยากกระทบกระทั่ง ทำร้านอาหารเกิดเหตุขึ้นมามีแต่เสียกับเสีย แต่ผู้ชายผู้หญิงสองคนนี้ก็มารยาททรามเกินกว่าจะยอมลงให้ได้“ขอความกรุณาใช้บริการโต๊ะที่ยังไม่มีการจองด้วยนะคะ ยังมีโต๊ะว่างสำหรับสามที่อยู่ทางด้านหลังอีกสองสามโต๊ะค่ะ" หญิงสาวทวนทางเลือกที่ถูกต้องอีกครั้งเชฟอดิสรตบโต๊ะดังปัง ! ดังจนสะเทือนลั่นร้าน พิมพ์ดาวเองย
"พิมพ์"เข้ามาถึงเขาก็ตรงไปหาพิมพ์ดาวทันที หญิงสาวเพิ่งฟังเรื่องจากต้นหอมว่ามีลูกค้ากำลังวางท่ากร่างด้านนอก โยนป้ายจองของลูกคนรายอื่นทิ้งอย่างเสียมารยาท แล้วก็เรียกให้เจ้าของร้านออกไปพบ ความวัวไม่ทันหายความควายอย่างเขาก็โผล่เข้ามาอีกพอดี ตอนแรกพิมพ์ดาวคิดว่าเรื่องลูกค้ากร่างกับการมาถึงของอชิรวิชย์เป็นคนละเรื่องกัน แวบแรกหญิงสาวจึงไม่สนใจอดีตสามี ทำเป็นอากาศธาตุไม่เห็นไม่สนใจ ถอดผ้ากันเปื้อนจะออกไปจัดการลูกค้ามากเรื่องด้านนอก"พิมพ์คุยกันก่อน" อชิรวิชย์เข้ามาขวาง "พิมพ์จะขายร้านเหรอ"พิมพ์ดาวนิ่วหน้าขมวดคิ้วสีหน้าเคร่งเครียด ไม่เข้าใจว่าอชิรวิชย์หมายถึงเรื่องอะไร จู่ ๆ ทำไมมาถามว่าเธอจะขายร้านเหรอ เธอไม่ได้ติดป้ายประกาศขายอะไรสักหน่อย ไม่รู้ว่าอชิรวิชย์เอาความคิดนี้มาจากไหน แล้วเธอจะขายร้านได้อย่างไรก็เพิ่งเรียกแก้วกานต์มาทำในส่วนบาร์น้ำเพิ่มเติมไปเองหญิงสาวไม่เคยคิดจะขายร้าน ตรงกันข้าม พิมพ์ดาวกำลังขยายร้านนี้ให้เติบโตขึ้นไปอีก ร้านนี้พี่สาวเธอมีหุ้นอยู่ด้วย จะขายจะทำอะไรก็ต้องปรึกษากันหลายคน ไม่ใช่ว่าคิดจะทำอะไรก็
พิมพ์ดาวนั่งกอดอกหน้าเครียดหลังจากเพ่งมองภาพบนหน้าจอจากกล้องวงจรปิด ผู้ชายในภาพสวมฮู้ดกับหมวกปิดบังใบหน้า ทำให้มองไม่ออกว่าเป็นใคร พิมพ์ดาวยื่นหน้าเข้าไปเพ่งมองสลับกับถอยห่างออกมา ซูมเข้าไปใกล้ เปลี่ยนมุมมองไปมาก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นใครอยู่ดี"หรือจริง ๆ อาจจะเป็นคนแถวนี้ที่บังเอิญเห็นมือถือแกหล่นลงน้ำเลยมาแอบหยิบไปขายหรือเปล่า แกก็ไม่น่าจะมีศัตรูที่ไหนนี่นา"แก้วกานต์คิดว่าพิมพ์ดาวเพิ่งมาไทยได้ไม่ถึงปีดีด้วยซ้ำ คงยังไม่มีเวลาไปสร้างศัตรูที่ไหน แล้วก็ดูไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ชายในภาพจะแอบมาเก็บโทรศัพท์มือถือของพิมพ์ดาวไปด้วยดูแล้วน่าจะเป็นพวกขโมยกิ๊กก็อกมากกว่า"ไม่ใช่หรอก" เรื่องว่าหัวขโมยบังเอิญเห็นว่าเด็กหญิงทำโทรศัพท์มือถือตกน้ำ แล้วอาศัยจังหวะไม่มีคนเข้ามาหยิบ น่าจะเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นร้านอาหาร แต่รั้วรอบขอบชิด การจะบังเอิญมาเห็นและบังเอิญแต่งตัวปกปิดใบหน้ามาหยิบ เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไปในความคิดของพิมพ์ดาวในใจหญิงสาวตอนนี้คิดไปถึงสามีเก่า จะเป็นไปได้ไหมว่าเขาแอบมาหยิบหลังจากเดินตามเธอไปที่คลินิก  
ท้องฟ้ากรุงเทพ ฯ ตอนกลางคืนยังสว่าง ยิ่งบนพื้นที่แห่งความบันเทิงอย่างสุขุมวิท ต่อให้ปิดไฟหน้าร้านแต่ไฟร้านอื่นก็ยังส่องสว่างมาอยู่ดี พิมพ์ดาวก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ในบ่อน้ำตกหน้าร้าน พยายามหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่หายไป ทว่ามองทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ยังไม่เห็น บ่อขนาดเล็กนิดเดียวมันจะหายไปไหนกันหญิงสาวอยากได้มือถือกลับคืน ในนั้นมีข้อมูลสำคัญมากมาย อย่างน้อยเอามาเก็บไว้ให้มั่นใจว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไม่หลุดรั่วออกไปก็ยังดี ถ้ามันพอจะซ่อมได้ก็จะซ่อม อันที่จริงมือถือเธอเป็นแบบกันน้ำ แต่แช่อยู่นานขนาดนี้ไม่รู้ว่ามันจะพังไปหรือยังเหมือนกัน"หรือไปตกตรงซอกหินหรือเปล่าคะ" ต้นหอมเพิ่งเก็บร้านเสร็จ กำลังจะกลับบ้านแวะมาก้ม ๆ เงย ๆ ช่วยเจ้านายหา ทว่าอย่างไรก็ไม่เจอ แต่เธอจำได้แม่นว่ามือถือกระเด็นจากมือของเด็กหญิงไปตกยังบ่อน้ำจริง ๆ หอมนวลเองก็มาช่วยด้วย แก้วกานต์แวะมาดูความเรียบร้อยจุดตั้งเคาเตอร์สำหรับเครื่องดื่มเห็นเพื่อนก้ม ๆ เงย ๆ กับแม่และเด็กในร้านก็มาชะเง้อชะแง้ด้วยอีกคน“ทำอะไรน่ะพิมพ์”พิมพ์ดาวเงยหน้าจากบ่อน้ำ ยืดตัวถอนหายใจระบายความเห
ห้องโดยสารภายในรถที่เอกสิทธิ์เป็นพลขับเงียบมาตลอดทาง ถึงอาคารจอดรถออฟฟิศอชิรวิชย์ก็เปิดประตูลงไปไม่พูดไม่จา อาทิตย์ขอตัวกลับบ้านไปก่อนหน้าบอกว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์กินอาหารฟิวชั่นแล้ว บอกด้วยว่าจะกลับไปพิจารณาเรื่องของอชิรวิชย์อีกทีว่าจะทำยังไงกับความผิดหวังของตัวเองอชิรวิชย์ตรงไปยังห้องทำงาน ปิดประตูได้ก็พรูลมหายใจออกมายืดยาว ระบุความรู้สึกตัวเองไม่ได้เลยว่าเป็นอย่างไร เหมือนคนโดนหมอฉีดยาชาไม่ทันตั้งตัว มันช็อก มันอึ้ง มันทำอะไรไม่ถูก เขาเอนหลังพิงกับพนักหลับตานิ่ง สีหน้าแววตาเหมือนคนจะขาดใจตาย ที่เคยคิดว่าตัวเองแน่ตัวเองเจ๊งพังทลาลงไปทั้งหมด แท้จริงเขาอ่อนแอเกินกว่าจะจัดการทุกเรื่องราวในชีวิตได้ด้วยตัวเองเอกสิทธิ์ตามเพื่อนเข้ามาพลางล็อกห้อง คนช่างเผือกนั่งลงตรงข้ามก่อนจะพูดขึ้นว่า“จริง ๆ ก็ดีนะ” บรรยากาศห้องทำงานกว้างกว่าในรถน่าจะทำให้เพื่อนผ่อนคลายลง เขาจึงกล้าพูด “เขาก็ดูสบายดี มีร้านอาหารใหญ่โตแถวสุขุมวิท แสดงว่าก็ไม่น่าจะลำบากนะ จริงมั้ยวะ”เรื่องนี้ก็จริง อชิรวิชย์ไม่เถียง แต่การไม่ลำบากของพิมพ์ดาวมันกระแทกความรู้สึกบางอย่างมันเหมือนเขาจะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น ไม่มีอะไรให้เธอพึ
พิมพ์ดาวตัดใจจากความทรงจำเก่า ๆ ถ้าถืออดีตเอาไว้ชีวิตก็เดินหน้าลำบาก เธอเลือกจะเดินออกมาแล้ว จากอดีตทั้งของเขาและของตัวเอง ไม่มีเหตุผลอะไรต้องอาลัยอาวรณ์ การพบกันเป็นเรื่องบังเอิญ เธอเปิดร้านอาหาร จะบังเอิญเจอเขามาเป็นลูกค้าก็ไม่แปลก พิมพ์ดาวไม่คิดว่าอชิรวิชย์จะมาตามหาตัวเองอะไรขนาดนั้น คนอย่างเขาไม่ให้ค่าอะไรเธอนักหนาหรอกพิมพ์ดาวไม่คิดด้วยว่าเขาจะเกิดอยากจะรับผิดชอบลูกขึ้นมา ก็ในเมื่อเขาบอกชัดเจนว่า ‘ไม่เอา’ มาตั้งแต่แรก และคนอย่างเธอก็มีศักดิ์ศรีพอจะรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ในเมื่อน้องพลอยเป็นลูกเธอ เธอก็จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องให้ลูกไปเรียกร้องขอความรักจากใคร ความรักของเธอมากมายและเพียงพอแล้วสำหรับจะเลี้ยงเด็กคนนึงให้เติบโตมา พิมพ์ดาวไม่อยากหวนไปเรียกร้องเอาผู้หญิงที่ตายไปแล้วเข้ามาในชีวิต ในเมื่ออชิรวิชย์อยากให้ชีวิตที่เหลือกับคนตายก็ให้เขาใช้ไป ! เธอจะไม่มีทางยอมให้ลูกเธอต้องใช้ชีวิตกับคนตายไปแล้วเด็ดขาด !คนเป็นแม่อุ้มเจ้าตัวแสบเดินกลับร้านด้วยความเด็ดเดี่ยว คนตัวยุ่งวุ่นวายกับแผลตัวเองด้วยความตื่นเต้น สัมผัสไม่ถึงความรู้สึกไม่มั่นคงของคนเป็นแม่ เพราะที่ผ่าน







