LOGIN"คุณผู้ซาย ซิมมะพร้าวแก้วก่อนได้นะจ้ะ" เสียงอิสานแปร่งทว่าหวานเรียกอชิรวิชย์ที่กำลังก้มเช็ครูปภาพที่เพิ่งถ่ายไปให้เงยหน้าขึ้นมอง จังหวะนั้นพิมพ์ดาวซึ่งสวมหมวกกับปลอกแขนกันแดดก็ยิ้มให้เขาพอดี
ปี 2560 อชิรวิชย์แวะไปคุยงานออกอบบกับลูกค้ทแถบภาคอิสาน งานเสร็จแล้วจึงแวะเลยไปเที่ยวที่เชียงคานจังหวัดเลย วันนั้นเขาได้พบกับพิมพ์ดาวเป็นครั้งแรก ในตลาดถนนคนเดิน หญิงสาวขายมะพร้าวแก้วและของฝากเล็ก ๆ น้อย ท่ามกลางร้านรวงมากมาย
รอยยิ้มเธอใสและซื่อ ใบหน้าก็สวย ผิวขาวเหมือนหยวก มีแก้มนิด ๆ อชิรวิชย์สะดุดตา จึงก้าวไปซื้อมะพร้าวแก้วโดยไม่รู้ตัว
"ถุงละ 35 สามถุงร้อย คุณผู้ชายเอากี่ถุงดีจ๊ะ"
"สอง" อชิรวิชย์ชูสองนิ้ว ได้มะพร้าวแก้วมาแล้วก็เปิดกินตรงนั้นเลย มะพร้าวเนื้อนุ่มหวานอร่อยดังที่แม่ค้าว่า รสชาติมันช่วยคลายความหม่นเศร้าลงไปได้มาก
"มาเที่ยวเหรอจ้ะ" พิมพ์ดาวชวนคุยเพราะเขายังไม่ไปไหน อชิรวิชย์เลิกคิ้วหันไปมองเธอด้วยความสงสัย
"แถวนี้มีอะไรเที่ยวบ้าง" เสียงเขาทุ้มน่าฟัง แต่ชอบหลบสายตาไปทางอื่น เหมือนคนคิดบางอย่างในใจ
"มีเยอะจ้ะ คุณผู้ชายไปวัดภูทอก ไปแก่งคุดคู้มาหรือยัง สวยอยู่นะ" พิมพ์ดาวอธิบายที่เที่ยวเท่าที่จำได้ หน้าเธอแดงหน่อย ๆ เพราะแดดตอนกลางวันร้อนใช่ย่อย พอแดดร่มลงมาหน่อยหญิงสาวจึงถอดหมวกออกจากศีรษะใช้ต่างพัดเพิ่มลมเย็นให้ตัวเอง
"แถวนี้มีไกด์มั้ย"
"อันนั้นต้องติดต่อตามโรงแรมเลยจ้า เขามีบริการพาเที่ยวจ้ะ"
ปากพูดมือของพิมพ์ดาวก็จัดเรียงถุงมะพร้าวแก้วไปด้วย ช่วงแรกไม่ได้คิดหรอกว่าผู้ชายกำลังสนใจตัวเอง ก็คิดแค่ว่าอยากจะช่วยเขาเผื่อเขาจะซื้อมะพร้าวแก้วเพิ่ม
"คุณมาคนเดียวเหรอจ้ะ"
"อืม" คนถูกถามตอบสั้นในลำคอ เห็นพิมพ์ดาวยิ้มให้ก็เข้าใจไปว่าหญิงสาวคงสนใจตัวเอง
แต่แท้จริงพิมพ์ดาวแค่อยากรู้จำนวนคน เผื่อว่าถ้าเขามีเพื่อนจะได้หาทางขายของเพื่อนต่อ
"แถวนี้มีร้านอาหารตามสั่งมั้ยครับ"
"มีจ้ะมี ร้านพิมพ์ริมโขงเลยจ้ะ" พิมพ์ดาวบอกทางไปเสร็จสรรพ จากนั้นตอนเย็นเธอก็ไปนั่งหน้าสลอนอยู่ที่ร้าน อชิรวิชย์จึงรู้ตอนนั้นว่าหญิงสาวทำงานในร้านอาหารตามสั่งนี้ด้วย
"คุณกินอะไรจ้ะ"
"อะไรอร่อย"
"มีทุกอย่างเลยจ้ะ กะเพรา ข้าวผัด ผัดไท ส้มตำต้มยำ อ่อม ลาบ" ร้านตามสั่งของพิมพ์ดาวที่เชียงคานเป็นร้านในตึกแถวเล็ก ๆ มีลูกค้านั่งอยู่ก่อนหนึ่งโต๊ะ ร้านไม่ใหม่แต่ไม่เก่ามาก คล้ายร้านตามสั่งในกรุงเทพทั่วไป
"ผมไม่กินปลาร้า"
"ตำไทยมีจ้ะ"
"ผมไม่กินเผ็ด"
"เดี๋ยวพิมพ์บอกพี่เดือนไม่ใส่พริกให้"
"ที่นี่ใช้ข้าวอะไร"
"ข้าวสวยจ้ะ"
"หมายถึงใช้หอมมะลิหรือเปล่า"
"หอมมะลิมีจ้ะ" พิมพ์ดาวค้างมือจดออเดอร์จนเมื่อย ขนาดต้องยื่นแขนออกมาสะบัดแก้เมื่อย
อชิรวิชย์ สั่งกะเพราไก่ไม่เอาหนัง ไม่ใส่พริก ให้ใส่โหระพาปนใบกะเพรานิดหน่อย กะเทียมไม่ใส่ ให้ใส่หอมแดงลงไปแทน ไข่ดาวกรอบนอก ตรงกลางไม่สุก ข้าวหอมมะลิ และอ่อมไก่แบบไม่ใส่ปลาร้าและผักชีลาว ไก่ย่างแห้ง ๆ หนึ่งจาน
"ป้าด ! พ่อเจ้าประคุณรุนช่องคือมาเรื่องมากแท้" (พ่อเจ้าประคุณรุนช่องทำไมเรื่องมากจัง) พิมพ์เดือนบ่นให้น้องเป็นภาษาอิสานปนไทย นักท่องเที่ยวกรุงเทพ ฯ เยอะขึ้น สองพี่น้องเลยพยายามพูดภาษากลาง จะได้เข้าใจกันกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น
"แต่ล้อ หล่อนะพี่เดือน"
"หล่อแต่เรื่องเยอะ หัวสิปวดเด้"
"พิมพ์เฮ็ดเองพี่เดือน" (พิมพ์ทำเองพี่เดือน)
พิมพ์ดาวดึงกะละมังผักมาเด็ดเกรงใจว่าตัวเองเป็นคนแนะนำชายหนุ่มมาที่ร้าน
"ซอยกัน ๆ" (ช่วยกัน ๆ)
หลังจากนั้นอชิรวิชย์ก็มาที่ร้านอีกสองสามครั้ง ในระยะเวลาไม่ห่างกันมาก ทุกครั้งก็จะสั่งรายการจุกจิกเหมือนเดิม พิมพ์เดือนบ่นเป็นหมีกินผึ้ง แต่พิมพ์ดาวกลับตั้งใจทำทุกเมนูด้วยความตั้งใจสำหรับเขาเสมอ นานวันไปเธอก็จดจำได้ว่าเขาไม่กินเผ็ด ไม่กินกระเทียม ไม่ชอบของมีกลิ่นฉุน ไม่กินปลาร้า ไม่ชอบรสจัด แต่ก็ไม่ชอบรสจืด พิมพ์ดาวต้องจำรายละเอียดยิบย่อย เพราะความชอบหรือไม่ชอบของเขาไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีหลักการ แต่น่าแปลกว่า เธอกลับจำทุกอย่างเหล่านั้นได้อย่างดีโดยไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากเย็นแต่อย่างไร
#รัก #นิยายรัก #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายชายหญิง #นิยายหย่าร้าง #นางเอกท้อง #นิยายมีเด็ก
ไอยวรินทร์ลงรถหน้าบ้านของอชิรวิชย์ตอนตะวันใกล้จะลับขอบฟ้า หมู่บ้านคนไม่เยอะมาก ส่วนใหญ่ช่วงเย็น ๆ คนไปอยู่ตรงสนามเด็กเล่น หญิงสาวรูปร่างปราดเปรียวชะเง้อเข้าไปข้างในดูว่ามีใครอยู่หรือเปล่า กดออดแล้วรอหน้าบ้านสักพักก็ยังปราศจากเงาของเจ้าของอชิรวิชย์ไปไหนเนิ่นนานเกินไปแล้วสำหรับความสัมพันธ์แบบเธอต้องเป็นฝ่ายรอ หลังคืนนั้นเมื่อสามปีก่อน ไอยวรินทร์ก็เฝ้าฝันเฝ้าหวังว่าตัวเองจะได้ก้าวเข้ามาแทนที่พี่สาว แทนที่พิมพ์ดาวด้วย ทว่าจนแล้วจนรอดก็ยังไม่นานไปยิ่งร้อนใจ เธอกลัวว่าอชิรวิชย์จะไปเจอคนใหม่อีก ผู้หญิงคนนั้นอาจจะหลอกล่ออชิรวิชย์ให้ปฏิเสธหัวใจตัวเองอีกครั้งก็ได้"พี่วิชย์คะ" ไอยวรินทร์ร้องเรียก บ้านเดี่ยวตรงหน้ายังเงียบเหงา หญิงสาวเดินอ้อมไปอ้อมมา ก่อนจะตัดสินใจปีนรั้วเข้าไปข้างในทันทีหลังจากมองซ้ายมองขวาจนทั่วแล้วสามปีก่อนก็แบบนี้ ไอยวรินทร์รู้ว่าทุกวันที่สิบสี่อชิรวิชย์จะไปทำบุญให้ไอยรดา วันนั้นเธอจงใจไปหาเขา บังเอิญเจอหลวงลุงเข้าพอดีหลวงลุงกำลังจะลุกออกจากโบสถ์เห็นไอยวรินทร์มาจึงนั่งลงตามเดิม ไอ
อชิรวิชย์เดินตามพิมพ์ดาวมาจนถึงคลินิก พยายามจะเรียกเธอหลายครั้งแต่พิมพ์ดาวจ้ำหนี ไม่ยอมหันมามอง กระทั่งถึงคลินิก อชิรวิยืจึงยอมหยุดคุณหมอคนเดิมเพิ่มเติมคือมีเคสใหม่มองเจ้าตัวยุ่งที่ไม่ได้มาหาหมอเป็นครั้งแรกทั้งสงสารทั้งเอ็นดู เอ่ยทักทายด้วยความคุ้นเคยออกไปว่า“วันนี้เศรษฐีพันล้านเป็นอะไรเนี่ย ฮึ” คนเป็นหมอวัยเกือบห้าสิบเกือบ ๆ จะหัวเราะ ไม่อยากจะทำแต่อดไม่ได้จริง ๆ ในละแวกสุขุมวิทนี่ไม่มีใครตึงเท่านี้แล้ว คราวก่อนหกล้มหัวเข่าเป็นแผลมาหาหมอก็บอกขาหักเดินไม่ได้ พอให้ถอดกระเป๋าออกบอกว่ากระเป๋าแพงพันล้านทั้งที่ค่าเทอมสองบาท แต่ความจริงคือเจ้าตัวยังไม่ได้ไปโรงเรียน มีแพลนว่าจะไปเร็ว ๆ นี้ เลยเตรียมซ้อมสะพายกระเป๋าไว้ก่อน“จุนหมอขา น้องปอยเจ็บ” (คุณหมอขาน้องพลอยเจ็บ) แก่นแก้วยังไงแต่เรื่องอ้อนคือที่หนึ่ง “ตะหมูกน้องปอยตุ่ย” (จมูกน้องพลอยบวมตุ่ย) เจ้าตัวยกมือแตะจมูกแล้วร้องจ๊ากแอคติ้งใหญ่ออกมา คุณหมอเลยให้พาเข้าห้องไปก่อน ส่วนพิมพ์ดาวยื่นบัตรประชาชนให้พยาบาลด้านหน้า บอกรายละเอียดแล้วตามเข้าไปเห็นเป็นห้
ไอยวรินทร์กดโทรออกเป็นครั้งที่ห้า หลังจากสี่ครั้งแรกเบอร์ปลายทางปราศจากผู้รับสาย หญิงสาวเดินไปเดินมาจนคนเป็นแม่เวียนหัวไปหมด นางอรอุมาต้องหมุนตัวหนี หันหลังให้กับลูกสาวก่อนตัวเองจะคลื่นไส้อาเจียนไปเสียก่อนสองแม่ลูกอาศัยอยู่ทาวเฮ้าส์สองชั้น ส่วนหนึ่งได้เงินมาจากบริษัทประกันซึ่งจ่ายให้หลังจากลูกสาวคนโตของนางอรอุมาจากไป คนเป็นแม่นั่งบนโซฟาหนังเทียมสีเทาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ส่วนลูกสาวยังกระหน่ำกดโทรออกไปอยู่อย่างนั้นไม่เลิกไม่แล้ว“ทำไมพี่วิชย์ไม่รับสายรินทร์เลยล่ะคะ” ไอรวรินทร์กระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาข้างแม่ นางอรอุมาถอนหายใจ พอลูกเลิกเดินไปเดินมาจึงขยับตัวกลับมายี่สิบองศาตอบคำถามไปสั้น ๆ ว่า“พ่อวิชย์เขายุ่งอยู่ล่ะมั้ง”“แต่นี่รินทร์นะคะ” ไอยวรินทร์คิดว่าตัวเองได้สิทธิ์พิเศษมากกว่าใครเสมอ เธอเป็นน้องสาวของไอยรดา หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะ อชิรวิชย์จะต้องให้ความสำคัญกับเธอมากกว่าสิ่งอื่นในความน่าจะเป็นของไอยวรินทร์เธอเชื่ออย่างนั้น ทว่าในความเป็นจริงอชิรวิชย์ไม่ได้ให้สิทธิ์พิเศษเธอไปมากกว่าความเป็นน้
พิมพ์ดาวปลดผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็ว หลังต้นหอมวิ่งเข้ามาบอกว่าลูกสาววิ่งสะดุดก้อนหินในสวนหน้าร้านล้มจนหน้าคะมำ ถึงขนาดเลือดกำเดาไหล แล้วลูกค้าที่เพิ่งมาถึงกำลังจะพาไปหาหมอหญิงสาวฝากหน้าที่ทำอาหารให้คนเป็นแม่ดูแล ส่วนตัวเองเดินเร็วจนเกือบ ๆ จะเหมือนวิ่งออกไปข้างนอก ผ่านโต๊ะลูกค้าสองโต๊ะตรงไปยังหน้าร้าน สายตาของพิมพ์ดาวเห็นแค่ลูกในอ้อมกอดของใครคนนึง เธอถลาเข้าไปรับร่างเล็กแนบอก อุ้มมาลูบหลังเบา ๆ ปลอบโยนเด็กหญิงไม่ให้ขวัญเสียไปมากกว่านี้“โอ๋ ๆ คุณแม่อยู่นี่นะคะ น้องพลอยสะดุดล้มเหรอคะ พี่หอมบอกน้องพลอยสะดุดล้ม เจ็บตรงไหนมั้ยคะ” พิมพ์ดาวปลอบลูกจนลืมสนใจคนรอบตัว ไม่ทันสังเกตว่าตรงนั้นใครคนนึงจ้องเธอเขม็ง หน้าเครียด คล้ายทั้งโกรธทั้งเจ็บใจทั้งโมโห แววตาอชิรวิชย์หลากหลายไปด้วยความรู้สึก มองคนเคยคุ้นและเด็กคนที่เขารับรู้บางอย่างด้วยสัญชาตญาณว่าพิเศษด้วยความรู้สึกแปลบปลาบในอก มันเหมือนความรู้สึกอัดอั้นหลากหลายจะทะลักทลายออกมา ใครคนที่หายไปกะทันหัน ตอนจะกลับมาก็รวดเร็วเกินจะคาดเดา“พิมพ์”เสียงเรียกดังไม่ถึงพ
การเลือกวัสดุเสร็จสิ้นลงตอนบ่ายสองกว่า ๆ สามหนุ่มจากบริษัทออกแบบ A – Chi ได้ตัวอย่างวัสดุมาถุงใหญ่ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารอันเป็นหมุดหมาย‘ร้านเดือนดาว’ถึงตอนเกือบสี่โมงเย็น ทั้งสามคนลงจากรถเดินเข้าไปข้างใน เด็กหญิงพิมพ์ประภากำลังสะพายกระเป๋าราคาพันล้านเดินเสิร์ฟมะพร้าวแก้วโต๊ะอื่น ๆ อยู่ครั้นพอเห็นลูกค้าเจ้าเดิม เด็กหญิงตัวน้อยก็ปรี่เข้ามาหาทั้งที่ถาดแสตนเลสเล็กยังอยู่ในมือ“โต๊ะเจ็ม” เจ้าตัวบอกเหมือนเดิม วันนี้แฟชั่นของเด็กหญิงพิมพ์ประภามีความเฮ้ว มีความลูกสาวกำนัน เสื้อลายสก๊อตพับแขนกับกางเกงส์ขายาวสียีนส์และผมเปียสองข้างพร้อมกระเป๋าพันล้านเตรียมสำหรับไปโรงเรียน“ฮั่นแน่ วันนี้เป็นสาวห้าวนะเรา” เอกสิทธิ์แซวอชิรวิชย์เผลอยิ้มนิดนึง สายตาเอ็นดู หากเป็นเมื่อก่อนเขาเชื่อว่าตัวเองคงไม่รู้สึกอะไร ทว่าตอนนี้อาจจะเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยกระมังอชิรวิชย์ให้เหตุผลกับตัวเองสามปีที่ผ่านมาบรรดาเพื่อน ๆ หลายคนอวดรูปลูกลงเฟซเป็นทิวแถว แม้แต่เอกสิทธิ์ก็เช
“คิดอะไรวะไอ้วิชย์” เอกสิทธิ์ตบหลังเพื่อนเบา ๆ ไม่รู้นั่งเหม่ออะไร เขาเดินเข้ามาในห้องทำงานมันตั้งนานแล้วมันยังไม่รู้ตัว จนเขาต้องตบหลังสะกิด อชิรวิชย์จึงสะดุ้งห้องทำงานของอชิรวิชย์แยกจากคนอื่น ๆ ชายหนุ่มชอบความเป็นส่วนตัว ในห้องมีเครื่องใช้สำนักงานครบ หากเขาไม่อยู่ออฟฟิศ บางทีเอกสิทธิ์ก็เข้าใช้ห้องนั่งทำงาน ยกเว้นลิ้นชักที่อชิรวิชย์ค่อนข้างหวง ล็อกแล้วเก็บกุญแจไว้ แต่ว่าตู้เก็บของด้านหลังโต๊ะทำงานเขาอนุญาตให้เพื่อนเก็บของร่วมได้เอกสิทธิ์อ้อมมานั่งข้างหน้า โยนแบบคาเฟ่โปรเจคท์ใหม่ของลูกค้าลงหน้าเพื่อน "ว่าจะชวนมึงไปตระเวนดูวัสดุด้วยกัน" เอกสิทธิ์ชอบออกไปข้างนอก ไม่ค่อยชอบให้ซัพพลายเออร์เข้ามาเสนอวัสดุในออฟฟิศเท่าไหร่ยิ่งถ้าเจ้าไหนมีโชว์รูมเขาจะชอบเป็นพิเศษ ได้เห็นวัสดุสำหรับก่อสร้างเยอะดี"ไม่เรียกเข้ามาในออฟฟิศ เรียกมาหลาย ๆ เจ้าก็ได้ ให้รินทร์เรียกให้สิ" รินทร์ที่ว่าคือประสานงานของบริษัท มีหน้าที่ติดต่อซัพพลายเออร์ให้มาเสนอวัตถุดิบเพื่อใช้ในการวางสเปคให้ลูกค้า"เออ พูดเรื่องรินทร์นี่ยังไงวะ" เอกสิท





![คลั่งรักสาวขัด[ดอ]ดอก](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

