Masukกล่าวถึงองค์ชายรองเซี่ยหมิงเสียง เมื่อทราบข่าวจากลูกน้องว่าคนร้ายที่ช่วยเหลือโจรกบฏผู้นั้นอาจจะเดินทางมายังเมืองหลวง เขาก็รีบเดินทางกลับจากชายแดนบูรพาทันที หากเขาจับคนร้ายผู้นี้ได้ เขาย่อมมีความดีความชอบ ยิ่งทำผลงานมากเท่าไร โอกาสที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทก็มีมากเท่านั้น อีกทั้งเรื่องนี้เป็นภัยต่อแว่นแคว้น เขายิ่งปล่อยผ่านไม่ได้
เมื่อเซี่ยหมิงเสียงมาถึงจวนของตน องครักษ์ที่ไปสืบเรื่องคนร้ายก็เดินเข้ามารายงาน
เมิ่งเจียวหวงกำหมัดคารวะอย่างแข็งขันคราหนึ่ง “องค์ชายรอง”
“ได้ความว่าอย่างไร” เขาถามเสียงขรึม ใบหน้าเคร่งเครียด
“สายของเรารายงานมาว่าคนร้ายอาจจะเป็นหนึ่งในเหล่าคุณชายเสเพลที่ไปล่องเรือสำราญทางแดนตะวันออกในช่วงนั้นขอรับ”
แววตาของเซี่ยหมิงเสียงครุ่นคิด พานนึกไปถึงคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดา แต่คนผู้นั้นไม่มีวรยุทธ์อีกทั้งยังเอาแต่ทำตัวเสเพลไปวัน ๆ จะสามารถแหกคุกช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร “มันบาดเจ็บด้วยไม่ใช่รึ”
“ขอรับ อีกทั้งยังถูกพิษ ความจริงมันสมควรตกตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ยังไม่พบศพของมันขอรับ”
“ต้องมีคนช่วยมันไว้อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีขอรับ”
“หากร่างกายมันมีบาดแผล ย่อมตามหาตัวได้ไม่ยาก”
“องค์ชายมีวิธีหรือขอรับ”
“นี่ก็ใกล้จะถึงเทศกาลวันแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วไม่ใช่หรือ” เทศกาลนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และบัณฑิตจะพากันออกมาทำพิธีชำระล้างร่างกายและปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ซึ่งทุกปีจะจัดขึ้นที่วัดฉงหยวน หากคนร้ายเป็นหนึ่งในเหล่าคุณชายไม่ได้เรื่องพวกนั้น วิธีนี้ย่อมหาตัวคนร้ายได้ไม่ยาก
“องค์ชายช่างมีความคิดหลักแหลมยิ่งนัก”
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยด้วยความลำพองใจ “แล้วได้เบาะแสของโจรกบฏหรือไม่”
“ไม่ได้เลยขอรับ คนร้ายที่ช่วยเหลือโจรกบฏคนนั้นช่างทำงานได้อย่างว่องไวยิ่งนัก”
ปัง! เขาตบโต๊ะเสียงดังเพราะความโกรธจัด จนองครักษ์สะดุ้ง “เป็นพวกเจ้าที่ไร้ความสามารถ” เซี่ยหมิงเสียงขบกรามแน่นจนหน้าเขียวคล้ำ “อย่างไรก็ต้องหามันสองคนให้เจอ”
“ขอรับ”
ช่วงดึกคืนหนึ่งซูหย่ากำลังนั่งเขียนหนังสืออยู่ในห้องอย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วก็รู้สึกคล้ายมีสายตาของใครบางคนกำลังจับจ้องมาที่นาง มือเรียวเล็กจึงวางพู่กันแล้วเดินไปปิดหน้าต่าง จากนั้นเก็บหนังสือและกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จลงในหีบไม้ทันที
จากนั้นเดินไปทิ้งกายลงบนเตียงนอนคล้ายกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ศีรษะเพิ่งจะแตะถึงหมอนก็มีเสียงก้อนหินกระทบกับหน้าต่างไม้ดังขึ้น คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น มือหยิบมีดสั้นที่วางอยู่ใต้หมอนแล้วเดินไปเปิดหน้าต่าง
ทันใดนั้นปลายมีดแหลมคมก็จ่อเข้าที่คอของบุรุษหน้าขาวคนนั้น เขาก็คือชายคนที่ขึ้นมาบนเรือของนางในวันนั้น ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน ซูหย่ากำลังจะเปิดปากถามเขาก็ใช้มือเบี่ยงปลายมีดออกแล้วพุ่งตัวเข้ามาในห้องของนางอย่างไม่เกรงใจ มิหนำซ้ำยังเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่นางเพิ่งนั่งทำงานเมื่อครู่
“นี่เจ้า… เจ้าจะมาหาข้าอีกทำไม” นางรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
“ข้าเอาเงินมาให้” เห็นฐานะของเจ้าหนุ่มคนนี้แล้วเขายังนึกละอายอยู่บ้างที่วันนั้นให้เงินหนุ่มน้อยคนนี้น้อยเกินไป
“บอกแล้วไงว่าข้าไม่ต้องการ”
“แต่ข้าอยากให้”
“แต่ข้าไม่อยากเจอเจ้า อีกอย่างดึกดื่นเพียงนี้เจ้าเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร”
เซี่ยเหยียนเหวินแค่นยิ้ม “ดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ ทำอย่างกับข้าย่องเข้าห้องสตรีอย่างไรอย่างนั้น”
“ถึงข้าจะเป็นผู้ชาย แต่เจ้าก็ไม่ควรเข้าออกห้องคนอื่นได้ตามใจชอบเช่นนี้”
“ข้าแค่ไม่อยากให้คนอื่นรู้เห็นก็เท่านั้น หรือเจ้าอยากให้…” แววตาเขาดูเจ้าเล่ห์
“ไม่อยาก… เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปได้แล้ว และก็ไม่ต้องมาที่บ้านของข้าอีก”
“แต่ข้าอยากเป็นสหายกับเจ้า” วิธีนี้จะทำให้เขาแน่ใจว่าชายคนนี้จะไม่ปริปากเรื่องของเขา อีกทั้งตั้งแต่มาอยู่ที่เมืองหลวงเขาไม่เคยคิดคบใครเป็นสหาย แต่บ่าวคุ้มภัยผู้นี้ถูกใจเขายิ่งนัก หากคบไว้เป็นสหายก็คงไม่เสียหายอะไร
“คงไม่ใช่เพราะกลัวข้าจะเอาเรื่องของเจ้าไปบอกกับทางการกระมัง” ถึงได้อยากตามติดชีวิตนางเช่นนี้
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” เขายอมรับออกไปตรง ๆ “แต่ความจริงแล้วข้าก็อยากเป็นสหายกับเจ้าจริง ๆ”
“ข้าไม่เคยคบโจรเป็นสหาย”
“ข้าไม่ได้เป็นโจร”
“ใครจะยอมรับว่าตนเองเป็นคนเลวเล่า”
“เจ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่ข้ายังยืนยันว่าอยากคบเจ้าเป็นสหาย” เขากวาดสายตาไปทั่วห้องพลางสูดดมกลิ่น “ห้องของเจ้ามีกลิ่นหอมสบายจมูกยิ่งนัก เจ้าซื้อสมุนไพรพวกนี้มาจากที่ใดหรือ” เป็นกลิ่นเดียวกันที่ชายคนนี้ใช้บนเรือ
“ข้าไม่ได้ซื้อ แม่ของข้าเป็นคนทำให้” แค่นางบอกมารดาว่าชอบกลิ่นแบบไหน มารดาก็รีบทำให้ทันทีจนกลิ่นนี้กลายเป็นกลิ่นเฉพาะของนางไปแล้ว มันคล้ายกับกลิ่นไอดินผสมกับกลิ่นหญ้าที่เพิ่งโดนฝนใหม่ ๆ กลิ่นนี้จะทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และสบายใจ นางจึงชอบยิ่งนัก
“เช่นนั้นบอกแม่เจ้าทำถุงหอมให้ข้าบ้างสิ”
“ได้อย่างไร เจ้าหัวทึ่มหรือ ถึงมาขอให้ท่านแม่ของข้าทำถุงหอมให้ชายชั่วอย่างเจ้า”
“ปากเจ้านี่นะ เหมือนสตรีไม่มีผิด เจ้าจะร้อนตัวไปทำไมในเมื่อเจ้าไม่ได้เป็นสตรีสักหน่อย” เขารู้ว่าการมอบถุงหอมให้กันหมายความว่าอย่างไร แต่การที่มารดาของเจ้าหนุ่มคนนี้ทำให้ก็ไม่ได้เสียหายอะไรไม่ใช่หรือ
“นี่เจ้า…”
“ข้าขอซื้อได้ไหมล่ะ” ว่าจบก็ล้วงถุงเงินออกมาวางไว้บนโต๊ะ “รวมกับที่เจ้าช่วยเหลือข้า” ก่อนออกจากห้อง เขายังหันมาพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “วันหน้าข้าจะมาเอาคำตอบ และจะมาเอาถุงหอมด้วย”
ซูหย่าจึงพูดไล่หลัง “คำตอบอะไร” เมื่อนึกขึ้นได้ที่เขาถามนางเรื่องคบเขาเป็นสหายนางก็รู้สึกโมโหจนหน้าเขียวคล้ำ แต่พอเปิดดูจำนวนเงินในถุง คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลงทันที เขาเพิ่มเงินให้นางอีกตั้งสามร้อยตำลึง มุมปากพลันเผยรอยยิ้มออกมา เป็นบุรุษเสเพลที่ใจป้ำเสียด้วย
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เซี่ยเหยียนเหวินจึงพาสหายไปพักผ่อนจิ้งอี๋มองตามทั้งคู่ด้วยความสงสัย “ฮูหยิน เหตุใดสหายเจิงถึงพักห้องเดียวกันกับคุณชายสามเจ้าคะ”“พวกเขาคงมีเรื่องคุยกันกระมัง พี่จิ้งอี๋ไปเตรียมมื้อเย็นเถอะ” เพราะเย็นนี้มีอาหารต้องเตรียมหลายอย่าง ต้วนซูหย่าจึงให้นางไปเตรียมวัตถุดิบเร็วหน่อย“เจ้าค่ะ”ให้หลังจิ้งอี๋เซี่ยเหยียนเหวินจึงเอ่ยกับภรรยา “ข้าว่าสหายของซีเอ๋อร์ดูแปลก ๆ นะ”“ท่านพี่ก็สังเกตเหมือนกันหรือเจ้าคะ”“อืม แล้วฮูหยินคิดเหมือนกับข้าหรือไม่” เพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน เซี่ยเหยียนเหวินจึงรู้วิธีจับสังเกตผู้หญิงซูหย่าพยักหน้า พลางเอ่ย “ข้าว่าพวกเราคงไม่ต้องหาสะใภ้ให้ยุ่งยากแล้วกระมัง”“สมกับเป็นลูกชายข้าจริง ๆ” มีสตรีอยู่ข้างกายแต่ไม่รู้ว่าเป็นสตรี “แล้วเราจะทำอย่างไรดี”“รอดูไปก่อนเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าซีเอ๋อร์อาจมีใจให้นางเช่นกัน” ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้นางติดตามมาด้วย อีกอย่างคงไม่ตามใจนางเช่นนั้นเมื่ออยู่กันตามลำพัง เจิงเสวียนอี้จึงเอ่ยขึ้น “คืนนี้ข้าขอนอนกับเจ้านะ”“ทำไมล่ะ บ้านข้ามีตั้งหลายห้อง เจ้าจะมาแย่งข้านอนทำไม”“ข้าไม่ชินน่ะ กลัวนอนไม่หลับ ข้านอนตรงนี้ก็
ทั้งสองเดินทางสิบสองวันก็มาถึงภูเขาอีซาน“นี่คือบ้านของเจ้ารึ”“อืม ไปกันเถอะ”เซี่ยเหยียนซีขี่ม้าเข้าไปในลานบ้านของตน ก็มีคนผู้หนึ่งออกมาต้อนรับ เส้นผมบนศีรษะของเขากลายเป็นสีดอกเลาเกือบครึ่งศีรษะแล้ว เขาคือลู่จื้อเผิงองครักษ์ข้างกายบิดาของเขา และยังเป็นคนที่เคยเลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามของเซี่ยเหยียนเหวินอีกด้วย“คุณชายสามกลับมาแล้ว” ลู่จื้อเผิงเอ่ยออกด้วยความดีใจ ที่เห็นเซี่ยเหยียนซีกลับบ้านสักที“ท่ายลุงลู่” เซี่ยเหยียนซีคำนับลู่จื้อเผิงคราหนึ่ง เพราะลู่จื้อเผิงเปรียบเสมือนคนในครอบครัว เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าจึงให้บุตรชายทั้งสามเรียกเขาว่าท่านลุง ยังมีจิ้งอี๋อีกคนที่พวกเขาต้องเรียกนางว่าท่านป้าเซี่ยเหยียนซีแนะนำสหายของตนให้ลู่จื้อเผิงรู้จัก “นี่คือเจิงเสวียนอี้สหายข้าเอง”“ท่านลุงลู่” เจิงเสวียนอี้คำนับลู่จื้อเผิงเช่นกัน แต่สายตาของลู่จื้อเผิงกลับมองเขาแปลก ๆ“อ้อ ขอรับ” ลู่จื้อเผิงรู้สึกว่ามีบางอย่างในตัวเจิงเสวียนอี้แปลกไป ความรู้สึกเหมือนเขาพบกับเซี่ยฮูหยินคราแรก“ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะ”“อยู่สวนดอกไม้ขอรับ”“เช่นนั้นข้ากับสหายขอตัวก่อนนะ”“ขอรับ”เซี่ยเหยียนซีเดินนำหน้า โดยมีเ
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งทางแดนเหนือของแคว้นฉู่ เซี่ยเหยียนซีตื่นขึ้นมาล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า “จะไปแล้วเหรอ” เจิงเสวียนอี้เอ่ยถาม ทั้งสองเป็นสหายที่ร่วมท่องยุทธภพมาด้วยกันราวห้าหกปีแล้ว ไปไหนมาไหนก็พักห้องเดียวกันมาตลอด ทั้งสองจึงสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก “อืม” “ข้าไปด้วยได้ไหม” “ไปทำไม” “ข้าอยากรู้จักกับบิดามารดาของเจ้า” “แต่ข้าคงไม่ได้กลับมาส่งเจ้าหรอกนะ” เพราะเขาเคยสัญญากับพี่ชายฝาแฝดทั้งสองว่าหากท่องยุทธภพจนอายุครบยี่สิบสามปีเมื่อไร เขาจะกลับไปแต่งงานและอยู่ดูแลบิดามารดาที่ภูเขาอีซาน ซึ่งตอนนี้อายุเขาก็เลยยี่สิบสามปีมาครึ่งปีแล้ว สำคัญกว่านั้นคือเขายังหาสตรีที่ถูกใจไม่ได้เลย “ในสายตาเจ้า ข้าดูอ่อนแอเพียงนั้นเชียวรึ” “ก็ไม่” เจิงเสวียนอี้ไม่ใช่บุรุษที่มีร่างกายสูงใหญ่ เขาเตี้ยกว่าเซี่ยเหยียนซีราวสี่ฉื่อ แต่กลับมีวรยุทธ์สูงส่ง อีกทั้งยังกินง่ายอยู่ง่ายคล้ายกับเซี่ยเหยียนซี ทั้งสองจึงเดินทางท่องยุทธภพด้วยกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังรู้ใจกันเป็นอย่างดี “งั้นข้าขอไปบ
รถม้าจอดที่จวนของเซี่ยเหยียนเหวิน“ท่านพ่อ นี่คือบ้านของใครหรือขอรับ” เซี่ยเหยียนอันถาม“บ้านพ่อเอง”“ท่านพ่อมีบ้านใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ”“อืม ไปเถอะเข้าไปในบ้านกัน”สองพี่น้องฝาแฝดยังทำหน้างงงที่บิดามีบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ เซี่ยเหยียนชิงมองเห็นบ้านทางทิศตะวันออกจึงถาม “ท่านพ่อ บ้านหลังนั้นเป็นของใครหรือขอรับ”“บ้านท่านยาย แต่ตอนนี้ท่านยายย้ายไปอยู่บ้านท่านตาแล้ว”“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”วันต่อมาต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินจึงพาบุตรชายทั้งสองไปที่จวนสกุลต้วน ตอนนี้ต้วนจื่อรุ่ยลาออกจากราชการมาอยู่เป็นเพื่อนภรรยากับมารดาแล้ว เขาจึงอยู่ที่จวนด้วย ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินคารวะต้วนจื่อรุ่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าต้วน แต่สิ่งที่ทำให้ต้วนจื่อรุ่ยหัวใจพองโตมากที่สุดคือต้วนซูหย่ายอมเรียกเขาว่าท่านพ่อ “เจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ในจดหมายนางจะเขียนบอกหลิวเหม่ยหลิงตลอด แต่ต้วนจื่อรุ่ยก็ยังอยากฟังจากปากบุตรสาว “สบายดีเจ้าค่ะ” เด็กแฝดสองคนก็คารวะเช่นเดียวกัน “คารวะท่านยายทวด ท่านตาขอรับ” “ทำไมเหลนยายถึงได้น่ารักน่าชังเช่นนี้” ฮูห
ต้วนซูหย่ากับเซี่ยเหยียนเหวินยังคงเลี้ยงดูบุตรทั้งสองอยู่ที่ภูเขาอีซาน คราแรกคนในหมู่บ้านหวงหลิ่งต่างพากันจับตามองฝาแฝดทั้งสองคนว่าจะนำพาหายนะอะไรมาสู่หมู่บ้านหรือไม่ เพราะสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ยอมแยกบุตรทั้งสองออกจากกัน เหมือนประเพณีที่สืบทอดกันมา ตามความเชื่อเดิมหากไม่แยกบุตรฝาแฝดเลี้ยงดูอยู่กันคนละที่ก็จะทำให้พื้นที่ตรงนั้นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชาวบ้านยังคงเฝ้ามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ด้วยความหวาดกลัวทว่าตอนนี้เด็กฝาแฝดสองคนนั้นอายุได้สี่ปีเต็มแล้วก็ยังไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แต่กลับมีแต่สิ่งที่น่ายินดีเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้าน อย่างเช่น คนในหมู่บ้านมีอาชีพที่ใช้ทำมาหากินมากขึ้นเช่น ปลูกกุหลาบ มะลิ และเก๊กฮวยขาย ซึ่งคนที่รับซื้อก็คือบิดามารดาของเด็กฝาแฝดสองคนนั้น ในหมู่บ้านมีการจ้างงานกันมากขึ้น ไม่ต้องล่าสัตว์เก็บของป่าเพียงอย่างเดียวมีการสอนทำขนมขาย พร้อมกับชาดอกไม้ เพราะตอนนี้เซี่ยเหยียนเหวินกับต้วนซูหย่าได้เปิดหอซุ่นจิ่วเจียอีกสาขาหนึ่งที่เมืองหนานจิง ซึ่งทำให้ต้องการชาดอกไม้และขนมที่หลิวเหม่ยหลิงทำขายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านหวงหลิ่งจึ
สองเดือนผ่านไปทั้งสองก็ได้ยินข่าวว่าเสิ่นซู่เจียจากไปเพราะป่วยหนัก ซึ่งเรื่องนี้ต้วนซูหย่าและเซี่ยเหยียนเหวินรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงที่นางจากไปเกิดจากอะไรกันแน่ กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกส่วนนักฆ่าผู้นั้นหลังจากกินอาหารเย็นวันหนึ่งแล้วก็จากไปอย่างสงบ ต้วนซูหย่าบอกเขาเสมอว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร เช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรักษาคำพูดที่ให้ไว้กับโจรผู้นั้นสองสามีภรรยาอาศัยอยู่ในบ้านบนภูเขาอีซานอย่างมีความสุข ต้วนซูหย่ายังคงเขียนนิยายทุกวันเขียนเสร็จก็ให้สามีช่วยอ่าน และทุกวันทั้งคู่ยังช่วยกันดูแลแปลงกุหลาบ เก๊กฮวย และมะลิ ที่พวกเขาช่วยกันปลูกไว้ตั้งแต่มาถึงบ้านพักได้เพียงห้าวัน ตอนนี้เริ่มตากแห้งและส่งไปให้หลิวเหม่ยหลิงทำชาขายได้แล้วซึ่งในแต่ละเดือนสำนักคุ้มภัยเมฆาเหินจะเดินทางมาที่บ้านพักของเซี่ยเหยียนเหวินทุกเดือนเพื่อนำตั๋วเงินมาส่งมอบให้ ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้าคุ้มภัยก็คือไป๋เทียนคั่ว และยังมีเหมยลี่ติดตามมาด้วย ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน“พี่ซูหย่าข้าว่าท่านดูอวบขึ้นนะเจ้าคะ ดูเหมือนจะสวยขึ้นด้วย บอกข้ามาซะดี ๆ ว่าท่านมีของดีอะไร”ต้วนซูหย่ายิ้มแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเหม







