Share

ตอนที่ 5 ชินกับชุดบุรุษ

last update Petsa ng paglalathala: 2026-07-04 09:04:03

นับจากวันนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ซูหย่าก็เริ่มรับจ้างคัดตำรา ผ่านไปหลายเดือน นางถึงได้รู้ว่าซูหย่าเขียนนิยายขายด้วย นางรู้สึกทึ่งในความสามารถของบุตรสาวเป็นอย่างมาก แต่เรื่องนี้คนอื่นย่อมไม่รู้ เพราะหากคนอื่นรู้ว่าบุตรสาวของนางแต่งนิยายขายได้เงิน แน่นอนว่าย่อมนำภัยมาสู่ครอบครัว อีกทั้งใครจะเชื่อว่าเด็กผู้หญิงอายุเพียงเก้าปีจะเขียนนิยายได้จริง ๆ 

           ซูเหย่าวางพู่กันแล้วลุกขึ้นไปสวมกอดมารดา “ข้ารู้ว่าร่างกายตนเองรับได้มากแค่ไหนเจ้าค่ะ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง” ร่างกายนางฝึกยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ นางย่อมแข็งแรงกว่าสตรีทั่วไป

           หลิวเหม่ยหลิงยื่นมือเกลี่ยปอยผมที่ปรกลงมาข้างแก้มให้กับบุตรสาวอย่างเบามือ พลางเอ่ย “ตอนนี้เราก็ไม่ลำบากเท่าเมื่อก่อนแล้ว เหตุใดเจ้าต้องหักโหมทำงานหนักถึงเพียงนี้” ถึงไม่เคยถามว่าบุตรสาวขายนิยายได้เงินเท่าไร แต่เมื่อขายนิยายได้หนึ่งเรื่องนางก็จะมอบเงินให้มารดาหนึ่งร้อยตำลึงเสมอ ซึ่งมันมากพอที่จะอยู่ได้หลายปีเลยทีเดียว

           “ภายในปีนี้ข้าคิดว่าจะซื้อเรือนใหม่สักหลังเจ้าค่ะ ก็เลยต้องเร่งหาเงินสักหน่อย” ความจริงเงินที่ซูหย่ามีก็นับว่าเป็นคหบดีผู้หนึ่งในเมืองนี้ได้แล้ว แต่เรื่องนี้นางจะบอกใครไม่ได้เป็นอันขาด เพราะการรวยแบบเงียบ ๆ คือปณิธานของนาง เพราะนางคิดว่ายิ่งโดดเด่นมากเท่าใด ชีวิตย่อมไม่สงบมากเท่านั้น

           หลิวเหม่ยหลิงคลี่ยิ้มอ่อนโยน มองหน้าบุตรสาวด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับเปลี่ยนเรื่องคุย “ลูกของแม่โตเป็นสาวแล้ว เหตุใดอยู่บ้านตนเองถึงไม่ยอมสวมชุดสตรีให้แม่ชมบ้าง”

           “ข้าชินกับชุดบุรุษไปเสียแล้วเจ้าค่ะ” ตอนนางอายุได้เพียงสิบปี มีวันหนึ่งที่นางไปตลาดกับจิ้งอี๋ ขากลับหมู่บ้านเป็นทางเปลี่ยว จู่ ๆ ก็มีชายฉกรรจ์สามสี่คนเดินออกมายืนดักหน้าพวกนางไว้ เพราะซูหย่ามีใบหน้าอันงดงามเพริศพริ้งตั้งแต่เด็ก เมื่อพวกมันทำร้ายจิ้งอี๋จนสลบไป พวกมันจึงอุ้มนางเข้าไปในป่าข้างทาง ชายสารเลวพวกนั้นหวังย่ำยีนางให้แตกสลาย 

           แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่จิ้งอี๋ตื่นขึ้นมากลับพบว่าซูหย่ายังปลอดภัยดี นางร้องไห้กอดนายสาวไว้แน่น พอถามว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นอย่างไร ซูหย่าก็บอกเพียงว่ามีคนใจดีมาช่วยนางไว้ได้ทัน จิ้งอี๋กลัวว่าจะโดนชายชั่วพวกนั้นมาดักทางอีก จึงรีบพาซูหย่ากลับบ้านโดยไม่นึกเอะใจในคำพูดของเจ้านายตัวน้อยเลยสักนิด ความจริงวันนั้นซูหย่าเป็นคนจัดการกับชายสารเลวพวกนั้นด้วยตนเอง และนับจากวันนั้นซูหย่าก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าของบุรุษมาโดยตลอด นานวันเข้าผู้คนในหมู่บ้านก็หลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วนางเป็นสตรี

           เดิมทีวิญญาณของนางเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วถึงสองชาติ ชาติแรกนางมีอาชีพเป็นนักเขียน ส่วนชาติที่สองนางเป็นนักฆ่า ทั้งสองชาติล้วนเกิดในยุคที่ทันสมัย คาดไม่ถึงว่าพอได้เกิดใหม่ในชาติที่สามกลับได้ย้อนมาอยู่ในยุคโบราณ พอเห็นความเป็นอยู่ของเจ้าของร่างนี้กับมารดา นางจึงรวมสองอาชีพไว้ด้วยกัน เพื่อชีวิตของพวกนางจะได้ไม่ลำบากอีกต่อไป แต่เพราะเกรงว่ามารดาจะตกใจจนสิ้นชีพไปก่อน จึงเปลี่ยนอาชีพจากการเป็นนักฆ่ามาทำกิจการคุ้มภัยแทน

           หลิวเหม่ยหลิงเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “แล้วเช่นนี้หนุ่มบ้านใดจะกล้าแต่งเจ้าไปเป็นภรรยากันเล่า เจ้าเลยวัยออกเรือนแล้วนะ” หญิงสาวที่มีอายุเท่านางต่างมีสามีมีลูกกันหมดแล้ว หลิวเหม่ยหลิงจึงรู้สึกเป็นห่วงบุตรสาว

           ซูหย่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน “ข้าบอกท่านแม่กี่ครั้งแล้วเจ้าคะ ว่าข้าจะไม่แต่งงานเด็ดขาด” หากนางแต่งออกไป ใครจะอยู่กับมารดากันเล่า 

           ผู้เป็นมารดาเข้าใจเหตุผลที่บุตรสาวไม่ยอมแต่งงานเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างไรวันนั้นก็ต้องมาถึง “สักวันเจ้าก็ต้องแต่งอยู่ดี แม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าสักหน่อย”

           “เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยคิดก็ได้เจ้าค่ะ” นางตายมาสองชาติ ชาติแรกสิ้นใจเพราะถูกภรรยาน้อยของสามีวางยาพิษ ส่วนชาติที่สองสิ้นใจเพราะโดนแฟนที่เป็นนักฆ่าด้วยกันหักหลังเพื่อแย่งชิงอำนาจและความโปรดปรานจากผู้นำองค์กรเขาจึงสังหารนางด้วยมือของเขาเอง เช่นนั้นนางจึงขยาดกับความรักเต็มที

พอมาอยู่ในยุคนี้บุรุษก็เป็นใหญ่ มิหนำซ้ำยังมีภรรยาได้หลายคน เรื่องนี้นางรับไม่ได้จริง ๆ สำคัญกว่านั้นก็คือมารดาของนางถูกบุรุษทอดทิ้งให้เลี้ยงลูกเพียงลำพัง ซึ่งชายไร้ความรับผิดชอบผู้นั้นก็คือบิดาของเจ้าของร่างนี้ เช่นนั้นชาตินี้อย่าได้มาคุยเรื่องแต่งงานกับนางเลย รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก อีกอย่างความรักมันก็กินไม่ได้ด้วย แต่ถึงนางจะเหมือนคนไร้หัวใจ นางกลับเขียนนิยายรักโรแมนติกออกมาได้ดีเลยทีเดียว

           หลิวเหม่ยหลิงระบายลมหายใจออกอย่างยอมจำนน ถามบุตรด้วยความใส่ใจ “นิยายเรื่องนี้เจ้าตั้งชื่อว่าอย่างไร”

           “ยังไม่ได้คิดเลยเจ้าค่ะ” เมื่อถูกถามด้วยคำถามนี้ ซูหย่าก็มักตอบเช่นนี้เสมอ

           “เช่นนั้นเจ้าทำงานไปเถอะ แม่ไม่กวนเจ้าแล้ว” หลิวเหม่ยหลิงจุมพิตหน้าผากบุตรสาว ซูหย่ายิ้มให้มารดาจนตาหยี เดินไปส่งมารดาแล้วจึงกลับมานั่งเขียนหนังสือต่อ

           บนต้นไม้ใหญ่ที่ไกลออกไปจากเรือนดิน ชายหนุ่มหน้าขาวริมฝีปากสีชมพูระเรื่อกำลังเอนกายนอนบนกิ่งไม้มองมายังห้องของซูหย่าด้วยแววตาล้ำลึก ความจริงบ่าวคุ้มผู้นั้นมีฐานะยากจนเพียงนี้เชียวหรือ เช่นนั้นเงินที่เขามอบให้ในวันนั้นก็คงพอช่วยเหลือครอบครัวของซูหย่าไม่มากก็น้อย อีกอย่างบิดาของเขาไปไหนในบ้านหลังนี้ถึงได้มีแต่สตรี

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 5

    หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เซี่ยเหยียนเหวินจึงพาสหายไปพักผ่อนจิ้งอี๋มองตามทั้งคู่ด้วยความสงสัย “ฮูหยิน เหตุใดสหายเจิงถึงพักห้องเดียวกันกับคุณชายสามเจ้าคะ”“พวกเขาคงมีเรื่องคุยกันกระมัง พี่จิ้งอี๋ไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ” เพราะเย็นนี้มีอาหารต้องเตรียมหลายอย่าง ต้วนซูหย่าจึงให้นางไปเตรียมวัตถุดิบเร็วหน่อย“เจ้าค่ะ”ให้หลังจิ้งอี๋เซี่ยเหยียนเหวินจึงเอ่ยกับภรรยา “ข้าว่าสหายของซีเอ๋อร์ดูแปลก ๆ นะ”“ท่านพี่ก็สังเกตเหมือนกันหรือเจ้าคะ”“อืม แล้วฮูหยินคิดเหมือนกับข้าหรือไม่” เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เซี่ยเหยียนเหวินจึงรู้วิธีจับสังเกตผู้หญิงซูหย่าพยักหน้า พลางเอ่ย “ข้าว่าพวกเราคงไม่ต้องหาสะใภ้ให้ยุ่งยากแล้วกระมัง”“สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ” มีสตรีอยู่ข้างกายแต่ไม่รู้ว่าเป็นสตรี “แล้วเราจะทำอย่างไรดี”“รอดูไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซีเอ๋อร์อาจมีใจให้นางเช่นกัน” ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางติดตามมาด้วย อีกอย่างคงไม่ตามใจนางเช่นนั้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง เจิงเสวียนอี้จึงเอ่ยขึ้น “คืนนี้ข้าขอนอนกับเจ้านะ”“ทำไมล่ะ บ้านข้ามีตั้งหลายห้อง เจ้าจะมาแย่งข้านอนทำไม”“ข้าไม่ชินน่ะ กลัวนอนไม่หลับ ข้านอนตรงนี้ก็

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 4

    ทั้งสองเดินทางสิบสองวันก็มาถึงภูเขาอีซาน“นี่คือบ้านของเจ้ารึ”“อืม ไปกันเถอะ”เซี่ยเหยียนซีขี่ม้าเข้าไปในลานบ้านของตน ก็มีคนผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ เส้นผมบนศีรษะของเขากลายเป็นสีดอกเลาเกือบครึ่งศีรษะแล้ว เขาคือลู่จื้อเผิงองครักษ์ข้างกายบิดาของเขา และยังเป็นคนที่เคยเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามของเซี่ยเหยียนเหวินอีกด้วย“คุณชายสามกลับมาแล้ว” ลู่จื้อเผิงเอ่ยออกด้วยความดีใจ ที่เห็นเซี่ยเหยียนซีกลับบ้านสักที“ท่ายลุงลู่” เซี่ยเหยียนซีคำนับลู่จื้อเผิงคราหนึ่ง เพราะลู่จื้อเผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าจึงให้บุตรชายทั้งสามเรียกเขาว่าท่านลุง ยังมีจิ้งอี๋อีกคนที่พวกเขาต้องเรียกนางว่าท่านป้าเซี่ยเหยียนซีแนะนำสหายของตนให้ลู่จื้อเผิงรู้จัก “นี่คือเจิงเสวียนอี้สหายข้าเอง”“ท่านลุงลู่” เจิงเสวียนอี้คำนับลู่จื้อเผิงเช่นกัน แต่สายตาของลู่จื้อเผิงกลับมองเขาแปลก ๆ“อ้อ ขอรับ” ลู่จื้อเผิงรู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวเจิงเสวียนอี้แปลกไป ความรู้สึกเหมือนเขาพบกับเซี่ยฮูหยินคราแรก“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ”“อยู่สวนดอกไม้ขอรับ”“เช่นนั้นข้ากับสหายขอตัวก่อนนะ”“ขอรับ”เซี่ยเหยียนซีเดินนำหน้า โดยมีเ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 3

    โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางแดนเหนือของแคว้นฉู่ เซี่ยเหยียนซีตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า “จะไปแล้วเหรอ” เจิงเสวียนอี้เอ่ยถาม ทั้งสองเป็นสหายที่ร่วมท่องยุทธภพมาด้วยกันราวห้าหกปีแล้ว ไปไหนมาไหนก็พักห้องเดียวกันมาตลอด ทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก “อืม” “ข้าไปด้วยได้ไหม” “ไปทำไม” “ข้าอยากรู้จักกับบิดามารดาของเจ้า” “แต่ข้าคงไม่ได้กลับมาส่งเจ้าหรอกนะ” เพราะเขาเคยสัญญากับพี่ชายฝาแฝดทั้งสองว่าหากท่องยุทธภพจนอายุครบยี่สิบสามปีเมื่อไร เขาจะกลับไปแต่งงานและอยู่ดูแลบิดามารดาที่ภูเขาอีซาน ซึ่งตอนนี้อายุเขาก็เลยยี่สิบสามปีมาครึ่งปีแล้ว สำคัญกว่านั้นคือเขายังหาสตรีที่ถูกใจไม่ได้เลย “ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอเพียงนั้นเชียวรึ” “ก็ไม่” เจิงเสวียนอี้ไม่ใช่บุรุษที่มีร่างกายสูงใหญ่ เขาเตี้ยกว่าเซี่ยเหยียนซีราวสี่ฉื่อ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อีกทั้งยังกินง่ายอยู่ง่ายคล้ายกับเซี่ยเหยียนซี ทั้งสองจึงเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังรู้ใจกันเป็นอย่างดี “งั้นข้าขอไปบ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 2

    รถม้าจอดที่จวนของเซี่ยเหยียนเหวิน“ท่านพ่อ นี่คือบ้านของใครหรือขอรับ” เซี่ยเหยียนอันถาม“บ้านพ่อเอง”“ท่านพ่อมีบ้านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”“อืม ไปเถอะเข้าไปในบ้านกัน”สองพี่น้องฝาแฝดยังทำหน้างงงที่บิดามีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เซี่ยเหยียนชิงมองเห็นบ้านทางทิศตะวันออกจึงถาม “ท่านพ่อ บ้านหลังนั้นเป็นของใครหรือขอรับ”“บ้านท่านยาย แต่ตอนนี้ท่านยายย้ายไปอยู่บ้านท่านตาแล้ว”“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”วันต่อมาต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินจึงพาบุตรชายทั้งสองไปที่จวนสกุลต้วน ตอนนี้ต้วนจื่อรุ่ยลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยากับมารดาแล้ว เขาจึงอยู่ที่จวนด้วย ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินคารวะต้วนจื่อรุ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าต้วน แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อรุ่ยหัวใจพองโตมากที่สุดคือต้วนซูหย่ายอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ “เจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ในจดหมายนางจะเขียนบอกหลิวเหม่ยหลิงตลอด แต่ต้วนจื่อรุ่ยก็ยังอยากฟังจากปากบุตรสาว “สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กแฝดสองคนก็คารวะเช่นเดียวกัน “คารวะท่านยายทวด ท่านตาขอรับ” “ทำไมเหลนยายถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้” ฮูห

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนพิเศษ 1

    ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินยังคงเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอยู่ที่ภูเขาอีซาน คราแรกคนในหมู่บ้านหวงหลิ่งต่างพากันจับตามองฝาแฝดทั้งสองคนว่าจะนำพาหายนะอะไรมาสู่หมู่บ้านหรือไม่ เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ยอมแยกบุตรทั้งสองออกจากกัน เหมือนประเพณีที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อเดิมหากไม่แยกบุตรฝาแฝดเลี้ยงดูอยู่กันคนละที่ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวบ้านยังคงเฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวทว่าตอนนี้เด็กฝาแฝดสองคนนั้นอายุได้สี่ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่กลับมีแต่สิ่งที่น่ายินดีเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างเช่น คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่ใช้ทำมาหากินมากขึ้นเช่น ปลูกกุหลาบ มะลิ และเก๊กฮวยขาย ซึ่งคนที่รับซื้อก็คือบิดามารดาของเด็กฝาแฝดสองคนนั้น ในหมู่บ้านมีการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ต้องล่าสัตว์เก็บของป่าเพียงอย่างเดียวมีการสอนทำขนมขาย พร้อมกับชาดอกไม้ เพราะตอนนี้เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าได้เปิดหอซุ่นจิ่วเจียอีกสาขาหนึ่งที่เมืองหนานจิง ซึ่งทำให้ต้องการชาดอกไม้และขนมที่หลิวเหม่ยหลิงทำขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงหลิ่งจึ

  • คุณหนูคุ้มภัยกับคุณชายเสเพล   ตอนที่ 112 บทส่งท้าย 2

    สองเดือนผ่านไปทั้งสองก็ได้ยินข่าวว่าเสิ่นซู่เจียจากไปเพราะป่วยหนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้วนซูหย่าและเซี่ยเหยียนเหวินรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงที่นางจากไปเกิดจากอะไรกันแน่ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกส่วนนักฆ่าผู้นั้นหลังจากกินอาหารเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปอย่างสงบ ต้วนซูหย่าบอกเขาเสมอว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับโจรผู้นั้นสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้านบนภูเขาอีซานอย่างมีความสุข ต้วนซูหย่ายังคงเขียนนิยายทุกวันเขียนเสร็จก็ให้สามีช่วยอ่าน และทุกวันทั้งคู่ยังช่วยกันดูแลแปลงกุหลาบ เก๊กฮวย และมะลิ ที่พวกเขาช่วยกันปลูกไว้ตั้งแต่มาถึงบ้านพักได้เพียงห้าวัน ตอนนี้เริ่มตากแห้งและส่งไปให้หลิวเหม่ยหลิงทำชาขายได้แล้วซึ่งในแต่ละเดือนสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจะเดินทางมาที่บ้านพักของเซี่ยเหยียนเหวินทุกเดือนเพื่อนำตั๋วเงินมาส่งมอบให้ ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าคุ้มภัยก็คือไป๋เทียนคั่ว และยังมีเหมยลี่ติดตามมาด้วย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน“พี่ซูหย่าข้าว่าท่านดูอวบขึ้นนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วย บอกข้ามาซะดี ๆ ว่าท่านมีของดีอะไร”ต้วนซูหย่ายิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหม

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status